เข้าสู่ระบบ“เพคะ”
หญิงสาวตอบรับด้วยใบหน้าระบายยิ้ม นั่นทำให้แม่ทัพหนุ่ม ถึงกับนิ่งงันไป เมื่อใบหน้าที่เขาชิงชัง มันน่ามองขึ้นมาเมื่อแสงไฟตกกระทบ ปกติเขาจะเห็นเพียงร่องรอยของความหวาดกลัว จนกระทั้งนางหายเจ็บป่วย นางเปลี่ยนเป็นเย็นชา จนเรียกว่าแทบจะด้านชากว่าตัวเขาเสียอีก ทว่าตอนนี้รอยยิ้มหวานละมุนของนาง กลับสะกดสายตาของเขาได้อย่างน่าตะลึงงัน
“ฮูหยิน กับแกล้มมาแล้วเจ้าค่ะ”
ลั่วอิง เดินนำสาวใช้หลายนาง ที่ยกถาดใส่จานกับแกล้มมา กลิ่นหอมของเนื้อที่ย่างบนถ่านร้อน ๆ ชวนให้ลิ้มลองยิ่งนัก
“องค์ชายรอง เนื้อแกะย่างถ่านนี้ ทรงลองเสวยดูเพคะ”
หญิงสาวคีบเนื้อชิ้นพอดีคำ วางลงในถ้วยขององค์ชายรอง ก่อนจะคีบวางในถ้วยของสามี ตามหลักนางต้องวางชิ้นแรกให้สามี แต่เพราะฐานะที่สูงกว่าของแขกที่มาโดยมินัดหมาย สูงกว่าสามีของนาง ชิ้นแรกจึงต้องมอบแก่ผู้มาเยือน
“อื้ม!! รสชาติดียิ่งนัก เนื้อนุ่มกำลังดี ไม่สุกจนกระด้าง ความหวานปนเค็มนิด ๆ ของเกลือชั้นดี ช่างละมุนลิ้นนัก อ่า...เหมาะนักกับสุรารสหวาน”
องค์ชายรองกล่าวชม หลังจากส่งเนื้อชิ้นนั้นเข้าปาก เคี้ยวเพียงครู่ ก็ตามด้วยสุราหมดจอก ดวงตาที่เปล่งประกายของเขา ทำให้ถานไห่ชิน เก้อเขินไปชั่วขณะ นางกำลังกุมหมากกระดานนี้ โดยไม่ต้องลงแรงให้มาก นอกจากจริตมารยาของสตรีเท่านั้น
“เจ้าไม่ควรดื่มมาก กินนี่เข้าไปซะ!”
แม่ทัพหนุ่มคีบเนื้อมาจ่อที่ปากของนาง ก่อนจะส่งสายตาคาดคั้นให้นางอ้ารับ ถานไห่ชินทำตามอย่างกล้า ๆ กลัว ทว่าภายในใจนั้น นางกำลังขบขัน กับอาการหวงก้างโดยสัญชาตญาณของบุรุษ หญิงสาวค่อย ๆ เคี้ยวมันอย่างช้า ๆ ทุกการเคลื่อนขยับของกระพุงแก้มแดงระเรื่อ ล้วนตกอยู่ภายใต้สายตาของชายหนุ่มทั้งสอง ที่จับจ้องนางโดยมิรู้ตัว
ก่อนที่นางจะกลืนมันลงคอ หลังจากมันละเอียดพอที่จะกลืนได้ สายตาที่ไล่ตามคอขาวเนียน มันทำให้ผิวบางเห่อแดงโดยมิรู้ตัว นางกำลังเล่นอยู่กับไฟของบุรุษ แต่นี่คือเป้าหมายที่นางคิดจะใช้ ในเมื่อความอ่อนโยนไม่ได้ผล ก็จงควบคุมด้วยวิธีอื่น ที่ไม่ต้องลดค่าตนเองไปร้องขอ แต่ให้อีกฝ่ายซมซานมาเรียกร้องสิทธิ์นั้นด้วยตนเอง
“ท่านแม่ทัพมิกินเล่าเจ้าคะ หากเย็นเกินไปจะเสียรสชาติได้นะเจ้าคะ”
หญิงสาวแสร้งเตือนสามี อย่างเอียงอาย ราวกับสุราจอกนั้นกำลังออกฤทธิ์ ทั้งที่ปกติแล้วนางจะเฉยชาต่อสามี มิว่าจะอยู่ต่อหน้าผู้ใดก็ตาม หากจะยิ้มก็เพียงแค่นออกมาอย่างมีมารยาทเท่านนั้น หาได้เย้ายวนเช่นในเวลานี้ หญิงสาวมิเพียงเอ่ยบอกสามี แต่มือเรียวงามได้ยกจอกสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง
แม่ทัพหนุ่มถึงกับรีบเสมองเนื้อในถ้วย แล้วคีบมันเข้าปากอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกลืนลงคอ พร้อมกระดกสุราตามลงไปอย่างเร่งรีบ การกระทำของคู่สามีภรรยา ทำให้องค์ชายรอง เริ่มที่จะขบคิดหาวิธี จะดึงสายตาและรอยยิ้มของหญิงสาว ให้อยู่ที่เขาผผู้เดียวเท่านั้น
