เข้าสู่ระบบสายลมยามราตรีพัดแผ่วเบา แต่ท่ามกลางความเงียบสงบแห่งค่ำคืน จิตใจของโม่อวิ๋นกลับปั่นป่วนดั่งคลื่นทะเลคลั่ง
บัดนี้เขากลับมายังจวนที่พักแล้ว เซี่ยหลิงเฉินมิได้ให้ทหารตามมา เขาให้เวลาในการเคลื่อนย้ายขบวน โม่อวิ๋นถือขวดสุรา นั่งเม่อมองดาวบนท้องฟ้าด้วยใจหม่นหมองสุดจะทานทน คำพูดของไป๋ซูเหยา ยังดังก้องในหัวเขา ‘โม่อวิ๋น ชีวิตท่านไม่ได้เป็นของท่านเพียงผู้เดียว เช่นกันกับข้าที่มีหน้าที่ตั้งแต่ลืมตาดูโลก ชีวิตนี้ไม่อาจเป็นของตัวเองได้ ท่านอย่าลืมพันธะหน้าที่ของตน ข้าเชื่อว่าสักวันท่านจะต้องได้พบกับคนที่ดี ที่รักท่านพร้อมเคียงข้างและเป็นของท่านแต่เพียงผู้เดียวแน่นอน’ ‘โม่อวิ๋นท่านมีความสำคัญต่อแคว้นอวิ๋น ท่านแม่ทัพเซี่ยมีความสำคัญต่อแคว้นชิ่งเมืองหลวง ไม่ว่าฝ่ายใดเริ่มทำสงครามระหว่างแคว้น ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากก็คือประชาชน ท่านตรองดูเถิดว่าคุ้มกันแล้วหรือ เพียงเพื่อข้าคนเดียว อย่าเอาตราบาปนี้มาโยนใส่ข้า’ เขามิใช่บุรุษที่เคยยอมรับความพ่ายแพ้อย่างง่ายดายเช่นนี้มาก่อน แต่ครานี้กลับรู้สึกราวหัวใจถูกปลิดลงอย่างไร้ความปรานี มือที่กำดาบแน่นเงียบเชียบกลางค่ำคืน ราวกับเขากำลังเลือก ระหว่าง “นาง” กับ “บัลลังก์” เสียงขององครักษ์ลับกระซิบถาม “นายท่าน ยังจะดำเนินแผนเดิมหรือไม่? หน่วยสังหารพร้อมแล้ว” โม่อวิ๋นหลับตาแน่น ในห้วงนั้นภาพไป๋ซูเหยาที่เขารักปรากฏขึ้น น้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง เด็ดขาด ยังคงดังก้องอยู่ เขาลืมตาขึ้น เสียงหายใจหนักแน่นดังก้อง “เจ้าจะให้ข้าเป็นคนเช่นไรกัน ในเมื่องนางเชื่อใจข้าถึงเพียงนี้ เจ้าไปแจ้งยกเลิกแผนทั้งหมดเตรียมตัวออกเดินทางพรุ่งนี้” องครักษ์เบิกตากว้าง “แต่นายท่าน…” “ข้าจะไม่ให้ความรักของข้า กลายเป็นตราบาปของนาง และข้าจะไม่ให้มือของข้าเปื้อนเลือดชายที่นางแต่งให้” เขายืนหยัดขึ้น ราวกับมีปณิธานแน่วแน่ “ข้าจะวางหมากใหม่… ครั้งนี้มิใช่เพื่อบัลลังก์…แต่เพื่อให้นางเห็น ว่าข้าคู่ควรและไม่ทำผิดต่อความรู้สึกดีๆที่นางมีให้ข้า” ‘ข้าจะยังล้มบัลลังก์เพื่อครอบครองนาง หรือจะยืนบนบัลลังค์เพื่อให้นางเลือกข้าด้วยใจของนางเอง?’ เซี่ยหลิงเฉิน ขี่ม้านำหน้ารถม้าของไป๋ซูเหยากลับจวนเจ้าเมืองไป๋หนานด้วยตนเอง หลังเหตุการณ์นั้นมา เขารู้สึกกึ่งยอมรับ นางได้บางส่วน นับว่านางเป็นหญิงที่เขาไม่เคยพบมาก่อน เรื่องรักระหว่างชายหญิง เขาไม่เคยรู้ไม่เคยสัมผัสมาก่อน หลายครั้งมีแม่นางน้อยมาทอดสะพานให้ เขากลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว พูดจาไม่ไว้หน้าพวกนาง จึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้นานแล้ว คุณหนูไป๋ผู้นี้ นอกจากไม่เข้าหาเขา ยังไม่เกรงกลัวเขา ทำทีเฉยเมยใส่เขา ราวกับไม่นับเขาเป็นอะไรในสายตา นึกถึงแววตาที่นางมองโม่อวิ๋นนั่น ทำเขารู้สึกขัดใจพิกล นึกขึ้นพลันชายหนุ่มเผลอยกริมฝีปากกระตุกหยันขึ้นตามแรงอารมณ์ ‘ให้เกียรติข้างั้นรึ ปากพูดอย่างการกระทำอย่าง เจ้าเอาที่ไหนมาให้เกียรติข้ากัน ไม่ใส่ใจข้าล่ะไม่ว่า’ เขาเผลอคิดคนเดียวเงียบๆ ก็มาหยุดหน้าจวนเจ้าเมืองไป๋หนานแล้ว “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่มาส่ง ข้าขอตัวก่อน เรื่องงานแต่ง หากมีสิ่งใดที่ไม่เข้าใจ ให้ท่านถามไถ่จากท่านแม่ของข้าได้เลย”ไป๋ซูเหยายิ้มบางๆ เอ่ยบอก “ข้าลืมบอกเจ้าไปว่า ข้าคงต้องกลับไปชายแดนในอีกสองวันนี้ พิธีแต่งงานคงต้องไปจัดยังเมืองชายแดนที่ข้าไปประจำการ เรื่องนี้ข้าทูลต่อฝ่าบาท และพระองค์ทรงอนุญาตแล้ว มันเป็นเรื่องสำคัญ เจ้าคงเข้าใจนะ” เซี่ยหลิงเฉินเอ่ย นับเป็นเรื่องกะทันหันจริงๆ นางยังไม่ทันเตรียมรับในเรื่องนี้ ท่านพ่อท่านแม่จะว่าอย่างไร “นับว่ากะทันหันจริง ๆ ข้าไม่ทันเตรียมใจในเรื่องนี้ แต่ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย” นางเอ่ยเรียบ ๆ เซี่ยหลิงเฉินผิดหวังแล้ว เขาคิดว่าจะได้เห็นความกังวล ร้อนรนใจของนางสักแว่บให้สบายใจสักหน่อย “เอ่อ... งั้นก็ดี เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ อย่าให้เสียฤกษ์มงคลล่ะ ข้าจะไปรอเจ้าอยู่ที่นั่น” เขาเอ่ยตอบ นึกก่นด่าตัวเองที่ดันพูดว่า ‘ข้าจะไปรอเจ้าอยู่ที่นั่น’ แค่เริ่มต้นก็ทำให้นางได้ใจ อีกหน่อยจะจัดการนางได้อย่างไร พลันเขาคิดจินตนาการถึงภาพนางเดินอยู่ในจวนของเขา ชายหนุ่มใบหน้าเข้มขึ้นควบม้าทะยานไปราวกับจะสะบัดให้หลุดจากความคิดนี้ ณ วังหลวง ขุนนางฝ่ายในผู้หนึ่งกำลังวางกระดาษจดหมายแผ่นเล็กบนโต๊ะ จดหมายลับจากแคว้นซือหนาน ชายผู้หนึ่งนั่งหลังฉากกั้น ท่าทีสงบนิ่งเพียงส่งเสียงเอื้อนเอ่ย “ท่านว่ามาเถอะ” เสียงนี้นุ่มนวล หญิงก็ไม่ใช่ ชายก็ไม่เชิง ขุนนางฝ่ายในพูดคล้ายกระซิบว่า “ถึงเวลาแล้วกระมัง อวิ๋นหนานกับชิ่ง ให้สองแคว้นเข่นฆ่ากันเอง ใต้หล้านี้ก็จะไม่มีผู้ใดใหญ่ไปกว่าแคว้นซือหนานแล้ว” ผู้อยู่หลังฉากยังคงนิ่งสงบ เอ่ยขึ้นเรียบๆว่า “อย่าเพิ่งบุ่มบ่าม ไฟเพิ่งเริ่มก่อ ต้องเพิ่มลมเข้าไปอีก สร้างข่าวลือต่อไป คิดจะกำจัด ต้องหักแขนขาก่อน” “หรือท่านคิดจะกำจัดใครต่อจาก เจ้ากรมคลังคนนั้นหรือ”ขุนนางฝ่ายในเอ่ยถามอย่างตื่นเต้นในแผนการอันแยบยลที่เขาได้เห็นมากับตาแล้ว