LOGINนับจากวันนี้ไป โลกจะต้องจดจำชื่อ 'จ้าวอู๋หลิงซี' ในแบบที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ข้าจะแสดงให้พวกหมูป่าตาขาวเช่นพวกเจ้าเห็นว่า ดอกโบตั๋นที่เคยอ่อนแอบัดนี้ได้ผลิบานกลายร่างเป็นกุหลาบแดงที่มีหนามแหลมคมพร้อมจะฉีกกระชากผู้ที่คิดจะทำร้ายมันเช่นไร!
“เสี่ยวฮวา เสี่ยวเหมย จำได้หรือไม่ วันที่พวกเราพบกันครั้งแรก”
ข้าเว้นระยะให้ทั้งสองสาวใช้ได้คิดถึงมันอีกครั้ง
ใช่แล้ว ครั้งแรกที่พบกันในตรอกแคบอับชื้นของย่านคนจรจัด พวกนางอายุเพียงแปดขวบกำลังถูกทำร้าย และผู้ที่ช่วยพวกนางไว้ก็คือคุณหนูจ้าวผู้นี้
หลังจากวันนั้น พวกนางเข้ามาเป็นสาวใช้ประจำตัว ปฏิญาณตนต่อหน้านายท่านทั้งสองและข้าว่าจะจงรักภักดีต่อตระกูลจ้าว พร้อมจะปกป้องข้าด้วยชีวิตจนกว่าชีวิตจะดับสูญ
“จำได้เจ้าค่ะ”
สาวใช้ทั้งสองเอ่ยพร้อมกันด้วยเสียงหนักแน่นเพื่อยืนยันว่ายังคงยึดมั่นในคำปฏิญาณ
“ข้ายินดีที่พวกเจ้ายังมิลืม”
ข้ายืนขึ้นเต็มความสูง
‘หวังว่าคำถามนี้จะสะกิดใจเจ้าได้นะ เสี่ยวเหมย!’
เรือนรับรองตระกูลจ้าว
งานปักปิ่นถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเรือนรับรองของจวนตระกูลจ้าว แสงไฟจากโคมแดงนับร้อยส่องสว่างไสว ผ้าแพรพรรณสีมงคลประดับประดาอย่างวิจิตรตระการตา กลิ่นหอมของดอกไม้มงคลและอาหารเลิศรสลอยอวลไปทั่วบริเวณ
ผู้ร่วมงานคับคั่งไปด้วยเหล่าผู้สูงศักดิ์จากราชสำนักและขุนนางผู้ใหญ่ ตลอดจนพ่อค้าวาณิชผู้ทรงอำนาจจากทั่วแคว้นต้าหลง ซึ่งล้วนเป็นผู้ร่วมค้าและพันธมิตรที่ต่างให้ความเคารพนับถือ
ตระกูลจ้าวเป็นดั่งเสาหลักทางเศรษฐกิจของแคว้นต้าหลง ด้วยกิจการค้าขายที่ครอบคลุมไปทั่วทุกแคว้น มีขุมทรัพย์และอำนาจทางการเงินมหาศาลที่กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ต่างก็ปรารถนาเพื่อเสริมบารมีและสร้างฐานอำนาจของตน
ด้วยเหตุนี้ ข้าผู้เป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลจ้าว จึงเป็นที่หมายปองของบุรุษทั่วสารทิศ ไม่ใช่เพียงเพราะความงามอันเลื่องชื่อ แต่เป็นเพราะอิทธิพลเบื้องหลังที่ข้าครอบครอง
"องค์ชายสี่ กู้เหวินหลง เสด็จ!" ขันทีส่วนพระองค์ประกาศเบิกทาง
เหล่าแขกเหรื่อต่างพากันโค้งคำนับ องค์ชายกู้เหวินหลงก้าวเข้ามาในงานด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดราวกับเทพเซียน จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบรับกับดวงตาเรียวยาวที่แฝงแววอ่อนโยนชวนฝัน รอยยิ้มบางเบาประดับบนใบหน้ายิ่งขับให้เขาดูสูงส่งและใจดี เขาคือบุรุษในฝันของสตรีทั่วหล้า เป็นตัวแทนจากราชสำนักที่มาร่วมอวยพรในวันสำคัญของตระกูลจ้าว
ท่านพ่อท่านแม่ข้ารีบเข้าไปต้อนรับด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข องค์ชายกู้เหวินหลงยิ้มอย่างมีไมตรี เขาหันมามองข้าที่ยืนอยู่ข้างมารดา รอยยิ้มอ่อนโยนนั้นช่างเหมือนภาพฝัน