“พี่สะใภ้ สุราหวานนี้ มีส่วนผสมของดอกสาลี่ฤดูฝนด้วยนะขอรับ และใช้เวลาในการบ่มนานหลายปี กว่าจะได้ความหวานล้ำนี้ออกมา นับว่าหายากยิ่งขอรับ”
เจียงสืออันเริ่มชวนหญิงสาวคุย พร้อมกับเร่งรินสุราจอกต่อไปให้แก่นาง ความแนบเนียนนี้ หากเป็นเมื่อก่อนหญิงสาวคงตกลงไปในหลุมพราง ทว่านี่นางตั้งใจกระโดดลงไปเอง เพราะอย่างไรคนที่จะดึงนางให้ขึ้นจากหลุมพรางของเจียงสืออัน ก็นั่งหายใจฟืดฟาดอยู่ข้าง ๆ นางนี่อย่างไรเล่า ไยต้องกลัวไปกับเล่ห์กลเล็ก ๆ นี้ด้วย
“ช่างเป็นวาสนาของหม่อมฉันนักเพคะ แม้ว่าที่บ้านของหม่อมฉันจะทำการค้าทุกอย่าง แต่ใช่ว่าจะหาสุราชั้นเลิศมาครอบครองได้เสียทั้งหมดเพคะ แม้จะได้มาก็ต้องเลือกขายไป เพื่อผลกำไรให้แก่ครอบครัว มิอาจได้ลิ้มรสเองอย่างที่ตั้งใจเพคะ”
หญิงสาวยกสุราดื่มอีกจอก พร้อมกับพูดถึงการค้าของบ้านเดิม ทั้งรอยยิ้มและน้ำเสียงที่อ่อนลง ราวกับคู่หนุ่มสาวที่กำลังเกี้ยวพา ทำให้แม่ทัพหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขานั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ นางกล้าดีเยี่ยงไร สนทนากับชายอื่น ด้วยน้ำเสียงมีจริตจะกร้านเช่นนี้ แล้วนี่ยังจะดื่มเหล้าราวน้ำเปล่าอีก ช่างไม่รู้จักระวังตัวเอาเสียเลย ไหนเล่าความสง่างามของนาง ที่มีต่อหน้าเขามาตลอด ไยมันไม่หลงเหลือยามสนทนากับบุรุษอื่น
หนึ่งเดือนต่อมา ณ จวนสกุลถาน เมืองหูเหอ ถานไห่ชินที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเกิดได้เพียงสองวัน กำลังยืนอ่านจดหมายจากม้าเร็ว ด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายยิ่งนัก ทุกอย่างมันเหมือนจะจบง่ายดายเหลือเกิน ทั้งที่ผ่านมาในชาติก่อน นางประสบกับความเจ็บปวดสาหัสเหลือเกิน แต่มาวันนี้ บทที่มันจะจบลง ก็ง่ายราวพลิกฝ่ามือ ทุกอย่างสำหรับนางในชาตินี้ มันสะดวกไปเสียหมด ราวกับถูกปูทางเอาไว้แล้วเป็นอย่างดี มิเว้นแม้แต่สามีที่ไม่เหมือนเดิม “เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ” แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้ามายืนซ้อนหลังภรรยา ก่อนจะสอดแขนโอบกอดนางจากด้านหลัง คางหนาโน้มลงเกยบนไหล่มน “ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดเจ้าคะ” ถานไห่ชินไม่ได้ตอบสามี ทว่านางกลับเลือกที่จะถามเขาแทน แน่นอนว่าความเปลี่ยนไปของสามี ทำให้นางไม่คิดที่จะวางใจอันใดทั้งนั้น หรือเพราะข่าวเรื่องอวิ๋นอิง ถูกจับคุมขังในคุกหลวงรอวันประหาร จากการสมคบคิดกับกบฏกัน เขากำลังจะแก้แค้นนางเช่นนั้นรึ! “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่วางใจใสตัวข้าไห่ชิน แต่ข้าขอยืนยันต่อเจ้ากับลูก...” “ลูก!” หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก เพื่อที่จะออกจากอ้อมแขนของเขา ทว่าท
