Masuk“ฮูหยินอยากให้ข้าน้อย นำเนื้อตุ๋นนี้ ไปส่งที่เรือนหรือไม่ขอรับ”
พ่อบ้านจวนจ้าว เอ่ยถามออกมา ด้วยน้ำเสียงกึ่งดูหมิ่น สตรีบ้านนอกจะมีดอกาสได้กินของดี ๆ ได้อย่างไรกัน
“แค่ของพื้น ๆ ข้าต้องอยากกินด้วยหรือ รึ! พ่อบ้านจวนคิดว่าข้าคือสตรียากไร้ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าสกุลถาน เป็นรองเพียงฮ่องเต้เท่านั้นในเรื่องทรัพย์สิน อย่าให้ข้าต้องย้ำเตือนบ่อยนัก ถึงฐานะของข้า”
แววตาที่มองไปยังชายชรา ไม่ได้มีความอ่อนโยน หรือหวานหวั่นเช่นในชาติที่แล้ว คนผู้นี้หากจะว่าภักดีต่อสามีนางทั้งหมดก็หาใช่ เพราะความที่ชายชราปลื้มปริ่มในตัวพระชายาลู่ อยากได้มาเป็นนายหญิง ชายที่แล้วจึงทำเหมือนนางเป็นฝุ่นผง หาหนทางกลั่นแกล้งนางมิเว้นวัน
จนนางล้มป่วยหนัก เมื่อนางตื่นมาอีกครั้ง นางก็ไม่จำเป็นที่ต้องอดทนอะไรกับคนผู้นี้แล้ว สามีนางก็ไม่คาดหวังให้เขามารัก แค่อำนาจของเขาเท่านั้นที่นางต้องการ เพื่อเปลี่ยนชะตาสกุลถาน และนางถือว่าชาติที่แล้ว จ้าวตงเสวียนมีน้ำใจ ให้นางในฐานะแม่ของลูก ด้วยการหย่าขาดเพื่อไม่ให้ต้องตายไปกับสกุลจ้าว แม้ว่าสุดท้ายนางกับลูกก็ไม่อาจรอดชีวิตก็ตาม
“ข้าน้อยมิได้คิดเช่นนั้นขอรับ”
เมื่อเห็นแววของสตรี ที่เคยหงอประหนึ่งลูกแมวพลัดถิ่น ว่าในตอนนี้นางราวนางเสือ ซึ่งพร้อมขย้ำใครก็ตาม ที่คิดล้ำเส้นของนาง
“ดี! หวังว่าข้าจะไม่ได้ยินคำพูด หรือท่าทางเช่นนี้อีก เพราะไม่ว่าตัวข้าจะเกิดมาจากสกุลใด ข้าก็คือนายของเจ้า หาใช่บ่าวที่ต้องก้มกราบเจ้า! รึ! ข้าต้องทำเช่นนั้น”
ไม่ว่าน้ำเสียงสีหน้าแววตา ล้วนไร้ซึ่งความอ่อนโยน และมันคือคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ทั้งยังคงมีความเด็ดขาดในนั้น
“ข้าน้อยมิกล้า”
พ่อบ้านชราได้แต่ก้มหล้าหลุบสายตาลงต่ำ มิกล้าที่จะเผชิญต่อสายตาของจ้าวฮูหยิน นางเปลี่ยนไปลังจากหายเจ็บไข้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน
ถานไห่ชินไม่เอ่ยสิ่งใดอีก ร่างบอบบางก้าวผ่านพ่อบ้านชราไป นางนิ่งเงียบก็แค่รอจังหวะ ไม่เร่งกระโตกกระตากให้เสียการณ์ ในเมื่ออีกฝ่ายเปิดช่องว่างให้ นางก็แค่คว้าเอาไว้เท่านั้น คนประเภทพ่อบ้านจวง เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนัก คิดจะลงมือกับเขา ต้องมีชั้นเชิงที่เหนือกว่าเท่านั้น จึงบจะกำราบคนเยี่ยงนี้ให้ราบคาบได้
หน้าประตูจวนจ้าว
ร่างระหงของพระชายาลู่ ก้าวพ้นประตุจวนออกมา ด้วยใบหน้าที่เรียบตึง นางทำงานให้สามีไม่สำเร็จ ไหนจะยังมาเสียหน้ากับคนบ้านนอก ที่ทำให้จ้าวตงเสวียนปฏิเสธนางอีก ช่างน่าเจ็บใจนัก!
“จับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของพวกเขาให้ดี ใกล้เวลาสำคัญเข้ามาทุกทีแล้ว จะให้เสียงานมิได้เป็นอันขาด”
หลังจากนางก้าวขึ้นนั่งบนรถม้า ก็ได้เอ่ยสั่งการกับองครักษ์ ที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านนอก หากนางทำให้จ้าวตงเสวียน มายืนอยู่ข้างสามีไม่ได้ ผลที่ตามมาคงยากที่จะคาดการณ์ได้ อย่างไรเสียวันนี้ นางคงต้องเอาใจท่านอ๋องให้มากสักหน่อย มิเช่นนั้นเขาคงเกรี้ยวกราดใส่นางอีกเป็นแน่
“พระชายาโปรดวางใจ เรื่องนี้ข้าน้อยจะจัดการให้ดีขอรับ” หลังรับคำสั่ง ร่างสูงก็ได้ห่ายไปยังอีกด้านของถนน เพื่อทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย
“ไปที่ร้านเครื่องหอม ข้าต้องการน้ำหอมเพิ่มอีกสักสองสามขวด”
อวิ๋นอิง เอ่ยกับคนขับรถม้า ก่อนจะเอนกายลงพิงกับหมอน แล้วปิดเปลือกตาอย่างคนกำลังใช้ความคิด ชีวิตที่นางวาดฝันว่าจะสวยหรู ทว่าความเป็นจริง มันช่างเต็มไปด้วยการนองเลือด แต่ในเมืองเลือกที่จะเดินบนเส้นทางนี้แล้ว นางมีหรือจะถอยหลังกลับไปได้ อย่างน้อยนางก็ได้รับการก้มหัวให้ ในฐานะพระชายา มิใช่เพียงภรรยาแม่ทัพ ที่แม้จะมีสายเลือดราชวงศ์ แต่คำเรียกขานมันอวดเบ่งได้ต่างกัน ต่อให้ตอนนี้นางอยู่อย่างกล้ำกลืน อย่างไรก็มีเกียรติให้คนก้มหัวให้ ไยต้องลดตัวไปอยู่กับความไม่แน่นอนของนักรบ ที่มิรู้วันใดจะต้องสังเวยชีวิตในการต่อสู้
คล้อยหลังรถม้าจวนลู่จิ้งอ๋องไปแล้ว ร่างเพรียวในชุดสาวใช้ ได้ก้าวตรงไปยังทิศทาง ที่องครักษ์ของพระชายาลู่หายไป ช่างกล้าเหยียบจมูกกันถึงบ้าน ไม่สอนให้จดจำคงมิหยุดกำแหง ชูเหมยกระตุกยิ้มหยัน กับคนเมืองหลวงที่คิดว่าเก่งกาจ แต่คงลืมไปว่าเสือในป่า อย่างไรก็ร้ายกาจกว่าสุนัขในเรือน
หนึ่งเดือนต่อมา ณ จวนสกุลถาน เมืองหูเหอ ถานไห่ชินที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเกิดได้เพียงสองวัน กำลังยืนอ่านจดหมายจากม้าเร็ว ด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายยิ่งนัก ทุกอย่างมันเหมือนจะจบง่ายดายเหลือเกิน ทั้งที่ผ่านมาในชาติก่อน นางประสบกับความเจ็บปวดสาหัสเหลือเกิน แต่มาวันนี้ บทที่มันจะจบลง ก็ง่ายราวพลิกฝ่ามือ ทุกอย่างสำหรับนางในชาตินี้ มันสะดวกไปเสียหมด ราวกับถูกปูทางเอาไว้แล้วเป็นอย่างดี มิเว้นแม้แต่สามีที่ไม่เหมือนเดิม “เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ” แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้ามายืนซ้อนหลังภรรยา ก่อนจะสอดแขนโอบกอดนางจากด้านหลัง คางหนาโน้มลงเกยบนไหล่มน “ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดเจ้าคะ” ถานไห่ชินไม่ได้ตอบสามี ทว่านางกลับเลือกที่จะถามเขาแทน แน่นอนว่าความเปลี่ยนไปของสามี ทำให้นางไม่คิดที่จะวางใจอันใดทั้งนั้น หรือเพราะข่าวเรื่องอวิ๋นอิง ถูกจับคุมขังในคุกหลวงรอวันประหาร จากการสมคบคิดกับกบฏกัน เขากำลังจะแก้แค้นนางเช่นนั้นรึ! “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่วางใจใสตัวข้าไห่ชิน แต่ข้าขอยืนยันต่อเจ้ากับลูก...” “ลูก!” หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก เพื่อที่จะออกจากอ้อมแขนของเขา ทว่าท
