แชร์

บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี
บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี
ผู้แต่ง: หยางแบ๊ะแบ๊ะน๊า

บทที่ 1

ผู้เขียน: หยางแบ๊ะแบ๊ะน๊า
เสด็จพ่อได้ให้กำเนิดข้า แล้วถูกวินิจฉัยว่าจะไร้ผู้สืบสกุล เพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน พระองค์จึงทรงเลี้ยงดูข้าอย่างโอรสมาตลอดสิบแปดปี

หลังจากเสด็จพ่อสวรรคต ข้าจึงขึ้นครองราชย์เป็นองค์ฮ่องเต้

เหล่าขุนนางหมอบกราบข้า เหล่าเจ้าเมืองครั่นคร้ามข้า ราษฎรต่างสรรเสริญว่าข้าทรงปรีชา

ทว่าทั่วทั้งนครจิงเฉิงกลับไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า ฝ่าบาทที่พวกเขากล่าวขวัญถึงนั้น แท้จริงแล้วเป็นสตรี

วันนี้ข้าปลอมตัวออกนอกวัง ประทับดื่มชาอยู่ในห้องหรูของหอไท่ผิง

ทว่าคุณหนูใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วกง นามว่า เสิ่นฝูจู กลับพาคนบุกรุกเข้ามา เพียงเพราะนางเกิดถูกใจตำแหน่งอันยอดเยี่ยมนี้

นางกวาดสายตามองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นข้ามีเค้าหน้าเย็นชา จึงใช้ด้ามพัดเคาะที่ไหล่ของข้าเบา ๆ พลางเอ่ยเยาะหยันขึ้นว่า

“มองอะไร?”

“แต่งชายก็ไม่อย่างชาย รูปร่างหน้าตาคล้ายหญิงก็ไม่อย่างหญิง”

“ไร้เพศไม่สมประกอบเช่นนี้ คู่ควรกับการครองที่นั่งของข้าด้วยหรือ?”

ข้าวางจอกชาลง สายตาจับจ้องไปที่คิ้วและตาอันจองหองของนาง

ชายังไม่ทันเย็น

ทว่าบรรดาศักดิ์ของตระกูลนาง เห็นทีคงถึงเวลาต้องเย็นเหยียบได้แล้ว

...

ขณะที่ด้ามพัดจดลงบนไหล่ของข้านั้น ข้าไม่ได้หลบหลีกแต่อย่างใด

แรงนั้นมิได้หนักนัก หากแต่เปี่ยมไปด้วยความอัปยศอัปโฉมอย่างถึงที่สุด

เสิ่นฝูจูคุณหนูใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วกงยืนอยู่ตรงหน้าข้า นางประดับประดาร่างกายด้วยอัญมณีมีค่า แววตาและใบหน้างดงาม ร่างกายคล้ายถูกปรนเปรอมาด้วยทองหยองเงินยวงตั้งแต่เยาว์วัย

พวกคุณหนูตระกูลสูงข้างกายต่างใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากหัวเราะ เสียงหัวเราะแผ่วเบานั้น ราวกับคมมีดที่กรีดไปบนจอกกระเบื้องอย่างแผ่วเบา

ข้ามองรอยแป้งบนไหล่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น

“ที่นั่งนี้ข้าเป็นผู้จ่ายเงินก่อน” ข้ามองนางพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หากเจ้าอยากจะนั่ง ก็รอให้ข้าใช้เสร็จเสียก่อน”

เสิ่นฝูจูยิ่งหัวเราะร่าด้วยความขบขัน

“อย่างไรเล่า กฎเกณฑ์กฎหมายก็ไม่รู้จักหรือ? ในนครจิงเฉิงแห่งนี้ มีผู้ใดกล้าให้ข้า เสิ่นฝูจู ต้องต่อแถวคอย?”

