Masukรุ่งเช้าในอีกสามวันถัดมา จวนเจ้าเมืองไป๋หนาน พลุกพล่านด้วยผู้คนที่จัดขบวนเจ้าสาว รถม้าถูกตกแต่งโอ่อ่าสวยงาม บ่าวรับใช้ ทหารองค์รักษ์ ยืนเรียงรายหน้าหลัง เป็นระเบียบ
ด้านในห้องโถง ท่านเจ้าเมืองไป๋ ฮูหยินเจ้าเมืองไป๋ และซูเหยาในชุดสีแดงเพลิง ประณีตงดงาม กล่าวร่ำรา แม้เป็นงานมงคลที่น่ายินดี แต่เมื่อบุตรสาวเพียงคนเดียวต้องจากไปไกล ผู้เป็นบิดามารดา ย่อมไม่อาจทำใจ “ซูเหยาแม่กับท่านพ่อจะไปกับเจ้าด้วย อย่างไรแม่ก็ไม่ยินยอมให้เจ้าเดินทางไปเพียงลำพังหรอก”ฮูหยินใหญ่จางเอ่ยกับบุตรสาวเพียงคนเดียว ในใจไม่อาจยินยอมจากนางได้ “ท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าลำบากเลยเจ้าค่ะ ข้าไปคนเดียวได้ พวกท่านรอฟังข่าวจากข้าก็พอ” ไป๋ซูเหยาพูดเกลี้ยกล่อม มารดา บิดา “เซี่ยหลิงเฉิน ไม่ควรทำกับเจ้าเช่นนี้ เท่ากับไม่ให้เกียรติข้า จะเร่งด่วนอย่างไร ก็ควรจัดพิธีแต่งงานให้เรียบร้อยก่อนค่อยพาเจ้าไป นี่...”ไป๋หนานเว่ย พูดด้วยความโมโห เดือดดาล แม้เขาจะรู้ถึงกิตติศัพท์ของลูกเขยมาบ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะทำเกินเลยถึงเพียงนี้ ไป๋ซูเหยายิ้มบาง แววตาอ่อนโยน เอ่ยบรรเทาความโกรธของบิดา “ท่านพ่อ เรื่องการศึกจะชักช้าไม่ได้ เป็นท่านก็ต้องทำเช่นนี้ ท่านสอนข้ามาเองกับมือให้ คิดถึงการใหญ่ก่อนเรื่องส่วนตัวนี่เจ้าคะ ครั้งนี้ท่านก็ต้องไม่ยกเว้น” เจ้าเมืองไป๋หนานหมดคำจะเถียงบุตรสาว “งั้นเจ้าก็เดินทางดีๆ ส่งข่าวมาทันทีที่ถึงล่ะ มีเรื่องเดือดร้อนอันใดอย่าเก็บไว้ พ่อจะไม่ยอมให้เขารังแกเจ้าเป็นแน่ เจ้ายังมีบ้าน ยังมีพ่อและแม่เสมอนะ”ชายกลางคนยื่นมือลูบศีรษะบุตรสาวอย่างอ่อนโยน ฮูหยินถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา กอดทั้งลูกและสามีไว้ด้วยกัน ฤกษ์ยามการเดินทางของขบวนเจ้าสาวมาถึงแล้ว บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ครื้นเครง ผู้คนต่างยืนมุงดูสองข้างทาง เพื่อชื่นชมขบวนเจ้าสาว แต่หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ราวกับดวงใจหลุดลอย ออกมายืนส่งบุตรสาวเพียงคนเดียวจนลับตา ระยะทางระหว่างเมืองหลวงกับชายแดน กินเวลาร่วมสิบวัน ยิ่งไกลจากเมืองหลวงหนทางยิ่งทุระกันดาร ผ่านหมู่บ้าน ผ่านภูเขาลำเนาไพร ไป๋ซูเหยานั่งอยู่ในรถม้า แม้จะใหญ่โต โอ่อ่า แต่ก็ไม่ได้สบายนัก บนทางขรุขระเช่นนี้ ถึงอย่างนั้นนางก็มิได้บ่นอันใด