LOGIN"ขอรับท่านอ๋อง!"
เฉินเฟิง องครักษ์คนสนิทรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แล้วเดินตรงมาที่แก้มัดลากไปลานประหาร
ความสิ้นหวังหดหู่เกาะกุมหัวใจดวงน้อย ฉันหมดหวังกับการมีชีวิตรอด เรี่ยวแรงที่เคยมีน้อยนิดก็หมดลงไปอย่างสิ้นเชิง ฉันไม่เหลืออะไรเลยจริงๆ ปล่อยให้เขาลากไปอย่างกับคนตาย
"จบสิ้นแล้ว... นี่แหละ จุดจบของวิศวกรสาวข้ามภพผู้โชคร้าย... ฮือๆ ไม่น่าเลย! ฉันยังไม่ได้กลับบ้านเลย!"
ฉันได้แต่ร่ำไห้กับโชคชะตา ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง
ก่อนที่ทุกอย่างจะจบสิ้นลง...
"เรียนท่านอ๋อง! มีเรื่องด่วนแจ้งเข้ามาขอรับ!"
เสียงทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและหายใจหอบแรง คำนับรายงานอยู่ตรงหน้าท่านอ๋อง ด้วยน้ำเสียงร้อนรนและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"มีเรื่องอันใด! ดูสิว่าจะสำคัญกว่าการจัดการไอ้เด็กปากกล้าผู้นี้หรือไม่!"
มู่เฉินพูดด้วยเสียงทรงอำนาจเต็มไปด้วยความขุ่นมัว เขาหันไปมองทหารคนนั้นด้วยสายตาที่พร้อมจะตัดหัวได้ทุกเมื่อ
"เกิดน้ำท่วม มีโรคระบาดร้ายแรงในหมู่บ้านแถบชายแดนเหนือของหนานเจียงขอรับ! ทหารลาดตระเวนของเราติดโรคไปสามคนแล้วขอรับ! อีกสิบคนยังปลอดภัย... แต่ไม่รู้ว่าจะมีอาการเมื่อใดขอรับ!"
ทหารรายงานอย่างรวดเร็วและชัดเจน ใบหน้าซีดเผือดด้วยความกังวล
‘น้ำท่วม? โรคระบาด? นี่มัน... นี่มันโอกาสของฉันไม่ใช่เหรอ?!’
ฉันเห็นทางรอดแล้ว ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความสิ้นหวังกลับส่องประกายวูบหนึ่งขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
"พวกเจ้าทำอย่างไรกับทหารลาดตระเวนเหล่านั้น!"
มู่เฉินถามเสียงเครียดทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดมีทั้งความโกรธและความกังวล เรื่องโรคระบาดเป็นเรื่องใหญ่กว่าการประหารนักโทษคนหนึ่งหลายเท่า!
นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่ฉันจะรอด!
ฉันต้องหาทางใช้ความรู้ที่ฉันมีให้เป็นประโยชน์!
ภารกิจแรก... ต้องรอด!
"...พวกเจ้าทำอย่างไรกับทหารลาดตระเวนเหล่านั้น?"
มู่เฉินถามเสียงเข้ม ดวงตาดุดันจับจ้องทหารที่มารายงาน
"เรียนท่านอ๋อง! พวกเขาถูกกักตัวแยกไว้ในเพิงพักชั่วคราวหลังค่ายขอรับ! แต่อาการยังทรงตัว... พวกหมอทหารบอกว่า...ไม่เคยเห็นโรคระบาดเช่นนี้มาก่อนขอรับ!"
ทหารรายงานเสียงสั่นด้วยความกลัว
"ไม่เคยเห็น...?"
มู่เฉินขมวดคิ้วเป็นปมหงุดหงิดขึ้นอีกหลายส่วน สถานการณ์โรคระบาดมักเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและอันตรายเสมอ
"ชาวบ้านเป็นอย่างไร? พวกหมอประจำหมู่บ้านเล่า?"
"ชาวบ้านเริ่มล้มป่วยกันมากขึ้นขอรับ! ทางเราได้จัดทีมแพทย์และทหารเข้าไปดูแลเบื้องต้นแล้ว แต่จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่พวกหมอจะรับมือได้! การค้าขายเริ่มหยุดชะงัก อาหารเริ่มขาดแคลน เกินกำลังที่เราจะควบคุมได้แล้วขอรับ!"
"สถานการณ์เลวร้ายถึงเพียงนี้...เหตุใดจึงเพิ่งมารายงานข้า?!"
มู่เฉินตวาดเสียงดังราวราชสีคำราม รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจนทหารนายนั้นทรุดตัวลงคุกเข่าตัวสั่นงันงก
"ข้าน้อย...ข้าเกรงว่าจะเป็นข่าวลือ จึงได้ส่งคนไปตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนขอรับ... ท่านอ๋องโปรดอภัย!"
