Mag-log in"กลับ"
น้ำเสียงเข้มเฉียบขาดของธามสั่งการลูกน้องเพียงคำเดียว ร่างสูงสง่าหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากบ้านที่พังยับเยิน ทว่าก้าวไปได้เพียงสองก้าวฝีเท้าหนักๆ นั้นก็หยุดชะงักลง ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาหันกลับมามองเด็กสาวตัวเล็กที่ยังคงนั่งกองอยู่บนพื้น แล้วลูกน้องทุกคนต่างก็หยุดนิ่งเป็นหุ่นปั้นรอรับคำสั่งถัดไป "อ้อ... ลืมย้ำความจำไปอย่าง" ธามเดินย้อนกลับมาหยุดตรงหน้าฟาร์ ร่างสูงใหญ่ทรุดกายลงนั่งย่อเข่าในระดับเดียวกับเธอ เขาใช้มือหนาเชยคางมนขึ้นมาบังคับให้สบตาเขาแบบตรงๆ "อึก! อื้อออ..." ฟาร์ครางประท้วงในลำคอด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาคู่สวยสั่นระริกและพยายามจะเบือนหน้าหนี แต่แรงบีบที่ปลายคางกลับตรึงเธอไว้แน่นจนหนีไปไหนไม่ได้ "อย่าทำอะไรลูกผมเลยนะครับ... ผมขอร้อง ฮือออ" เสียงอ้อนวอนของวริศดังขัดจังหวะขึ้นมาจากด้านหลัง แต่มันกลับไม่เข้าสู่โสตประสาทของมาเฟียหนุ่มเลยสักนิด สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวาน ที่ตอนนี้เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา "รู้ใช่ไหม... ว่าถ้าฉันไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการภายในเจ็ดวัน เธอจะต้องเจอกับอะไร" เขาถามออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยคำขู่มหาศาล มือหนาเปลี่ยนจากเชยคางมาเป็นบีบพวงแก้มขาวเนียนของเด็กสาวอย่างแรง จนใบหน้าสวยบิดเบี้ยว ปากอิ่มเผเผยออกด้วยแรงบีบ "อึก! จะ... เจ็บนะ... ปล่อย!" "ฉันถาม... ก็ตอบฉันมาสิ!" ธามตะคอกเสียงต่ำ ดวงตานิ่งลึกจนดูน่าขนลุก "อึก... อื้อออ... ฉะ... ฉันรู้... ฉันรู้แล้ว!" ฟาร์ตอบกลับทั้งน้ำตา เสียงของเธอสั่นพร่าด้วยความหวาดกลัว "คุณธามครับ! อย่าทำแบบนั้นกับลูกสาวผม" วริศเห็นลูกถูกรังแกก็ลืมความตาย เขารวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นหมายจะโผเข้ามาช่วยลูกสาว ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วของวริศจะถึงตัวธาม ลูกน้องคนสนิทที่ยืนคุมเชิงอยู่ ก็เหวี่ยงพานท้ายปืนฟาดลงที่กลางแผ่นหลังของเขาอย่างจัง ตุบ!! "อึก! ฮึก!" วริศทรุดลงไปนอนหน้ากระแทกพื้นทันที "อื้ออออ! พ่อ!!!" ฟาร์กรีดร้องสุดเสียง แต่เธอยังถูกธามบีบหน้าไว้ทำให้เสียงที่ออกมาอู้อี้อยู่ในลำคอ พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่อบอวลอยู่ภายในโพรงปาก ธามปรายตามองผลงานของลูกน้องด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะสะบัดใบหน้าของฟาร์ทิ้งอย่างไม่ใยดี ราวกับสัมผัสสิ่งของที่ไม่มีค่า "กรี๊ดดดด! พ่อคะ! พ่อ!!" ทันทีที่ได้รับอิสระ ฟาร์ก็โผคานเข้าไปหาผู้เป็นพ่อที่นอนขดตัวสั่นด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น เธอรวบตัวพ่อมากอดไว้แนบอกพลางสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ "พ่อขาาา พ่อเป็นอะไรไหมคะ พ่อเจ็บตรงไหนไหมคะ พ่อ..." "ไม่ลูก