LOGINแต่หลังจากที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงครุ่นคิดไปได้มินานเท่าใดนัก เสียงของกระโจมที่หักดังลั่นก็ดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น
ภาพของหญิงชายคู่หนึ่งที่ห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าห่มหนึ่งผืนช่างดูน่าสังเวชเป็นอย่างยิ่ง
องค์ฮ่องเต้ผู้มีน้ำพระราชหฤทัยกว้างขวางจึงได้อนุญาตให้จวิ้นอ๋องเข้าไปพูดคุยสนทนากับพระองค์ต่อข้างในกระโจม ส่วนดรุณีน้อยผู้ที่จวิ้นอ๋องได้ให้นางติดตามมาด้วยก็ถูกเหล่าบรรดาพระสนมพาไปตกแต่งกายเสียใหม่ในกระโจมส่วนพระองค์ของพระสนมเอง
และในวันนี้เอง มิใช่แค่จวิ้นอ๋องหวังเยี่ยนเฉิงเท่านั้นที่พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็น แต่กลับมีน้องชายผู้หนึ่งที่พระองค์มิได้ทรงพบเห็นหน้าค่าตามานานแล้ว อย่างชินอ๋องหวังเทียนหมิงเองก็ได้เดินทางเข้ามาร่วมในงานเทศกาลล่าสัตว์ครานี้ด้วย
และน้องชายผู้นี้ ก็ยังคงมีท่าทีหยิ่งผยองดังเช่นทุกคราที่
ผ่านมา มิว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงไร ชินอ๋องหวังเทียนหมิง ผู้นี้ก็ยังมิเคยที่จะละการผูกใจเจ็บเรื่องการได้ครองบัลลังก์มังกรของพระองค์ไปเสียทีหากจะพูดเรื่องความใกล้ชิดสนิทสนมกลมเกลียวระหว่างเหล่าบรรดาพี่น้อง ดูท่าทีว่าจวิ้นอ๋องหวังเยี่ยนเฉิงคงจะเข้ากันได้ดีกับพี่น้องทุกคนมากกว่าพระองค์เสียอีก
ภาพที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้ทอดพระเนตรเห็นในยามนี้คือภาพที่จวิ้นอ๋องหวังเยี่ยนเฉิงฉุดกระชากลากถูกอดคอชินอ๋องหวังเทียนหมิงเดินปรี่เข้ามาที่ตั้งกระโจมของพระองค์ด้วยสภาพที่ทุลักทุเล
มิน้อยเลยทีเดียว
การพบหน้าระหว่างพี่น้องหนนี้เต็มไปด้วยความอึดอัด หวังเยี่ยนเฉินกลายเป็นคนกลางโดยปริยาย พอนั่งประจำที่พลันรับรู้ถึงบรรยากาศอันกระอักกระอ่วน ลำคอเริ่มแห้งผาก เขากลืนน้ำลายลงคำใหญ่ โชคดีที่มีนางกำนัลยกสุราเข้ามาพอดี จึงคลายความน่า
ขนลุกได้บ้าง“สุรานี้หน้าตาใช้ได้ ขอบพระทัยเสด็จที่ทรงเมตตา”
เพราะบรรยากาศตึงเครียด จวิ้นอ๋องจึงเป็นคนนำกล่าวขึ้น กระนั้นชินอ๋องก็ผินหน้าไปทางอื่นไม่มองฮ่องเต้
“สุรานารีแดงน่ะ ข้าเห็นเจ้าใช้พละกำลังกับดรุณีน้อยมากถึงขั้นกระโจมพังเชียว เช่นนี้คนเป็นพี่จะไม่สนับสนุนน้องได้อย่างไร”
ฮ่องเต้เปล่งวาจาปนขบขัน
ครั้นนึกถึงสิ่งที่พระอนุชาทำลงไปจึงแย้มพระสรวลออกมา จวิ้นอ๋องหวังเยี่ยนเฉินมีพละกำลังมากจริง ๆ เหมือนกับพระองค์ยามร่วมเสพสังวาสกับเหล่าบรรดาพระสนมยิ่ง
พี่น้องอย่างไรก็คือพี่น้อง ทำดี...ทำดีแล้ว
“ขอบพระทัยเสด็จพี่” จวิ้นอ๋องแย้มยิ้ม ยกไหสุราเทลงจอกเล็ก ๆ สองจอก แล้วยื่นให้ชินอ๋องเพียงผู้เดียว เนื่องด้วยฮ่องเต้ไม่โปรดปรานการร่ำสุรา
“สุรานี้ไม่ใช่ของเจ้าแต่เพียงผู้เดียวหรืออย่างไร”
ชินอ๋องปัดจอกสุราไปทางพระอนุชา ดวงหน้าหล่อเหลายามนี้ไม่สบอารมณ์ยิ่ง
เมื่อครู่ได้ยินแจ่มชัด ฮ่องเต้ทรงมอบสุรานารีแดงแก่จวิ้นอ๋องเพื่อเพิ่มพละกำลัง ช่วยเหลือยามร่วมหลับนอนกับดรุณีน้อย
ย่อมหมายความว่ามิได้ทรงตั้งใจมอบให้เขา ใครเล่าจะหน้าหนาดื่มลงหวังเยี่ยนเฉินเลิ่กลั่กไม่น้อย มองสลับฮ่องเต้บ้าง ชินอ๋องบ้าง ในหัวกำลังครุ่นคิดหนักว่าควรแก้ไขสถานการณ์อย่างไร เขาจึงวางจอกสุรานารีลงบนโต๊ะแล้วเรียกนางกำนัลให้นำสุราชนิดอื่นมาให้
พระอนุชาคนตรงกลางเหนื่อยยิ่ง จากเดิมคิดอยากกระชับความสัมพันธ์พี่น้องแท้ ๆ กลับกลายเป็นว่าเหมือนกำลังจะเกิดสงครามกลางกระโจมขนาดย่อม ๆ แล้ว
ครั้นนางกำนัลยกน้ำเมาชนิดใหม่มา ชินอ๋องจึงยอมยกจอกสุราขึ้นดื่ม ส่วนฮ่องเต้หยิบผลไม้เข้าพระโอษฐ์
“เสด็จพี่ สุรานี้เลิศรสหรือไม่”
เพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบงันมากเกินไป จวิ้นอ๋องหวังเยี่ยนเฉินจึงเอ่ยเรียกชินอ๋องพูดคุยบ้าง
“ไม่เลว”
ชินอ๋องวางจอกที่หมดแล้วบนโต๊ะ ก่อนจะรินสุราใหม่ยกเข้าปากอีกหลายครั้ง หมดแล้วก็เทใหม่อยู่เช่นนั้น เขาดื่มไปจนหมด
อันที่จริงหากพูดคุยตามลำพังกับจวิ้นอ๋องเขายังจะเต็มใจมากกว่า ทว่าหนนี้อยู่ร่วมกับบุคคลไม่พึงประสงค์ ไหนเลยจะให้แสร้งปั้นหน้ายินดีปรีดา
“เยี่ยนเฉิน ดื่มให้หมด สุรานารีแดงนี่คือของดีจริง ๆ”
ฮ่องเต้ตบบ่าจวิ้นอ๋องสองครั้ง ยังไม่หยุดเอ่ยหยอกเย้า
พระอนุชา และพระองค์คิดว่าพรุ่งนี้เรื่องราวกระโจมพังอาจถูกเล่าปากต่อปากเป็นแน่ขณะนั้นเสียงกระแทกจอกสุราดังขึ้นลั่นกระโจม ชินอ๋องหวังเทียนหมิงลุกยืนด้วยสีหน้าไม่สบอารณ์ ตามมาด้วยเสียงทอดถอน
ลมหายใจ“ฝ่าบาท กระหม่อมขอตัวก่อน เพิ่งเดินทางมาถึงไม่นาน อยากพักผ่อนพ่ะย่ะค่ะ”
เอ่ยพลางค้อมกายส่ง ๆ ทว่าหันไปพูดกับจวิ้นอ๋องใบหน้าที่มีรอยยิ้มเล็ก ๆ “เยี่ยนเฉิน ข้าไปก่อนนะ”
“เสด็จพี่พักผ่อนให้ดี”
หวังเยี่ยนเฉินจนปัญญาแล้ว เอาเป็นว่าขอติดตามอย่าง
ห่าง ๆ รอวันทั้งสองหันมาปรองดองก็แล้วกันคล้อยหลังชินอ๋อง หวังเยี่ยนเฉินนั่งพูดคุยสนทนากับฮ่องเต้เรื่องจูลี่อินบอกกล่าวว่านางเป็นใบ้ ควรทำเช่นไรให้เปล่งเสียงได้
ซึ่งพระองค์ก็ทรงแนะนำว่าควรร่วมหลับนอนกันบ่อย ๆ สตรีเมื่อถึงจุดหมายปลายทางจะเปล่งเสียงร้องครางออกมาในสักวันซึ่งเขาเห็นด้วย พอจบเรื่องนางก็นั่งฟังพระเชษฐาเล่าประสบการณ์บนเตียงกับพระสนมอีกครึ่งชั่วยาม...