“อย่าเสียเวลา หากเจ้าไม่ก้าวลงจากบัลลังก์ ข้าก็จะเป็นคนไปนำตัวเจ้าลงมาเอง” ลู่เจี้ยนชี้นิ้วตรงไปยังคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ก่อนจะขยับเท้า เตรียมที่จะขึ้นไปทำตามที่พูด เขาไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกแล้ว ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือช่วงชิงทุกอย่างมาไว้ในมือ นั่นคือหนทางเดียวที่เขาจะรอด “เสด็จพ่อ! หากมอบบัลลังก์ให้แก่ข้า ข้าจะปกป้องท่านเองพ่ะย่ะค่ะ” “หึ ๆ เจ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม รักษาชีวิตของเจ้าเองให้รอดก่อนเถิด ค่อยคิดการใหญ่” ถานเค่อหลาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ร่างสูงสง่าก้าวออกมายืนอยู่หน้าบัลลังก์ โดยในมือมีทวนยาวสีเงินวาบวับ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่าผู้กระหายอำนาจ เรื่องในวันนี้ เป็นหนึ่งในแผนการ ที่น้องสาวของเขาได้ส่งข่าวมา ก่อนที่ลู่เจี้ยนและอวิ๋นอิง จะก้าวพ้นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงเสียอีก “เจ้าคนแซ่ถาน! เจ้า!” องค์ชายรองชี้ตรงไปยังบุตรชายพ่อค้า นี่มันอะไรกัน ไยถานเค่อหลางจึงมาอยู่ที่นี่ แค่สกุลพ่อค้าหลวง ไยจึงทำตัวห้าวหารเยี่ยงนักรบ “เด็กน้อยเยี่ยงเจ้า ที่เอาแต่เฝ้าหวังใช้สกุลสตรีไต่เ
เจ็ดวันต่อมา ณ โถงใหญ่ตำหนักหลวง ฮ่องเต้ทรงออกว่าราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่ายังทรงนั่งอ่านฎีกาอยู่ที่เดิม ยังมิทรงขยับเขยื้อนไปที่ใด โดยมีขันทีคนสนิทยืนคอยพัดวีอยู่ข้าง ๆ ความเงียบภายในห้องพลันถูกทำลายลง เมื่อองค์ชายรองก้าวเข้ามา โดยที่ไม่มีขันทีขานชื่อก่อนเข้าเฝ้า “เจ้าเข้ามาเยี่ยงนี้ ข้าควรคิดเช่นไรดี” ฮ่องเต้ทำเพียงช้อนสายตาเหลือบมองพระโอรส ก่อนจะก้มลงตรวจทานฎีกาต่อ เพราะทรงรู้อยู่แล้วว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง “เจ้าอย่าเสแสร้ง ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าคือตัวปลอม ที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ มานั่งแทนตำแหน่งของเสด็จพ่อ” องค์ชายรองเปิดประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม เรื่องที่ฮ่องเต้ทรงพระประชวนหนัก จนถึงขั้นหาตัวแทนพระองค์ ออกมานั่งว่าราชการแทน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างเล่าลือกันถ้วนหน้า ส่วนคนที่ว่าราชการหลังม่านแท้จริง คือฮองเฮา สตรีที่คิดรวบทุกอย่างไว้ในมือ “หึ ๆ เยี่ยงนั้นรึ!” ฮ่องเต้เอ่ยกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ติดเย้ยหยัน ใช่แล้วเรื่องการเจ็บป่วยของเขา ก็คือตัวเขาที่ตั้งใจปล่อยมันออกไป เรื่องมันควรจะสิ้นสุดได้แล้ว “อู๋ก