พ่อไม่เป็นอะไร อึก!" "จำใส่สมองไว้..." ธามลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับปลายนิ้วตัวเองช้าๆ "สิบล้านภายในเจ็ดวัน... ถ้าไม่มีเงินกองตรงหน้า เตรียมตัวไปลงนรกด้วยกันทั้งพ่อทั้งลูกได้เลย" เขาพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ และเสียงสะอื้นที่ดังระงมไปทั่วบ้านที่พังทลาย "ฟาร์ลูก... เจ็บไหมลูก... พ่อขอโทษ" วริศพยายามพยุงร่างกายที่อ่อนแรงขึ้นมา มือที่สั่นเทาเอื้อมไปเช็ดน้ำตาบนแก้มใสของลูกสาวอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกผิดเกาะกินใจเขาจนแทบจะทนมองหน้าลูกไม่ได้ ยิ่งเห็นรอยนิ้วมือสีแดงจางๆ บนแก้มของฟาร์ เขาก็ยิ่งเกลียดตัวเองที่นำพาหายนะมาสู่แก้วตาดวงใจ "ไม่ค่ะพ่อ... ฟาร์ไม่เจ็บ พ่อล่ะคะ พ่อเจ็บมากไหม ฮึก! ฮึก!..." ฟาร์ถามกลับทั้งเสียงสะอื้น เธอรีบสำรวจแผ่นหลังของพ่อด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ ความเจ็บปวดของเธอเทียบไม่ได้เลยกับความหวาดกลัว ที่เห็นพ่อถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตาแบบนั้น "ไม่ลูก... พ่อไม่เจ็บเลยสักนิด พ่อทนได้" วริศฝืนยิ้มทั้งน้ำตาเพื่อปลอบใจลูกสาว ทั้งที่ความเจ็บจากการถูกฟาดนั้นร้าวไปถึงกระดูก "ฮึก... ฮื้อออออ! ฮื้อออออ!" สุดท้ายกำแพงความเข้มแข็งของฟาร์ก็พังทลายลง เธอโผเข้ากอดพ่อแล้วร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป เสียงสะอื้นนั้นเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ ทำไมกัน ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ในหัวของเธอมีแต่คำถามซ้ำไปซ้ำมา ทั้งที่เธอสู้ชีวิตมาตลอด ทั้งที่เธอทำงานหนักจนแทบไม่ได้พักผ่อน เพื่อส่งเสียตัวเองเรียนและดูแลพ่ออย่างดีที่สุดเท่าที่ผู้หญิงอายุ 21 ปีคนหนึ่งจะทำได้ แต่ทำไมโชคชะตาถึงกลั่นแกล้งให้เธอต้องมาแบกรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อ ทำไมเธอถึงต้องถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเหมือนเป็นสิ่งของแบบนี้ ท่ามกลางบ้านที่ข้าวของกระจัดกระจายไม่เหลือชิ้นดี ฟาร์กอดพ่อไว้แน่นเหมือนคนกำลังจมน้ำที่พยายามไขว่คว้าหาที่พึ่งสุดท้าย"รับทราบครับนาย" เปารับคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและรวดเร็ว พร้อมกับเตรียมกระจายกำลังคนตามพิกัดทันที "ตามเธอให้ถึงที่สุด! กูจะไม่ปล่อยเธอไปไหนทั้งนั้น!" ธามออกคำสั่งกร้าวผ่านสายโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงดุดันและเฉียบขาด ไม่มีความลังเลใจหรือสับสนเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ความกลัวว่าจะเสียเธอไปจริงๆ มันเข้ามาครอบงำจิตใจของเขาจนหมดสิ้น "นายครับ... แล้วถ้าไอ้หมอนั่นมันขัดขวางล่ะครับ" เปาเอ่ยถามหยั่งเชิง "ให้พวกเราใช้ไม้แข็งเลยไหมครับ" "ถ้ามันกล้าขวาง... ก็จัดการมันซะ!" ธามกัดฟันพูดเสียงเหี้ยม "ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับผู้หญิงของกูทั้งนั้น!" "เข้าใจแล้วครับนาย