ด้วยคุ้นชินกับความยากลำบากมานานหลายปีแล้ว นับจากที่ได้ออกไปเที่ยวเล่น และออกไปทำศึกกับบิดา ในบางครั้งนานร่วมเดือน ฝึกฝนมาแล้วหลายรูปแบบ บิดาไม่เคยว่า ขอเพียงให้อยู่ในสายตาท่าน นับว่านางโชคดีกว่าลูกสาวบ้านอื่น ๆ ที่ต้องอยู่แต่เย้าเฝ้าแต่เรือน ครั้นเมื่อเวลาอยู่เรือนก็ตั้งใจฝึกฝนการเรือนกับท่านแม่ นางจึงได้วิชาจากทั้งบิดาและมารดา ตลอดทางขบวนเจ้าสาวไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้น การเดินทางครั้งนี้นางแทบไม่ได้พูดคุยกับใครมากนัก ด้วยกฎประเพณี ทำได้เพียงอยู่แต่ในเกี้ยว มีความอึดอัดใจอยู่บ้างเท่านั้น ที่ไม่ได้ชื่นชมทิวทัศน์ และความเป็นอยู่ของชาวบ้าน สุดท้ายยามบ่ายของวันที่สิบ ก็มาถึงทางเข้าเมือง ประตูเมืองเปิดออกต้อนรับ ด้วยรู้แล้วว่าขบวนเจ้าสาวของท่านแม่ทัพจะมาถึง ทหารยืนรอรับสองข้างทางอย่างสมเกียรติ หากแต่ไร้เงาเซี่ยหลิงเฉิน แม่สื่อมองหาผู้เป็นเจ้าบ่าว ทหารจึงมารายงานข้างเกี้ยว “เรียนฮูหยิน ท่านแม่ทัพติดงานด่วนจึงเชิญท่านเข้าจวนไปก่อน ยามค่ำท่านแม่ทัพจะกลับมาขอรับ” ไป๋ซูเหยารู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง เขาคิดอย่างไรกันแน่ ต่อให้ด่วนแค่ไหนก็ไม่ควรทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งเช่นนี้ “อืม” นางเอ่ยตอบไป ขบวนมาถึงจวนแล้ว ไร้เงาเจ้าบ่าวมาต้อนรับ นางจำต้องเดินเข้าจวนไปคนเดียว จวนท่านแม่ทัพ แข็งแรงมั่นคงตั้งแต่กำแพงจนถึงประตูบานใหญ่ สีน้ำตาลเข้ม สองฝั่งคือหอคอยมีทหารประจำการ ภายในเรียบง่าย ไม่ประดับประดาสิ่งใดเกินจำเป็น พื้นหินสะอาด เรือนแต่ละหลังกว้างใหญ่พอประมาณ ข้าวของเครื่องใช้ ไม่ได้ประดับหรูหรา มีตามฐานะเท่าที่จำเป็น ออกจะดูไร้ชีวิตชีวาอยู่บ้าง บ่าวรับใช้ยืนรอตั้งแต่ประตูไปถึงโถงใหญ่ จากที่ดู มีอยู่นับได้ไม่ถึงยี่สิบคน พ่อบ้านรูปร่างอ้วนแต่กำยำ ออกมาโค้งคำนับต้อนรับ เขาดูสุขุมใบหน้านิ่งเรียบดูไม่ออกถึงนิสัยใจคอ ไป๋ซูเหยานึกประเมินสิ่งต่าง ๆ ในใจ นางเข้าไปนั่งในห้องหอ และเปลี่ยนเครื่องแต่งกายทันที สาวใช้ต่างพากันมองหน้า แต่ไม่กล้าเอ่ยถาม นางก็ไม่สนใจตอบ เอนกายลงนอนพักผ่อนเอาแรง “หากข้ายังไม่ตื่น ใครก็ห้ามรบกวน”นางเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงไม่วางอำนาจ ถึงอย่างนั้น พวกนางก็ไม่กล้าแล้ว ค่ำคืนเดือนมืด ท้องฟ้าโปร่ง จนไม่อาจหยั่ง แม้มีแสงดาวระยิบระยับ กลับทำใจให้ว้าเว่ ภายใต้เรือนรับรองในค่ายทหารของแม่ทัพใหญ่ เซี่ยหลิงเฉินยืนเงียบอยู่ริมระเบียง แก้วสุราในมือถูกถือไว้เนิ่นนานจนไม่อุ่นไม่เย็น วันนี้เขาได้รับข่าวว่าขบวนเจ้าสาวเข้าเมืองมาแล้ว ชายหนุ่มอ้างเรื่องงานไม่ออกไปรับ หวังสั่งสอนนาง แต่ภายในใจเขากลับร้อนรุ่มเหมือนเพลิงไฟแทนที่จะพึงพอใจ ใบหน้างามนั้นจะยังยิ้มบางราวกับไม่รู้สึกอะไรอีกหรือไม่ นางจะทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกรึเปล่า เขาและนางไม่เคยรู้จักพบเจอกันมาก่อน แต่นับจากวันที่พบกันจวบจนวันนี้ ทุกเรื่องที่นางกระทำ กลับประทับภายในใจลึกของเขาโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว “ท่านทั้งสอง ไม่ว่าใครก็ห้ามฆ่ากันทั้งนั้น” เสียงเฉียบขาดแฝงอำนาจของไป๋ซูเหยาจากวันนั้นยังดังก้องในใจ นางไม่ใช่หญิงอ่อนแอที่รอรับชะตา หากแต่ยืนหยัดในเกียรติของตนเอง นั่นทำให้เขา…ชังไม่ลงเลย “ข้ามิใช่คนอ่อนโยน ไม่เคยรู้ว่ารักคือสิ่งใด” เขาพึมพำกับตนเอง ยกขวดสุราดื่มรวดเดียวราวจะให้มันแผดเผา ภาพนางในคืนงานเลี้ยงชมจันทร์ งดงามกว่าหญิงใดที่เขาเคยพบ ท่วงท่านิ่งสงบไม่ประจบประแจง ไม่พยายามเสแสร้งให้เขาชมชอบ นางนิ่งสงบเรียบเฉย แต่ไม่ว่างเปล่า สงบ แต่ไม่เย็นชา คำพูดล้วนไม่ประดิดประดอย ยิ้มบางไม่เย่อหยิ่ง งดงามสบายตา ยามนี้เขาตระหนักดีว่า“นางยอมแต่งให้เขาเพราะหน้าที่ แต่มิใช่เพราะหัวใจ” “นางมิได้อยากเป็นของข้า…ข้าเองก็เคยไม่ต้องการนาง…” เขาหัวเราะเยาะเบา ๆ “แล้วเหตุใดนางถึงวนเวียนอยู่ในใจข้า” เสียงประตูแง้มออก ที่ปรึกษาก่งฮวา ขุนนางฝ่ายซ้ายผู้ใกล้ชิดเดินเข้ามาเพราะเห็นแสงไฟในห้องยังคงสว่าง “ท่านแม่ทัพ ยังไม่พักอีกหรือขอรับ?” “ยัง…ข้าหลับไม่ลง” เซี่ยหลิงเฉินทอดสายตาออกไปยังความมืดเบื้องนอก “เจ้าคิดว่าข้า…เย็นชาเกินไปหรือไม่?” ที่ปรึกษาก่งฮวายิ้มพลางนึกอย่างเข้าใจเรื่องราวอยู่บ้าง พลางเอ่ย “มิใช่เย็นชา…เพียงแต่ท่านยังไม่เคยเปิดใจให้ผู้ใดมาก่อน” “แล้วถ้าใจข้าเผลอเปิดไปเสียแล้วเล่า?” เซี่ยหลิงเฉินหันกลับมาแววตาเกิดประหม่าวูบไหว “ท่านก็เพียงทำตามสันชาตญาณหัวใจตนเอง ขอรับ บางเรื่องท่านก็ไม่ต้องเปลืองแรงขบคิด เพียงใช้ใจ” ขุนนางผู้ซื่อสัตย์ตอบตามจริง “หากนางไม่มีใจให้ข้าเล่า นางทำเพื่อหน้าที่ ข้าจะกล้าไว้ใจนางได้อย่างไร ข้าจะกล้ารักทั้งที่รู้ว่า อย่างไรนางก็มีใครคนอื่นในใจ มันควรแล้วหรือ?” เขาพูดจากใจ ที่ปรึกษาก่งฮวาพอจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนงานเลี้ยงชมจันทร์อยู่บ้าง ไม่แปลกที่ท่านแม่ทัพนั้นจะไม่อาจวางใจได้ แต่อย่างไร ชีวิตก็ต้องอยู่ร่วมกันแล้วเรื่องนี้ไม่มีเปลี่ยน “ข้าน้อย เพียงขอชี้แนะท่านแม่ทัพอยู่บ้างว่า เรือนั้นได้ออกจากท่าแล้ว มีเพียงท่านทั้งสองที่ต้องประคับประคองเรือนี้ไป จะไปที่ใด ถึงที่หมายหรือไม่ ยังต้องสอดประสานร่วมมือกัน หากท่านทั้งสอง ยังไม่ยอมเปิดใจ ไม่กล้าวางใจต่อกันเช่นนี้ นานวันเข้า ท่านอาจจะไปไม่ถึงไหน จะมิเป็นการเสียเวลาทั้งสองฝ่ายหรือขอรับ ข้านั้นผ่านชีวิตคู่มาแล้วจึงฝากท่านคิดเท่านี้ล่ะขอรับ ค่อย ๆคิดไป นะขอรับ ข้าน้อยขอตัว” หลังจากเอ่ยแนะนำแล้ว เขาไม่คิดรั้งอยู่ เพื่อให้แม่ทัพหนุ่มได้ใช้เวลาตรึกตรองดู เซี่ยหลิงเฉินนิ่งงัน เหม่อครุ่นคิด เรื่องใดยากแค่ไหน เขาคิดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง มีเพียงเรื่องนี้ ในสมองว่างเปล่า ใบหน้างามลอยเด่น รอยยิ้มบาง ริมฝีปากอิ่มชมพู ยามเอื้อนเอ่ยน่ามอง แต่แววตานางยามมองเขาราวคนแปลกหน้า ผิดกับยามมองโม่อวิ๋น เปิดเผยใจไม่ปิดบัง สนิทสนมเช่นคนรู้ใจ ริมฝีปากหยักยกยิ้มหยัน ในใจพลันไม่ยินยอม “ได้ วันเวลาต่อจากนี้ก็จะทำให้เจ้าเห็นว่า ข้าเองไม่ด้อยไปกว่าเขา” เซี่ยหลิงเฉินฉายแววตาคมกล้า ณ ตำหนักจันทร์กระจ่าง เรือนศาลาริมน้ำ ฮองเฮาทรงพระเกษมสำราญ กับเหล่านางข้าหลวง ขันทีวัยกลางคน เดินเข้ามายังศาลาค้อมคำนับ พลางเดินเข้าไปกระซิบข้างพระกรร สีหน้าเรียบเฉยคราหนึ่ง ยกยิ้มขึ้นพร้อมแววตาพึงพอใจอีกคราหนึ่ง เพียงเวลาไม่นานสีหน้ากลับแปรเปลี่ยนหลากหลาย “ดี เจ้านำเรื่องนี้ สร้างข่าวโคมลอย ให้หนาหูขึ้นสักหน่อย ฮูหยินท่านแม่ทัพถูกละเลย ย่อมนำไปสู่การมีใจให้ชายอื่น ละครบทนี้ข้าจะเขียนให้เอง”รอยยิ้มบางยามเอื้อนเอ่ย น่าประหวั่นมากกว่างดงามเมืองชายแดนยามรุ่งเช้า ณ เส้นทางหุบเขา พายุหิมะหยุดลงแล้ว ทหารนำหน้าขบวนคาราวานจัดการกับหิมะเพื่อเปิดทางโม่อวิ๋นดูอารมณ์เบิกบานกว่าทุกวัน เมื่อเขาคิดว่าใกล้ถึงเวลาที่จะได้พบกับไป๋ซูเหยาในอีกไม่นานแม้แต่เจี่ยเหลียน ก็ถูกเขาละเลยเช่นกัน ตั้งแต่เช้ามาเขาแทบไม่ได้สนใจสิ่งใดนอกจากการเตรียมตัวออกเดินทางหญิงสาวเองก็ทำตัวเงียบ ๆ หลบเลี่ยงเขาไม่ให้เป็นที่สังเกต เพราะยังนึกเสียใจเรื่องเมื่อค่ำคืนนางอาศัยนั่งไปบนเกวียนขนของท้ายขบวน