เข้าสู่ระบบเจ้าหนี้ส่งคนมาทำร้ายข่มขู่ แม่ของเธอได้รับการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะอย่างรุนแรงจนทำให้สมองได้รับบาดเจ็บ จนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา
ส่วนจันทร์ส่อง ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่แตกต่าง คฤหาสน์หลังใหญ่ที่อาศัยอยู่ถูกขายทอดตลาดมีเพียงเงินสำรองก้อนหนึ่งที่นำมาดำรงชีพ
อย่างที่กล่าวในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ปรเมศล่วงรู้ว่าครอบครัวเธอเหลือแต่ตัว อีกทั้งมารดายังเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา ทำให้เขาหย่าขาดจากเธอทันที
อิสระที่ได้รับ ทำให้เธอรีบหอบควมรักที่มีไปหา ไตรวิชญ์ที่บ้านของเขา...
แต่ทว่าคำบอกกล่าวของชาวบ้านละแวกนั้นทำให้เธอทรุดลงกองกับพื้น
‘ต่อมันย้ายไปอยู่กับพี่สาวแล้ว เห็นว่าพี่สาวได้ผัวรวยด้วยนะ’
หัวใจสาวอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวด หวนนึกถึงนัยน์ตาของไตรวิชญ์ที่เต็มไปด้วยการตัดพ้อ น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่เฝ้าตามถามเธอตลอดหนึ่งสัปดาห์
‘ยังรักพี่อยู่หรือเปล่า เธอโดนแม่บังคับใช่ไหม’
แม่ของเธอที่ยืนมองอยู่ ส่งสายตาให้ลูกน้องภายในอู่ตรงเข้ามาหาอย่างมาดร้าย
อยากตะโกนออกไปว่าใช่...แต่ทำได้เพียงแค่โป้ปดด้วยหัวใจที่ร้าวราน
'ตอนนั้นบัวยังเด็กยังคิดไม่ได้ แต่ตอนนี้บัวรู้แล้ว ความรักมันกินไม่ได้ บัวอายคนอื่นที่มีแฟนจน พี่กลับไปเถอะบัวรักพี่เมศ พี่เมศคือคนที่เหมาะสมกับบัว'
ยังจำได้ดีว่าตอนนั้น เธอยืนกอดแขนของปรเมศ พยายามไม่หันไปมองเขาอีก กลัว...ว่าเขาจะรู้ว่าหัวใจของเธอไม่เคยเปลี่ยน
“แม่คะ ยายดา เมื่อไหร่จะตื่นหรือคะ”
เสียงของบุตรสาว พร้อมกับชายกระโปรงที่ถูกดึงทำให้สติสัมปชัญญะที่หลุดลอยไปไกลหวนคืนกลับมา ละสายตาจากร่างของมารดา
“คุณแม่เชื่อว่า คุณยายดาจะต้องตื่นเร็วๆ นี้แน่นอนค่ะ จะได้ตื่นมาเล่นกับของขวัญดีไหมคะ”
“ดีสิคะคุณแม่”
มือบางลูบศีรษะบุตรสาว ระบายยิ้มเอ็นดู เธอเองไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามารดาจะรู้สึกตัวเมื่อไหร่ จะมีโอกาสได้เห็นหลานสาวไหม หรือท่านจะหลับไหลไปตลอดกาล
“มาค่ะ คุณแม่จะทำกับข้าวให้กิน”
เด็กหญิงส่งมือให้มารดา ก้าวเดินตามโดยที่ยังคงหันมามองคุณยายที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยกลางบ้าน ตั้งแต่ที่จำความได้
เมนูอาหารเรียบง่าย ไข่เจียวกับผัดผักเป็นเมนูที่ของขวัญชื่นชอบ ถือเป็นโชคดีที่เด็กอย่างเธอไม่เกลียดผักใบเขียว แต่ถ้าขมมากอย่างผักคะน้าก็คงคายทิ้ง
“กินเยอะๆ นะคะ คุณแม่ตั้งใจทำสุดฝีมือเลยรู้ไหม”
“รู้ค่ะ ของขวัญจะกินเยอะๆ จะไม่กินเหลือ”
