LOGINรุ่งเช้าในอีกสามวันถัดมา จวนเจ้าเมืองไป๋หนาน พลุกพล่านด้วยผู้คนที่จัดขบวนเจ้าสาว รถม้าถูกตกแต่งโอ่อ่าสวยงาม บ่าวรับใช้ ทหารองค์รักษ์ ยืนเรียงรายหน้าหลัง เป็นระเบียบ
ด้านในห้องโถง ท่านเจ้าเมืองไป๋ ฮูหยินเจ้าเมืองไป๋ และซูเหยาในชุดสีแดงเพลิง ประณีตงดงาม กล่าวร่ำรา แม้เป็นงานมงคลที่น่ายินดี แต่เมื่อบุตรสาวเพียงคนเดียวต้องจากไปไกล ผู้เป็นบิดามารดา ย่อมไม่อาจทำใจ “ซูเหยาแม่กับท่านพ่อจะไปกับเจ้าด้วย อย่างไรแม่ก็ไม่ยินยอมให้เจ้าเดินทางไปเพียงลำพังหรอก”ฮูหยินใหญ่จางเอ่ยกับบุตรสาวเพียงคนเดียว ในใจไม่อาจยินยอมจากนางได้ “ท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าลำบากเลยเจ้าค่ะ ข้าไปคนเดียวได้ พวกท่านรอฟังข่าวจากข้าก็พอ” ไป๋ซูเหยาพูดเกลี้ยกล่อม มารดา บิดา “เซี่ยหลิงเฉิน ไม่ควรทำกับเจ้าเช่นนี้ เท่ากับไม่ให้เกียรติข้า จะเร่งด่วนอย่างไร ก็ควรจัดพิธีแต่งงานให้เรียบร้อยก่อนค่อยพาเจ้าไป นี่...”ไป๋หนานเว่ย พูดด้วยความโมโห เดือดดาล แม้เขาจะรู้ถึงกิตติศัพท์ของลูกเขยมาบ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะทำเกินเลยถึงเพียงนี้ ไป๋ซูเหยายิ้มบาง แววตาอ่อนโยน เอ่ยบรรเทาความโกรธของบิดา “ท่านพ่อ เรื่องการศึกจะชักช้าไม่ได้ เป็นท่านก็ต้องทำเช่นนี้ ท่านสอนข้ามาเองกับมือให้ คิดถึงการใหญ่ก่อนเรื่องส่วนตัวนี่เจ้าคะ ครั้งนี้ท่านก็ต้องไม่ยกเว้น” เจ้าเมืองไป๋หนานหมดคำจะเถียงบุตรสาว “งั้นเจ้าก็เดินทางดีๆ ส่งข่าวมาทันทีที่ถึงล่ะ มีเรื่องเดือดร้อนอันใดอย่าเก็บไว้ พ่อจะไม่ยอมให้เขารังแกเจ้าเป็นแน่ เจ้ายังมีบ้าน ยังมีพ่อและแม่เสมอนะ”ชายกลางคนยื่นมือลูบศีรษะบุตรสาวอย่างอ่อนโยน ฮูหยินถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา กอดทั้งลูกและสามีไว้ด้วยกัน ฤกษ์ยามการเดินทางของขบวนเจ้าสาวมาถึงแล้ว บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ครื้นเครง ผู้คนต่างยืนมุงดูสองข้างทาง เพื่อชื่นชมขบวนเจ้าสาว แต่หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ราวกับดวงใจหลุดลอย ออกมายืนส่งบุตรสาวเพียงคนเดียวจนลับตา ระยะทางระหว่างเมืองหลวงกับชายแดน กินเวลาร่วมสิบวัน ยิ่งไกลจากเมืองหลวงหนทางยิ่งทุระกันดาร ผ่านหมู่บ้าน ผ่านภูเขาลำเนาไพร ไป๋ซูเหยานั่งอยู่ในรถม้า แม้จะใหญ่โต โอ่อ่า แต่ก็ไม่ได้สบายนัก บนทางขรุขระเช่นนี้ ถึงอย่างนั้นนางก็มิได้บ่นอันใด