LOGINเรือนแม่ทัพเซี่ย บ่าวไพร่ทำความสะอาดอย่างขมีขมัน
“เจ้าเตรียมอาหารสำหรับคืนนี้ไปถึงไหนแล้ว อย่าลืมปลานึ่งซีอิ๊วเชียวนะ” พ่อบ้านสั่งกำชับพ่อครัว เดินสาละวน ดูแลคนงาน จัดสวน ณ ลานบ้าน “เจ้าตั้งโต๊ะตรงนั้นนั่นแหล่ะ คืนนี้พระจันทร์ข้างขึ้นสวยเด่น ข้าอยากให้นายน้อยได้ชมจันทร์กับว่าที่ฮูหยิน” เขาสั่งเสียงเข้มงวด แต่แฝงด้วยความยินดี เขาได้รับพระบัญชาลับๆ จากขันทีให้เชื้อเชิญและจัดงานเลี้ยงให้กับท่านแม่ทัพกับคุณหนูไป๋ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีร่วมกัน ก่อนถึงพิธีแต่งงาน ณ ศาลาริมน้ำ เรือนเจ้าเมืองไป๋หนาน สาวใช้นำจดหมายมามอบให้ไป๋ซูเหยา “จากจวนท่านแม่ทัพส่งมาเจ้าค่ะ”บ่าวรับใช้รายงาน มือเรียวหยิบจดหมาย เปิดซองนำแผ่นจดหมายออกมาอ่าน ใจความว่า “ขอเชิญคุณหนูไป๋ร่วมงานเลี้ยงชมจันทร์ จวนแม่ทัพ” มือเรียววางจดหมาย ในใจกลับคิดวิตก เขาจะมาไม้ไหนกัน พบหน้ากันครานั้นไม่คิดติดต่อ อยู่ๆ ก็เชิญชมจันทร์ มันออกจะดูให้กังวลมากกว่าจะน่าไป “เจ้าแจ้งกลับ ว่าข้ารับเชิญ” นางสั่งให้บ่าวไปบอกคนที่รอรับข่าว “เอ้อเหมย เจ้าเตรียมชุดให้ข้า เรียบ ๆ ก็พอ” หญิงสาวสั่ง อย่างไรก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ไปดูนิสัยท่าทีสักหน่อยก็พอ เรือนใหญ่ ย่านการค้า แม้ภายนอกจะคึกคักด้วยผู้คน ความมีชีวิตชีวาแห่งเมืองหลวง แต่กับคนในจวนหาได้มีความคึกครื้นไม่ มีเพียงใจที่ร้อนรน ลุกท่วมด้วยความเดือดดาล “เจ้าว่าเซี่ยหลิงเฉินนั่นส่งจดหมายเชิญ ซูเหยาไปงานเลี้ยงชมจันทร์งั้นรึ คนเย็นชาเช่นเขาคิดทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร”โม่อวิ๋นที่ยามนี้ไม่คิดปิดบังอารมณ์เบื้องลึก ระเบิดเสียงออกมา “เป็นพระประสงค์ลับๆ ขององค์ฮ่องเต้แคว้นชิ่ง ขอรับ”สายลับรายงาน สีหน้าแววตาโม่อวิ๋นยามนี้ เดือดดาลอย่างสุดทน เพราะฮ่องเต้คนนี้สินะวางแผนชิงดวงใจของเขาไป “เตรียมตัวไปกับข้า วันนี้ข้าต้องแตกหักกับเซี่ยหลิงเฉิน บอกคนเตรียมรถนอกเมืองเส้นทางหนี รอคำสั่งจากข้า ชิงตัวนาง ประกาศศึก” ชายหนุ่มสั่งเสียงกร้าว มีอันใดต้องยอมอีก เขาเตรียมพร้อมมาเนิ่นนานแล้ว ระหว่างนี้หลายเดือนก่อนเขาได้ติดต่อลับๆถึงความร่วมมือกับแคว้นต่างๆ ทั้งสี่ดินแดน