ทว่าข้ากลับขยะแขยงยิ่งนัก! ภายในใจมีเพียงความว่างเปล่า มิได้รู้สึกถึงความรักหรือความเสน่หาใดๆ มีเพียงความเย็นชาและแผนการที่กำลังก่อตัวขึ้น ข้าหุกลับซ่อนความคมกริบดุจน้ำแข็งไว้ ข้าแสยะยิ้มในใจ
ในชาติก่อน... ข้าสตรีโง่งมคนนี้หลงรักองค์ชายสี่ตั้งแต่แรกเห็น หลงใหลในรูปโฉมอันโดดเด่นและบุคลิกที่อ่อนโยนของเขา คิดว่านี่คือรักแท้ที่จะนำพาชีวิตสู่ความสุขสมบูรณ์ ข้าร่ำรวยด้วยกิจการมากมายที่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งไว้ให้แต่ต้องอยู่โดดเดี่ยวไร้ซึ่งคนข้างกาย หวังเพียงสามีจะเป็นความอบอุ่นหนึ่งเดียวที่โหยหา นำพาข้าให้สุขสบายไปตลอด
ทว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่รอคอย ภายใต้รอยยิ้มอันแสนอบอุ่นนั้นซ่อนเร้นความทะเยอทะยานและแผนการอันชั่วร้ายที่ช่วงชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากข้า
พวกมันคือสัตว์ป่าในคราบมนุษย์ รุมย่ำยีทำร้ายข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนพอใจ แล้วพาร่างใกล้ตายไปทิ้งในป่าให้พวกสัตว์ร้ายมารุมแทะ ความทรมานนั้นยังฝังรากลึกในจิตใจ รอคอยวันเอาคืนแม้เกิดใหม่กี่ครั้งยังหยั่งลึกไม่คลาย! ข้ารู้สึกว่าตัวเองยิ้มอย่างปีศาจร้ายแวบหนึ่งก่อนหายไป
“ยินดีด้วยคุณหนูจ้าว”
องค์ชายสี่กู้เหวินหลงเอ่ยเสียงนุ่มละมุน เขายื่นกล่องแพรไหมสีทองให้ข้า
ขณะที่อาห่าวกำลังเฝ้าอยู่นั้น ความปั่นป่วนภายในของบุคคลที่อยู่ในห้องกลับมิได้ลดน้อยลงเลย เสวี่ยหานอ๋องในชื่อหานเยว่นั่งอยู่บนตั่ง สายตาจ้องมองเงาแผ่นหลังของจ้าวอู๋หลินซีที่เอนกายลงบนเตียงกว้าง ความรู้สึกรักใคร่โหยหาที่สะสมมาข้ามภพข้ามชาติพุ่งพล่านจนอกแทบระเบิดในชาติก่อน... เขาทำได้เพียงเฝ้ามองนางจากเงามืดด้วยหัวใจที่แหลกสลาย เขาเห็นนางมอบหัวใจและรอยยิ้มที่งดงามที่สุดให้แก่องค์ชายสี่ เห็นนางมีความสุขยามได้เคียงคู่กับชายที่นางรัก ยามนั้นเขามิได้ใช้ฐานะอ๋องผู้ทรงอำนาจไปฉุดคร่าแย่งชิง เพราะเขารักนาง... มากจนยอมที่จะเห็นตัวเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวดีกว่าจะเห็นนางต้องมีน้ำตาหากต้องมาอยู่กับคนเช่นเขาที่นางไม่ได้รัก‘ข้าคิดว่าความสุขของเจ้า... คือความสุขของข้า’ เขาขมขื่นในหัวใจเมื่อนึกถึงความไร้เดียงสาของตนเองในกาลก่อน ความใจกว้างของเขาในชาตินั้น กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเขาเห็นนางถูกหักหลัง เห็นนางต้องจบชีวิตลงอย่างทรมานโดยที่เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทันกาล ความรู้สึกผิดที่ปล่อยนางไปเผชิญเคราะห์กรรมเพียงลำพังจึงสลักลึกอยู่ในดวงวิญญาณ‘เป็นข้า... ที่โง่เขลาปล่อยมือเจ้าไปเ