ด้วยคุ้นชินกับความยากลำบากมานานหลายปีแล้ว นับจากที่ได้ออกไปเที่ยวเล่น และออกไปทำศึกกับบิดา ในบางครั้งนานร่วมเดือน ฝึกฝนมาแล้วหลายรูปแบบ บิดาไม่เคยว่า ขอเพียงให้อยู่ในสายตาท่าน นับว่านางโชคดีกว่าลูกสาวบ้านอื่น ๆ ที่ต้องอยู่แต่เย้าเฝ้าแต่เรือน ครั้นเมื่อเวลาอยู่เรือนก็ตั้งใจฝึกฝนการเรือนกับท่านแม่ นางจึงได้วิชาจากทั้งบิดาและมารดา ตลอดทางขบวนเจ้าสาวไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้น การเดินทางครั้งนี้นางแทบไม่ได้พูดคุยกับใครมากนัก ด้วยกฎประเพณี ทำได้เพียงอยู่แต่ในเกี้ยว มีความอึดอัดใจอยู่บ้างเท่านั้น ที่ไม่ได้ชื่นชมทิวทัศน์ และความเป็นอยู่ของชาวบ้าน สุดท้ายยามบ่ายของวันที่สิบ ก็มาถึงทางเข้าเมือง ประตูเมืองเปิดออกต้อนรับ ด้วยรู้แล้วว่าขบวนเจ้าสาวของท่านแม่ทัพจะมาถึง ทหารยืนรอรับสองข้างทางอย่างสมเกียรติ หากแต่ไร้เงาเซี่ยหลิงเฉิน แม่สื่อมองหาผู้เป็นเจ้าบ่าว ทหารจึงมารายงานข้างเกี้ยว “เรียนฮูหยิน ท่านแม่ทัพติดงานด่วนจึงเชิญท่านเข้าจวนไปก่อน ยามค่ำท่านแม่ทัพจะกลับมาขอรับ” ไป๋ซูเหยารู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง เขาคิดอย่างไรกันแน่ ต่อให้ด่วนแค่ไหนก็ไม่ควรทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งเช่นนี้ “อืม” นางเอ่ยตอบไป ขบวนมาถึงจวนแล้ว ไร้เงาเจ้าบ่าวมาต้อนรับ นางจำต้องเดินเข้าจวนไปคนเดียว จวนท่านแม่ทัพ แข็งแรงมั่นคงตั้งแต่กำแพงจนถึงประตูบานใหญ่ สีน้ำตาลเข้ม สองฝั่งคือหอคอยมีทหารประจำการ ภายในเรียบง่าย ไม่ประดับประดาสิ่งใดเกินจำเป็น พื้นหินสะอาด เรือนแต่ละหลังกว้างใหญ่พอประมาณ ข้าวของเครื่องใช้ ไม่ได้ประดับหรูหรา มีตามฐานะเท่าที่จำเป็น ออกจะดูไร้ชีวิตชีวาอยู่บ้าง บ่าวรับใช้ยืนรอตั้งแต่ประตูไปถึงโถงใหญ่ จากที่ดู มีอยู่นับได้ไม่ถึงยี่สิบคน พ่อบ้านรูปร่างอ้วนแต่กำยำ ออกมาโค้งคำนับต้อนรับ เขาดูสุขุมใบหน้านิ่งเรียบดูไม่ออกถึงนิสัยใจคอ ไป๋ซูเหยานึกประเมินสิ่งต่าง ๆ ในใจ นางเข้าไปนั่งในห้องหอ และเปลี่ยนเครื่องแต่งกายทันที สาวใช้ต่างพากันมองหน้า แต่ไม่กล้าเอ่ยถาม นางก็ไม่สนใจตอบ เอนกายลงนอนพักผ่อนเอาแรง “หากข้ายังไม่ตื่น ใครก็ห้ามรบกวน”นางเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงไม่วางอำนาจ ถึงอย่างนั้น พวกนางก็ไม่กล้าแล้ว ค่ำคืนเดือนมืด ท้องฟ้าโปร่ง จนไม่อาจหยั่ง แม้มีแสงดาวระยิบระยับ กลับทำใจให้ว้าเว่ ภายใต้เรือนรับรองในค่ายทหารของแม่ทัพใหญ่ เซี่ยหลิงเฉินยืนเงียบอยู่ริมระเบียง แก้วสุราในมือถูกถือไว้เนิ่นนานจนไม่อุ่นไม่เย็น วันนี้เขาได้รับข่าวว่าขบวนเจ้าสาวเข้าเมืองมาแล้ว ชายหนุ่มอ้างเรื่องงานไม่ออกไปรับ หวังสั่งสอนนาง แต่ภายในใจเขากลับร้อนรุ่มเหมือนเพลิงไฟแทนที่จะพึงพอใจ ใบหน้างามนั้นจะยังยิ้มบางราวกับไม่รู้สึกอะไรอีกหรือไม่ นางจะทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกรึเปล่า เขาและนางไม่เคยรู้จักพบเจอกันมาก่อน แต่นับจากวันที่พบกันจวบจนวันนี้ ทุกเรื่องที่นางกระทำ กลับประทับภายในใจลึกของเขาโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว “ท่านทั้งสอง ไม่ว่าใครก็ห้ามฆ่ากันทั้งนั้น” เสียงเฉียบขาดแฝงอำนาจของไป๋ซูเหยาจากวันนั้นยังดังก้องในใจ นางไม่ใช่หญิงอ่อนแอที่รอรับชะตา หากแต่ยืนหยัดในเกียรติของตนเอง นั่นทำให้เขา…ชังไม่ลงเลย “ข้ามิใช่คนอ่อนโยน ไม่เคยรู้ว่ารักคือสิ่งใด” เขาพึมพำกับตนเอง ยกขวดสุราดื่มรวดเดียวราวจะให้มันแผดเผา ภาพนางในคืนงานเลี้ยงชมจันทร์ งดงามกว่าหญิงใดที่เขาเคยพบ ท่วงท่านิ่งสงบไม่ประจบประแจง ไม่พยายามเสแสร้งให้เขาชมชอบ นางนิ่งสงบเรียบเฉย แต่ไม่ว่างเปล่า สงบ แต่ไม่เย็นชา คำพูดล้วนไม่ประดิดประดอย ยิ้มบางไม่เย่อหยิ่ง งดงามสบายตา ยามนี้เขาตระหนักดีว่า“นางยอมแต่งให้เขาเพราะหน้าที่ แต่มิใช่เพราะหัวใจ” “นางมิได้อยากเป็นของข้า…ข้าเองก็เคยไม่ต้องการนาง…” เขาหัวเราะเยาะเบา ๆ “แล้วเหตุใดนางถึงวนเวียนอยู่ในใจข้า” เสียงประตูแง้มออก ที่ปรึกษาก่งฮวา ขุนนางฝ่ายซ้ายผู้ใกล้ชิดเดินเข้ามาเพราะเห็นแสงไฟในห้องยังคงสว่าง “ท่านแม่ทัพ ยังไม่พักอีกหรือขอรับ?” “ยัง…ข้าหลับไม่ลง” เซี่ยหลิงเฉินทอดสายตาออกไปยังความมืดเบื้องนอก “เจ้าคิดว่าข้า…เย็นชาเกินไปหรือไม่?” ที่ปรึกษาก่งฮวายิ้มพลางนึกอย่างเข้าใจเรื่องราวอยู่บ้าง พลางเอ่ย “มิใช่เย็นชา…เพียงแต่ท่านยังไม่เคยเปิดใจให้ผู้ใดมาก่อน” “แล้วถ้าใจข้าเผลอเปิดไปเสียแล้วเล่า?” เซี่ยหลิงเฉินหันกลับมาแววตาเกิดประหม่าวูบไหว “ท่านก็เพียงทำตามสันชาตญาณหัวใจตนเอง ขอรับ บางเรื่องท่านก็ไม่ต้องเปลืองแรงขบคิด เพียงใช้ใจ” ขุนนางผู้ซื่อสัตย์ตอบตามจริง “หากนางไม่มีใจให้ข้าเล่า นางทำเพื่อหน้าที่ ข้าจะกล้าไว้ใจนางได้อย่างไร ข้าจะกล้ารักทั้งที่รู้ว่า อย่างไรนางก็มีใครคนอื่นในใจ มันควรแล้วหรือ?” เขาพูดจากใจ ที่ปรึกษาก่งฮวาพอจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนงานเลี้ยงชมจันทร์อยู่บ้าง ไม่แปลกที่ท่านแม่ทัพนั้นจะไม่อาจวางใจได้ แต่อย่างไร ชีวิตก็ต้องอยู่ร่วมกันแล้วเรื่องนี้ไม่มีเปลี่ยน “ข้าน้อย เพียงขอชี้แนะท่านแม่ทัพอยู่บ้างว่า เรือนั้นได้ออกจากท่าแล้ว มีเพียงท่านทั้งสองที่ต้องประคับประคองเรือนี้ไป จะไปที่ใด ถึงที่หมายหรือไม่ ยังต้องสอดประสานร่วมมือกัน หากท่านทั้งสอง ยังไม่ยอมเปิดใจ ไม่กล้าวางใจต่อกันเช่นนี้ นานวันเข้า ท่านอาจจะไปไม่ถึงไหน จะมิเป็นการเสียเวลาทั้งสองฝ่ายหรือขอรับ ข้านั้นผ่านชีวิตคู่มาแล้วจึงฝากท่านคิดเท่านี้ล่ะขอรับ ค่อย ๆคิดไป นะขอรับ ข้าน้อยขอตัว” หลังจากเอ่ยแนะนำแล้ว เขาไม่คิดรั้งอยู่ เพื่อให้แม่ทัพหนุ่มได้ใช้เวลาตรึกตรองดู เซี่ยหลิงเฉินนิ่งงัน เหม่อครุ่นคิด เรื่องใดยากแค่ไหน เขาคิดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง มีเพียงเรื่องนี้ ในสมองว่างเปล่า ใบหน้างามลอยเด่น รอยยิ้มบาง ริมฝีปากอิ่มชมพู ยามเอื้อนเอ่ยน่ามอง แต่แววตานางยามมองเขาราวคนแปลกหน้า ผิดกับยามมองโม่อวิ๋น เปิดเผยใจไม่ปิดบัง สนิทสนมเช่นคนรู้ใจ ริมฝีปากหยักยกยิ้มหยัน ในใจพลันไม่ยินยอม “ได้ วันเวลาต่อจากนี้ก็จะทำให้เจ้าเห็นว่า ข้าเองไม่ด้อยไปกว่าเขา” เซี่ยหลิงเฉินฉายแววตาคมกล้า ณ ตำหนักจันทร์กระจ่าง เรือนศาลาริมน้ำ ฮองเฮาทรงพระเกษมสำราญ กับเหล่านางข้าหลวง ขันทีวัยกลางคน เดินเข้ามายังศาลาค้อมคำนับ พลางเดินเข้าไปกระซิบข้างพระกรร สีหน้าเรียบเฉยคราหนึ่ง ยกยิ้มขึ้นพร้อมแววตาพึงพอใจอีกคราหนึ่ง เพียงเวลาไม่นานสีหน้ากลับแปรเปลี่ยนหลากหลาย “ดี เจ้านำเรื่องนี้ สร้างข่าวโคมลอย ให้หนาหูขึ้นสักหน่อย ฮูหยินท่านแม่ทัพถูกละเลย ย่อมนำไปสู่การมีใจให้ชายอื่น ละครบทนี้ข้าจะเขียนให้เอง”รอยยิ้มบางยามเอื้อนเอ่ย น่าประหวั่นมากกว่างดงามเงาสูงใหญ่แฝงกายไปกับเงามืดของยามเช้าอันสงัด เจี่ยเหลียนที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความโกรธและอับอาย รีบยื่นมือหมายจะผลักบานประตูเข้าสู่ห้องพัก หากแต่ยังไม่ทันแตะ ร่างบางถูกตีที่ท้ายทอยจนสลบก่อนจะคลุมด้วยถุงกระสอบใบเขื่อง ชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำอำพรางเหลียวมองซ้าย ขวาให้แน่ใจ จึงอุ้มนางพาดไปบนบ่าวิ่งตามกันไป ก่อนจะลับหายเข้าเงามืด ไร้เสียง ไร้ร่องรอยแสงสว่างผ่านลอดหน้าต่างสู่อรุณรุ่ง