ผมจะส่งพิกัดสดให้เดี๋ยวนี้เลยครับ" "อืม... ส่งมาให้ไวที่สุด แล้วพวกมึงก็รีบตามไปอย่าให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียวเด็ดขาด" หลังจากวางสายไป ธามก็เหยียบคันเร่งพุ่งทะยานรถออกไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกกลัวแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมหัวใจจนปวดหนึบไปหมด ถ้าเขายังคงทำเป็นวางฟอร์ม ปากแข็ง และปล่อยให้เธอหนีไปอยู่ที่อื่นโดยไม่สนใจตามไป วันที่หัวใจของเขาต้องแหลกสลายคงมาถึงในไม่ช้า "ไม่... กูยอมไม่ได้เด
ทางด้านธาม เสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้องไปตามถนนสายยาว รถสปอร์ตคันหรูแล่นทะยานไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ธามจับพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขึ้นรอยขาวซีด เขากำลังเหยียบคันเร่งเพื่อหนีจากอะไรบางอย่าง แต่ยิ่งเหยียบเร็วเท่าไหร่ เขากลับยิ่งรู้สึกเหมือนวนเวียนอยู่ที่เดิม "โธ่เว้ย!" ธามสบถลั่นห้องโดยสารก่อนจะทุบพวงมาลัยเสียงดังสนั่น ความเจ็บบนฝ่ามือไม่ได้ช่วยลดความรุ่มร้อนในอกลงได้เลยสักนิด เขามองตรงไปยังถนนข้างหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและสับสน เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังจะขับรถไปที่ไหน เขาแค่ต้องการออกไปให้พ้นจากภาพจำตรงหน้าบ้านหลังนั้น ภาพที่ฟาร์ยืนอยู่ข้างหลังผู้ชายคนอื่น ภาพที่เธอตบหน้าเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง "ทำไมวะ... ทำไมกูต้องเป็นบ้าขนาดนี้ด้วย!" ธามเค้นเสียงพึมพำกับตัวเอง ลมหายใจหอบหนัก "แค่ผู้หญิงคนเดียว... แค่ลูกหนี้ที่หมดสัญญาไปแล้วคนเดียว ทำไมกูถึงตัดมันออกจากหัวไม่ได้สักที!" ภาพใบหน้าหวานที่เปื้อนคราบน้ำตา สายตาที่มองเขาด้วยความตัดพ้อ และรอยยิ้มเศร้าๆ ที่เธอเคยมอบให้ยามที่อยู่ด้วยกันในเพนท์เฮาส์ยังคงฉายซ้ำไปซ้ำมาราวกับภาพหลอน มันวนเวียนบีบคั้นหัวใจเขาจนแทบจะ
บนรถ "ฟาร์... ลูกโอเคไหม" วริศเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ มือหยาบกร้านเอื้อมมาลูบผมลูกสาวอย่างแผ่วเบาด้วยความรู้สึกผิดและสงสารจับใจ "หนูโอเคค่ะพ่อ..." ฟาร์หันมาฝืนยิ้มให้ แต่เป็นรอยยิ้มที่แห้งและดูเศร้าหมองที่สุดเท่าที่วริศเคยเห็นมา มันเป็นยิ้มที่วริศดูออกทันทีว่าเธอฝืนใจมากแค่ไหน รอยยิ้มนั้นมันแทบจะกรีดหัวใจคนเป็นพ่อให้ขาดเป็นเสี่ยงๆ "แน่ใจเหรอลูก ไม่ต้องฝืนใจบอกพ่อก็ได้นะ ถ้ามันเจ็บปวดขนาดนั้น..." "ค่ะพ่อ... หนูโอเคจริงๆ" เธอพยักหน้าเบาๆ พยายามกลั้นน้ำตาไว้ แต่ขอบตาของเธอกลับร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ เธอเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่นอีกครั้ง พยายามซ่อนใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดไม่ให้พ่อเห็น วริศมองลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและหวาดกลัว เขาถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "ลูกรัก... พ่อไม่อยากจะย้ำเตือนเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่มันจำเป็นจริงๆ ลูกรู้ใช่ไหมว่าเขาเป็นมาเฟีย... แล้วลูกรู้ใช่ไหมว่าโลกที่เขาอยู่ โลกที่เขาสร้างขึ้นมา มันเต็มไปด้วยความอันตราย ความรุนแรงและความตาย" "ค่ะพ่อ... หนูรู้ค่ะ" ฟาร์ตอบเสียงแผ่ว นัยน์ตาสั่นระริก