นางใช้ด้ามพัดเขี่ยรั้งสาบเสื้อข้า กวาดสายตาตั้งแต่คิ้วและดวงตาลงไปจนถึงเอว

“ข้าบอกว่าเจ้ามันตัวไร้เพศ”

“สวมใส่เสื้อผ้าบุรุษ แต่กลับมีหน้าตายั่วยวนคล้ายสตรี หากจะบอกว่าเจ้าเป็นสตรี เหตุใดจึงต้องแสร้งทำเป็นคุณชายด้วยเล่า”

“เดรัจฉานเช่นเจ้า ชวนให้ผู้คนขยะแขยงยิ่งนัก”

ภายในโรงชาพลันเงียบสงบลงในพริบตา

เถ้าแก่ยืนอยู่หลังโต๊ะคิดเงิน ใบหน้าถอดสี ถอดใจอยากเข้ามาระงับเหตุแต่ก็มิกล้า

นักเล่านิทานถือไม้เคาะโต๊ะค้างไว้ เนิ่นนานก็มิกล้าเคาะลงมา

บัณฑิตสองสามคนที่โต๊ะข้าง ๆ ต่างก้มหน้าลง คล้ายกับพลันเกิดสนใจรอยคราบชาบนโต๊ะขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ข้าลดสายตามองจอกชา

โรงชาแห่งนี้มีนามว่า หอไท่ผิง เป็นหนึ่งในเหลาชั้นนำที่ใหญ่ที่สุดในนครจิงเฉิง

เมื่อสามปีก่อน คราวศึกชายแดนทักษิณได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ ผู้คนต่างพากันแขวนโคมเฉลิมฉลองด้วยความยินดี ข้ารู้สึกว่างานเลี้ยงฉลองชัยในวังนั้นหนวกหู จึงเคยปลอมตัวออกนอกวังมาที่นี่ครั้งหนึ่ง

ยามนั้น ที่นี่เป็นเพิงน้ำชา เก่า ๆ เท่านั้น

ต่อมา ข้าสั่งเว้นภาษีการค้าตลาดตะวันออกเป็นเวลาสามปี เพิงน้ำชาจึงถูกเนรมิตใหม่จนกลายเป็นหอชาใหญ่โต เถ้าแก่ถึงขั้นเดินทางไปโขกศีรษะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณถึงหน้าประตูวังด้วยตนเอง

เพียงแต่เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่า คุณชายผู้มีร่างกายอ่อนแอที่เคยยืนฟังสายฝนตกกระทบชายคาในวันนั้น คือผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรในยามนี้

เสิ่นฝูจูเห็นข้านิ่งเงียบไป ก็นึกว่าข้าเกิดความหวาดกลัว

นางหันไปกล่าวกับเถ้าแก่ว่า “ห้องหรูห้องนี้ข้าตกลงรับไว้ จงไล่เขาออกไปเสีย แล้วเปลี่ยนโต๊ะเก้าอี้ใหม่ให้ข้าทั้งหมด แปดเปื้อนกลิ่นอายของคนประเภทนี้ ข้าล่ะเกรงว่าจะติดความอัปมงคล”

ใบหน้าของเถ้าแก่พลันซีดเผือดลงทันควัน

“คุณหนูเสิ่น คุณชายท่านนี้มาก่อนขอรับ”

เสิ่นฝูจูเลิกคิ้วขึ้น

“มาก่อนแล้วอย่างไรเล่า?”

คุณหนูผู้สูงศักดิ์ชุดเขียวข้างกายนางแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “เถ้าแก่ เจ้าคงมิได้หลงลืมไปกระมั้งว่าตระกูลเสิ่นคือจวนเจิ้นกั๋วกง บิดาของคุณหนูเสิ่นคือท่านกั๋วกงชั้นเอก ที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง”

“ในนครจิงเฉิงแห่งนี้ มีผู้ใดกล้าไม่หลีกทางให้ตระกูลเสิ่นกัน?”

ในที่สุดข้าก็แย้มยิ้มออกมา ปลายนิ้วเคาะเบา ๆ ลงบนขอบถ้วยชา

“ฝ่าบาททรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เองงั้นหรือ?”

เมื่อเสิ่นฝูจูได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ยิ่งลำพองใจหนักขึ้น

“แน่นอน”

นางเชิดคางขึ้น สายตาที่มองข้าดั่งมองฝุ่นผงที่ติดอยู่ข้างรองเท้า

“บิดาของข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับอดีตจักรพรรดิมาถึงยี่สิบปี เป็นขุนนางคู่บัลลังก์ของราชวงศ์ ฝ่าบาททรงครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ หากมิใช่เพราะตระกูลเสิ่นคอยช่วยเหลือค้ำจุน ไฉนเลยจะมีบ้านเมืองที่สงบสุขในทุกวันนี้ได้?”

ข้าประคองถ้วยชาขึ้น เป่าฟองชาที่ลอยอยู่ด้านบนเบา ๆ

“เช่นนั้น เจ้าจึงคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของตระกูลเสิ่นไปครึ่งหนึ่งแล้วกระมั้ง?”