“อย่าเสียเวลา หากเจ้าไม่ก้าวลงจากบัลลังก์ ข้าก็จะเป็นคนไปนำตัวเจ้าลงมาเอง” ลู่เจี้ยนชี้นิ้วตรงไปยังคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ก่อนจะขยับเท้า เตรียมที่จะขึ้นไปทำตามที่พูด เขาไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกแล้ว ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือช่วงชิงทุกอย่างมาไว้ในมือ นั่นคือหนทางเดียวที่เขาจะรอด “เสด็จพ่อ! หากมอบบัลลังก์ให้แก่ข้า ข้าจะปกป้องท่านเองพ่ะย่ะค่ะ” “หึ ๆ เจ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม รักษาชีวิตของเจ้าเองให้รอดก่อนเถิด ค่อยคิดการใหญ่” ถานเค่อหลาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ร่างสูงสง่าก้าวออกมายืนอยู่หน้าบัลลังก์ โดยในมือมีทวนยาวสีเงินวาบวับ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่าผู้กระหายอำนาจ เรื่องในวันนี้ เป็นหนึ่งในแผนการ ที่น้องสาวของเขาได้ส่งข่าวมา ก่อนที่ลู่เจี้ยนและอวิ๋นอิง จะก้าวพ้นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงเสียอีก “เจ้าคนแซ่ถาน! เจ้า!” องค์ชายรองชี้ตรงไปยังบุตรชายพ่อค้า นี่มันอะไรกัน ไยถานเค่อหลางจึงมาอยู่ที่นี่ แค่สกุลพ่อค้าหลวง ไยจึงทำตัวห้าวหารเยี่ยงนักรบ “เด็กน้อยเยี่ยงเจ้า ที่เอาแต่เฝ้าหวังใช้สกุลสตรีไต่เ
เจ็ดวันต่อมา ณ โถงใหญ่ตำหนักหลวง ฮ่องเต้ทรงออกว่าราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่ายังทรงนั่งอ่านฎีกาอยู่ที่เดิม ยังมิทรงขยับเขยื้อนไปที่ใด โดยมีขันทีคนสนิทยืนคอยพัดวีอยู่ข้าง ๆ ความเงียบภายในห้องพลันถูกทำลายลง เมื่อองค์ชายรองก้าวเข้ามา โดยที่ไม่มีขันทีขานชื่อก่อนเข้าเฝ้า “เจ้าเข้ามาเยี่ยงนี้ ข้าควรคิดเช่นไรดี” ฮ่องเต้ทำเพียงช้อนสายตาเหลือบมองพระโอรส ก่อนจะก้มลงตรวจทานฎีกาต่อ เพราะทรงรู้อยู่แล้วว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง “เจ้าอย่าเสแสร้ง ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าคือตัวปลอม ที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ มานั่งแทนตำแหน่งของเสด็จพ่อ” องค์ชายรองเปิดประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม เรื่องที่ฮ่องเต้ทรงพระประชวนหนัก จนถึงขั้นหาตัวแทนพระองค์ ออกมานั่งว่าราชการแทน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างเล่าลือกันถ้วนหน้า ส่วนคนที่ว่าราชการหลังม่านแท้จริง คือฮองเฮา สตรีที่คิดรวบทุกอย่างไว้ในมือ “หึ ๆ เยี่ยงนั้นรึ!” ฮ่องเต้เอ่ยกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ติดเย้ยหยัน ใช่แล้วเรื่องการเจ็บป่วยของเขา ก็คือตัวเขาที่ตั้งใจปล่อยมันออกไป เรื่องมันควรจะสิ้นสุดได้แล้ว “อู๋ก
