Masuk“องค์ชายรอง ประทับนั่งก่อนเพคะ”
ถานไห่ชิน ผายมือให้แก่ชายสูงศักดิ์ ก่อนที่จะหันไปทางสามี ซึ่งก้าวตามาด้วยใบหน้าบึงตึง ก่อนที่เขาจะเหลือตามองนางอย่างดุกร้าว ทว่าหญิงสาวกลับแสร้งไม่เห็นมันเสียอย่างนั้น แม่ทัพหนุ่มกำหมัดแน่น นางกล้าท้าทายเขาอย่างนั้นหรือ
“ท่านพี่ตงเสวียน นั่งก่อนสิ...อย่าได้ตำหนิพี่สะใภ้”
เจียงสืออัน ที่จับจ้องคนทั้งคู่อยู่ตลอด เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเริงร่า เหมือนเขามิได้คิด หรือรู้สึกอันใดไม่ ทั้งที่ภายในใจนั้น กำลังสาแก่ใจ ที่ความสำคัญของเขา มีมากกว่าญาติผู้พี่
“ฮึ!”
แม่ทัพหนุ่มทำเสียงในลำคอ ก่อนจะนั่งลงอย่างไม่เต็มใจ เพราะต่อให้เขาไม่ยินดีแค่ไหน ก็มิอาจปล่อยให้ภรรยา อยู่กับชายอื่นตามลำพังได้ บ่าวไพร่ในบ้านช่างไร้สามารถกันเกินไปแล้ว แค่คนผู้เดียวก็กีดกันมิให้เขาบ้านไม่ได้ เลี้ยงเสียข้าวสุกเสียจริง
ถานไห่ชิน ขยับลงนั่งต่อจากนั้น อย่างไรเขาก็คือสามี นางย่อมต้องให้เกียรติ แต่การบริหารเสน่ห์ของสตรี นางก็ต้องใช่มันเพื่อทำให้เขาคลั่งไปพร้อมกัน ไม่รักแต่หวงของย่อมเป็นสิ่งที่บุรุษทุกคนมีในตัว ชาติที่แล้วสัมพันธ์ทางกายเกิดขึ้นเพราะฤทธิ์ยา จนนางตั้งครรภ์ ชาตินี้นางจะไม่ให้ลุกต้องเกิดมา ในยุคแห่งอำนาจ แต่นางก็จะควบคุมเขาด้วยแรงแห่งราคะ เช่นสตรีหลายนางใช้มันบ่งการบุรุษ ในเมื่อความอ่อนน้อมใช้มิได้ผล มารยาทของสตรี นางก็ควรนำมันมาใช้บ้างจะเป็นไร
“ให้ห้องครัว เตรียมกับแกล้มสักสองสามอย่าง”
หญิงสาวสั่งการกับสาวใช้ โดยที่ใบหน้าละมันที่ต้องแสงไฟ ยังคงนิ่งตรงมองไปข้างหน้าอย่างสง่า ความขลาดกลัวเมื่อครั้งที่แต่งเข้าจวนใหม่ ๆ หาได้หลงเหลือให้ใครได้เห็นมันอีก
“พี่สะใภ้ช่างใจดียิ่งนัก”
องค์ชายรอง เอ่ยชมหญิงสาว พร้อมกับยกมือเรียกองครักษ์ ให้นำชุดจอกสุราของตนเองมาวางต่อหน้าเจ้าของบ้านทั้งสอง หยกเนื้อดีจะเพิ่มรสชาติสุราให้น่าลิ้มลองมากขึ้น
“องค์ชายรองอุตส่าห์นึกถึงท่านแม่ทัพกับข้า มีหรือที่หม่อมฉันจะกล้าหักหาญต่อน้ำพระทัยได้เพคะ”
หญิงสาวรับอย่างมีจริต น้ำเสียงและรอยยิ้ม มีขึ้นแต่พองาม ไม่ออกหน้าหรือลิงโลดจนดูน่าขบขัน นั่นยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้บุรุษหลงใหล สตรีที่มิได้งามล่มเมือง แต่ก็หาได้ขี้ริ้วจนมิน่ามองเสียเมื่อไหร่ แค่รู้จังหวะในการใช้ มันจะโดดเด่นโดยมิต้องพยายาม
“สุรานี้มีรสหวานล้ำ ข้ามั่นใจว่าพี่สะใภ้ต้องชื่นชอบขอรับ”
เจียงสืออัน รินสุราลงในจอกหยกเนื้อดีอย่างบรรจง สายตาที่ช้อนมองหญิงสาว ทำให้แม่ทัพหนุ่ม แทบจากจะกระชากร่างนั้น โยนออกไปให้พ้นจวนเสีย ต่อให้เป็นญาติแล้วอย่างไร ผู้ใดอนุญาต ให้มาส่งสายตาเยี่ยงนี้ต่อภรรยาผู้อื่น
“หม่อมฉันมิได้ดื่มเก่งนักเพคะ หากทำตัวเสียมารยาท หวังว่าองค์ชายรองจะทรงมิถือสาหม่อมฉันนะเพคะ”
“เราคือครอบครัว ไยข้าจะคิดเช่นนั้นต่อพี่สะใภ้ได้เล่า พี่สะใภ้ลองชิมสักนิดขอรับ”