สีหน้าของเสิ่นฝูจูเปลี่ยนสีทันที

“สามหาว!”

เหล่าองครักษ์ด้านหลังของนางก้าวขึ้นหน้าทันที มือต่างกุมด้ามกระบี่พร้อมสรรพ

แขกเหรื่อในโรงชาต่างพากันถอยร่นไปด้านหลังพร้อมเพรียงกัน

ข้ามิได้ขยับกาย เพียงแต่ทอดสายตามองเสิ่นฝูจู

“คุณหนูเสิ่นวันนี้มาที่หอไท่ผิง เพื่อมาดื่มชา หรือมาตรวจทะเบียนราษฎร์กันแน่?”

นางชะงักไปเล็กน้อย

ข้าเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หากมาดื่มชา ห้องหรูเต็มแล้วก็จงรอเสีย หากมาตรวจทะเบียนราษฎร์ ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพิธีการยังคงว่างอยู่ หากสนใจจะไปนั่งเก้าอี้นั้นดูสักคราหรือไม่?”

มีผู้คนบางส่วนกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ หลุดเสียงหัวเราะเบา ๆ ออกมาคราหนึ่ง

ใบหน้าของเสิ่นฝูจูแดงก่ำขึ้นมาทันที

นางคงไม่เคยถูกผู้ใดต่อปากต่อคำกลางที่สาธารณชนเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่ต่อกรกับนาง ยังเป็นคนที่นางกล่าวหาว่าเป็น “ตัวไร้เพศไม่สมประกอบ” อีกด้วย

“เจ้าอยากตายนักใช่ไหม!”

นางสะบัดมือพุ่งเข้าใส่อย่างรุนแรง

ทว่าฝ่ามือของนางยังไม่ทันตกลงมาเสวียนชิง องครักษ์ผู้ติดตามเบื้องหลังของข้าก็คว้าข้อมือของนางเอาไว้แน่น

เสวียนชิงมีตำแหน่งเป็นถึงแม่ทัพองครักษ์หลวง วันนี้ถูกข้าบีบบังคับให้เปลี่ยนสวมชุดสามัญชน

เดิมทีอารมณ์ของเขาก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว ในยามนี้ประกายความเย็นเยียบในแววตาแทบจะกดไว้ไม่อยู่

เสิ่นฝูจูเจ็บจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

“เจ้ากล้าแตะต้องตัวข้าหรือ?”

เสวียนชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “หากขยับอีกนิด มือจะหัก”

ภายในโรงชาเงียบสงบยิ่งกว่าเดิม

คุณหนูชุดเขียวกรีดร้องขึ้นมา “พวกเจ้าคิดจะก่อกบฏหรือไง! รู้หรือไม่ว่านางคือใคร?”

ข้าวางถ้วยชาลง ดึงผ้าเช็ดหน้าสีขาวราวกับหิมะออกมาผืนหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เช็ดสาบเสื้อที่ถูกนางแตะต้องเมื่อครู่ทีละน้อย

“รู้สิ”

ข้ามองใบหน้าที่ซีดขาวของเสิ่นฝูจู เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“คุณหนูใหญ่จวนเจิ้นกั๋วกง เสิ่นฝูจู”

“ด่าทอผู้อื่นว่าเป็นตัวไร้เพศไม่สมประกอบ แย่งชิงห้องหรูโดยพลการ ทั้งยังใช้บ่าวไพร่ข่มขู่ราษฎรกลางที่สาธารณะ”

“ความผิดเหล่านี้ พอจะส่งตัวไปดื่มชาที่ศาลาว่าการนครจิงเฉิงสักจอกได้หรือไม่?”

เสิ่นฝูจูชะงักงัน ก่อนจะหัวเราะออกมา

“ศาลาว่าการนครจิงเฉิงงั้นหรือ?”

นางคล้ายกับได้ยินเรื่องตลกขบขันที่สุดในใต้หล้า

“เจ้าคิดว่าผู้ว่าการนครจิงเฉิงจะกล้าไต่สวนข้าหรือ?”

นางสะบัดมือของเสวียนชิงออก เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ใครอยู่ข้างนอก ไปตามพี่ชายของข้ามา”

“ข้าอยากรู้นักว่า วันนี้ผู้ใดจะกล้าลากตัวข้าไปศาลาว่าการนครจิงเฉิง”

ข้าเหลือบมองนางเล็กน้อย แล้วโยนผ้าเช็ดหน้าที่ใช้เช็ดเมื่อครู่ทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ

“พี่ชายของเจ้านั้นคือผู้ใดกัน?”