เด็กน้อยเคี้ยวข้าวแก้มป่อง ตักอาหารเข้าปากอย่างที่เธอไม่ต้องคะยั้นคะยอให้เหนื่อย
พี่ต่อ...ลูกของเราเก่งมากเลยค่ะ
ดวงตากลมโตจ้องมองบุตรสาวที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายบิดา เสียยิ่งกว่าคนที่อุ้มท้องเก้าเดือน มันไม่ยุติธรรมเสียเลย
ความคิดถึงระคนโหยหาอัดแน่นเต็มอก มันมาพร้อมกับความทุกข์ระทมที่ไม่อาจสลัดไปจากหัวใจ ไตรวิชญ์จะรู้บ้างไหมว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเติบโตจนเป็นเด็กน้อยที่น่าเอ็นดู
เด็กหญิงถูกอาบน้ำจนตัวหอม บัวบูชาช่วยเช็ดตัว แต่ให้สวมใส่ชุดนอนด้วยตัวเอง เพื่อปลูกฝังวินัยความรับผิดชอบไปในตัว
“ของขวัญเก่งไหมคะคุณแม่”
เอ่ยถามน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ทำให้คนมองยิ้มกว้างไปกับความสดใส
“เก่งสิคะ ลูกสาวของแม่น่ารักที่สุด แต่ตอนนี้ถึงเวลาเข้านอนแล้วนะคะคนเก่ง”
เด็กหญิงก้าวขึ้นเตียงนอนอย่างว่าง่าย เอียงแก้มให้อย่างรู้งาน บัวบูชากดจมูกลงบนแก้มป่องๆ ทั้งสองข้าง
“ฝันดีนะคะ คนเก่งของแม่”
“ฝันดีค่ะคุณแม่...”
เธอกดจูบลงบนกระหม่อมของบุตรสาว ขยับลุกจากเตียงตรงไปปิดไฟ ก้าวออกไปด้านนอกเพื่อใช้เวลานี้ทบทวนหนังสือ
หากเรียนจบได้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี จะได้รับเงินเดือนที่มากขึ้น เธอต้องสู้...เพื่อมารดาที่ยังมีลมหายใจ และบุตรสาวที่นอนอยู่ภายในห้อง
แต่ทว่าบางช่วงขณะที่อยู่เพียงลำพัง ความโหยหาคนึงถึงคนของใจ มันถาโถมเข้าใส่ราวกับสายฝน ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด ยังคงรักเขาไม่เปลี่ยน
ยิ่งเติบโตยิ่งได้เรียนรู้ว่า ความรักที่มีให้ไตรวิชญ์ ไม่ได้มาจากความไร้เดียงสาในวัยเยาว์ แต่มันคือรักแรก และรักเดียวที่มีมาตลอดห้าปี
“พี่ต่อ...พี่ลืมบัวไปแล้วหรือยังคะ”
ดวงตากลมโตรื้นริน มือบางค่อยๆ ปาดน้ำตาทิ้ง ข่มเสียงสะอื้นอย่างยากลำบาก โดยหารู้ไม่ว่าเด็กหญิงตัวเล็กที่ถูกส่งเข้านอน แอบแง้มประตูมองมารดาด้วยความกังวลใจ
"โอ๊ย...คนเขารักเดียวใจเดียว รักคนคนเดียวที่ไม่รู้ป่านนี้มีลูกมีเมียไปแล้วหรือยัง ก็ปล่อยไปเถอะ"ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ต่างไปจากคมมีดที่กรีดลงบนก้อนเนื้อข้างซ้าย ใบหน้าของบัวบูชาเศร้าหมองทุกข์ระทมจนคนพูดสะใจ"มะเหมี่ยว ! ทำไมปากเสียแบบนี้นี่แก""เอ้า ฉันก็แค่พูดความจริง ทำเป็นเล่นตัวอยู่ได้..."คนทั้งสองที่กำลังถกเถียง บัวบูชาจำต้องห้ามปราม"อย่าเถียงกันเลย ที่มะเหมี่ยวพูดมันเป็นความจริงทั้งนั้นล่ะ แต่บัวแค่อยากรอน่ะ...""รออะไร ?""บัวก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้แค่ว่าอยากรอ..."ภาพจำครั้งสุดท้ายคือแววตาเจ็บปวดของไตรวิชญ์ แต่เธอกลับปฏิเสธขับไล่ให้จากไป ทั้งที่หัวใจเต็มไปด้วยความร้าวรานถ้าเจอกันอีกครั้ง...