ทหารนายนั้นหน้าซีดเผือด เสียงสั่นราวกับลูกนก
มู่เฉินถอนหายใจอย่างอดกลั้น เขารู้ดีว่าการรายงานข่าวสารที่ยังไม่แน่ชัดอาจสร้างความตื่นตระหนก แต่สถานการณ์เช่นนี้ การล่าช้าเพียงชั่วอึดใจอาจหมายถึงชีวิตของผู้คนนับหมื่น!
"เฮอะ! เรื่องโรคระบาดเช่นนี้ เจ้าควรรายงานมาตั้งแต่แรกแล้ว!"
"จงไปเตรียมม้า! ข้าจะไปดูสถานการณ์ด้วยตาตนเอง!"
มู่เฉินสั่งเสียงเด็ดขาด ก่อนจะหันไปทาง เฉินเฟิง
"เฉินเฟิง! เจ้าจัดการเรื่องนักโทษ..."
สายตาของมู่เฉินเหลือบมองร่างบอบบางในคราบชายหนุ่มที่ถูกมัดอยู่กับเสา เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาดูมุ่งมั่นขึ้นของเชลย ความหวาดกลัวลดลงหลายส่วนจากตอนแรก
‘อะไรกัน? ไอ้เด็กนี่มันยังไม่เข็ดอีกรึ? หรือคิดจะลองดีกันแน่?’
"ท่านอ๋อง... การประหารนักโทษจะเลื่อนออกไปหรือไม่ขอรับ?"
เฉินเฟิงลังเล ไม่ใช่ว่าเขาไม่เห็นใจ แต่หากปล่อยไว้นานเขาอาจรับผลที่ตามมาไม่ไหว
มู่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สถานการณ์โรคระบาดรุนแรง การเดินทางมิอาจล่าช้าอย่างไรเสียเขาก็ความจำเสื่อมเก็บไว้มีประโยชน์อันใดอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีก็เป็นได้...
“ขึ้นมาสิ” เขายื่นมือมาให้ฉัน นี่เขาจะไปส่งฉันเหรอ เชื่อใจได้ป่ะเนี่ย“ชิ... เชื่อได้หรือ” ฉันยืนเฉยเหมือนไม่ได้ยิน สะบัดหน้ามองไปอีกทางอย่างไม่ใส่ใจว้ายยยย.. ฉันตกใจแทบขิต เมื่อร่างลอยละลิ่วปลิวลมไปตกบนหลังม้าด้านหน้าเขา ซึ่งตอนนี้สภาพของฉันคือ นั่งอยู่บนหลังม้าตัวเดียวกับเขา โดยมีท่านอ๋องปีศาจนั่งคร่อมซ้อนหลังอยู่ สองมือของเขายื่นไปจับสายเชือกบังเหียนม้า จนแผ่นหลังฉันกระแทกเข้ากับแผงอกแข็งๆ ของเขา“ข้าจะพาไป” แล้วเขาจะกระซิบข้างหูทำไมเนี่ย! ฉันรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้าฉันนั่งแข็งทื่อไม่กล้าหายใจ กลิ่นกายของเขาลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นเฉพาะตัวของที่ฉันน่าจะชินเพราะอาศัยในกระโจมเดียวกันตั้งหลายวัน แต่วันนี้กลับรู้สึกแปลก ๆ“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” จู่ ๆ เขาก็หัวเราะเสียงดัง จนฉันเริ่มอยู่ไม่ติด“ท่าน... หัวเราะอะไรอีก!”“ท่าทีของเจ้าช่างตลกนัก” เขายังไม่หยุดหัวเราะ เพียงแต่เบาเสียงลงเท่านั้น“หากเจ้าเป็นสตรี ท่าทางเช่นนี้คงเหมาะกับเจ้า” เขาพูดชิดริมหู จนฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเขา“ขะ... ข้า เป็นบุรุษขอรับ ท่า