สิบวันต่อมา ณ เมืองหลวง ภายในคุกหลวง ร่างที่คดคู้อยู่มุมห้องขัง มันดูสั่นเทิ่มอย่างคนขลาดกลัว ทว่าอาการนั่นของเขานิ่งลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นี่มิใช่ฝีเท้าของผู้คุม แต่เป็นคนที่ฝึกยุทธขั้นสูง เวลานี้หมดช่วงเข้าเยี่ยมแล้ว และนับตั้งแต่เขาถูกนำเข้ามาในคุกหลวงแห่งนี้ แม้แต่บ่าวเก่าสักคนยังไม่มีแวะเวียนมาหาเลย “ท่านอ๋อง ข้าน้อยมารับตัวท่านขอรับ” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้น ความสลัวลางภายในคุกอันอับชื้น ทำให้ชายหนุ่มผู้เคยสูงศักดิ์ พยายามเพ่งสายตามอง ว่าเป็นผู้ใดกัน ที่เข้ามาหาเขา “ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร ว่านี่หาใช่แผนการของผู้ใด” ในสถานการณ์อันล้อแหลมเช่นนี้ มีหรือเขาจะเชื่อผู้ใดง่าย ๆ การช่วงชิงอำนาจที่กำลังร้อนระอุ ย่อมยากที่จะวางใจผู้ใดได้ “ไทเฮาส่งข้าน้อยมาขอรับ” เมื่อได้ยินว่าเป็นผุ้ใด ที่ส่งคนมารับตัวเขา ชายหนุ่มจึงยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อที่สกปรกมอมนั้นอย่างถือดี เคร้ง! เพียงดาบเดียว โซ่เหล็กเส้นใหญ่พลันขาดสะบั้น ประตูถูกชายผู้นั้นเปิดออกกว้าง ก่อนที่จะเบี่ยงตัวเปิดทางให้แก่ลู่อ๋อง ลู่เจ
คณะเดินทางของคุณหนูสกุลอวิ๋น รถม้าที่ควรเดินทางต่อไปยังหูเหอ กลับบ่ายหน้าเข้าสู่เส้นทางเมืองหลวง โดยมีคนขององค์ชายใหญ่เป็นผู้ควบคุมการเดินทางในครานี้ อวิ๋นอิงลอบมองไปที่รุ่ยผิง ซึ่งเอาแต่นั่งเงียบงัน นางไม่ได้เอ่ยถามเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา คงมีเพียงช่วงแรกที่นางแสร้งทำเป็นโวยวาย กับการที่ต้องกลับเมืองหลวง ซึ่งรุ่ยผิงก็ยังคงทำหน้าที่ปลอบโยนเช่นเดิม แต่มันต่างตรงที่รุ่ยผิงดูจิตใจเลื่อนลอยอยู่บ่อยครั้งเท่านั้นเอง “คุณหนูนอนพักสักหน่อยนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นผู้เป็นนายเอาแต่เงียบ รุ่ยผิงที่เพิ่งรู้สึกว่าตนเองหลงลืมหน้าที่ ได้เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ข้าไม่ง่วง เจ้าพักเถอะ ไม่ต้องเฝ้าข้าหรอก อย่างไรเสียเราก็คงต้องกลับเข้าเมืองหลวงอยู่ดี ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องคิดทำอีกแล้ว” แม้ว่านางอยากจะขัดขืน เรื่องที่ต้องกลับเมืองหลวง แต่นี่คือพระบัญชาจากองค์ชายใหญ่ ผู้ใดจาจหาญขัดขวางได้ แม้ว่าองค์ชายใหญ่จะยังไม่ได้รับตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท แต่เท่านี้ก็รู้แล้วว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางใด สิ่งที่นางต้องขบคิด คือทำอย่างไรให้ครอบครัว รอดพ้นไปจากการช่วงชิง