บัวจะบอกให้พี่รู้ว่าไม่เคยมีวันไหนที่ไม่รัก "เรียนเถอะ อาจารย์มาแล้ว"ทุกสายตาหันไปมอง หญิงสูงวัยที่ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับเอกสารการเรียนการสอน บัวบูชาพยายามมีสมาธิกับการเรียน ทั้งที่ภายในหัวอัดแน่นไปด้วยความ คนึงหาบุคคลในความทรงจำห้าปี่มาแล้วที่ไตรวิชญ์ไม่ได้กลับมาประเทศบ้านเกิด เรื่องราวมากมายในอดีตยังคงฝังลึกภายในหัวใจแต่ทว่าตอนนี้เขาไม่ใช่บุคคลเดิมที่อ่อนแอให้กับความรักชายหนุ่มไม่คบห
ไตรวิชญ์มองพี่สาว และพี่เขยที่ผลัดกันส่งสายตาหวานฉ่ำให้กันไม่เปลี่ยน"มองแบบนี้อิจฉาใช่ไหมล่ะ"น้องชายไหวไหล่ พลางส่ายศีรษะไปมา"ผมจะไปอิจฉาทำไม ออกจะเห็นใจพี่เกรย์ด้วยซ้ำ พี่น้ำผึ้งดื้อขนาดนี้"คนโดนกล่าวหามองตาขวาง"ทำเป็นพูดไปรีบๆ หาแฟนสักคนเถอะ พี่สงสารผู้หญิงที่โดนคนใจร้ายหักอกไปเรื่อย""ผมเปล่านะครับ ทุกคนที่ผมนอนด้วยรู้สถานะเป็นอย่างดีว่าผมไม่พร้อมจริงจังกับใคร"น้ำผึ้งหน้าบูดเบื่อน้องชายตัวดีที่ทำตัวไม่ต่างไปจากอดีตสามี“แล้วหลานผมล่ะครับไม่มาด้วยหรือ”อัลเกรย์โด้ และน้ำผึ้งมีลูกด้วยกันหนึ่งคน เด็กชายวัยห้าขวบกำลังน่ารักน่าชัง“ลูก้าอยู่กับคุณยายที่สวนนั่นล่ะ”น้ำผึ้งพยักพเยิดใบหน้าไปทางสวนด้านหลังทุกอย่างอยู่ในความดูแลของพี่เลี้ยง และพยาบาลที่คอยดูแลผู้ป่วยอย่างมารดา"ดีแล้วที่วินซ์โสด พี่อยากจะให้ช่วยไปดูแลโรงแรมที่ประเทศไทย จนกว่าจะหาคนมาบริหารแทนได้ วินซ์ไม่ติดอะไรใช่ไหม"แม้ชายหนุ่ยจะอายุน้อย แต่ความสามารถ และมันสมองที่มีอยู่เหนือคนอายุคนรุ่นราวคราวเดียวกันหลายเท่าตัว"ประเทศไทยหรือครับ"มือหนากำแน่น ตลอดห้าปีเขาไม่ได้กลับไปเหยียบที่นั่นสักครั้ง"เป็นอะไรหรือเปล่าวินซ์ กั
‘ไอ้ต่อ ! ไอ้หมาขี้เรื้อน ฮ่าๆ มึงมันไม่เจียมตัวโชคดีที่น้องบัวคิดได้ว่าอะไรที่คู่ควรกับเขา’ถ้อยคำของปรเมศที่ตามมาเย้ยหยัน ไม่ได้มีผลต่อหัวใจเท่ากับถ้อยคำปฏิเสธของบัวบูชา พยายามค้นหาความจริงจากแววตาที่เคยมองเขาด้วยความรักแต่มันกลับว่างเปล่า ไม่หลงเหลือแม้แต่เยื่อใย ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไป จากหน้ามือเป็นหลังมือในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ทั้งที่คบหากันมาตลอดหนึ่งปี“ไม่จริง บัวไม่ได้รักมึง !”“ใช่บัวอาจจะไม่ได้รักกู แต่กูรวย และให้บัวได้ทุกอย่าง หึ...กูเห็นมึงพาบัวไปกินผัดไทยที่ตลาด มึงไม่คิดว่า ลูกคุณหนูอย่างบัวจะอายคนบ้างหรือว่ะ จนก็จน แม่ก็เป็นบ้า พี่สาวยังเป็นกระหรี่อีก !!”‘มึง ไอ้เมศ อย่าลามปามครอบครัวกู’เขาอาศัยอยู่กับแม่ที่ป่วย พี่สาวเรียนที่กรุงเทพฯ แต่ชาวบ้านต่างนินทา เล่าลือว่าเธอขายตัวให้เสี่ยกระเป๋าหนักกำลังจะพุ่งตัวเข้าไปหาไอ้คนปากดี แต่อีกฝ่ายยิ้มเยาะ เพียงแค่พยักพเยิดใบหน้า ลูกน้องที่ยืนอยู่บริเวณนั้นตรงเข้ามารุมทำร้ายทันทีไตรวิชญ์พยายามลุกขึ้นสู้ แต่ด้วยจำนวนคนที่มากกว่าทำให้ไม่สามารถต่อกรได้ ฝ่าเท้านับสิบรุมขยี้เสมือนเป็นสิ่งที่กองอยู่กับพื้นไม่ใช่คน เสียงของพวกมั