เสิ่นฝูจูเยาะเย้ย แววตาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง

“รองแม่ทัพองครักษ์หลวง เสิ่นไหวเยี่ยน”

สีหน้าของเสวียนชิงดำคล้ำลงในพริบตา

ข้าหันไปมองเขา ส่งยิ้มทั้งที่ไม่ใช่รอยยิ้ม

“เจ้ารู้จักหรือ?”

เสวียนชิงกัดฟันกรอด ก้มศีรษะลงเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำ “กระหม่อม... อบรมสั่งสอนผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ดีเองพ่ะย่ะค่ะ”

ข้าแย้มยิ้มบาง ๆ

ดูท่าว่าชาถ้วยนี้ในวันนี้ จะคุ้มค่าแก่การดื่มยิ่งนัก

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 10

    ในวันที่หอไท่ผิงเปิดกิจการใหม่อีกครั้ง เถ้าแก่ก็นำเทียบเชิญมาส่งด้วยตนเองเสวียนชิงไม่อนุญาตให้ข้าไปเขากล่าวว่า “ฝ่าบาท คราวก่อนเสด็จไปดื่มชา ดื่มจนได้กบฏท่านอ๋องฉู่ขึ้นมาคนหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”ข้ามองหน้าเขา“เช่นนั้นจึงยิ่งต้องไป”สีหน้าของเขาตายด้านไปในทันที“กระหม่อมบังชาทูลถามสักคำ ฝ่าบาทคราวนี้ทรงอยากดื่มให้ได้สิ่งใดกลับมาอีกพ่ะย่ะค่ะ?”ข้าคิดครู่หนึ่ง“ดื่มให้ได้ความสงบสุขร่มเย็นมาสักหน่อย”เสวียนชิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับรู้สึกว่าความปรารถนานี้ดูจะไม่ค่อยสมจริงสักเท่าไรนักท้ายที่สุด เขาก็ยังคงตามข้าไปอยู่ดีเบื้องหน้าหอไท่ผิงแขวนป้ายชื่อแผ่นใหม่มิใช่ลายมือที่ข้าเขียนหากแต่เป็นเถ้าแก่ลงมือเขียนเอง【ผู้มาเยือนล้วนเป็นแขก อย่าได้ถามไถ่ฐานะและอาภรณ์ 】ตัวอักษรอาจไม่ได้งดงามนัก ทว่าความหมายนั้นยอดเยี่ยมไม่น้อยข้ากลับไปนั่งยังห้องเดิมเมื่อคราวก่อน สั่งชามาหนึ่งกา นักเล่านิทานกำลังบรรยายคดีกบฏท่านอ๋องฉู่อยู่ชั้นล่าง พอเล่ามาถึงประโยคที่ข้ากล่าวหน้าศาลบรรพชนว่า “ข้าไม่เหมือนบุรุษ แต่ข้าเป็นดั่งเช่นฮ่องเต้พระองค์หนึ่ง” เสียงปรบมือและเฮฮาก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งโรง

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 9

    ภายหลังจากที่ท่านอ๋องฉู่ถูกประหารชีวิต นครจิงเฉิงกลับยิ่งเงียบสงบลงความเงียบสงบนั้นมิใช่ความสงบสุขหากแต่ทุกคนต่างกำลังเฝ้ารอรอว่าข้าจะยอมถอยเพราะความจริงเรื่องการเป็นสตรีถูกเปิดเผยหรือไม่ รอว่าราชสกุลจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกไหม รอว่าขุนนางในราชสำนักจะบีบบังคับให้สละบัลลังก์หรือเปล่า และรอว่าราษฎรจะตื่นตระหนกตกใจกันหรือไม่ข้าไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาต้องรอนานจนเกินไปนักการประชุมขุนนางเช้าวันรุ่งขึ้น ข้าออกว่าราชการตามปกติเพียงแต่ในครั้งนี้ ข้ามิได้สวมพระมาลาเก้าแถวประดับมุกที่บังใบหน้าไปจนเกือบหมดข้าสวมฉลองพระองค์มังกร รวบผมขึ้นสูง ประทับนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์มังกรของผู้เป็นใหญ่เหนือเก้าทิศ กวาดสายตามองผ่านเหล่าขุนนาง“มีฎีกาให้กราบทูล หากไม่มีก็เลิกการประชุม”ขุนนางทั่วท้องพระโรงคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง เงียบงันยิ่งกว่าในยามวันวานในที่สุด เซี่ยกวนหนานก็เป็นคนแรกที่ก้าวออกมาจากแถว“กระหม่อมมีฎีกากราบบังคมทูลพ่ะย่ะค่ะ”เขากล่าวว่า “เจิ้นกั๋วกง นามเสิ่นซิ่วอี๋ ปล่อยปละละเลยบุตรธิดา สมคบคิดกับท่านอ๋องฉู่ ซุกซ่อนบัญชีรายชื่อกองกำลังส่วนตัว ทูลขอฝ่าบาททรงลงทัณฑ์ตามกฎหมายอย่างเด็