พูดถึงผลประโยชน์ร่วมกันหากโค่นล้มบัลลังค์นี้ลงได้ บัดนี้เขาพร้อมให้นางตราหน้าเขา แต่จะไม่ยอมเสียนางไป ณ ลานบ้าน ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานหอมอ่อน ๆ ดอกไม้ แสงตะเกียง บรรยากาศที่ถูกสรรสร้างอย่างพิถีพิถัน พร้อมให้สองหนุ่มสาวได้มาร่วมงานเลี้ยงชมจันทร์ ในค่ำคืนที่สวยงาม รถม้าคันงาม จอดลงหน้าจวน ไร้วี่แววแม่ทัพหนุ่มมาต้อนรับ มีเพียงพ่อบ้านยืนรออย่างใจจดจ่อ “มาแล้ว ๆ รีบไปรับคุณหนูไป๋เร็ว”พ่อบ้านเอ่ยสาวใช้ที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อให้คุณหนูพึงพอใจ พ่อบ้านรอโค้งคำนับให้ไป๋ซูเหยา หญิงสาวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่างามสง่า สายตาไม่ได้วอกแว่กมองหาใคร ใบหน้าเรียบเฉย นางไม่คาดหวังอันใดนับจากเดินทางมาแล้ว พ่อบ้านนำนางไปยังโต๊ะงานเลี้ยง ระหว่างทางลอบสอบถามทหาร ถึงแม่ทัพหนุ่ม ได้รับคำตอบว่ากำลังออกจากค่ายทหารมาแล้วไม่ช้าคงถึง พ่อบ้านมีสีหน้าอึดอัดใจ เขากำชับท่านแม่ทัพนักหนาให้ทำตัวดีๆ กับคุณหนูไป๋สักหน่อย ท่านแม่ทัพก็รับปากดิบดีแล้วนี่ ไฉนกลับให้คุณหนูเป็นฝ่ายรอเช่นนี้ “เอ่อ คุณหนูไป๋ ท่านโปรดรอท่านแม่ทัพสักครู่ ท่านแม่ทัพออกมาจากค่ายกำลังมาถึงแล้วขอรับ” ไป๋ซูเหยาเพียงแย้มยิ้มพยักหน้ารับ ไม่เอ่ยตำหนิ พลางคิดในใจ “เขามาช้ามากเท่าไหร่ยิ่งดี ข้าจะได้มีเวลาหายใจมากขึ้นอีกหน่อย” นอกจวนเสียงฝีเท้าม้าควบมาหนักแน่น ก่อนหยุดลง ชายหนุ่มร่างสูงกำยำ ท่วงท่างามสง่า ทว่าใบหน้ากลับเรียบเฉยแฝงแววเย้ยหยัน เดินไม่ช้าไม่เร็ว เข้ามายังลานงานเลี้ยง เบื้องหน้าเขายามนี้ คือหญิงสาว โฉมสะคราญนั่งหันข้างให้เขา ใบหน้าเรียบเฉยไม่แม้แต่ชายตาแลมาทางเขา นางค่อย ๆ รินชาอย่างสงบ ราวไม่สนโลกภายนอก เพิ่มอารมณ์ให้ใบหน้าเข้มไม่สบอารมณ์ให้ชายหนุ่ม เซี่ยหลิงเฉินโยนดาบในมือให้ทหารข้างกาย “คุณหนูไป๋ผู้เพียบพร้อม ท่านดูราวกับไม่สนใจโลก หรือที่จริงท่านไม่สนใจข้ากันแน่” เสียงชายหนุ่มเอ่ยเรื่อยๆ กลับแฝงความเย้ยหยันในที ไป๋ซูเหยายกใบหน้าขึ้นช้า ๆ มองสบสายตาชายหนุ่มตรง ๆ อย่างเปิดเผย แว่บหนึ่งเมื่อผสานสายตาหวานซึ้งของนาง ทำให้เขาผงะด้วยความงามหมดจดของนางไปเล็กน้อย นางช่างงดงามให้ผู้คนตื่นตะลึงเสียจริง เขาเสหันมองถ้วยชาในมือเรียวแว่บหนึ่ง