Masukบันไดแห่งความปรารถนา
บทที่ 6 — ราคาของเสื้อเชิ้ตสีขาว เช้าวันจันทร์มาถึงเร็วกว่าที่กฤตอยากให้มันมาถึง เขายืนอยู่หน้ากระจกในห้องเช่าขนาดเล็ก สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเดิมที่รัตนาบอกให้ใส่อีกครั้ง ปกเสื้อถูกจัดให้เรียบร้อย แขนเสื้อพับขึ้นเล็กน้อยตามแบบที่เธอสอน กางเกงสีเข้มกับรองเท้าหนังที่เพิ่งซื้อเมื่อวันเสาร์ทำให้เขาดูต่างจากช่างซ่อมบำรุงคนเดิมอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่ทำให้เขายืนนิ่งอยู่หน้ากระจกนานที่สุดกลับไม่ใช่เสื้อผ้า หากเป็นแววตาของผู้ชายในกระจกที่ดูเหมือนกำลังถามเขาว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กฤตจำได้ทุกอย่าง จำสายตาของรัตนา จำคำพูดของเธอ และจำความรู้สึกของตัวเองได้ดีเกินกว่าจะหลอกตัวเองว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง เก๋โผล่หน้าเข้ามาพร้อมถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งในมือ “นายยังไม่ออกอีกเหรอ” เธอถาม ก่อนจะเดินเข้ามาโดยไม่รอคำตอบเหมือนที่ทำเป็นประจำ “แม่ค้าหน้าปากซอยบอกว่าถ้าวันนี้ฉันไม่ซื้อ เขาจะเลิกขายให้แล้ว” กฤตหัวเราะเบา ๆ รับถุงจากเธอแล้ววางลงบนโต๊ะ เก๋มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วชะงักไปเล็กน้อย “แต่งตัวแบบนี้อีกแล้วเหรอ” กฤตพยักหน้า “มีงานนอก” เธอเดินเข้ามาจัดปกเสื้อให้เขาอย่างเคยชิน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง “ดูดีนะ” คำชมสั้น ๆ ทำให้กฤตรู้สึกแปลกกว่าที่ควรจะเป็น เพราะคำว่า “ดูดี” จากเก๋เคยเป็นคำที่ทำให้เขายิ้ม แต่เช้านี้มันกลับทำให้เขานึกถึงผู้หญิงอีกคนทันที “รัตนาบอกให้แต่งแบบนี้เหรอ” เก๋ถามเหมือนไม่ได้คิดอะไร กฤตนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที “อืม เขาบอกว่างานนอกต้องเจอลูกค้า” เก๋พยักหน้า “ก็ดีแล้ว นายควรแต่งแบบนี้บ้าง” เธอพูดพลางหยิบถุงข้าวเหนียวขึ้นมา “ฉันว่าตั้งแต่นายเปลี่ยนทรงผม นายดูมั่นใจขึ้นนะ” กฤตมองเธอ “จริงเหรอ” เก๋ยิ้ม “จริง แต่ฉันชอบนายตอนแต่งตัวธรรมดามากกว่านิดหน่อย” เธอพูดเหมือนเป็นเพียงความคิดเห็นเล็ก ๆ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู “เย็นนี้กลับมากินข้าวด้วยกันนะ” กฤตตอบรับ แต่ตอนที่ประตูปิดลง เขากลับยืนอยู่ที่เดิมนานกว่าปกติ บริษัทในเช้าวันนั้นยังเหมือนเดิม เสียงเครื่องจักรดังจากด้านหลังอาคาร กลิ่นน้ำมันและโลหะร้อนลอยอยู่ในอากาศ โต๊ะช่างมีแก้วกาแฟพลาสติกวางกระจัดกระจายและเอกสารงานซ่อมกองอยู่เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือสายตาของคนอื่น ธนาซึ่งกำลังขันน็อตอยู่ใต้เครื่องปรับอากาศเงยหน้าขึ้นมาเห็นกฤตแล้วผิวปาก “โห ไอ้กฤต วันนี้เป็นผู้จัดการแล้วเหรอวะ” กฤตหัวเราะ “เสื้อเชิ้ตตัวเดียวเอง” ธนามองรองเท้าของเขาแล้วส่ายหน้า “รองเท้าหนังด้วย เมื่อก่อนเห็นใส่แต่รองเท้าผ้าใบคู่เดิมจนพื้นแทบทะลุ” กฤตไม่ได้ตอบ เขาเพิ่งสังเกตว่าธนามองเขาอยู่นานกว่าปกติ เก้าโมงสิบห้านาที รัตนาเดินผ่านหน้าห้องช่าง เธอถือแฟ้มสีน้ำตาลอยู่ในมือและหยุดเพียงชั่วครู่เมื่อเห็นกฤต สายตาของเธอไล่ตั้งแต่เสื้อเชิ้ตลงไปถึงรองเท้า ก่อนจะยกมุมปากเล็กน้อย “ใช้ได้” เธอพูดแค่นั้นแล้วเดินต่อ กฤตเดินตามไปสองก้าว “หัวหน้าครับ งานอะไร” รัตนาหันกลับมา “ห้องประชุมเล็กตอนสิบโมง” เธอเว้นจังหวะ “และวันนี้ไม่ต้องเรียกฉันว่าหัวหน้าตลอดเวลา ถ้าอยู่ต่อหน้าคนนอก เรียกคุณรัตนาก็พอ” กฤตขมวดคิ้ว “ทำไมครับ” เธอเดินเข้ามาใกล้แล้วตอบเสียงเบา “เพราะตั้งแต่วันนี้ นายไม่ได้ไปในฐานะช่างของฉัน” ตอนสิบโมง ห้องประชุมเล็กมีชายสามคนนั่งรออยู่ คนแรกเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของโรงแรมแกรนด์ วารินทรา คนที่สองเป็นผู้รับเหมาระบบอาคาร และคนสุดท้ายเป็นชายวัยกลางคนที่กฤตไม่เคยเห็นมาก่อน เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อน นาฬิกาเรือนใหญ่ และแฟ้มเอกสารหนาวางอยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้ดูเหมือนช่าง ไม่ได้ดูเหมือนผู้จัดการโรงแรม และไม่เหมือนคนจากฝ่ายจัดซื้อ สิ่งแรกที่กฤตสังเกตคือทุกคนในห้องเกรงใจเขา “นี่กฤต” รัตนาแนะนำสั้น ๆ “คนที่ฉันบอก” ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น “ช่าง?” รัตนาพยักหน้า “ช่าง แต่ทำได้มากกว่านั้น” ชายคนนั้นมองกฤตตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเลื่อนแฟ้มเอกสารมาทางเขา “ลองดู” กฤตเปิดแฟ้ม ตัวเลขค่าอะไหล่และค่าซ่อมหลายรายการเรียงกันเป็นตาราง เขาใช้เวลาอ่านเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรจนชายคนนั้นเริ่มเคาะนิ้วกับโต๊ะ “เห็นอะไรไหม” กฤตตอบ “ครับ” ทุกคนมองเขา “ราคาปั๊มตัวนี้แพงเกินไป” ผู้รับเหมาขยับตัวทันที “ราคาตลาดช่วงนี้—” กฤตยกมือห้าม “ผมไม่ได้หมายถึงราคาตัวปั๊ม ผมหมายถึงราคาที่โรงแรมจ่าย” ห้องทั้งห้องเงียบลง กฤตเลื่อนกระดาษอีกแผ่นออกมา “รุ่นนี้ ถ้าซื้อพร้อมชุดควบคุม ราคาสูงกว่านี้ก็จริง แต่ในใบสั่งซื้อเขาแยกอะไหล่สองรายการออกจากกัน แล้วคิดค่าติดตั้งซ้ำอีกครั้ง” ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเริ่มหน้าเสีย ชายวัยกลางคนหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านตาม ก่อนเงยหน้าขึ้นมองรัตนา “คุณเลือกคนถูก” รัตนาไม่ได้ยิ้ม เธอเพียงตอบว่า “ฉันบอกแล้วว่าเขาเห็นของที่คนอื่นไม่เห็น” หลังประชุม