ทางด้านลานพักของจ้าวตงเสวียน แม่ทัพหนุ่มไม่ได้คิดที่จะออกห่างจากรถม้าของภรรยา แม้ว่าตอนที่เขาแสร้งหลับใหล ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เฝ้าระวังเสียเมื่อไหร่ แต่เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยฝีมือของคนขับรถม้า และสาวใช้ข้างกายภรรยา เขาจึงแสร้งหลับด้วยฤทธิ์ยานั้นต่อไป จนถานหลี่เช่อออกจากที่พักไป เขาไม่คิดเดาว่าไปที่ใด เพราะรู้อยู่แล้ว หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงละทิ้งภรรยา มุ่งตรงไปปกป้องหญิงในดวงใจ แต่เพราะนี่คือเขาในปัจจุบัน แม้มดสักตัว เขาก็จะไม่ให้เฉียดใกล้ภรรยา “ท่านแม่ทัพ ไม่คิดที่จะไปดูสักหน่อยจริง ๆ หรือขอรับ” สื่อเจ่าเอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน เขาไม่อยากเชื่อว่าท่านแม่ทัพ ที่ดูห่วงใยในตัวของคุณหนูอวิ๋น จะเพิกเฉยต่ออันตรายที่คืบคลานเข้าหานางได้ “นายหญิงของเจ้าคือใคร” “แน่นอนว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยสิขอรับ” “นั่นคือคำตอบที่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ให้ดี อย่าได้คิดเอาผู้อื่นมาตีเสมอนาง” แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ขยายความในคำพูด เพราะเขารู้จักคนของตนเองดี ว่าหน้าที่คือสิ่งสำคัญ หากว่าเขาบอกชัดแล้วไม่ทำ สื่อเจ่ารู้ดีว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา แม่ทัพหนุ่ม
ยามสาย ณ ห้องโถงใหญ่ เรือนหลัก ท่านราชครูจ้าวกับจ้าวฮูหยิน ต่างพากันนั่งรอการมาของลูกสะใภ้ ทั้งคู่ชะเง้อคอจนยืดยาว ด้วยข่าวที่ได้รับรู้ ว่าเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา บุตรชายได้ร่วมห้องกับลุกสะใภ้ นับเป็นข่าวดีอะไรเยี่ยงนี้ พวกเขามีแววจะได้เป็นปู่ย่า เพราะเท่าที่รู้มาอีก คือบุตรชายไม่มีการส่งยาห้า
แม่ทัพหนุ่มไม่ได้เร่งเร้าจนเกินไป เขาค่อย ๆ เคลื่อนกายลงต่ำ จนใบหน้าไปหยุดยังเนินอาบอูม ที่มีเส้นขนอ่อนนุ่มเพียงบางเบา “กรี๊ด!!!” หญิงสาวหวีดร้องเสียงหลง เมื่อปลายลิ้นอุ่นร้อนของสามี ตวัดผ่านเนินเนื้อนั้นอย่างเชื่องช้า ก่อนที่นิ้วเรียวยาว จะคลี่เปิดกลีบเนื้อบางให้เปิดออก อ่าห์!!! ห
“ถานไห่ชิน เจ้ากำลังหมิ่นข้าที่เป็นสามี” แม่ทัพหนุ่มใช้มือคว้าคางเล็ก พร้อมดันให้เงยขึ้น สบเข้ากับดวงตาดุกร้าว ที่สะท้อนแสงเทียนในห้อง มันเต็มไปด้วยแววแห่งบุรุษเพศ ดวงตาที่ฉ่ำเยิ้มจากฤทธิ์สุรา กระพริบปริบ ๆ เมื่อเห็นแววตาที่ต่างจากทุก ๆ วัน อื้อ... ทว่ายังไม่ทันที่จะได้อ้าปากถามสิ่
“มากไปแล้วถานไห่ชิน” หมับ! มิพูดเปล่า มือหนาคว้าข้อมือของหญิงสาวเอาไว้ ก่อนจะถลึงตาใส่นาง เมื่อแววตาฉ่ำเยิ้มจากฤทธิ์สุรา หันมองเขาราวกับเป็นคนแปลกหน้า แม้มันจะเป็นเยี่ยงนั้นอยู่ก็ตาม แต่อย่างไรเขาก็คือสามีของนาง จะไม่คุ้นเคยก็ไม่มีสิทธิ์มองข้ามสายตาเขา “ท่านแม่ทัพ ข้าเพียงอยากดื่ม