ก่อนดึงสติกลับมา เดินไปนั่งยังโต๊ะด้านตรงข้ามกับหญิงสาว “ท่านแม่ทัพมาแล้ว ไป๋ซูเหยาคารวะ” หญิงสาวยกถ้วยชาขึ้นด้วยท่าทีอ่อนช้อยนุ่มนวล แทนที่เขาจะรู้สึกดี กลับรู้สึกว่านี่คือการเสแสร้งมารยา “คุณหนูไป๋มีมารยาทมากไปแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย้ยหยัน ไป๋ซูเหยารู้สึกถึงความไม่ธรรมดา เหตุใดเขาถึงมีท่าทีและคำพูดเย้ยหยันอย่างออกนอกหน้าเช่นนี้ หรือเขาจะรู้เรื่องระหว่างโม่อวิ๋นกับนางแล้ว สายลับทางทหารของเขาได้ยินว่าแฝงตัวไปได้ทุกที่ ข่าวไม่เคยพลาด “ท่านแม่ทัพ กำลังพูดว่าข้าน้อยเสแสร้งแกล้งทำงั้นหรือ” นางเองไม่ลดละ เอ่ยวาจาเรียบง่ายไม่ประชดประชัน พ่อบ้านถึงกับอยู่ไม่ติด มองหน้าสองหนุ่มสาว อย่างยากที่จะจัดการ จึงเอ่ยสั่งบ่าวให้นำอาหารออกมา “นำอาหารว่างออกมา” บ่าวนำอาหารออกมาวางยังโต๊ะ ทำให้ทั้งคู่เปลี่ยนอารมณ์และอิริยาบถชั่วคราว “ท่านแม่ทัพนี่ คือของว่างที่ฮ่องเต้และฮองเฮาพระราชทานให้ในงานเลี้ยงวันนี้โดยเฉพาะ หวังว่าท่านแม่ทัพจะใส่ใจ มอบให้คุณหนูไป๋สักหน่อย”พ่อบ้านเอ่ยเป็นความนัย แม่ทัพหนุ่มลอบผ่อนลมหายใจแรงอย่างขัดใจ ให้ข้าดีต่อนาง ดูนางเถอะควรค่าให้ดีด้วยหรือไม่ ข่าวการพบกันของนางกับโม่อวิ๋นยังวนเวียนในหัวเขาอยู่เลย บัดนี้นางกลับทำหน้านิ่งราวกับไม่ทำอะไรผิดเช่นนั้น “ใบหน้าข้าน้อยมีอะไรติดอยู่หรือเจ้าคะ ท่านแม่ทัพถึงมองไม่ลดละ” ไป๋ซูเหยาเอ่ยไม่เคอะเขิน สบตาคนตรงหน้าไม่เกรงกลัว “ข้าแค่คิดว่า คนบางคนทำเรื่องลับหลังได้โดยไม่ละอายใจเลยหรือไง”เซี่ยหลิงเฉินเปิดบทไม่อ้อมค้อม ไป๋ซูเหยายกยิ้ม เอ่ยตอบไม่ร้อนรน “ก็ต้องดูที่เจตนาของคนผู้นั้น แต่ถ้าเป็นข้า หากไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ไม่คิดเกรงกลัว” แววตานิ่งสงบไม่ครั่นคร้าม เซี่ยหลิงเฉินเองกลับยอมรับว่านางพิเศษกว่าแม่นางคนไหน ๆ ที่ผ่านพบมา หลายคนเจอเขายังต้องหลบเลี่ยง แต่นาง ทั้งไม่หลบ ทั้งไม่ยำเกรง ทั้งถือดี “ดี” เสียงดังคำเดียวเอ่ยจากปากเซี่ยหลิงเฉิน เขายกจอกเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียว นางเองก็เป็นหญิงคนเดียวที่ทำให้เขาจนหนทางจะเอ่ย เขาไม่อาจแพร่งพรายได้ว่ารู้อะไรมา ไม่อย่างนั้นนางคงนำเรื่องนี้ไปตำหนิเขาให้ฮองเฮาทรงทราบได้ ทำได้เพียงเก็บความในใจนี้ไว้เอง บรรยากาศชวนอึดอัดนี้ หาได้พ้นสายตาเฉียบคมเกรี้ยวกราดของคนบนต้นไม้ที่ลอบดูอยู่ เป็นโม่อวิ๋นที่แฝงตัวอยู่เงียบ ๆ “ข้าไม่ทนรออีกต่อไปแล้ว”ในใจเขาบอกตัวเอง พลางส่งสัญญาณมือให้กับทหารลับนอกกำแพง โม่อวิ๋นพุ่งทะยานกายแกร่งในอากาศ เหยียบกำแพง รวดเดียวลงมาหยุดกลางลานหินต่อหน้า ไป๋ซูเหยาและเซี่ยหลิงเฉิน “ซูเหยา ไปกับข้า วันนี้ข้าขอสู้ตายกับมัน”โม่อวิ๋นประกาศกร้าว พร้อมประจันหน้ากับเซี่ยหลิงเฉิน หลิงเฉินหยัดกายยืนสง่า หัวเราะเสียงเข้มเอ่ยขึ้น “เปิดหน้ามาจนได้ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องมา” ไป๋ซูเหยาแม้ตกใจ แต่ยังรักษาใบหน้านิ่งเรียบเฉย หากแววตาประหวั่นวิตก นางต้องคิดหาวิธีไม่ให้โม่อวิ๋นเป็นอันตราย หลิงเฉินหันมองไป๋ซูเหยา เหยียดยิ้มเอ่ยเสียงเข้ม “นี่จึงว่า หากไม่ทำผิด ไม่คิดเกรงกลัวหรือไม่” “หลิงเฉินเจ้าไม่ต้องเอ่ยมากความ ซูเหยาไม่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ ข้าเป็นคนตัดสินใจครั้งนี้เอง”โม่อวิ๋นเอ่ยปกป้องนาง “แหม ๆ ช่างเป็นคู่รักที่รักกันดีเสียนี่กระไร ข้าคงเป็นตัวร้ายที่แย่งคนรักของเจ้ามาอย่างนั้นสิ หือ?”เงาสูงใหญ่แฝงกายไปกับเงามืดของยามเช้าอันสงัด เจี่ยเหลียนที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความโกรธและอับอาย รีบยื่นมือหมายจะผลักบานประตูเข้าสู่ห้องพัก หากแต่ยังไม่ทันแตะ ร่างบางถูกตีที่ท้ายทอยจนสลบก่อนจะคลุมด้วยถุงกระสอบใบเขื่อง ชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำอำพรางเหลียวมองซ้าย ขวาให้แน่ใจ จึงอุ้มนางพาดไปบนบ่าวิ่งตามกันไป ก่อนจะลับหายเข้าเงามืด ไร้เสียง ไร้ร่องรอยแสงสว่างผ่านลอดหน้าต่างสู่อรุณรุ่ง โม่อวิ๋นต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะประตูจากภายนอก “นายท่านขอรับ มีจดหมายวางอยู่ตรงประตูห้องแม่นางเจี่ยขอรับ” บ่าวรับใช้กล่าวร้อนใจชายหนุ่มถลึงกายตรงไปเปิดประตูทันที เขาไม่รอช้าเปิดอ่านเนื้อความข้างใน‘หากต้องการตัวนางคืน ออกไปนอกเมืองทิศเหนือ ริมแม่น้ำม่านเหอ ต้องไปเพียงผู้เดียว หากมีคนติดตามมา นางตาย’ มือโม่อวิ๋นกำจดหมายแน่นใจพลันร้อนยิ่งกว่าไฟเผา เขาขบคิดคำนวณในใจ ก่อนจะรีบผลุบเข้าไปในห้องแต่งกายรัดกุม แอบซ่อนอาวุธลับไว้ที่เอว เขาเขียนจดหมายถึงเซี่ยหลิงเฉินหนึ่งฉบับ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เขาวางมันไว้ใต้ถาดชา แล้วเดินออกไป สั่งการกับเด็กรับใช้ “ เจ้าเอาถาดชาไปเปลี่ยนให้ข้า ข้าจะกลับมาดื่มตอนที่มันยังร้อนอ