ชายคนนั้นเดินตามกฤตออกมาที่โถงทางเดิน “ชื่อกฤตใช่ไหม” เขาถาม “ครับ” “ฉันชาญ” เขายื่นนามบัตรให้ กฤตรับมาอ่าน ชื่อบนบัตรมีเพียงชื่อกับหมายเลขโทรศัพท์ ไม่มีตำแหน่งยาวเหยียดเหมือนคนในบริษัท แต่รัตนาที่เดินอยู่ข้างหลังกลับบอกว่า “จำเขาไว้” กฤตหันไปมองเธอ “สำคัญเหรอครับ” ชาญหัวเราะ “เด็กคนนี้ถามตรงดี” รัตนาตอบแทน “คุณชาญทำธุรกิจหลายอย่างในนครวาริน ถ้าวันหนึ่งนายอยากทำอะไรของตัวเอง นายอาจต้องเจอเขาอีก” กฤตมองนามบัตรในมืออีกครั้ง คำว่า “ทำอะไรของตัวเอง” ติดอยู่ในหัวอย่างประหลาด ตอนเที่ยง กฤตไม่ได้กลับไปห้องช่างทันที เขาเดินออกมาหน้าโรงแรมเพื่อสูบบุหรี่กับกาแฟกระป๋องหนึ่งตามลำพัง มองรถยนต์ราคาแพงแล่นเข้าออกประตูหน้า มองพนักงานในชุดสูท มองแขกที่เดินเข้าล็อบบี้โดยมีพนักงานเปิดประตูให้ และมองตัวเองในกระจกด้านหน้าของอาคาร ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาวคนเดิมยืนอยู่ตรงนั้น แต่วันนี้เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังปลอมตัวเป็นคนอื่น เขากำลังเริ่มสงสัยว่า บางทีชีวิตของเขาอาจใหญ่กว่าที่เคยคิดจริง ๆ “มองอะไรอยู่” เสียงรัตนาดังจากด้านหลัง กฤตหันกลับไป เธอยืนถือแก้วกาแฟอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว “มองตัวเองครับ” เขาตอบ รัตนาหัวเราะเบา ๆ “แล้วเห็นอะไร” กฤตมองกระจกอีกครั้ง “เห็นว่าผมยังไม่รู้ว่าตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหน” รัตนานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า “ดี” กฤตหันมอง “ดีตรงไหนครับ” เธอยกกาแฟขึ้นจิบ “เพราะถ้านายคิดว่ารู้แล้ว นายจะหยุดเดิน” เธอเดินผ่านเขาไปสองก้าวแล้วหยุด “เย็นนี้ว่างไหม” กฤตหันกลับ “มีอะไรครับ” รัตนาหันมามองด้วยสายตาเดิม สายตาที่เขาเริ่มอ่านออกมากขึ้นทุกวัน “ฉันจะพานายไปเจอคนอีกกลุ่มหนึ่ง” กฤตถาม “เรื่องงาน?” รัตนายิ้มบาง ๆ “เรื่องเงิน” คำเดียวทำให้กฤตเงียบ รัตนาเดินต่อโดยไม่รอคำตอบ ส่วนกฤตยืนอยู่หน้าโรงแรมอีกครั้ง นามบัตรของชาญยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อ และโทรศัพท์บ้านของเก๋คงดังขึ้นเย็นนี้หากเขากลับช้าเหมือนทุกวัน เขารู้ดีว่าความลับหนึ่งกำลังเพิ่มขึ้นอีกเรื่อง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความลับคือความจริงที่ว่า เขาไม่ได้รู้สึกอยากหยุดมันอีกแล้ว กฤตล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแตะนามบัตรของชาญเบา ๆ แล้วเงยหน้ามองบันไดหินอ่อนที่ทอดขึ้นไปยังชั้นบนของโรงแรม เขาเพิ่งเข้าใจในวันนั้นเองว่า บันไดไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่รู้ว่าจะไปถึงไหน มันมีไว้สำหรับคนที่ ยอมจ่ายราคาของการขึ้นไปทีละขั้น และเขาเพิ่งก้าวขึ้นมาอีกหนึ่งขั้นแล้วบทที่ 24 — ราคาของความไว้ใจ มื้อเย็นของกฤตกับศศิวันนั้นไม่ได้มีบทสนทนาเกี่ยวกับความสัมพันธ์เลยแม้แต่น้อย ทั้งสองนั่งอยู่ในร้านอาหารริมถนนที่คนทำงานนิยมแวะหลังเลิกงาน แฟ้มเอกสารวางกองอยู่ระหว่างจานข้าวกับแก้วน้ำแข็ง เสียงช้อนกระทบจานดังสลับกับเสียงรถจากถนนด้านหน้า ศศิใช้ปากกาขีดเส้นใต้ตัวเลขหลายตัวจนกระดาษเต็มไปด้วยรอยหมึก แล้วเงยหน้าขึ้น “ฉันไม่ชอบบริษัทสามเจ้านี้” กฤตมองชื่อบนกระดาษ “เพราะอะไร?” “เพราะพวกมันดูเหมือนคนละบริษัท แต่เวลาทำธุรกรรมกลับเคลื่อนไหวเหมือนบริษัทเดียวกัน” “ยังไง?” ศศิพลิกเอกสาร “ดูช่วงเวลาการเสนอราคา บริษัทหนึ่งเสนอแพงขึ้น อีกบริษัทก็ขยับตาม บริษัทหนึ่งลดราคา อีกบริษัทก็ลดตาม แล้วเวลาจ่ายเงินก็ดันอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเกินไป” กฤตนิ่งคิด “ถ้าพวกเขาตกลงราคากันล่ะ?” “ฉันยังไม่มีหลักฐานว่าเป็นแบบนั้น” ศศิตอบทันที “อย่าเพิ่งใช้คำใหญ่กับเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้” กฤตพยักหน้า ศศิชอบตรงนี้ของเขา เธอสามารถโยนข้อสงสัยลงบนโต๊ะได้โดยไม่ต้องกลัวว่าเขาจะรีบเอาไปใช้กล่าวหาใคร และยิ่งทำงานด้วยกันมากขึ้น เธอยิ่งรู้ว่ากฤตเปลี่ยนไปเร็วมาก เขายังถามคำถามง่าย ๆ อยู่ แต่ค
บทที่ 23 — คนที่อยู่หลังตัวเลข เช้าวันศุกร์ของ Vild Mechanical Co., Ltd. เริ่มต้นด้วยอากาศร้อนอบอ้าวทั้งที่แดดยังไม่แรงนัก เสียงรถส่งของถอยเข้าลานด้านหลังอาคารพร้อมเสียงสัญญาณเตือนดังเป็นจังหวะ กฤตเดินเข้าบริษัทก่อนเวลาปกติเล็กน้อย เขาถือแฟ้มเอกสารบาง ๆ ที่ชาญให้กลับไปทบทวนเมื่อคืนและสมุดเล่มเดิมที่ตอนนี้เต็มไปด้วยตัวเลข ลูกศร และชื่อบริษัทหลายแห่งจนแทบไม่มีพื้นที่เหลือ ความรู้สึกของเขาต่างจากเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนอย่างชัดเจน เมื่อก่อนเขามาทำงานเพื่อรอเวลาห้าโมงเย็น แต่ตอนนี้เขากลับมาถึงก่อนเพราะอยากรู้ว่าในแฟ้มอีกหน้ามีอะไรซ่อนอยู่ ระหว่างเดินผ่านฝ่ายบัญชี ศศิยืนอยู่หน้าตู้เอกสาร เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีครีมกับกระโปรงสีเข้ม ผมยาวถูกรวบไว้เรียบร้อย เธอกำลังถือกองแฟ้มสูงจนเกือบมองไม่เห็นหน้า แต่พอเห็นกฤต เธอก็เอียงแฟ้มลงแล้วพูด “มาถึงเช้าจัง วันนี้มีเรื่องเงินอีกหรือคะ?” กฤตหัวเราะ “มีครับ” ศศิทำหน้าระอา “ดีเลย ฉันยังไม่ได้กินกาแฟ” กฤตมองนาฬิกา “ผมเลี้ยงไหม?” ศศิชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนยิ้มอย่างคนได้ในสิ่งที่หวัง “นั่นสิคะ คุณเริ่มรู้จักลงทุนแล้ว” ร้านกาแฟเล็ก ๆ ตรงหัวมุมถนนกลายเป็นที่นั่งประ