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 8

    นอกประตูเฉิงเทียนเหมิน เสียงกลองดังสะท้อนทุ้มต่ำกองกำลังส่วนตัวของจวนท่านอ๋องฉู่สวมเกราะพร้อมรบยกพลเข้ามา โดยชูธงประกาศก้องว่าเพื่อ “ความถูกต้องชอบธรรม”ข้ายืนอยู่เบื้องหน้าศาลบรรพชน มองใบหน้าที่ในที่สุดก็เผยธาตุแท้ออกมาของท่านอ๋องฉู่เขารอคอยวันนี้ คงจะรอมานานแสนนานเช่นกันเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ทั่วท้องพระโรงต่างแตกตื่นวุ่นวายบางคนตะโกนร้องขอให้คุ้มกันฝ่าบาท บางคนถอยร่นไปด้านหลัง บางคนแอบเหลือบมองท่านอ๋องฉู่ราวกับกำลังคำนวณว่าหากจะแปรพักตร์มาเข้าข้างตอนนี้ยังจะทันอยู่หรือไม่ท่านอ๋องฉู่มองมาที่ข้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจราวกับถือชัยชนะไว้ในกำมือ“เซี่ยจ้าว เจ้าแพ้แล้ว”“หากเจ้าเป็นบุรุษ ข้าอาจจะยังต้องเกรงกลัวอยู่บ้าง”“แต่ไฉนเจ้าจึงดันเกิดมาเป็นสตรีเล่า”“ผู้คนใต้หล้าไม่มีวันยอมสยบให้เจ้า”ข้าเอ่ยถาม “ผู้คนใต้หล้า หรือว่าตัวเจ้ากันแน่?”เขาแค่นหัวเราะ“มีอันใดแตกต่างกันด้วยหรือ?”ข้าพยักหน้า“มี”“สิ่งที่ผู้คนใต้หล้าต้องการคือวันเวลาที่สงบสุข มิใช่ทายาทบุรุษจากจวนท่านอ๋องฉู่ของเจ้า”สีหน้าของท่านอ๋องฉู่มืดลงในทันที“ความตายมาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว ปากคอยังแข็ง

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 7

    วันเปิดประตูศาลบรรพชน ท้องฟ้ามืดครึ้มไร้ประกายแสงขุนนางน้อยใหญ่ทั่วราชสำนักคุกเข่าอยู่เบื้องล่างลานประกอบพิธี เหล่าพระราชวงศ์และท่านอ๋องทั้งหลายยืนอยู่แถวหน้า สีหน้าของแต่ละคนย่ำแย่เสียยิ่งกว่าท้องฟ้าในยามนี้พวกเขาคงจะได้ยินกระแสลมปากมาล่วงหน้าแล้วท้ายที่สุด เรื่องราวในวันนั้น ณ หอไท่ผิง ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งนครจิงเฉิงบ้างก็ว่าฝ่าบาททรงเป็นสตรีบ้างก็ว่าเมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้ทรงไร้รัชทายาทสืบสกุล เพื่อความมั่นคงของบ้านเมือง จึงได้ปลอมแปลงองค์หญิงให้กลายเป็นองค์รัชทายาทและบ้างก็ว่า นี่คือภูตผีปีศาจปั่นป่วนราชสำนัก ฟ้าดินย่อมไม่อาจอดกลั้นข้าสวมชุดฉลองพระองค์ลายมังกรสีดำสนิท ยืนอยู่เบื้องหน้าประตูหอพระราชวงศ์อาภรณ์ชุดนี้ ข้าสวมใส่มาหลายปีแล้วทว่าวันนี้กลับไม่เหมือนเดิมวันนี้ข้าไม่ได้สวมพระเกี้ยวสูง ทั้งไม่ได้จงใจกดเสียงให้ต่ำลง ปล่อยให้เส้นผมยาวถูกมัดรวบไว้ด้วยปิ่นหยก เผยให้เห็นรูปคิ้วและดวงตาชัดเจนต่อหน้าผู้คนทั้งปวงท่ามกลางเครือญาติราชวงศ์ มีคนสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะตึงเสนาบดีกระทรวงพิธีการคุกเข่าอยู่กับพื้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “ฝ่าบาท หากพระราชโองกา