อากาศที่หนาวเย็นนี้แทบทำผู้คนให้แข็งตาย ยังดีที่มีเสื้อคลุมขนสัตว์ของโม่อวิ๋นที่ให้ความอบอุ่นมาตลอดทาง กลิ่นหอมอ่อนจากกายเจ้าของเสื้อ ยังอบอวลไม่จาง พลันใบหน้าหญิงสาวแดงเรื่อขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเมื่อนึกขึ้นมาหลายวันมานี้ นางใกล้ชิดกับเขาหลายครั้งทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เกิดความรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้างแล้วบางครั้งกลัวเกรงเขาแต่ทำใจดีสู้เสือ บางครั้งโมโหเดือดดาล และหลายครั้งทำอะไรไม่ถูกเมื่อยามเขาจ้องมองทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วตั้งแต่พบกัน ต้องโทษความใจกล้าบ้าบิ่นของตนเอง ที่คิดแต่เพียงจะช่วยบิดา ไม่ได้เตรียมใจให้ดี วันหน้ายังต้องพบเจออะไรอีกก็ยากจะรู้ได้ นางหวังเพ
“ฮองเฮาพะย่ะค่ะ ข่าวรายงานว่า โม่อวิ๋นที่ออกจากเมืองหลวงไป กำลังจะมุ่งกลับแคว้น แต่ว่าเส้นทางที่ไปต้องผ่านเมืองชายแดนอยู่ดีพะย่ะค่ะ เรื่องนี้คาดว่า โม่อวิ๋นกับคุณหนูไป๋คงต้องได้พบกันระหว่างทางเป็นแน่”ขันทีข้างกายฝ่าบาท เอ่ยกระซิบเพียงลำพังกับฮองเฮาใบหน้างามที่ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มบาง แววตาเยาะหยัน“ข้ารู้อยู่แล้ว และสั่งการไปยังคหบดียู่กับท่านแม่ทัพฉินเยว่ให้ดำเนินการ ไฟกองโตยังไม่แรงพอ ข้ายังต้องกระพือลมโหมเข้าไปอีกหน่อย”นางออกคำสั่งด้วยท่าทีสงบ ในมือถือดอกโบตั๋นปักลงไปในแจกัน“ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่ง จะให้หม่อมฉันทำเช่นไรต่อไป พะย่ะค่ะ”ขันทีน้อมกายคำนับเอ่ย“เจ้าคอยพูดให้ฝ่าบาทระแวงสงสัยในตัวแม่ทัพเซี่ยต่อไป จำไว้อย่าพูดออกนอกหน้าจนเกินไป”“พะย่ะค่ะ หม่อมฉันเข้าใจแล้ว หากวันหน้างานใหญ่สำเร็จ หวังว่าฮองเฮาจะมีความสุขยิ่งขึ้นในทุกๆวัน”ยามเอ่ยสายตาจับจ้องฮองเฮา แววตาราวซ่อนเรื่องราวยากจะเอ่ยเขาก้าวเดินจากมาด้วยใบหน้านิ่งเฉยไม่เผยอารมณ์ฮองเฮาหลังตรงสง่าไม่หันเหลือบแล หากลมหายใจไม่สม่ำเสมอ ดวงเนตรเหลือบมองท้องฟ้าราวสะกัดกลั้นข่มมิให้ใครเห็นรอยอาดูรเรื่องราวทุกอย่างล้วนมีเงื่อนงำ ไม่เว้