ในขณะที่ธามกำลังนิ่งอึ้ง มือหนายกขึ้นแตะข้างแก้มที่รู้สึกชาหนึบ สายตาที่เคยวาวโรจน์ด้วยความโกรธกลับแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าและเจ็บปวด ความเจ็บที่แก้มมันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บที่ใจ ไม่ใช่เพราะเธอตบเขาแต่เป็นเพราะเธอทำแบบนี้ต่อหน้าผู้ชายอีกคน พรึบ... ตินไม่รอช้า เขาเห็นท่าทีของธามที่ยังคงยืนนิ่งดูน่ากลัว เขาจึงรีบดึงตัวฟาร์เข้ามาหลบไว้ที่ด้านหลังของเขา ทันทีที่ร่างบางมาอยู่ข้างหลัง ตินก็ก้าวออกมาขวางหน้าเอาไว้ทันทีเหมือนเป็นโล่กำบัง "ถอยไปซะคุณธาม! ถ้าคุณยังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ก็อย่ามาทำอะไรฟาร์อีก!" ตินเอ่ยเสียงกร้าว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอยากที่จะปกป้องเธอ ธามมองผ่านไหล่ของตินไปที่ฟาร์ที่กำลังตัวสั่น แววตาของเขาสั่นไหวไปชั่ววูบ ก่อนจะแสยะยิ้มสมเพชออกมา "หึ... ปกป้องกันดีเหลือเกินนะ" "คุณโกรธผมได้ แต่อย่ามายุ่งกับฟาร์" ตินเน้นย้ำคำพูด ธามแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นชาและเจ็บปวด "หึ... โกรธงั้นหรอ มึงคิดว่ากูจะโกรธเรื่องที่ผู้หญิงตบหน้ากูงั้นเหรอ แกคิดผิดแล้ว... ที่กูรู้สึก... มันมากกว่าคำว่าโกรธว่ะ" เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ตินหนึ่งก้าว สา
"พี่ตินสุดยอดไปเลย!" จูนพึมพำกับตัวเองด้วยความตื่นเต้น ถึงแม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่เธอก็อดดีใจไม่ได้ที่พี่ชายของเธอพูดตามความรู้สึกตัวเองออกมาสักที ธามยืนนิ่งไปชั่วอึดอัด ก่อนที่เสียงหัวเราะเย็นเยียบจะดังขึ้นในลำคอ เขามองมือที่ตินจับฟาร์ไว้ด้วยสายตารังเกียจ "แฟนงั้นเหรอ" ธามเค้นเสียงหัวเราะ "ฟาร์... เธอยอมรับเหรอว่าผู้ชายคนนี้เป็นแฟนเธอ ทั้งที่เธอเป็นของฉันไปแล้วเนี่ยนะ" "ใช่... เราตกลงเป็นแฟนกันแล้ว และฟาร์เองเธอก็โอเคมากๆ ด้วย" ตินเป็นคนตอบคำถามนั้นทั้งหมด โดยที่เขาไม่ได้ปรึกษากับฟาร์เลยซักนิด "แต่ฟาร์เธอเป็นของผม!" ธามประกาศกร้าว เสียงกังวานไปทั่วบริเวณ "ต่อให้เธอจะมีไอ้หน้าอ่อนนี่เป็นแฟน หรือจะมีใครหน้าไหนก็ตาม แต่ความจริงแล้ว... เธอก็เป็นผู้หญิงของผมไปแล้ว เธอผ่านอะไรกับผมมาบ้างเธอรู้อยู่แก่ใจดี!" "ผู้หญิงที่เขาไม่ได้เต็มใจ!" ตินตะโกนสวนกลับอย่างไม่เกรงกลัว "คุณมันก็แค่คนที่ใช้ความชั่วข่มขู่เธอแค่นั้น คุณไม่มีสิทธิ์มาเรียกเธอว่าเป็นผู้หญิงของคุณ! คุณธาม... ถ้าคุณยังมีความเป็นคนอยู่บ้าง ก็ควรจะปล่อยให้เธอไปใช้ชีวิตของเธอได้แล้ว!" "ความเป็นคนงั้นเหรอ"