แรงกดดันในกระโจมเริ่มเบาบางลง มู่เฉินกลับมาหน้านิ่งก้มอ่านเอกสารอีกครั้ง โดยไม่สนใจฉันที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาแม้แต่น้อย“เดินไปสิ” ตอบง่ายเนอะ หากเดินสามก้าวถึงฉันคงไม่ด้านหน้ามาขอความช่วยเหลือหรอก“แต่มันไกลนะขอรับท่านอ๋อง” ฉันเริ่มมีอารมณ์ ‘ใจดำชิบ คนไร้น้ำใจที่สุดในสามโลก!’เงียบ...เขาละจากเอกสารมองฉันด้วยสายตาท้าทาย ท่านอ๋องมีมุมกวนประสาทคนอื่นด้วยหรือ“มันเรื่องของเจ้า หาใช่เรื่องของข้าไม่”อ้าววว พูดแบบนี้ในโลกของฉันตายมานักต่อนักแล้ว... ‘ฝากไว้ก่อนเถอะ’“ชิ..” ฉันสะบัดหน้างอนตุ๊บป่องเดินปึงปังจากไปโดยไม่สนใจมารยาทใดๆ ทั้งสิ้นฉันเดินกระเท้าระบายอารมณ์โกรธไปตลอด เมื่ออารมณ์โมโหเริ่มเบาลง...“โอ้ยยยย เหนื่อยชะมัด! กว่าจะออกไปจากค่ายได้ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ขาคงเป็นตะคิวกันพิดี”ฉันบ่นพลางเดินกะเผลกๆ ไปตามบนถนนดินลูกรังไปพลาง เหงื่อไหลอาบสองข้างขมับลงมาถึงปลายคาง เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูดซับเหงื่อจนเป็นดวง แม้จะพยายามรักษากิริยาให้สมกับเป็นคุณชาย แต่ความเหนื่อยล้าก็ทำให้ฉันหลุดอาการออกมาเป็นระยะ
เวลาผ่านไป... ฉันก็ยังคงสวมบทบาทเป็นคุณชายซินเยว่ผู้กอบกู้หนานเจียงในสายตาของทุกคนแต่หารู้ไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือการทำภารกิจพลิกฟื้นผืนดินให้สำเร็จต่างหากเล่า! วันนี้ฉันจึงจำเป็นต้องเข้าไปดูความคืบหน้าในหมู่บ้านเสียหน่อย แต่จะให้เดินเท้าไปคงไม่ไหว ไกลซะขนาดนั้นจริงสิ... ไปขอม้ากับท่านอ๋องดีกว่าฉันเดินก้าวฉับ ๆ ตรงไปยังกระโจมบัญชาการหลักของท่านอ๋อง เมื่อเปิดม่านกระโจมเ ข้าไปเห็นมู่เฉินกำลังนั่งอ่านรายงานทหารอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง บนโต๊ะมีกองเอกสารวางไว้จนมองไม่แทบจะไม่เห็นเนื้อโต๊ะ‘โห...ท่านอ๋องมัจจุราชทำงานเป็นกับเขาด้วย คิดว่าเป็นแต่สั่งฆ่าคนอย่างเดียวซะอีก’“ท่านอ๋อง...ข้าซินเยว่ ขอรบกวนเวลาอันมีค่าของท่านเพียงชั่วครู่พะยะค่ะ” ฉันโค้งคำนับเล็กน้อยเขาเงยหน้าขึ้นมอง ราวกับสำรวจส่งแปลกปลอมตรงหน้าด้วยสายตาที่มองไม่ออก“มีเรื่องอันใด?” เสียงไร้อารมณ์ แฝงอำนาจผู้นำฉันกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ รู้สึกว่ามาผิดจังหวะไปหรือเปล่า ออกไปตอนนี้ยังทันมั้ย“ข้า...อยากจะขอยืมคนของท่าน พาข้าเข้าไปในหมู่บ้านเสียหน่อย” ฉันยิ้มแหยๆ พยายาม
เช้าวันใหม่หน้ากระโจมส่วนตัวท่านอ๋อง ฉันยังนอนหลับอย่างสบายใจอยู่ด้านใน“คุณชายซินเยว่ขอรับ”เสียงใครมาตะโกนหน้ากระโจมฟ่ะ คนกำลังหลับสบาย อ๊ะ... ตะวันส่องก้นแล้วหรอ ทำไมฉันยังนอนอยู่ละฉันรีบลุกขึ้นมองไปทางเตียงนอนของท่านอ๋อง เขาไม่อยู่ แสดงว่าต้องไปกระโจมบัญชาการ ร่างกายก็ยังไม่หายดีจะหักโหมไปถึงไหน เดี๋ยวพิษก็กำเริบอีกหรอก“คุณชายซินเยว่ขอรับ ท่านหมอจ้าวหมิงมาขอพบขอรับ” เสียงทหารที่เฝ้าหน้ากระโจมดังลอดเข้ามา“ข้ารู้แล้ว ให้ท่านหมอรอก่อนสักครู่ขอรับ”ฉันรีบล้างหน้าล้างตาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยไม่ลืมสำรวจช่วงหน้าอกอับหัวไหล่ให้ดูเป็นบุรุษที่สุด เมื่อมั่นใจแล้ว...“เข้ามาเถอะ” ฉันเดินไปแหวกม่านกระโจมเรียกหมอจ้าวหมิงเข้ามาคุยในกระโจมแต่ยังไม่ทันได้อ้าปากทักทายอะไรเลย จู่ ๆ ท่านหมอชราผู้เคยเจ้ายศเจ้าอย่าง กลับถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าโครมต่อหน้าฉัน ทำเอาฉันตกใจตาโต รีบพุ่งเข้าไปฉุดดึงเขาไว้แทบไม่ทัน"ท่านหมอจ้าวหมิง! ท่านทำอันใดรีบลุกขึ้นเถอะขอรับ!"จ้าวหมิงส่ายหัวดิกไม่ยอมลุก แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใ
ขณะเดียวกันณ ตำหนักหลวงอันมืดสลัว ข่าวการพ่ายแพ้อย่างยับเยินของแคว้นหรง และข่าวการรอดชีวิตของไป๋หลิง ได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงฉางอันเป็นที่เรียบร้อย!ฮ่องเต้เกาเจิ้นจ้องรายงานในมือด้วยพระพักตร์บูดบึ้งกริ้วโกรธอย่างรุนแรง โต๊ะทรงงานอันวิจิตรถูกแรงอารมณ์ปัดกระจัดกระจาย เอกสารสำคัญหมึกพู่กันหล่นเกลื่อนพื้น ข้าวของเครื่องใช้กระจุยกระจายไปทั่วราวกับถูกพายุถล่ม เสียงคำรามดังก้องดุจฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างคุกเข่าตัวสั่นงันงกไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแผนการกำจัดดมู่เฉินที่วางไว้อย่างแยบยลมานานแรมปี กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า มิหนำซ้ำ ไป๋หลิงยังรอดกลับไปแจ้งข่าวแก่มู่เฉินได้อีก นั่นหมายความว่าความลับเรื่องที่พระองค์ร่วมมือกับแคว้นหรงได้ถูกเปิดเผยแล้ว ยิ่งนึกย้อนว่ามู่เฉินเป็นบุตรชายนอกสมรสของฮ่องเต้องค์ก่อน ซึ่งเป็นพระเชษฐาแท้ ๆ ของพระองค์ ความหวาดระแวงและอคติที่ฝังรากลึกจึงยิ่งปะทุรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ‘มู่เฉิน! ทำไมเจ้าถึงไม่ตายไปซะ ทั้งที่ข้าได้วางแผนอย่างรัดกุมถึงเพียงนี้!’ฮ่องเต้เกาเจิ้น พระพักตร์แดงก่ำด้วยโทสะ ทรงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน‘เจ้าเป็นเพียงบุตรนอกสมรส ที่ริอาจมีอำน
“ขอรับท่านอ๋อง” ทหารสองนายเข้ามาคำนับเขา“ไปเบิกเตียงสนามมา นำหมอน ผ้าห่มหนา ๆ ผ้าปูอย่างดีที่มีในคลัง แล้วประกอบให้เรียบร้อยวางไว้ใกล้ ๆ เตียงข้า ด่วน!”สองคนนั้นออกไปแล้ว ท่านอ๋องยังนั่งมองรายงานอยู่ที่เดิม มีแต่ฉันที่ยืนเป็นหินอยู่ตรงนี้เขาไม่ได้จะฆ่าฉันเหรอ คือไรอะ ที่ว่าเอาเตียงมาไว้อีกหลังหนึ่ง อย่าบอกนะว่า...“จะยืนตรงนั้นทั้งคืนหรือ” เขาหันมามองฉันแววตามีแววขบขัน มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย“ไปอาบน้ำ แล้วมานอนพักซะ” เขาสั่งเท่านั้นก่อนจะก้มอ่านรายงานต่อนี่ฉันหูฝาด หรือฝันกลางวัน เขาไม่ลงโทษ แถมยังให้นอนร่วมกระโจมอีด คิดไรกับฉันป่ะเนี่ย?...เมื่อหายงงกับการกระทำของท่านอ๋อง และเขาก็ไล่ให้ฉันไปอาบน้ำ จึงก้าวขาออกจากกระโจมตรงไปโรงอาบน้ำรวมของทหาร จะอาบยังไงก่อน จะให้ไปแก้ผ้าอาบน้ำในดงผู้ชายรึ บ้าไปแล้ว แต่ก็ต้องออกไปจากกระโจมก่อนแล้วกัน หลังจากนั้นเมื่อไม่มีคนค่อยไปอาบเหมือนทุกครั้ง“จะไปที่ใดอีก” คราวนี้เขาเงยหน้าจากรายงานมาคุยกับฉันโดยตรง“อะ อาบน้ำขอรับ” ฉันตอบตะกุกตะกัก“อาบในกระโจม มีห้องแบ่งเป็นห้องอ่าบน้ำ