บทที่ 22 — เงินของคนอื่น หกโมงสี่สิบห้านาที กฤตจอด Honda Nova Dash ไว้ใต้ต้นไม้ข้างอาคารสำนักงานเก่า ก่อนเดินขึ้นบันไดพร้อมแฟ้มเอกสารที่ชาญให้เตรียมเมื่อคืน อาคารหลังนั้นไม่มีป้ายบริษัทใหญ่ ไม่มีพนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบ และไม่มีห้องรับรองหรูหราเหมือนแกรนด์ วารินทรา สิ่งที่มีอยู่คือโต๊ะไม้เก่า ตู้เอกสาร และคนสามสี่คนที่กำลังนั่งอ่านเอกสารเงียบ ๆ กฤตมองไปรอบห้องแล้วเข้าใจทันทีว่า คนที่มีเงินจริงไม่จำเป็นต้องแสดงให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองมีเงิน ชาญยืนอยู่หน้าโต๊ะ “นี่กฤต” ชายวัยห้าสิบกว่าที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเงยหน้าขึ้น เขาแต่งตัวเรียบง่ายกว่าที่กฤตคาด ไม่มีเครื่องประดับเด่น มีเพียงนาฬิกาเรือนหนึ่งกับแฟ้มเอกสารบาง ๆ ตรงหน้า “นั่ง” กฤตนั่งลง ชายคนนั้นไม่เปิดแฟ้มของกฤต เขากลับถามทันที “คุณมีอะไรให้ผม?” กฤตไม่ได้ตอบในทันที คำถามนั้นต่างจากคำถามที่เขาเคยเจอ เพราะมันไม่ได้ถามว่าเขาทำอะไรเป็น มันถามว่า เขามีอะไรที่คนอื่นต้องการ กฤตจึงตอบอย่างระมัดระวัง “ผมมีวิธีทำให้อาคารที่ไม่มีรายได้ กลับมาสร้างรายได้โดยไม่ต้องใช้เงินปรับปรุงทั้งหมดในครั้งเดียวครับ” ชายคนนั้นมองเขา “ทุกคนพูดแบบนี้” “ค
บทที่ 21 — เช้าวันที่ตัวเลขเปลี่ยนไป เช้าวันพุธ นครวารินกลับมาเป็นเมืองเดิมหลังฝนตกหนักเมื่อคืน ถนนหลายสายยังมีน้ำขังอยู่ตามขอบฟุตปาธ รถโดยสารเริ่มแน่นตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมง และผู้คนกลับไปใช้ชีวิตตามตารางของตัวเองเหมือนฝนเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น ศศิเดินเข้าประตู Vild Mechanical Co., Ltd. ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย กระโปรงทำงานสีเข้ม เสื้อเชิ้ตสีอ่อน และผมที่รวบไว้อย่างเรียบร้อยเหมือนทุกวัน หากมองจากภายนอกไม่มีใครรู้เลยว่าเมื่อคืนเธอเพิ่งทำสิ่งที่ตัวเองเคยคิดว่าจะไม่มีวันทำ เธอเดินผ่านฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผ่านโต๊ะพนักงานบัญชีสองสามคน แล้วนั่งลงตรงโต๊ะของตัวเอง เปิดแฟ้มใบแรก เปิดเครื่องคิดเลข และเริ่มทำงานทันที “พี่ศศิคะ” พนักงานรุ่นน้องเรียกจากโต๊ะข้าง ๆ “วันนี้พี่ดูอารมณ์ดีนะ” ศศิเงยหน้าขึ้นทันที “ฉันดูเหมือนคนอารมณ์ดีตรงไหน?” “ไม่รู้ค่ะ แต่พี่ฮัมเพลงตอนเดินเข้ามา” ศศิชะงัก ก่อนก้มลงมองเอกสาร “ฉันกำลังคิดเลข” “คิดเลขต้องฮัมเพลงด้วยเหรอคะ?” “ตัวเลขมันเพราะ” เธอตอบหน้าตายจนอีกฝ่ายหัวเราะ แต่ทันทีที่อยู่คนเดียว ศศิก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วมองเครื่องคิดเลขตรงหน้า ตัวเลขเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบเหมือนเดิม
บทที่ 20 — คืนที่ไม่มีตัวเลข 18+ ฝนยังคงกระหน่ำลงมาบนกระจกหน้ารถจนถนนตรงหน้าพร่าเป็นเส้นแสงสีแดงจากไฟท้ายรถคันแล้วคันเล่า กฤตเหลือบมองนาฬิกาบนหน้าปัดก่อนถอนหายใจ รถแทบไม่ขยับมาตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ส่วนศศินั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ มือหนึ่งกอดแฟ้มเอกสารไว้กับอก อีกมือกำโทรศัพท์บ้านที่เพิ่งวางสายไป “แม่บอกว่าไม่ต้องรีบกลับ” เธอพูดขึ้นในที่สุด “ถนนแถวบ้านน้ำเริ่มท่วม” กฤตพยักหน้าแล้วมองออกไปข้างหน้า “ถ้าฝนยังไม่หยุดแบบนี้ เรากลับตอนนี้ก็ไม่ได้อะไร” ศศิหันมองเขา “แล้วจะทำยังไง?” กฤตมองป้ายโรงแรมขนาดเล็กที่สว่างอยู่ไม่ไกลจากถนน “หาที่จอดก่อน แล้วค่อยคิด” โรงแรมที่พวกเขาเลี้ยวเข้าไปไม่ได้หรูหราเหมือนแกรนด์ วารินทรา เป็นโรงแรมริมถนนสำหรับคนเดินทาง มีไฟนีออนสว่างอยู่เหนือทางเข้าและเคาน์เตอร์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้า พนักงานบอกว่าคืนนี้เหลือห้องอยู่ไม่กี่ห้อง เพราะฝนทำให้คนที่เดินทางหลายคนต้องหยุดพักกลางทาง กฤตหันมาถามศศิว่าจะกลับต่อหรือไม่ แต่เธอมองฝนด้านนอกแล้วส่ายหน้า “พรุ่งนี้ฉันต้องเข้าบริษัทเช้า ถ้ากลับตอนนี้แล้วเกิดรถติดอีก ฉันไม่ไหว” เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดเบาลง “พักที่นี่ก็ได้”
บทที่ 19 — ข้ออ้าง เช้าวันอังคาร ศศิมาถึงบริษัทเร็วกว่าปกติสิบห้านาที เธอวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ เปิดแฟ้มบัญชี แล้วนั่งมองตัวเลขอยู่พักใหญ่โดยไม่อ่านแม้แต่บรรทัดเดียว ภาพเมื่อคืนยังติดอยู่ในหัว ทั้งแสงไฟในล็อบบี้ ฝนที่ตกอยู่หลังผนังกระจก และคำพูดง่าย ๆ ของกฤตที่ดูเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับคนพูด แต่กลับทำให้คนฟังนอนไม่หลับอยู่ครึ่งคืน “คุณสวย” ศศิถอนหายใจแล้วเปิดเครื่องคิดเลข กดตัวเลขสุ่ม ๆ ลงไปสองสามครั้งก่อนส่ายหน้า “เป็นบ้าอะไรของฉันวะ” “พี่ศศิพูดกับเครื่องคิดเลขอีกแล้วเหรอคะ?” เสียงพนักงานบัญชีรุ่นน้องดังขึ้นจากด้านหลัง ศศิหันไปมองทันที “ทำงานไปเลยค่ะ” “หนูยังไม่ได้ถามอะไรเลย” “แต่หน้าหนูถามแล้ว” อีกฝ่ายหัวเราะแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ ศศิพยายามกลับมาสนใจเอกสาร แต่ไม่นานโทรศัพท์ภายในก็ดังขึ้น เธอรับสายและได้ยินเสียงกฤต “วันนี้ว่างไหมครับ?” หัวใจเธอกระตุกอย่างน่ารำคาญ “ถามทำไม?” “จะเอาราคางานที่คุณแก้เมื่อวานไปเสนอคุณชาญ” “แล้ว?” “ผมอยากให้คุณช่วยดูอีกที” ศศิเงียบไปครู่หนึ่ง “ตอนเที่ยง?” “ครับ” “ได้” วางสายแล้วเธอนั่งนิ่งอยู่สองวินาที ก่อนพึมพำเบา ๆ “ฉันตอบเร็วเกินไปหรือเปล่