คนหลังฉากปากยิ้มละมัย เอ่ยเพียง “ย่อมมีแน่นอน”เมืองชายแดนยามรุ่งเช้า ณ เส้นทางหุบเขา พายุหิมะหยุดลงแล้ว ทหารนำหน้าขบวนคาราวานจัดการกับหิมะเพื่อเปิดทางโม่อวิ๋นดูอารมณ์เบิกบานกว่าทุกวัน เมื่อเขาคิดว่าใกล้ถึงเวลาที่จะได้พบกับไป๋ซูเหยาในอีกไม่นานแม้แต่เจี่ยเหลียน ก็ถูกเขาละเลยเช่นกัน ตั้งแต่เช้ามาเขาแทบไม่ได้สนใจสิ่งใดนอกจากการเตรียมตัวออกเดินทางหญิงสาวเองก็ทำตัวเงียบ ๆ หลบเลี่ยงเขาไม่ให้เป็นที่สังเกต เพราะยังนึกเสียใจเรื่องเมื่อค่ำคืนนางอาศัยนั่งไปบนเกวียนขนของท้ายขบวน อากาศที่หนาวเย็นนี้แทบทำผู้คนให้แข็งตาย ยังดีที่มีเสื้อคลุมขนสัตว์ของโม่อวิ๋นที่ให้ความอบอุ่นมาตลอดทาง กลิ่นหอมอ่อนจากกายเจ้าของเสื้อ ยังอบอวลไม่จาง พลันใบหน้าหญิงสาวแดงเรื่อขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเมื่อนึกขึ้นมาหลายวันมานี้ นางใกล้ชิดกับเขาหลายครั้งทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เกิดความรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้างแล้วบางครั้งกลัวเกรงเขาแต่ทำใจดีสู้เสือ บางครั้งโมโหเดือดดาล และหลายครั้งทำอะไรไม่ถูกเมื่อยามเขาจ้องมองทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วตั้งแต่พบกัน ต้องโทษความใจกล้าบ้าบิ่นของตนเอง ที่คิดแต่เพียงจะช่วยบิดา ไม่ได้เตรียมใจให้ดี วันหน้ายังต้องพบเจออะไรอีกก็ยากจะรู้ได้ นางหวังเพ
“ฮองเฮาพะย่ะค่ะ ข่าวรายงานว่า โม่อวิ๋นที่ออกจากเมืองหลวงไป กำลังจะมุ่งกลับแคว้น แต่ว่าเส้นทางที่ไปต้องผ่านเมืองชายแดนอยู่ดีพะย่ะค่ะ เรื่องนี้คาดว่า โม่อวิ๋นกับคุณหนูไป๋คงต้องได้พบกันระหว่างทางเป็นแน่”ขันทีข้างกายฝ่าบาท เอ่ยกระซิบเพียงลำพังกับฮองเฮาใบหน้างามที่ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มบาง แววตาเยาะหยัน“ข้ารู้อยู่แล้ว และสั่งการไปยังคหบดียู่กับท่านแม่ทัพฉินเยว่ให้ดำเนินการ ไฟกองโตยังไม่แรงพอ ข้ายังต้องกระพือลมโหมเข้าไปอีกหน่อย”นางออกคำสั่งด้วยท่าทีสงบ ในมือถือดอกโบตั๋นปักลงไปในแจกัน“ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่ง จะให้หม่อมฉันทำเช่นไรต่อไป พะย่ะค่ะ”ขันทีน้อมกายคำนับเอ่ย“เจ้าคอยพูดให้ฝ่าบาทระแวงสงสัยในตัวแม่ทัพเซี่ยต่อไป จำไว้อย่าพูดออกนอกหน้าจนเกินไป”“พะย่ะค่ะ หม่อมฉันเข้าใจแล้ว หากวันหน้างานใหญ่สำเร็จ หวังว่าฮองเฮาจะมีความสุขยิ่งขึ้นในทุกๆวัน”ยามเอ่ยสายตาจับจ้องฮองเฮา แววตาราวซ่อนเรื่องราวยากจะเอ่ยเขาก้าวเดินจากมาด้วยใบหน้านิ่งเฉยไม่เผยอารมณ์ฮองเฮาหลังตรงสง่าไม่หันเหลือบแล หากลมหายใจไม่สม่ำเสมอ ดวงเนตรเหลือบมองท้องฟ้าราวสะกัดกลั้นข่มมิให้ใครเห็นรอยอาดูรเรื่องราวทุกอย่างล้วนมีเงื่อนงำ ไม่เว้