ค่ำคืนแสงดาวสว่างทั่วฟ้า ประหนึ่งผืนผ้ากำมะหยี่ สายลับชุดดำย่อกายยกม้วนกระดาษในมือมอบให้ เซี่ยหลิงเฉิน ชายหนุ่มหยิบขึ้นอ่าน ไป๋ซูเหยายืนรอฟังใจจดจ่อ“ฮ่องเต้ ทรงจัดการฮองเฮาได้แล้ว อีกไม่นานฮ่องเต้เป่ยเซี่ยนจะหลงกลเข้าเมือง เราคงต้องรีบแล้ว นัดโม่อวิ๋นมาปรึกษากันก่อน”เซี่ยหลิงเฉินหันมาบอกไป๋ซูเหยา หญิงสาวพยักหน้ารับ ยิ่งใกล้เผด็จศึกใจทุกคนกลับขมึงเกลียว หากสำเร็จนั่นคือบ้านเมืองสงบ แต่ถ้าไม่….พวกเขาคงยอมสู้ตายโรงเตี๊ยมที่พักค้างแรมของนักเดินทางวันนี้คลาคล่ำด้วยชายฉกรรจ์มากผิดสังเกตุแต่ละห้องล้วนเข้าพักมากกว่าสี่คน พวกเขาดูจะไม่อึดอัดกับการรวมอยู่ด้วยกันเช่นนี้ โม่อวิ๋นกับเจี่ยเหลียนนั่งดื่มสุราบนชั้นสอง มีแม่นางคณิกาอวิ๋นโหรวนั่งดีดพิณสร้างบรรยากาศ แม้เขาดูตั้งใจทอดสายตามองนาง แต่เขากลับกวาดตามองข้างล่างผ่านๆเป็นระยะไม่ให้ผิดสังเกต เสี่ยวเอ้อเดินถือถาดอาหารมายื่นให้เจี่ยเหลียน สายตากลับมองนางอย่างมีนัย หญิงสาวเอื้อมมือไปรับถาดมือพลางจงใจจับใต้ถาดมั่น เสี่ยวเอ้อเดินจากไป เจี่ยเหลียนเลื่อนมือกลับ นิ้วโป้งหนีบกระดาษไว้ในมือ สายตามองสบกับโม่อวิ๋นแว่บหนึ่ง“ท่านพี่ข้าขอตัวไป….”นางยกมือทำท
ภายในกระโจมโอ่อ่า แม่ทัพฉินผู้เลือดเย็น นั่งตื่นเต้นเมื่อคิดถึงบุตรชายเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้ามองมาตลอดหลายปี หลังจากมารดาของเขาเสียชีวิตลง เขาได้ไปรับมาด้วยตัวเอง แต่ปิดบังฐานะไว้ เพราะเกรงศัตรูจะจับจุดอ่อนได้ แล้วนำภัยพิบัติมาสู่ตนจึงซ่อนเขาไว้มิดชิดจากใจ ฝึกสอนเขาอย่างลับ ๆ ให้เข้มแข็งและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อรอวันที่เหมาะสมนี้ ใบหน้าเขางดงามได้มาจากมารดา บางครั้งยังกริ่งเกรงว่าจะได้ความอ่อนโยนและอ่อนแอมาจากนางด้วย เขาจึงต้องให้บททดสอบสร้างความเหี้ยมโหดให้กับเขาบ่อยครั้งนับวันหลิงเยี่ยนยิ่งฉายแววผู้นำและความแข็งแกร่งให้เห็น สร้างความภูมิใจลึก