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 6

    ยามที่สองพ่อลูกตระกูลเสิ่นถูกคุมตัวออกไป ด้านนอกหอไท่ผิงก็เนืองแน่นไปด้วยราษฎรที่พากันมามุงดูจนแน่นขนัดข้ายืนอยู่ริมระเบียงชั้นสอง ทอดสายตามองเสิ่นซิ่วอี๋ที่ถูกเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการนครจิงเฉิงควบคุมตัวขึ้นรถม้าตลอดชีวิตของเขามีเกียรติยศชื่อเสียงเกรียงไกร สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือหน้าตาและศักดิ์ศรีทว่าศักดิ์ศรีอันน้อยนิดในวันนี้ กลับถูกเขาใช้เข่าของตนเองโขกกระแทกส่วนเสิ่นฝูจูถูกควบคุมตัวไว้ชั่วคราวภายในหอ เพื่อรอให้นางกำนัลจากในวังมารับตัวไป ดวงตาของนางบวมเป่งจนแดงก่ำ ทว่าก็ยังคงไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้คือความจริงเซี่ยกวนหนานก้าวเข้าไปใกล้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฝ่าบาท เรื่องนี้สมควรปิดข่าวให้เงียบหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”ข้าปรายตามองเขาแววหนึ่ง“เหตุใดต้องปิดข่าว?”เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “เรื่องที่ฝ่าบาททรงเป็นสตรี แม้ว่าเหล่าขุนนางชราในราชสำนักจะล่วงรู้กันดี ทว่าราษฎรสามัญชนทั่วไปยังคงไม่ล่วงรู้ ทว่าวันนี้ผู้คนในหอไท่ผิงพลุกพล่านปากหอยปากปู เกรงว่า...”ข้าย่อมเข้าใจความหมายของเขาดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่าขุนนางอาวุโสในราชสำนักช่วยกันปกปิดความลับนี้

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 5

    ภายในหอไท่ผิงพลันเงียบงันรอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นฝูจูแข็งค้างอยู่ในวินาทีที่นางลำพองใจที่สุดหลังจากที่เสิ่นซิ่วอี๋คุกเข่า ความเงียบสงบก็ปกคลุมทั่วหอไท่ผิง จนกระทั่งเสียงลมปะทะโคมไฟนอกหน้าต่างยังได้ยินอย่างชัดเจนเสิ่นฝูจูยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สีหน้าขาวซีดลงเรื่อย ๆ จนไร้สีเลือดนางสลับมองหน้าข้าที มองบิดาที่คุกเข่าอยู่กับพื้นที ริมฝีปากสั่นระริกอยู่เนิ่นนาน“เป็นไปไม่ได้”น้ำเสียงของนางแหบพร่าและสั่นเครือ“ท่านพ่อ ท่านจำคนผิดแล้วกระมัง?”“เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็น...”คำสองคำสุดท้าย นางหวาดกลัวเกินกว่าจะเอ่ยมันออกมาเสิ่นไหวเยี่ยนเองก็ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงปากบันได กระบี่ยังคงค้างอยู่ในมือ เขาจ้องมองป้ายหยกในมือข้า สีเลือดบนใบหน้าเลือนหายไปจนหมดเกลี้ยงในพริบตาในที่สุดเสวียนชิงก็ไม่ต้องอดกลั้นอีกต่อไป เขาก้าวขึ้นไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ชูตราสัญลักษณ์แม่ทัพองครักษ์หลวงขึ้นแสดง“เสวียนชิง แม่ทัพองครักษ์หลวง อารักขาช้าไป ขอฝ่าบาททรงลงอาญา”เซี่ยกวนหนานทรุดกายคุกเข่าลงตามด้วยความรวดเร็ว“กระหม่อม เซี่ยกวนหนาน ผู้ว่าการนครจิงเฉิง ถวายบังคมฝ่าบาท”เสียงคำว่า ฝ่าบาท ดังระงมขึ้นราวกับปลุกผ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status