สิบวันต่อมา ณ เมืองหลวง ภายในคุกหลวง ร่างที่คดคู้อยู่มุมห้องขัง มันดูสั่นเทิ่มอย่างคนขลาดกลัว ทว่าอาการนั่นของเขานิ่งลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นี่มิใช่ฝีเท้าของผู้คุม แต่เป็นคนที่ฝึกยุทธขั้นสูง เวลานี้หมดช่วงเข้าเยี่ยมแล้ว และนับตั้งแต่เขาถูกนำเข้ามาในคุกหลวงแห่งนี้ แม้แต่บ่าวเก่าสักคนยังไม่มีแวะเวียนมาหาเลย “ท่านอ๋อง ข้าน้อยมารับตัวท่านขอรับ” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้น ความสลัวลางภายในคุกอันอับชื้น ทำให้ชายหนุ่มผู้เคยสูงศักดิ์ พยายามเพ่งสายตามอง ว่าเป็นผู้ใดกัน ที่เข้ามาหาเขา “ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร ว่านี่หาใช่แผนการของผู้ใด” ในสถานการณ์อันล้อแหลมเช่นนี้ มีหรือเขาจะเชื่อผู้ใดง่าย ๆ การช่วงชิงอำนาจที่กำลังร้อนระอุ ย่อมยากที่จะวางใจผู้ใดได้ “ไทเฮาส่งข้าน้อยมาขอรับ” เมื่อได้ยินว่าเป็นผุ้ใด ที่ส่งคนมารับตัวเขา ชายหนุ่มจึงยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อที่สกปรกมอมนั้นอย่างถือดี เคร้ง! เพียงดาบเดียว โซ่เหล็กเส้นใหญ่พลันขาดสะบั้น ประตูถูกชายผู้นั้นเปิดออกกว้าง ก่อนที่จะเบี่ยงตัวเปิดทางให้แก่ลู่อ๋อง ลู่เจ
คณะเดินทางของคุณหนูสกุลอวิ๋น รถม้าที่ควรเดินทางต่อไปยังหูเหอ กลับบ่ายหน้าเข้าสู่เส้นทางเมืองหลวง โดยมีคนขององค์ชายใหญ่เป็นผู้ควบคุมการเดินทางในครานี้ อวิ๋นอิงลอบมองไปที่รุ่ยผิง ซึ่งเอาแต่นั่งเงียบงัน นางไม่ได้เอ่ยถามเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา คงมีเพียงช่วงแรกที่นางแสร้งทำเป็นโวยวาย กับการที่ต้องกลับเมืองหลวง ซึ่งรุ่ยผิงก็ยังคงทำหน้าที่ปลอบโยนเช่นเดิม แต่มันต่างตรงที่รุ่ยผิงดูจิตใจเลื่อนลอยอยู่บ่อยครั้งเท่านั้นเอง “คุณหนูนอนพักสักหน่อยนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นผู้เป็นนายเอาแต่เงียบ รุ่ยผิงที่เพิ่งรู้สึกว่าตนเองหลงลืมหน้าที่ ได้เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ข้าไม่ง่วง เจ้าพักเถอะ ไม่ต้องเฝ้าข้าหรอก อย่างไรเสียเราก็คงต้องกลับเข้าเมืองหลวงอยู่ดี ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องคิดทำอีกแล้ว” แม้ว่านางอยากจะขัดขืน เรื่องที่ต้องกลับเมืองหลวง แต่นี่คือพระบัญชาจากองค์ชายใหญ่ ผู้ใดจาจหาญขัดขวางได้ แม้ว่าองค์ชายใหญ่จะยังไม่ได้รับตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท แต่เท่านี้ก็รู้แล้วว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางใด สิ่งที่นางต้องขบคิด คือทำอย่างไรให้ครอบครัว รอดพ้นไปจากการช่วงชิง