โม่อวิ๋นต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะประตูจากภายนอก “นายท่านขอรับ มีจดหมายวางอยู่ตรงประตูห้องแม่นางเจี่ยขอรับ” บ่าวรับใช้กล่าวร้อนใจชายหนุ่มถลึงกายตรงไปเปิดประตูทันที เขาไม่รอช้าเปิดอ่านเนื้อความข้างใน‘หากต้องการตัวนางคืน ออกไปนอกเมืองทิศเหนือ ริมแม่น้ำม่านเหอ ต้องไปเพียงผู้เดียว หากมีคนติดตามมา นางตาย’ มือโม่อวิ๋นกำจดหมายแน่นใจพลันร้อนยิ่งกว่าไฟเผา เขาขบคิดคำนวณในใจ ก่อนจะรีบผลุบเข้าไปในห้องแต่งกายรัดกุม แอบซ่อนอาวุธลับไว้ที่เอว เขาเขียนจดหมายถึงเซี่ยหลิงเฉินหนึ่งฉบับ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เขาวางมันไว้ใต้ถาดชา แล้วเดินออกไป สั่งการกับเด็กรับใช้ “ เจ้าเอาถาดชาไปเปลี่ยนให้ข้า ข้าจะกลับมาดื่มตอนที่มันยังร้อนอ
ค่ำคืนแสงดาวสว่างทั่วฟ้า ประหนึ่งผืนผ้ากำมะหยี่ สายลับชุดดำย่อกายยกม้วนกระดาษในมือมอบให้ เซี่ยหลิงเฉิน ชายหนุ่มหยิบขึ้นอ่าน ไป๋ซูเหยายืนรอฟังใจจดจ่อ“ฮ่องเต้ ทรงจัดการฮองเฮาได้แล้ว อีกไม่นานฮ่องเต้เป่ยเซี่ยนจะหลงกลเข้าเมือง เราคงต้องรีบแล้ว นัดโม่อวิ๋นมาปรึกษากันก่อน”เซี่ยหลิงเฉินหันมาบอกไป๋ซูเหยา หญิงสาวพยักหน้ารับ ยิ่งใกล้เผด็จศึกใจทุกคนกลับขมึงเกลียว หากสำเร็จนั่นคือบ้านเมืองสงบ แต่ถ้าไม่….พวกเขาคงยอมสู้ตายโรงเตี๊ยมที่พักค้างแรมของนักเดินทางวันนี้คลาคล่ำด้วยชายฉกรรจ์มากผิดสังเกตุแต่ละห้องล้วนเข้าพักมากกว่าสี่คน พวกเขาดูจะไม่อึดอัดกับการรวมอยู่ด้วยกันเช่นนี้ โม่อวิ๋นกับเจี่ยเหลียนนั่งดื่มสุราบนชั้นสอง มีแม่นางคณิกาอวิ๋นโหรวนั่งดีดพิณสร้างบรรยากาศ แม้เขาดูตั้งใจทอดสายตามองนาง แต่เขากลับกวาดตามองข้างล่างผ่านๆเป็นระยะไม่ให้ผิดสังเกต เสี่ยวเอ้อเดินถือถาดอาหารมายื่นให้เจี่ยเหลียน สายตากลับมองนางอย่างมีนัย หญิงสาวเอื้อมมือไปรับถาดมือพลางจงใจจับใต้ถาดมั่น เสี่ยวเอ้อเดินจากไป เจี่ยเหลียนเลื่อนมือกลับ นิ้วโป้งหนีบกระดาษไว้ในมือ สายตามองสบกับโม่อวิ๋นแว่บหนึ่ง“ท่านพี่ข้าขอตัวไป….”นางยกมือทำท
ภายในกระโจมโอ่อ่า แม่ทัพฉินผู้เลือดเย็น นั่งตื่นเต้นเมื่อคิดถึงบุตรชายเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้ามองมาตลอดหลายปี หลังจากมารดาของเขาเสียชีวิตลง เขาได้ไปรับมาด้วยตัวเอง แต่ปิดบังฐานะไว้ เพราะเกรงศัตรูจะจับจุดอ่อนได้ แล้วนำภัยพิบัติมาสู่ตนจึงซ่อนเขาไว้มิดชิดจากใจ ฝึกสอนเขาอย่างลับ ๆ ให้เข้มแข็งและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อรอวันที่เหมาะสมนี้ ใบหน้าเขางดงามได้มาจากมารดา บางครั้งยังกริ่งเกรงว่าจะได้ความอ่อนโยนและอ่อนแอมาจากนางด้วย เขาจึงต้องให้บททดสอบสร้างความเหี้ยมโหดให้กับเขาบ่อยครั้งนับวันหลิงเยี่ยนยิ่งฉายแววผู้นำและความแข็งแกร่งให้เห็น สร้างความภูมิใจลึก ๆให้กับเขา“หลิงเยี่ยนยังไม่มาอีกหรือ”เขาเอ่ยกับทหารหน้ากระโจม“ยังขอรับ ให้ข้าน้อยไปตามไหมขอรับ”ทหารเอ่ยตอบกลับชายชรานิ่งงันแต่เอ่ยเสียงเฉียบออกไป “ไม่ต้อง”หากในใจกลับครุ่นคิดถึงการที่เขาไม่มาพบเสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้ากระโจม ทหารเฝ้ายามเอ่ยทักขึ้น“ท่านรองแม่ทัพ เชิญด้านในขอรับ ท่านแม่ทัพกำลังรอท่านอยู่”สิ้นเสียงด้านนอก ชายชราที่คราแรกรู้สึกห่อเหี่ยวพลันหลังตรงขึ้นทันทีกลับมามีท่าทางเกรงขามดังเดิมหลิงเยี่ยนเดินมาหยุดตรงหน้าเขา เอ่ยคำนับ “
หน่วยข่าวทั้งสองแคว้นต่างทำงานอย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ทัพใหญ่ฉินเยว่ “รายงานท่านแม่ทัพ ข่าวจากแคว้นซือหนาน บัดนี้ทุกอย่างราบรื่น อีกสองเดือนจะส่งคนมารับทหารของเราแฝงตัวเข้าเมืองหลวงขอรับ” ทหารมือดีรายงาน แม่ทัพฉิน ยิ้มเหี้ยมภายในใจที่กระหายความยิ่งใหญ่และสงครามโลดแล่นอยู่ในอก “ดี ข้าจะนำทัพไปก่อนจำนวนหนึ่งตามคำเชิญฮ่องเต้แคว้นชิ่ง ในงานเลี้ยงกระชับสัมพันธ์ที่เขาจัดขึ้น เขาคงไม่คิดว่า จะเป็นการจัดเลี้ยงส่งตัวเองไปยมโลกกระมัง”เสียงพูดปนหัวเราะเหี้ยม เขาเสมองไปยังหลิงเยี่ยนด้วยแววตาหมายมาด “หลิงเยี่ยนเจ้ารอฟังคำสั่งข้า รอเคลื่อนทัพไปสักสิบห้าวันเจ้าก็ยกทัพตามข้าไปทันที โอบล้อมประชิดเมืองไว้ มีสัญญาณขึ้นฟ้าเจ้าก็บุกเข้าไปได้ งานนี้สำเร็จข้าจะเลื่อนตำแหน่งเจ้าขึ้นมาแทนข้า” สิ้นเสียงแม่ทัพฉิน เกิดเสียงซุบซิบขึ้นมา เขาตวัดสายตากราดมอง“มีใครไม่เห็นด้วยกับข้า ออกมา”เสียงอันดังเกรี้ยวกราด ทำให้ทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงทหารคนสนิทที่ทนเก็บความสงสัยนี้ไว้ไม่ได้ ก้าวออกมายกมือคำนับเอ่ยถาม“ขอถามท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงแต่งตั้งเขาขึ้นมาแทนท่านขอรับ”“หึ เจ้ากล้าสงสัยข้างั้นรึ”ประกายตาอำมห