ยามค่ำหลังอาหารเย็น โม่อวิ๋นให้เจี่ยเหลียนเข้าพบ เพื่อรายงานเรื่องการตรวจสอบบัญชีที่เขามอบหมาย“วันนี้เจ้าตรวจสิ่งของแล้วพบสินค้าผิดปกติอีกหรือไม่” โม่อวิ๋นสอบถามอย่างปกติ“เรียนท่านเจ้าเมือง ไม่พบแล้วเจ้าค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี เพียงแต่ข้ายังเห็นว่าบัญชีนี้ยังไม่เป็นระเบียบนัก สิ่งของคัดแยกโดยยังแบ่งราคาบางชิ้นน้อยกว่าราคาที่ควรจะเป็นอยู่บ้างเจ้าค่ะ” เจี่ยเหลียนรายงานทั้งเสนอความคิดโม่อวิ๋นเหลือบสายตามองนางแว่บหนึ่ง แล้วหันกลับไปมองหนังสือในมือ พร้อมกล่าวขึ้นว่า“งั้นเจ้าก็เอาบัญชีออกมาทำเถอะ” โม่อวิ๋นสั่งเจี่ยเหลียนมองไปรอบ ๆ ห้อง โต๊ะที่นางต้องนั่งทำบัญชี อยู่ข้างเตียงนอนของเขาเพียงตัวเดียวเท่านั้น“ท่านให้ข้านำกลับไปทำในห้องได้หรือไม่” นางถาม“ไม่ได้ ทำตรงนี้ เกิดเจ้าเล่นตุกติกขึ้นมาข้าจะได้รู้” โม่อวิ๋นเอ่ยตอบโดยไม่หันมองหน้านางเจี่ยเหลียนไม่มีทางเลือกจึงจำใจนั่ง และลงมือทำบัญชีดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยเหนือยอดไม้ ลมหนาวพัดพลิ้วผ่านกิ่งไผ่ เกิดเสียงตามสายลมโม่อวิ๋นนั่งอ่านรายงานเงียบ ๆ ในขณะที่เจี่ยเหลียนนั่งทำบัญชี ขะมักเขม้น สีหน้าจริงจังมีสมาธิชายหนุ่มเหลือบตามองนางเป็นบางคร
ขบวนคาราวานอัญมณีของโม่อวิ๋นได้เคลื่อนผ่านช่องเขาทางเหนือของแคว้นชิ่งแล้ว ม้าเทียมเกวียนหลายสิบตัวลากกล่องไม้ที่บรรจุเพชร พลอยหยกดิบจากแดนไกล แต่ละกล่องมีตราประทับรูปมังกรเพลิงของ “พ่อค้าตงหยาง” นามลับของโม่อวิ๋นที่ใครในยุทธจักรก็เกรงกลัว เขาใช้นามแฝงนี้มาหลายปีเพื่อเข้าออกไปยังแคว้นต่าง ๆชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของนั่งอยู่ในกระโจมพักแรม สีหน้าเรียบเย็น ดวงตาเยือกแข็ง แม้แต่มุมคิ้วยังขมวดเล็กน้อยแววตาหม่นไม่สดใสเฉียบคมเช่นเคย นับตั้งแต่จากกับไป๋ซูเหยามาด้านนอกกระโจมมีการรายงานขอเข้าพบ เป็นองค์รักษ์ข้างกายที่เข้ามา“ท่านเจ้าเมือง หญิงสาวที่ท่านรับขึ้นรถม้าวันก่อน ตอนนี้นางกำลังสำรวจสินค้าที่ซื้อมาจากแคว้นอื่นและทำการบันทึกบัญชีขอรับ”โม่อวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย“งั้นรึ”ช่างน่าสนใจ เขาคิด“นาง... ตรวจสอบพลอยจากหีบทีละลัง แล้วยังชี้จุดผิดพลาดของเครื่องประดับจากพ่อค้าคนกลางได้ตรงนัก ขอรับ”คำรายงานเรียบง่าย แต่ทำให้เขาหันไปมองอย่างสนใจลังสิ่งของวางเรียงรายอยู่ บริเวณกลางกระโจมที่พักแรมโดยมีพ่อค้าจากเมืองลั่วยืนอยู่ด้วย เพื่อตรวจรับสินค้าเจี่ยเหลียนยืนดูเครื่องประดับหยกที่อยู่ในมือ พูดกับพ่อค