ๆให้กับเขา“หลิงเยี่ยนยังไม่มาอีกหรือ”เขาเอ่ยกับทหารหน้ากระโจม“ยังขอรับ ให้ข้าน้อยไปตามไหมขอรับ”ทหารเอ่ยตอบกลับชายชรานิ่งงันแต่เอ่ยเสียงเฉียบออกไป “ไม่ต้อง”หากในใจกลับครุ่นคิดถึงการที่เขาไม่มาพบเสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้ากระโจม ทหารเฝ้ายามเอ่ยทักขึ้น“ท่านรองแม่ทัพ เชิญด้านในขอรับ ท่านแม่ทัพกำลังรอท่านอยู่”สิ้นเสียงด้านนอก ชายชราที่คราแรกรู้สึกห่อเหี่ยวพลันหลังตรงขึ้นทันทีกลับมามีท่าทางเกรงขามดังเดิมหลิงเยี่ยนเดินมาหยุดตรงหน้าเขา เอ่ยคำนับ “
หน่วยข่าวทั้งสองแคว้นต่างทำงานอย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ทัพใหญ่ฉินเยว่ “รายงานท่านแม่ทัพ ข่าวจากแคว้นซือหนาน บัดนี้ทุกอย่างราบรื่น อีกสองเดือนจะส่งคนมารับทหารของเราแฝงตัวเข้าเมืองหลวงขอรับ” ทหารมือดีรายงาน แม่ทัพฉิน ยิ้มเหี้ยมภายในใจที่กระหายความยิ่งใหญ่และสงครามโลดแล่นอยู่ในอก “ดี ข้าจะนำทัพไปก่อนจำนวนหนึ่งตามคำเชิญฮ่องเต้แคว้นชิ่ง ในงานเลี้ยงกระชับสัมพันธ์ที่เขาจัดขึ้น เขาคงไม่คิดว่า จะเป็นการจัดเลี้ยงส่งตัวเองไปยมโลกกระมัง”เสียงพูดปนหัวเราะเหี้ยม เขาเสมองไปยังหลิงเยี่ยนด้วยแววตาหมายมาด “หลิงเยี่ยนเจ้ารอฟังคำสั่งข้า รอเคลื่อนทัพไปสักสิบห้าวันเจ้าก็ยกทัพตามข้าไปทันที โอบล้อมประชิดเมืองไว้ มีสัญญาณขึ้นฟ้าเจ้าก็บุกเข้าไปได้ งานนี้สำเร็จข้าจะเลื่อนตำแหน่งเจ้าขึ้นมาแทนข้า” สิ้นเสียงแม่ทัพฉิน เกิดเสียงซุบซิบขึ้นมา เขาตวัดสายตากราดมอง“มีใครไม่เห็นด้วยกับข้า ออกมา”เสียงอันดังเกรี้ยวกราด ทำให้ทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงทหารคนสนิทที่ทนเก็บความสงสัยนี้ไว้ไม่ได้ ก้าวออกมายกมือคำนับเอ่ยถาม“ขอถามท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงแต่งตั้งเขาขึ้นมาแทนท่านขอรับ”“หึ เจ้ากล้าสงสัยข้างั้นรึ”ประกายตาอำมห
ค่ำคืนแห่งดวงดาวพร่างพราว ตำหนักอันหนาวเหน็บบัดนี้อบอุ่นขึ้นเพราะสองร่างโอบกระชับแนบชิดฮองเฮาหลิวอี้ผู้เฉียบขาด บารมีน่าเกรงขาม ยามนี้กลับเป็นเพียงหญิงสาวผู้อ่อนโยนยามอยู่ในอ้อมแขนของ เฉิ่งอี่ขันทีหนุ่ม ทั้งสองกำลังวางแผนชิงตัวบุตรชายเพียงคนเดียวให้พ้นเงื้อมมือฮ่องเต้โฉดชั่วแคว้นซือหนาน