ท่ามกลางกระแสลมหนาวที่พัดโบกสะบัดธงทิวบนยอดเขาสูงชันรอยต่อแคว้นเหนือเฟยเทียนรองแม่ทัพหนุ่มผู้มีใบหน้าคมเข้มและท่าทางทะมัดทะแมง กำลังนั่งคิ้วขมวดจ้องมองเอกสารกองมหึมาในค่ายพักแรมชั่วคราว"ท่านรองแม่ทัพ... นี่พวกเราต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือขอรับ?" ทหารคนสนิทคนหนึ่งเอ่ยถามพลางปาดเหงื่อ ขณะที่กำลังปลอมแปลงสมุดบัญชีการค้าที่เพิ่งเขียน ให้ดูเหลืองซีดตามกาลเวลาเฟยเทียนถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนใจเมื่อนึกถึงคำสั่งสุดท้ายของเจ้านายก่อนจะ 'ขายตัว' เข้าหอคณิกา‘สร้างตัวตนให้ข้า... หานเยว่ บุตรชายพ่อค้าแคว้นเหนือที่ล้มละลาย เอาให้แนบเนียนชนิดที่ว่าหากใครขุดหลุมศพบรรพบุรุษตระกูลนี้ขึ้นมา ก็ต้องเจอหลักฐานการค้าของข้าอยู่ในนั้น!’"เจ้าอย่าถามมาก" เฟยเทียนเอ่ยเสียงเข้ม "ท่านอ๋องสั่งให้ทำอย่างไรก็ทำไป หากจวนตระกูลจ้าวส่งคนมาสืบแล้วพบจุดพิรุธแม้แต่จุดเดียว หัวของพวกเราคงมิได้อยู่บนบ่ามาประดับประดาเล่นแน่"ในใจของเฟยเทียนนั้นอยากจะตะโกนก้องฟ้าว่าเขาลำบากใจเพียงใด เจ้านายของเขา... แม่ทัพไร้พ่ายผู้เกรียงไกร ยอมสละสิ
“คืนนี้เจ้านอนห้องข้า ฉุกละหุกเกินไป ข้ายังไม่ได้สั่งให้คนจัดห้องข้างๆ ให้”สำหรับข้า ชายหญิงนอนห้องเดียวกันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เรื่องบนเตียงยิ่งไม่ใช่สิ่งที่ต้องมานั่งคิดมาก แต่บุรุษตรงหน้ากลับยืนแข็งทื่ออยู่กลางห้องหับที่อบอวลด้วยกลิ่นกำยาน เขานิ่งจนดูเหมือนรูปสลัก ทว่าแววตากลับสับสนลุกรนผิดกับท่าทีของชายคณิกา“เจ้าจะยืนเฝ้าประตูเป็นเทพทวารบาลไปทั้งคืนเลยหรือ?”หานเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก เค้นเสียงทุ้มต่ำออกมาอย่างระมัดระวัง“ข้า... เกรงว่ามันจะมิเป็นการสมควรขอรับ”คำว่ามิสมควร หลุดมาจากปากชายคณิกา ฟังดูขบขันจนข้าหลุดหัวเราะในลำคอ“เจ้าถูกขายมาเป็นชายคณิกาในหอชิงเยวี่ย...” ข้าเดินเข้าไปใกล้ ยื่นหน้าไปถาม “ยังจะมาพูดเรื่องความเหมาะสมกับข้าอีกหรือ? หรือเจ้าไม่เคยนอนร่วมห้องกับสตรีคนไหนเลย?”คำถามของข้าทำเอาเขาแทบใบ้กิน ในคราบชายคณิกาที่ถูกซื้อมาด้วยเงินห้าเท่า เขาไม่อาจหาคำไหนมาโต้แย้งได้เลยข้าเลิกสนใจท่าทีเงอะงะนั่น เดินไปนั่งบนขอบเตียง พลางดึงปิ่นออกจากมวยผม ปล่อยให้ผมยาวสยายลงมา แวบหนึ่งข้าเห็นเขาลอบมอง ก่อนจะรีบเบนหน้าหนีเร็
ทันทีที่ประตูไม้อันวิจิตรเปิดออก เสี่ยวฮวา สาวใช้ตัวน้อยก็รีบถลันเข้ามาเตรียมรับ เหมือนหมาน้อยรอเจ้าของกลับบ้านอยู่หลายส่วน“คุณหนู! ท่านกลับมาแล้ว... เอ๊ะ?” เสี่ยวฮวาชะงักฝีเท้าจนเกือบหน้าคะมำ นางมองบุรุษร่างสูงสง่าในชุดสีอ่อนก้าวตามข้าลงมา นางจ้องเขาตาโต“นี่... นี่ใครกันเจ้าคะ?”