เจ้าหนี้ส่งคนมาทำร้ายข่มขู่ แม่ของเธอได้รับการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะอย่างรุนแรงจนทำให้สมองได้รับบาดเจ็บ จนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราส่วนจันทร์ส่อง ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่แตกต่าง คฤหาสน์หลังใหญ่ที่อาศัยอยู่ถูกขายทอดตลาดมีเพียงเงินสำรองก้อนหนึ่งที่นำมาดำรงชีพอย่างที่กล่าวในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ปรเมศล่วงรู้ว่าครอบครัวเธอเหลือแต่ตัว อีกทั้งมารดายังเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา ทำให้เขาหย่าขาดจากเธอทันทีอิสระที่ได้รับ ทำให้เธอรีบหอบควมรักที่มีไปหา ไตรวิชญ์ที่บ้านของเขา...แต่ทว่าคำบอกกล่าวของชาวบ้านละแวกนั้นทำให้เธอทรุดลงกองกับพื้น‘ต่อมันย้ายไปอยู่กับพี่สาวแล้ว เห็นว่าพี่สาวได้ผัวรวยด้วยนะ’หัวใจสาวอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวด หวนนึกถึงนัยน์ตาของไตรวิชญ์ที่เต็มไปด้วยการตัดพ้อ น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่เฝ้าตามถามเธอตลอดหนึ่งสัปดาห์‘ยังรักพี่อยู่หรือเปล่า เธอโดนแม่บังคับใช่ไหม’แม่ของเธอที่ยืนมองอยู่ ส่งสายตาให้ลูกน้องภายในอู่ตรงเข้ามาหาอย่างมาดร้ายอยากตะโกนออกไปว่าใช่...แต่ทำได้เพียงแค่โป้ปดด้วยหัวใจที่ร้าวราน'ตอนนั้นบัวยังเด็กยังคิดไม่ได้ แต่ตอนนี้บัวรู้แล้ว ความรักมันกินไม่ได้ บัวอายคนอื่น
บัวบูชา สุกลเกียรติ หรือ บัว เธอคือนักศึกษาปีที่สาม ภาคค่ำ ของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ใบหน้าเนียนรูปหัวใจ ริมฝีปากอวบอิ่ม ดวงตากลมโตสุกสกาวเสมือนมีดาวนับร้อยอยู่ในนั้น “บัว เรียนเสร็จแล้วไปกินข้าวกันนะ” เสียงของพริกไทยที่เอ่ยเรียก ทำให้หญิงสาวที่กำลังจดเลคเชอร์เงยหน้าขึ้น ปากอิ่มยังคงพึมพำทบทวนข้อความที่อาจารย์สอน “โอ๊ย...บัว จะขยันไปถึงไหนเนี้ย ! พอแล้วไปกินข้าวกันเถอะ” “ขอโทษนะ บัวไปด้วยไม่ได้หรอก” “พริก แกจะไปชวนยัยบัวให้เสียเวลาทำไม ก็รู้อยู่ว่าต้องรีบกลับบ้านไปดูลูก” มะเหมี่ยวจงใจพูดเสียงดังเพื่อให้ผู้ชายทั้งหลายที่หมายปองบัวบูชาได้ยิน “นี่มะเหมี่ยว ไม่เห็นต้องพูดเสียงดังเลยนั่งกันอยู่แค่นี้เอง” พริกไทยมองอย่างตำหนิ คนพูดไหวไหล่ไม่แยแส “ไม่เป็นไรหรอก เรื่องที่บัวมีลูกแล้วไม่ใช่ความลับ หากใครจะรู้ก็ไม่ใช่เรื่องผิด ว่าแต่...บัวคงไปกินข้าวด้วยไม่ได้หรอก ตามที่มะเหมี่ยวบอกนั่นล่ะ” หญิงสาวเก็บสมุดปากกาลงกระเป๋าผ้า หันมาคลี่ยิ้มให้กับเพื่อนทั้งสอง ภายในอกหวนนึ