ท้องฟ้ายามค่ำ ในพื้นที่ราบลุ่มมีแต่เสียงแมลงกรีดร้อง พวกผู้ประสบภัยบางส่วนหลับใหลหลังจากได้รับการดูแล ส่วนหนึ่งยังคงนั่งผิงไฟแววตาไม่อาจวางใจจากความสูญเสียไป๋ซูเหยาสวมชุดธรรมดาสีเข้ม เดินตรวจตราแต่ละกระโจมด้วยตนเอง ถามไถ่ผู้คนอย่างอ่อนโยนเซี่ยหลิงเฉินยืนมองจากระยะไกล แววตาหนักแน่นแต่ยังคงซ่อนความแปลกใจระคนชื่นชม“ในสนามรบ...ข้าเคยรู้มาว่านางนั้นเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ชาย”“แต่ในยามต้องแบกความทุกข์ของผู้คน นางกลับอ่อนโยนกว่าข้าเสียอีก”ทว่าท่ามกลางเสียงไฟปะทุ และความเงียบของรัตติกาล เงาร่างหนึ่งแอบย่องเข้าไปยังกระโจมของเซี่ยหลิงเฉินทางเบื้องหลังกระโจมแม่ทัพ ใกล้ชายแดนดงไม้ เป็นหนึ่งในชายรูปร่างสูงที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน เขาลอบค้นถุงผ้า ล้วงแผนผังเส้นทางของแคว้นชิ่งกับบัญชีทหารขณะกำลังคิดจะหลบหนี เสียงคำรามของสุนัขทหารดังลั่น พร้อมแสงคบไฟพุ่งเข้าใส่ทันที!“จับมันไว้!”เสียงของทหารนายหนึ่งตะโกนลั่นชายคนนั้นวิ่งหนีเข้าไปในป่าทึบเซี่ยหลิงเฉินพร้อมทหารกลุ่มหนึ่ง ไล่ตามทันทีโดยไม่รอช้าเพราะเขาได้เตรียมคนดักซุ่มอยู่ในป่าตามแผนที่วางไว้อยู่แล้วณ กระโจมบัญชาการชั่วคราว หลังเหตุการณ์ไล่ล่าบรรลุผล
ตอนที่ 14 รวบรวมเสบียงไป๋ซูเหยาเริ่มรวบรวมเสบียง จัดซื้อหาสิ่งของจากตลาดและชาวบ้าน ทำให้เงินทองสะพัด หลายครอบครัวรีบนำสิ่งของที่ตัวเองมีออกมาเสนอขายให้นางเรื่องในจวนนางสั่งงานบ่าวในบ้านให้จัดการสิ่งต่างๆ ระหว่างที่นางกับท่านแม่ทัพไม่อยู่สวนผัก บ่อปลา กิจการงานที่นางได้เคยสอนไว้ บ่าวทุกคนต่างรู้หน้าที่ดีอยู่แล้วจึงไม่น่าห่วง นางกำชับให้พ่อบ้าน จัดการสอนวิธีทำการเกษตรผสมผสานนี้ให้กับชาวบ้านอย่าได้ขาด ผักดอง ปลาตากแห้ง ถ่าน ที่นางทำไว้ ได้นำไปด้วยบางส่วนข่าวการรวบรวมเสบียงของจวนแม่ทัพเพื่อผู้ประสบภัยนั้นคหบดียู่รู้อยู่แล้ว เขาได้จัดคนนำสิ่งของมาให้ถึงจวนคหบดียู่ ชายร่างสันทัด ขาวท้วม ยืนยิ้มด้วยแววตาเป็นมิตร ยกมือคาราวะไป๋ซูเหยา“ฮูหยิน ข้าน้อยนำสิ่งของเหล่านี้มาร่วมบริจาค หวังว่าช่วยเหลือชาวบ้าน ขอรับ”ไป๋ซูเหยามองสิ่งของ บนรถสองสามคัน นางมองไปยังทหารให้เข้าไปตรวจดูทหารหันมารายงาน “เรียนฮูหยิน ล้วนเป็นของที่ใช้ได้ขอรับ”นางเพียงพยักหน้ารับ หันไปเจรจากับคหบดียู่ ยิ้มบางเอ่ย“ขอบใจคหบดียู่ แต่ข้าไม่ขอรับไว้เปล่า จะให้ราคาสิ่งของเหล่านี้”คหบดียู่รีบเอ่ยปฏิเสธทันควัน “มิเป็นไรขอรั