“ท่านเขยหานเยว่ ” ข้าตอบเรียบ ๆ ใช้มือปัดเศษฝุ่นที่ชายเสื้อ“เสี่ยวฮวา เจ้าพาสิ่งของที่ข้าซื้อมาไปเก็บ แล้วหลังจากนี้ดูแลท่านเขยให้ดี อย่าให้ใครในจวนมาวุ่นวายคนของข้า”เขาพยักหน้าให้เสี่ยวฮวาเบาๆ “ฝากตัวด้วย แม่นางน้อย”“เจ้าคะ!... เจ้าค่ะ” เสี่ยวฮวาหน้าแดงซ่าน รีบก้มหน้าลงทันที ข้าเห็นแล้วต้องส่ายหัวด้วยความเอ็นดู ช่างเด็กน้อยจริง ๆ แค่เจอหนุ่มหล่อหน่อยก็หน้าแดงแล้วท่านพ่อนั่งจิบชาด้วยท่าทางสบาย ๆ อยู่ในเรือนรับรอง แม้จะเป็นผู้กุมอำนาจน่าเกรงขามในสนามธุรกิจ แต่เมื่อเห็นข้าเดินเข้ามา ใบหน้าเรียบตึงแฝงไปด้วยแววตากดข่มกลับอ่อนโยนลงทันที“หลินซี! กลับมา
ทว่าความสงบก็ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อหญิงงามหลายนางในโถงรับรองเริ่มสังเกตเห็นเขา“เขาเป็นของข้า!”เสียงหวานแหลมของหญิงม่ายร่ำรวยในชุดสีเหลืองแผดขึ้น นางหมายตาหานเยว่ไว้ตั้งแต่เห็นเขาก้าวเข้าจวนมาเมื่อวาน“ข้ามาก่อน!”“ไร้เหตุผล!” อีกคนตวาดกลับ “ใครจ่ายเงินก่อนย่อมเลือกได้ก่อน!”เพียงไม่กี่ลมหายใจ หญิงสาวสามสี่นางยืนล้อมโต๊ะของหานเยว่ แต่ละคนจับแขนเสื้อ จับปลายผม จับชายผ้าคลุมของเขาไว้แน่นเสวี่ยหานอ๋องนั่งนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยน ทว่าในใจเริ่มปวดขมับอย่างรุนแรง ข้าฝ่าด่านศึกมานับไม่ถ้วน ไม่เคยมีศึกใดที่เสียงดังและวุ่นวายเท่านี้! เขาพยายามดึงแขนเสื้อกลับอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่อ๋องผู้เคยสั่งประหารคนนับร้อยจะทำได้“ปล่อย...” คำเดียวสั้น ๆ ทว่าไม่มีใครฟังแม้แต่น้อย“หอคณิกา... หรือตลาดสดค้าผัก?” เสียงเรียบนิ่งทรงอำนาจของจ้าวอู๋หลินซีดังขัดจังหวะขึ้นนางมองชายหนุ่มหน้านิ่งผู้นั้นนานกว่าคนอื่น นานพอจะเห็นว่าเขาไม่ได้พยายามประจบประแจงใคร และท่าทีที่ดูจะขยะแขยงเมื่อถูกยื้อยุดนั้นถูกใจนางยิ่งนัก ชายผู้นี้มีไหวพริบวาง
"แล้วเรื่อง... อาภรณ์เครื่องแต่งกายเล่าพ่ะย่ะค่ะ?"เรื่องหอคณิกาอาห่าวไม่เคยยุ่งเกี่ยว แล้วเรื่องปลีกย่อยเช่นนี้จะรู้ได้เช่นไรเสวี่ยหานอ๋องนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง"สีอ่อน...""อ่อน... เพียงใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?"เขาเหลือบตามองลูกน้อง น้ำเสียงนิ่งสนิท“อ่อนพอให้ดูไม่เหมือนนักฆ่าร้อยศพ” ปกติลูกน้องเขาฉลาด วันนี้เหตุใดถึงเป็นคนคิดเองไม่ได้อาห่าวหดหัวเล็กน้อยหลับตาลง ข้าน้อยขอถอนคำถามทั้งหมดเจ็ดวันสำหรับคนอื่นอาจเป็นแค่เวลา ทว่าสำหรับเขามันคือการรอคอยที่ไม่จำเป็นต้องยืดเยื้ออีกต่อไป“ซีเอ๋อ…” ครานี้เขาจะไม่อยู่ในเงา เขาจะไม่ปล่อยให้นางเผชิญกับพวกคนชั่วเพียงลำพักอีก………………………………………………………หอคณิกาชิงเยวี่ยยามรัตติกาลมาเยือน แสงโคมแดงหน้าหอคณิกาชิงเยวี่ยสาดลงบนพื้นหินศิลาที่เย็นเยียบ ก่อเกิดเป็นเงาตะคุ่มซ้อนทับกันอย่างงดงาม เสียงหัวเราะหยอกล้ออันรื่นรมย์เคล้าไปกับเสียงดีดพิณใสกังวานผสมกลิ่นสุราที่ลอยปะปนในอากาศ บ่งบอกถึงความสำราญของเหล่าชนชั้นสูงที่ไม่เคยหลับใหล หอคณิกาแห่