หมับ! ทว่าจอกสุราที่หญิงสาวกำลังจะรับมา ถูกผู้เป็นสามีคว้าเอาไปเสียก่อน แม่ทัพหนุ่มตวัดสายตาดุใส่นาง ก่อนจะยกสุราดื่มรวดเดียวหมดจอก ความหวานปนร้อนของสุราผลไม้ ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาตึงขึ้นหลายส่วน ญาติผู้น้องของเขากำลังท้าทายความอดทนของเขาสินะ นี่มันสุรามัวมอมสตรีชัด ๆ หากบุราดื่มก็เสมือนน้ำหวานทั่ว ๆ ไป แต่สำหรับหยิงสาวที่ไม่ได้ช่ำชองเรื่องสุรา ย่อมจะหลงใหลในรสหวานนี้ จนมิระวังตัว ดื่มจนเมามายขาดสติยั้งคิดเอาได้
“เจ้าไม่ควรดื่มเยอะ”
แม่ทัพหนุ่มวางจอกสุราลง โดยที่สายตาของเขา จ้องเขม็งไปยังญาติผู้น้องที่สูงศักดิ์ แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทางแยแสต่อสายตาของเขาสักนิด แต่เลือกที่จะรินสุราส่งให้ภรรยาของเขาต่ออย่างท้าทาย
ถานไห่ชิน รับจอกสุรามาอีกครั้ง แล้วยกขึ้นค่อย ๆ ดมอย่างคนมิคุ้นเคย โดยไม่มีผู้ใดได้ทันสังเกตแววตาวาวระยับของนาง ในตอนที่ก้มหน้าลงมองจอกสุรา เรียวปากงามบิดขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่นางจะยกสุราดื่มรวดเดียวหมดจอก
ความร้อนที่ไหลผ่านลำคอ ส่งผลถึงใบหน้าขาวซีดให้แดงระเรื่อขึ้นทันตา จากฤทธิ์ของสุรา หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ อย่างเก้อเขิน ราวกับการดื่มสุราเช่นนี้ เป็นครั้งแรกของนางอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งบุราทั้งสองที่จับจ้องอยู่ ต่างมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป
“หวานนักเพคะ แต่ก็ร้อนอยู่มิน้อยเพคะ”
หญิงสาววางจอกสุราลงอย่างเอียงอาย พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่เก้อเขิน สายตาขององค์ชายรอง ที่จับจ้องความขัดเขินนั้น ล้วนเต็มไปด้วยแววตาของบุรุษเพศ ที่ต้องตาสตรีอย่างไม่คิดปิดบัง
“จอกแรกอาจยังมิรู้รสดี พี่สะใภ้ต้องดื่มอีกสักหลายจอก จะได้รู้ว่าสุรานี้ดีเพียงใด”
เจียงสืออัน ไม่ปล่อยโอกาสที่จะพูดคุยกับหญิงสาว เขารีบเสนอสุราจอกต่อไปในทันที โดยไม่สนเสียงลมหายใจราวกระทิงดุของยาติผู้พี่ ในเมื่อจ้าวตงเสวียน ไม่ได้ต้องการนาง แล้วจะหวงแหนไปทำไม สู้ปล่อยนางมาอยู่ในอ้อมแขนเขาไม่ดีกว่าหรือ
หนึ่งเดือนต่อมา ณ จวนสกุลถาน เมืองหูเหอ ถานไห่ชินที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเกิดได้เพียงสองวัน กำลังยืนอ่านจดหมายจากม้าเร็ว ด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายยิ่งนัก ทุกอย่างมันเหมือนจะจบง่ายดายเหลือเกิน ทั้งที่ผ่านมาในชาติก่อน นางประสบกับความเจ็บปวดสาหัสเหลือเกิน แต่มาวันนี้ บทที่มันจะจบลง ก็ง่ายราวพลิกฝ่ามือ ทุกอย่างสำหรับนางในชาตินี้ มันสะดวกไปเสียหมด ราวกับถูกปูทางเอาไว้แล้วเป็นอย่างดี มิเว้นแม้แต่สามีที่ไม่เหมือนเดิม “เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ” แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้ามายืนซ้อนหลังภรรยา ก่อนจะสอดแขนโอบกอดนางจากด้านหลัง คางหนาโน้มลงเกยบนไหล่มน “ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดเจ้าคะ” ถานไห่ชินไม่ได้ตอบสามี ทว่านางกลับเลือกที่จะถามเขาแทน แน่นอนว่าความเปลี่ยนไปของสามี ทำให้นางไม่คิดที่จะวางใจอันใดทั้งนั้น หรือเพราะข่าวเรื่องอวิ๋นอิง ถูกจับคุมขังในคุกหลวงรอวันประหาร จากการสมคบคิดกับกบฏกัน เขากำลังจะแก้แค้นนางเช่นนั้นรึ! “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่วางใจใสตัวข้าไห่ชิน แต่ข้าขอยืนยันต่อเจ้ากับลูก...” “ลูก!” หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก เพื่อที่จะออกจากอ้อมแขนของเขา ทว่าท
“อย่าเสียเวลา หากเจ้าไม่ก้าวลงจากบัลลังก์ ข้าก็จะเป็นคนไปนำตัวเจ้าลงมาเอง” ลู่เจี้ยนชี้นิ้วตรงไปยังคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ก่อนจะขยับเท้า เตรียมที่จะขึ้นไปทำตามที่พูด เขาไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกแล้ว ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือช่วงชิงทุกอย่างมาไว้ในมือ นั่นคือหนทางเดียวที่เขาจะรอด “เสด็จพ่อ! หากมอบบัลลังก์ให้แก่ข้า ข้าจะปกป้องท่านเองพ่ะย่ะค่ะ” “หึ ๆ เจ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม รักษาชีวิตของเจ้าเองให้รอดก่อนเถิด ค่อยคิดการใหญ่” ถานเค่อหลาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ร่างสูงสง่าก้าวออกมายืนอยู่หน้าบัลลังก์ โดยในมือมีทวนยาวสีเงินวาบวับ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่าผู้กระหายอำนาจ เรื่องในวันนี้ เป็นหนึ่งในแผนการ ที่น้องสาวของเขาได้ส่งข่าวมา ก่อนที่ลู่เจี้ยนและอวิ๋นอิง จะก้าวพ้นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงเสียอีก “เจ้าคนแซ่ถาน! เจ้า!” องค์ชายรองชี้ตรงไปยังบุตรชายพ่อค้า นี่มันอะไรกัน ไยถานเค่อหลางจึงมาอยู่ที่นี่ แค่สกุลพ่อค้าหลวง ไยจึงทำตัวห้าวหารเยี่ยงนักรบ “เด็กน้อยเยี่ยงเจ้า ที่เอาแต่เฝ้าหวังใช้สกุลสตรีไต่เ
เจ็ดวันต่อมา ณ โถงใหญ่ตำหนักหลวง ฮ่องเต้ทรงออกว่าราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่ายังทรงนั่งอ่านฎีกาอยู่ที่เดิม ยังมิทรงขยับเขยื้อนไปที่ใด โดยมีขันทีคนสนิทยืนคอยพัดวีอยู่ข้าง ๆ ความเงียบภายในห้องพลันถูกทำลายลง เมื่อองค์ชายรองก้าวเข้ามา โดยที่ไม่มีขันทีขานชื่อก่อนเข้าเฝ้า “เจ้าเข้ามาเยี่ยงนี้ ข้าควรคิดเช่นไรดี” ฮ่องเต้ทำเพียงช้อนสายตาเหลือบมองพระโอรส ก่อนจะก้มลงตรวจทานฎีกาต่อ เพราะทรงรู้อยู่แล้วว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง “เจ้าอย่าเสแสร้ง ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าคือตัวปลอม ที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ มานั่งแทนตำแหน่งของเสด็จพ่อ” องค์ชายรองเปิดประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม เรื่องที่ฮ่องเต้ทรงพระประชวนหนัก จนถึงขั้นหาตัวแทนพระองค์ ออกมานั่งว่าราชการแทน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างเล่าลือกันถ้วนหน้า ส่วนคนที่ว่าราชการหลังม่านแท้จริง คือฮองเฮา สตรีที่คิดรวบทุกอย่างไว้ในมือ “หึ ๆ เยี่ยงนั้นรึ!” ฮ่องเต้เอ่ยกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ติดเย้ยหยัน ใช่แล้วเรื่องการเจ็บป่วยของเขา ก็คือตัวเขาที่ตั้งใจปล่อยมันออกไป เรื่องมันควรจะสิ้นสุดได้แล้ว “อู๋ก