ยามค่ำหลังอาหารเย็น โม่อวิ๋นให้เจี่ยเหลียนเข้าพบ เพื่อรายงานเรื่องการตรวจสอบบัญชีที่เขามอบหมาย“วันนี้เจ้าตรวจสิ่งของแล้วพบสินค้าผิดปกติอีกหรือไม่” โม่อวิ๋นสอบถามอย่างปกติ“เรียนท่านเจ้าเมือง ไม่พบแล้วเจ้าค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี เพียงแต่ข้ายังเห็นว่าบัญชีนี้ยังไม่เป็นระเบียบนัก สิ่งของคัดแยกโดยยังแบ่งราคาบางชิ้นน้อยกว่าราคาที่ควรจะเป็นอยู่บ้างเจ้าค่ะ” เจี่ยเหลียนรายงานทั้งเสนอความคิดโม่อวิ๋นเหลือบสายตามองนางแว่บหนึ่ง แล้วหันกลับไปมองหนังสือในมือ พร้อมกล่าวขึ้นว่า“งั้นเจ้าก็เอาบัญชีออกมาทำเถอะ” โม่อวิ๋นสั่งเจี่ยเหลียนมองไปรอบ ๆ ห้อง โต๊ะที่นางต้องนั่งทำบัญชี อยู่ข้างเตียงนอนของเขาเพียงตัวเดียวเท่านั้น“ท่านให้ข้านำกลับไปทำในห้องได้หรือไม่” นางถาม“ไม่ได้ ทำตรงนี้ เกิดเจ้าเล่นตุกติกขึ้นมาข้าจะได้รู้” โม่อวิ๋นเอ่ยตอบโดยไม่หันมองหน้านางเจี่ยเหลียนไม่มีทางเลือกจึงจำใจนั่ง และลงมือทำบัญชีดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยเหนือยอดไม้ ลมหนาวพัดพลิ้วผ่านกิ่งไผ่ เกิดเสียงตามสายลมโม่อวิ๋นนั่งอ่านรายงานเงียบ ๆ ในขณะที่เจี่ยเหลียนนั่งทำบัญชี ขะมักเขม้น สีหน้าจริงจังมีสมาธิชายหนุ่มเหลือบตามองนางเป็นบางคร
ขบวนคาราวานอัญมณีของโม่อวิ๋นได้เคลื่อนผ่านช่องเขาทางเหนือของแคว้นชิ่งแล้ว ม้าเทียมเกวียนหลายสิบตัวลากกล่องไม้ที่บรรจุเพชร พลอยหยกดิบจากแดนไกล แต่ละกล่องมีตราประทับรูปมังกรเพลิงของ “พ่อค้าตงหยาง” นามลับของโม่อวิ๋นที่ใครในยุทธจักรก็เกรงกลัว เขาใช้นามแฝงนี้มาหลายปีเพื่อเข้าออกไปยังแคว้นต่าง ๆชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของนั่งอยู่ในกระโจมพักแรม สีหน้าเรียบเย็น ดวงตาเยือกแข็ง แม้แต่มุมคิ้วยังขมวดเล็กน้อยแววตาหม่นไม่สดใสเฉียบคมเช่นเคย นับตั้งแต่จากกับไป๋ซูเหยามาด้านนอกกระโจมมีการรายงานขอเข้าพบ เป็นองค์รักษ์ข้างกายที่เข้ามา“ท่านเจ้าเมือง หญิงสาวที่ท่านรับขึ้นรถม้าวันก่อน ตอนนี้นางกำลังสำรวจสินค้าที่ซื้อมาจากแคว้นอื่นและทำการบันทึกบัญชีขอรับ”โม่อวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย“งั้นรึ”ช่างน่าสนใจ เขาคิด“นาง... ตรวจสอบพลอยจากหีบทีละลัง แล้วยังชี้จุดผิดพลาดของเครื่องประดับจากพ่อค้าคนกลางได้ตรงนัก ขอรับ”คำรายงานเรียบง่าย แต่ทำให้เขาหันไปมองอย่างสนใจลังสิ่งของวางเรียงรายอยู่ บริเวณกลางกระโจมที่พักแรมโดยมีพ่อค้าจากเมืองลั่วยืนอยู่ด้วย เพื่อตรวจรับสินค้าเจี่ยเหลียนยืนดูเครื่องประดับหยกที่อยู่ในมือ พูดกับพ่อค