ค่ำคืนแห่งดวงดาวพร่างพราว ตำหนักอันหนาวเหน็บบัดนี้อบอุ่นขึ้นเพราะสองร่างโอบกระชับแนบชิดฮองเฮาหลิวอี้ผู้เฉียบขาด บารมีน่าเกรงขาม ยามนี้กลับเป็นเพียงหญิงสาวผู้อ่อนโยนยามอยู่ในอ้อมแขนของ เฉิ่งอี่ขันทีหนุ่ม ทั้งสองกำลังวางแผนชิงตัวบุตรชายเพียงคนเดียวให้พ้นเงื้อมมือฮ่องเต้โฉดชั่วแคว้นซือหนาน กลับไม่ทันได้รู้ถึงการมาของฮ่องเต้แคว้นชิ่งแต่อย่างใดข้าหลวงรับใช้ภายนอกแม้อยากส่งเสียงบอกนายก็ไม่อาจทำได้แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับความว่องไวขององค์รักษ์เงาของฝ่าบาททั้งหมดถูกควบคุมปิดปากสนิท ถึงมีความกล้าก็ไม่อาจจะทัดทานได้องค์ฮ่องเต้ยืนสง่าหน้าตำหนัก ส่งสัญญาณให้องค์รักษ์เปิดประตู เพียงฝ่ามือเดียวประตูก็เปิดออกง่ายดายฮองเฮาหลิวอี้ถึงกับตื่นตะลึงเมื่อ พบว่าผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูคือฝ่าบาท เฉิ่งอี่รีบเอากายมาปกป้องนางไว้ฝ่าบาททรงดำเนินเข้าไปด้านใน ดวงเนตรแข็งกร้าว เอ่ยเสียงอันดัง“เจ้าทั้งสองช่างบังอาจนัก” เมื่อหยุดยืนกลางห้อง แผ่อำนาจบารมีไปทุกหนแห่งครั้นหลิวอี้คืนสติ นางมิเพียงไม่โวยวายหรือแก้ตัว“ในเมื่อพระองค์ทรงรู้แล้ว ข้าก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัว”นางเอ่ยเสียงมั่นคง แม้สถานการณ์บีบรัด นางก็ไม่หวั่นไห
ณ จวนแม่ทัพไป๋ซูเหยารับเอกสารจากหลี่เยี่ยน สายตาคมกริบกวาดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนพยักหน้าให้เซี่ยหลิงเฉินที่ยืนอยู่ข้างกาย“สำเร็จโดยไร้ร่องรอย... ดีมาก”“เตรียมแผนต่อไป”คืนเงียบสงบเช่นเดิม—แต่สงครามข่าวกรอง...เพิ่งเริ่มต้นจวนเสนาบดี ยามราตรีที่มืดมิด ลมสงบดาวระยับฟ้า แสงตะเกียงส่องสว่างปรากฏเงาร่างคนกลุ่มหนึ่ง ภายในห้องหนังสือ ชุนเทียนได้รับฟังแผนการขุนนางชั่ว“นายท่านอีกสามเดือนเราก็สามารถแฝงกองทัพของแคว้นซือหนานได้มาจนหมดเป็นแน่ อีกทั้งกลุ่มก่อนหน้าได้เข้ามาซ่อนตัวในเมืองหลวงแล้วขอรับ”ใบหน้าเจ้าเล่ห์ของชุนเทียนแฝงความกระหยิ่มใจที่ซ่อนไม่มิด“ทางฮองเฮามีข่าวเคลื่อนไหวอันใดบ้างหรือไม่”เขาเอ่ยถามขึ้น“ฮองเฮาส่งข่าวไปยังเจ้าเมืองแคว้นซือหนานแล้วขอรับ พร้อมที่จะเปิดประตูเมืองเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน”ขุนนางชั่วเอ่ยรายงานชุนเทียนนึกถึงฮองเฮาผู้งดงามใจพลันกระสันอยากได้ ทั้งความงดงามเกินหญิงใดเทียบ หากแผนนี้สำเร็จเขาหมายทูลขอนางจากฮ่องเต้แคว้นซือหนาน ยิ่งใกล้วันคืนนั้นมากเท่าใด ใจเขาก็ยิ่งกระชุ่มกระชวย“ข้าอยากเข้าพบฮองเฮา เจ้าไปจัดการให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน”ชุนเทียนเอ่ย“เอ่อ” ขุนนางชั่วส