สิบวันต่อมา ณ เมืองหลวง ภายในคุกหลวง ร่างที่คดคู้อยู่มุมห้องขัง มันดูสั่นเทิ่มอย่างคนขลาดกลัว ทว่าอาการนั่นของเขานิ่งลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นี่มิใช่ฝีเท้าของผู้คุม แต่เป็นคนที่ฝึกยุทธขั้นสูง เวลานี้หมดช่วงเข้าเยี่ยมแล้ว และนับตั้งแต่เขาถูกนำเข้ามาในคุกหลวงแห่งนี้ แม้แต่บ่าวเก่าสักคนยังไม่มีแวะเวียนมาหาเลย “ท่านอ๋อง ข้าน้อยมารับตัวท่านขอรับ” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้น ความสลัวลางภายในคุกอันอับชื้น ทำให้ชายหนุ่มผู้เคยสูงศักดิ์ พยายามเพ่งสายตามอง ว่าเป็นผู้ใดกัน ที่เข้ามาหาเขา “ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร ว่านี่หาใช่แผนการของผู้ใด” ในสถานการณ์อันล้อแหลมเช่นนี้ มีหรือเขาจะเชื่อผู้ใดง่าย ๆ การช่วงชิงอำนาจที่กำลังร้อนระอุ ย่อมยากที่จะวางใจผู้ใดได้ “ไทเฮาส่งข้าน้อยมาขอรับ” เมื่อได้ยินว่าเป็นผุ้ใด ที่ส่งคนมารับตัวเขา ชายหนุ่มจึงยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อที่สกปรกมอมนั้นอย่างถือดี เคร้ง! เพียงดาบเดียว โซ่เหล็กเส้นใหญ่พลันขาดสะบั้น ประตูถูกชายผู้นั้นเปิดออกกว้าง ก่อนที่จะเบี่ยงตัวเปิดทางให้แก่ลู่อ๋อง ลู่เจ
คณะเดินทางของคุณหนูสกุลอวิ๋น รถม้าที่ควรเดินทางต่อไปยังหูเหอ กลับบ่ายหน้าเข้าสู่เส้นทางเมืองหลวง โดยมีคนขององค์ชายใหญ่เป็นผู้ควบคุมการเดินทางในครานี้ อวิ๋นอิงลอบมองไปที่รุ่ยผิง ซึ่งเอาแต่นั่งเงียบงัน นางไม่ได้เอ่ยถามเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา คงมีเพียงช่วงแรกที่นางแสร้งทำเป็นโวยวาย กับการที่ต้องกลับเมืองหลวง ซึ่งรุ่ยผิงก็ยังคงทำหน้าที่ปลอบโยนเช่นเดิม แต่มันต่างตรงที่รุ่ยผิงดูจิตใจเลื่อนลอยอยู่บ่อยครั้งเท่านั้นเอง “คุณหนูนอนพักสักหน่อยนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นผู้เป็นนายเอาแต่เงียบ รุ่ยผิงที่เพิ่งรู้สึกว่าตนเองหลงลืมหน้าที่ ได้เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ข้าไม่ง่วง เจ้าพักเถอะ ไม่ต้องเฝ้าข้าหรอก อย่างไรเสียเราก็คงต้องกลับเข้าเมืองหลวงอยู่ดี ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องคิดทำอีกแล้ว” แม้ว่านางอยากจะขัดขืน เรื่องที่ต้องกลับเมืองหลวง แต่นี่คือพระบัญชาจากองค์ชายใหญ่ ผู้ใดจาจหาญขัดขวางได้ แม้ว่าองค์ชายใหญ่จะยังไม่ได้รับตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท แต่เท่านี้ก็รู้แล้วว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางใด สิ่งที่นางต้องขบคิด คือทำอย่างไรให้ครอบครัว รอดพ้นไปจากการช่วงชิง