ทางด้านลานพักของจ้าวตงเสวียน แม่ทัพหนุ่มไม่ได้คิดที่จะออกห่างจากรถม้าของภรรยา แม้ว่าตอนที่เขาแสร้งหลับใหล ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เฝ้าระวังเสียเมื่อไหร่ แต่เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยฝีมือของคนขับรถม้า และสาวใช้ข้างกายภรรยา เขาจึงแสร้งหลับด้วยฤทธิ์ยานั้นต่อไป จนถานหลี่เช่อออกจากที่พักไป เขาไม่คิดเดาว่าไปที่ใด เพราะรู้อยู่แล้ว หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงละทิ้งภรรยา มุ่งตรงไปปกป้องหญิงในดวงใจ แต่เพราะนี่คือเขาในปัจจุบัน แม้มดสักตัว เขาก็จะไม่ให้เฉียดใกล้ภรรยา “ท่านแม่ทัพ ไม่คิดที่จะไปดูสักหน่อยจริง ๆ หรือขอรับ” สื่อเจ่าเอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน เขาไม่อยากเชื่อว่าท่านแม่ทัพ ที่ดูห่วงใยในตัวของคุณหนูอวิ๋น จะเพิกเฉยต่ออันตรายที่คืบคลานเข้าหานางได้ “นายหญิงของเจ้าคือใคร” “แน่นอนว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยสิขอรับ” “นั่นคือคำตอบที่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ให้ดี อย่าได้คิดเอาผู้อื่นมาตีเสมอนาง” แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ขยายความในคำพูด เพราะเขารู้จักคนของตนเองดี ว่าหน้าที่คือสิ่งสำคัญ หากว่าเขาบอกชัดแล้วไม่ทำ สื่อเจ่ารู้ดีว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา แม่ทัพหนุ่ม
“ข้ามิได้แล้งน้ำใจ แต่ข้าก็เป็นคนที่รักษาคำพูด” ถานไห่ชินที่ยืนมองคู่ต่อสู้ กำลังตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง จึงได้เอ่ยขึ้นอย่างคนที่ไม่คิดอาฆาตใด ๆ แต่นางก็พร้อมที่จะไม่ปล่อยผ่านเช่นเดียวกัน ในเมื่อกล้าเข้ามาหาเรื่องถึงชานเรือนขนาดนี้ นางจะปล่อยไปง่าย ๆ มันจะใช่หรือ “จะหยามหมิ่นกันเกินไ
“เราควรที่จะรอดูไปก่อน เรื่องสามีภรรยา เรายุ่งมากไป จะไม่เป็นการดี” ท่านราชครู ยังคงทัดทานความคิดของภรรยาอยู่ดังเดิม เขามีหรือจะไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของนาง แต่เขาก็ยังอยากที่จะให้โอกาสบุตรชาย ได้รู้คิดด้วยตนเองสักหน่อย การที่ยอมให้สตรีอื่นมาเยือนถึงจวนในเกือบทุกวัน ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่
แม่ทัพหนุ่มที่หันใบหน้าไปยังทางเข้าลานฝึก ย่อมเห็นชัดในสายตาว่าภรรยา ได้ยืนมองมาที่เขากับหญิงสาวตรงหน้า ทว่านางกลับนิ่งเฉยไม่คิดที่จะโวยวายใด ๆ เช่นภรรยาบ้านอื่น มิหนำซ้ำนางยังเดินจากไปอย่างไม่แยแสต่อการกระทำของเขาเลยแม้แต่น้อย “สื่อเจ่า ไปจัดการบางอย่างให้ข้า” แม่ทัพหนุ่มสั่งการก
“ฝ่าบาท! เรื่องนี้กระหม่อมอยากให้ทรงพิจารณาอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงที่ใช้ รวมถึงสายตาของท่านมหาเสนาบดี เต็มไปด้วยแรงกดดันอย่างเห็นได้ชัด คนไร้สามารถที่เกิดมาโชคดีได้นั่งบัลลังก์ เพราะมีแม่ที่อำมหิต ช่วงชิงอำนาจในวังหลังมาได้ และผลักดันโอรสของตัวเงอขึ้นที่สูง คิดที่จะกำจัดสกุลหลัวของเขา