"จูน... ขอบใจแกมากนะ ขอบใจทุกอย่างเลย" "แก... แกต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ" "อืม... แกด้วย" "ที่สำคัญแกอย่าลืมฉันนะ เราต้องเป็นเพื่อนกันตลอดไปนะฟาร์" "ฉันรู้... แกก็ด้วย ไว้ถ้ามีโอกาสฉันจะมาหาแก" "สัญญานะ" "สัญญาสิ แกเองก็ต้องดูแลตัวเองด้วยนะ ฉันเป็นห่วงแกนะรู้ไหม" ฟาร์เอ่ยทั้งน้ำตาไหลอาบแก้ม "ฟาร์... ฮื้ออออ ฮึก... ฮึก..." จูนเองก็น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง ก่อนที่เธอจะยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาออกเป็นพัลวัน "เอ้าๆ พอก่อนๆ" ตินเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูสดใส เราไม่อยากให้ทั้งสองต้องร้องไห้กันไปมากกว่านี้ "เดี๋ยวสายกว่านี้รถจะติดครับ ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวผมขับตามไปส่งด้วย" "ค่ะ... ขอบคุณนะคะพี่ติน" ฟาร์พยักหน้าเบาๆ แล้วเธอก็เช็ดน้ำตาออกแบบลวกๆ ขณะที่ทุกคนกำลังจะก้าวขึ้นรถ เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของทุกคน บรื้นนนนน! รถสปอร์ตสีดำคันหรูที่ทุกคนจำได้แม่นยำว่าเป็นของใคร พุ่งเข้าจอดขวางหน้าประตูบ้านอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหว ทุกคนชะงักนิ่งไปในทันที วริศกางแขนออกปกป้องลูกสาวไว้ด้านหลังโดยสัญชาตญาณ ส่วนฟาร์
เพล้ง!! แก้วคริสตัลราคาแพงร่วงหล่นจากมือเล็กที่สั่นเทา กระทบเข้ากับขอบโต๊ะกระจกจนแตกกระจายละเอียด น้ำสีอำพันสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วพื้นพรมหรูหรา ทว่าเสียงของมีคมที่แตกหักนั้นยังไม่น่ากลัวเท่ากับสายตาคมกริบของชายที่นั่งอยู่ข้างกาย "อะไรกัน" ธามเอ่ยขึ้นพร้อมขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นท่าทางของเด็
"ซี๊ดดดด ฟู้วววว!"เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เช็ดน้ำตาออกอย่างเด็ดเดี่ยว ในหัวนึกถึงใบหน้าของพ่อที่รออยู่ เพื่อพ่อแล้ว ต่อให้ต้องทิ้งศักดิ์ศรีเธอก็ต้องเดินต่อไป"หนูพร้อมแล้วค่ะเจ๊""โฮ้ววว! สวยมา แบบนี้คุณๆ เขาต้องชอบแน่ๆ"เบลมองคนตัวเล็กตรงหน้าแล้วเธอก็อดชื่นชมไม่ได้ ตอนแต่งตัวธรรมดาว่าสวยแล้ว พอใส่
"ได้สิ... เดี๋ยวพี่ติดต่อเบลให้แล้วกันนะ" "ขอบคุณมากๆ นะคะพี่เอ๋ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ" ฟาร์รีบยกมือขึ้นไหว้ด้วยความซาบซึ้งใจ แววตาที่เคยสิ้นหวังกลับมีประกายความหวังจุดขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะเป็นความหวังที่ริบหรี่และต้องแลกด้วยสิ่งที่มีค่าที่สุดก็ตาม "อืม... ไม่เป็นไร พี่ก็ช่วยเราได้เท่าที่ช่วยได้
ก๊อกๆๆ... "เชิญเลยค่ะ" เอ๋ที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับกองเอกสารและรูปถ่ายนางแบบบนโต๊ะเงยหน้าขึ้นอนุญาต เมื่อประตูเปิดออกและเห็นว่าเป็นใคร รอยยิ้มเอ็นดูตามประสาพี่สาวใจดีก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ขออนุญาตค่ะพี่เอ๋" "ว่าไงจ๊ะฟาร์ ลมอะไรหอบมาหาพี่ถึงนี่ล่ะ" เอ๋วางปากกาลงพลางขยับแว่นสายตา "ปกติเ