ท้องฟ้ายามค่ำ ในพื้นที่ราบลุ่มมีแต่เสียงแมลงกรีดร้อง พวกผู้ประสบภัยบางส่วนหลับใหลหลังจากได้รับการดูแล ส่วนหนึ่งยังคงนั่งผิงไฟแววตาไม่อาจวางใจจากความสูญเสียไป๋ซูเหยาสวมชุดธรรมดาสีเข้ม เดินตรวจตราแต่ละกระโจมด้วยตนเอง ถามไถ่ผู้คนอย่างอ่อนโยนเซี่ยหลิงเฉินยืนมองจากระยะไกล แววตาหนักแน่นแต่ยังคงซ่อนความแปลกใจระคนชื่นชม“ในสนามรบ...ข้าเคยรู้มาว่านางนั้นเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ชาย”“แต่ในยามต้องแบกความทุกข์ของผู้คน นางกลับอ่อนโยนกว่าข้าเสียอีก”ทว่าท่ามกลางเสียงไฟปะทุ และความเงียบของรัตติกาล เงาร่างหนึ่งแอบย่องเข้าไปยังกระโจมของเซี่ยหลิงเฉินทางเบื้องหลังกระโจมแม่ทัพ ใกล้ชายแดนดงไม้ เป็นหนึ่งในชายรูปร่างสูงที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน เขาลอบค้นถุงผ้า ล้วงแผนผังเส้นทางของแคว้นชิ่งกับบัญชีทหารขณะกำลังคิดจะหลบหนี เสียงคำรามของสุนัขทหารดังลั่น พร้อมแสงคบไฟพุ่งเข้าใส่ทันที!“จับมันไว้!”เสียงของทหารนายหนึ่งตะโกนลั่นชายคนนั้นวิ่งหนีเข้าไปในป่าทึบเซี่ยหลิงเฉินพร้อมทหารกลุ่มหนึ่ง ไล่ตามทันทีโดยไม่รอช้าเพราะเขาได้เตรียมคนดักซุ่มอยู่ในป่าตามแผนที่วางไว้อยู่แล้วณ กระโจมบัญชาการชั่วคราว หลังเหตุการณ์ไล่ล่าบรรลุผล
ตอนที่ 14 รวบรวมเสบียงไป๋ซูเหยาเริ่มรวบรวมเสบียง จัดซื้อหาสิ่งของจากตลาดและชาวบ้าน ทำให้เงินทองสะพัด หลายครอบครัวรีบนำสิ่งของที่ตัวเองมีออกมาเสนอขายให้นางเรื่องในจวนนางสั่งงานบ่าวในบ้านให้จัดการสิ่งต่างๆ ระหว่างที่นางกับท่านแม่ทัพไม่อยู่สวนผัก บ่อปลา กิจการงานที่นางได้เคยสอนไว้ บ่าวทุกคนต่างรู้หน้าที่ดีอยู่แล้วจึงไม่น่าห่วง นางกำชับให้พ่อบ้าน จัดการสอนวิธีทำการเกษตรผสมผสานนี้ให้กับชาวบ้านอย่าได้ขาด ผักดอง ปลาตากแห้ง ถ่าน ที่นางทำไว้ ได้นำไปด้วยบางส่วนข่าวการรวบรวมเสบียงของจวนแม่ทัพเพื่อผู้ประสบภัยนั้นคหบดียู่รู้อยู่แล้ว เขาได้จัดคนนำสิ่งของมาให้ถึงจวนคหบดียู่ ชายร่างสันทัด ขาวท้วม ยืนยิ้มด้วยแววตาเป็นมิตร ยกมือคาราวะไป๋ซูเหยา“ฮูหยิน ข้าน้อยนำสิ่งของเหล่านี้มาร่วมบริจาค หวังว่าช่วยเหลือชาวบ้าน ขอรับ”ไป๋ซูเหยามองสิ่งของ บนรถสองสามคัน นางมองไปยังทหารให้เข้าไปตรวจดูทหารหันมารายงาน “เรียนฮูหยิน ล้วนเป็นของที่ใช้ได้ขอรับ”นางเพียงพยักหน้ารับ หันไปเจรจากับคหบดียู่ ยิ้มบางเอ่ย“ขอบใจคหบดียู่ แต่ข้าไม่ขอรับไว้เปล่า จะให้ราคาสิ่งของเหล่านี้”คหบดียู่รีบเอ่ยปฏิเสธทันควัน “มิเป็นไรขอรั