ทางด้านลานพักของจ้าวตงเสวียน แม่ทัพหนุ่มไม่ได้คิดที่จะออกห่างจากรถม้าของภรรยา แม้ว่าตอนที่เขาแสร้งหลับใหล ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เฝ้าระวังเสียเมื่อไหร่ แต่เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยฝีมือของคนขับรถม้า และสาวใช้ข้างกายภรรยา เขาจึงแสร้งหลับด้วยฤทธิ์ยานั้นต่อไป จนถานหลี่เช่อออกจากที่พักไป เขาไม่คิดเดาว่าไปที่ใด เพราะรู้อยู่แล้ว หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงละทิ้งภรรยา มุ่งตรงไปปกป้องหญิงในดวงใจ แต่เพราะนี่คือเขาในปัจจุบัน แม้มดสักตัว เขาก็จะไม่ให้เฉียดใกล้ภรรยา “ท่านแม่ทัพ ไม่คิดที่จะไปดูสักหน่อยจริง ๆ หรือขอรับ” สื่อเจ่าเอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน เขาไม่อยากเชื่อว่าท่านแม่ทัพ ที่ดูห่วงใยในตัวของคุณหนูอวิ๋น จะเพิกเฉยต่ออันตรายที่คืบคลานเข้าหานางได้ “นายหญิงของเจ้าคือใคร” “แน่นอนว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยสิขอรับ” “นั่นคือคำตอบที่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ให้ดี อย่าได้คิดเอาผู้อื่นมาตีเสมอนาง” แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ขยายความในคำพูด เพราะเขารู้จักคนของตนเองดี ว่าหน้าที่คือสิ่งสำคัญ หากว่าเขาบอกชัดแล้วไม่ทำ สื่อเจ่ารู้ดีว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา แม่ทัพหนุ่ม
สามวันถัดมา ณ ประตูเมืองหลวงฝั่งตะวันตก ขบวนรถม้าจวนแม่ทัพ พ่วงด้วยตำแหน่งผู้ตรวจการ หยุดรอเพื่อเคลื่อนสู่เส้นทางหูเหอ จ้าวฮูหยินกอดลูกสะใภ้รักด้วยความห่วงใย ปากปลอบโยนคนในอ้อมแขน ทว่าสายตากลับพิฆาตบุตรชายอยู่ในที “เจ้าต้องดูแลตัวเองดี ๆ อย่าได้ยินยอมเขาให้มากนักรู้หรือไม่”
“อะแฮ่ม!” แม่ทัพหนุ่มกะแอมไอ ก่อนที่จะก้าวเข้าไปภายในเรือน เขามีเรื่องที่ต้องให้นางจัดการ ในฐานะภรรยาจึงได้มาหาที่เรือน นี่ถ้าเขาไม่มา คงกลายเป็นตัวตลก ในบทสนทนาของนางกับสาวใช้ไปแล้ว “เจ้าออกไปก่อนเถอะ ลั่วอิงเตรียมน้ำชา” “เจ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสองรับคำ ชูเหมยขยับไป
หลังจากแขกสาวกลับไปแล้ว แม่ทัพหนุ่มก้ลุกพรวดขึ้น ก่อนจะคว้าต้นแขนภรรยา ให้ลุกขึ้นตาม แล้วช้อนอุ้มร่างบอบบางนั้นขึ้น แล้วก้าวออกจากห้องไป ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน โดยเฉพาะเจียงสืออัน นี่มันภาพเหมือนกับวันนั้นไม่มีผิด วันที่เขาตั้งใจมาดื่มสุรากับนาง แล้วจ้าวตงเสวียนอุ้มนางกลับเข้าเรือนไป
“เจ้าค่ะ” เมื่ออ่านสายตาสามีออก จ้างฮูหยินก็ไม่เร้าหรืออันใดอีก นางลุกขึ้นเพื่อประคองให้บุตรชายลุกขึ้น “ข้าไม่ยอมรับ! ท่านพ่อคิดว่าข้าไร้สามารถขนาดนั้นเลยหรือขอรับ” ความดื้อรั้นของจ้างชางชุน เป็นสิ่งที่ถานไห่ชินคาดไว้อยู่แล้ว ในเมื่อไม่อยากคืนสินเดิมให้จ้างซือเถา เช่นนั้น