กลับไม่ทันได้รู้ถึงการมาของฮ่องเต้แคว้นชิ่งแต่อย่างใดข้าหลวงรับใช้ภายนอกแม้อยากส่งเสียงบอกนายก็ไม่อาจทำได้แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับความว่องไวขององค์รักษ์เงาของฝ่าบาททั้งหมดถูกควบคุมปิดปากสนิท ถึงมีความกล้าก็ไม่อาจจะทัดทานได้องค์ฮ่องเต้ยืนสง่าหน้าตำหนัก ส่งสัญญาณให้องค์รักษ์เปิดประตู เพียงฝ่ามือเดียวประตูก็เปิดออกง่ายดายฮองเฮาหลิวอี้ถึงกับตื่นตะลึงเมื่อ พบว่าผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูคือฝ่าบาท เฉิ่งอี่รีบเอากายมาปกป้องนางไว้ฝ่าบาททรงดำเนินเข้าไปด้านใน ดวงเนตรแข็งกร้าว เอ่ยเสียงอันดัง“เจ้าทั้งสองช่างบังอาจนัก” เมื่อหยุดยืนกลางห้อง แผ่อำนาจบารมีไปทุกหนแห่งครั้นหลิวอี้คืนสติ นางมิเพียงไม่โวยวายหรือแก้ตัว“ในเมื่อพระองค์ทรงรู้แล้ว ข้าก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัว”นางเอ่ยเสียงมั่นคง แม้สถานการณ์บีบรัด นางก็ไม่หวั่นไห
ณ จวนแม่ทัพไป๋ซูเหยารับเอกสารจากหลี่เยี่ยน สายตาคมกริบกวาดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนพยักหน้าให้เซี่ยหลิงเฉินที่ยืนอยู่ข้างกาย“สำเร็จโดยไร้ร่องรอย... ดีมาก”“เตรียมแผนต่อไป”คืนเงียบสงบเช่นเดิม—แต่สงครามข่าวกรอง...เพิ่งเริ่มต้นจวนเสนาบดี ยามราตรีที่มืดมิด ลมสงบดาวระยับฟ้า แสงตะเกียงส่องสว่างปรากฏเงาร่างคนกลุ่มหนึ่ง ภายในห้องหนังสือ ชุนเทียนได้รับฟังแผนการขุนนางชั่ว“นายท่านอีกสามเดือนเราก็สามารถแฝงกองทัพของแคว้นซือหนานได้มาจนหมดเป็นแน่ อีกทั้งกลุ่มก่อนหน้าได้เข้ามาซ่อนตัวในเมืองหลวงแล้วขอรับ”ใบหน้าเจ้าเล่ห์ของชุนเทียนแฝงความกระหยิ่มใจที่ซ่อนไม่มิด“ทางฮองเฮามีข่าวเคลื่อนไหวอันใดบ้างหรือไม่”เขาเอ่ยถามขึ้น“ฮองเฮาส่งข่าวไปยังเจ้าเมืองแคว้นซือหนานแล้วขอรับ พร้อมที่จะเปิดประตูเมืองเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน”ขุนนางชั่วเอ่ยรายงานชุนเทียนนึกถึงฮองเฮาผู้งดงามใจพลันกระสันอยากได้ ทั้งความงดงามเกินหญิงใดเทียบ หากแผนนี้สำเร็จเขาหมายทูลขอนางจากฮ่องเต้แคว้นซือหนาน ยิ่งใกล้วันคืนนั้นมากเท่าใด ใจเขาก็ยิ่งกระชุ่มกระชวย“ข้าอยากเข้าพบฮองเฮา เจ้าไปจัดการให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน”ชุนเทียนเอ่ย“เอ่อ” ขุนนางชั่วส