เสียงจุมพิตอันดุเดือดแต่ก็เจือไปด้วยความอ่อนหวานเว้าวอนมากเกินไปกว่าสิบส่วนด้วยกันนั้น ทำเอาร่างเล็กของหลินหลานฮัวรู้สึกราวกับว่านางได้ล่องลอยไปมาอยู่บนอากาศริมฝีปากหยักเนียนนุ่มของบุรุษผู้ที่ทำการจูบไล้ปลอบประโลมนางอยู่นี้ก็ทำเอาหลินหลานฮัวถึงกับสะท้านไหวช่อบุปผารักของนางถูกปลายลิ้นตวัดปัดป่ายไปมาด้วยลีลาอันช่ำชองและร้ายเหลือจนหยาดน้ำรักของนางได้แตกกระจายออกมาคราแล้วคราเล่าอยู่มิหยุดจวบจนกระทั่งร่างเล็กได้รับการเติมเต็มเข้าไปอย่างช้าๆ หลินหลานฮัวก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อย จนแทบจะสร่างเมาไปได้เลยทีเดียว“อ๊ะ” หลินหลานฮัวอุทานขึ้นด้วยความตกใจพร้อมทั้งกำลังจะเปล่งเสียงร้องกรี๊ดออกมาในตอนท้าย แต่ทว่านางกลับถูกองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงผู้นี้ก้มใบหน้าลงมาจุมพิตดูดซับเสียงร้องของนางเอาไว้ หลินหลานฮัวจึงทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักอยู่ในลำคอได้เพียงเท่านั้น“ฝ่าบาทเหตุใดกันจึงทรงทำเช่นนี้ หม่อมฉันรังเกียจฝ่าบาทมากแล้วจริงๆ คนใจกล้าหน้าด้าน หน้ามิอายนัก” หลินหลานฮัวอดที่จะก่นด่าองค์ฮ่องเต้ผู้นี้ออกมาด้วยความหัวเสียมิได้แล้ว มาถึงซินซิ่วได้มิทันไรเขาก็แอบลอบมาจับกินนางอีกคราแล้ว
เพี๊ยะ เสียงของฝ่ามือที่ฟาดกระทบเข้ากับใบหน้าได้ดังขึ้นองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจึงหยุดการกระทำนั้นลงได้“เจ้าตบข้ามาอีกสิอาฮัว หากตบข้าแล้ว มันทำให้เจ้ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เจ้าก็ตบข้ามาได้อีกเลย”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวคำท้า ซึ่งหลินหลานฮัวเองก็ได้ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทั้งซ้ายและขวานับได้เป็นสิบครั้งเลยทีเดียว จนฝ่ามือเล็กของนางบวมแดงและมีหยาดเลือดที่ไหลซึมออกมาตรงมุมปากขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงติดมาด้วย“เจ็บมากหรือไม่ฮัวฮัวของข้า ฝ่ามือเจ้าแดงไปหมดแล้วเห็นหรือไม่นั่น หากเจ้าอยากทำร้ายตบตีข้า มิเห็นต้องน่าลงมือลงแรงเอาเช่นนี้เลย เพียงเจ้าสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็ยินยอมพร้อมใจที่จะตบหน้าตัวเองให้กับเจ้าแล้ว หรือหากเจ้าอยากโบยข้าเพียงสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็พร้อมให้เหล่าองครักษ์ที่ติดตามข้ามาด้วยนั้นโบยข้าแทนเจ้าแล้ว”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงว่าพลางจับมือเล็กของหลินหลานฮัวขึ้นมาเป่าลมเข้าไปที่ฝ่ามือเล็กนั้นแผ่วเบา“โบยหรือ เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน อยากจะรู้นักว่าองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นชวี่มีความแข็งแรงมากมายเพียงใด จะอดทนต่อการ
“แต่เจ้าจะปล่อยให้อานเอ๋อร์ของเราขาดพ่อไปมิได้นะอาฮัว ชีวิตของเขาต้องมีพ่ออยู่ด้วย จึงจะถือได้ว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจ้องมองไปที่ใบหน้างามของหลินหลานฮัวด้วยความคิดถึง มิพบเจอกันไปเพียงสามปีแต่นางกลับดูสวยสดงามสะพรั่งมากกว่าเมื่อคราที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์ในวังต้องห้ามเสียอีก อีกทั้งกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กนี้ทำให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเกิดอาการคลั่งไคล้นางขึ้นมาจนอยากจะจับร่างเล็กนี่กลืนกินลงไปจนหมดทั้งตัวอีกคราแล้ว“อานเอ๋อร์อยู่กับหม่อมฉันมาสามปีเต็ม เขามิเคยถามถึงบิดาเลยสักครั้ง แล้วจะบอกว่าเขาต้องการบิดาได้อย่างไร ฝ่าบาททรงสนทนาอยู่ที่บ้านของหม่อมฉันนานแล้วทรงเสด็จกลับไปเถิดเพคะ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของหม่อมฉันกับลูก ขอฝ่าบาทได้โปรดอย่ามากวนใจพวกเราอีกต่อไปเลย” หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงหลังได้ยินภรรยารักกล่าวออกมาดังนั้น จึงได้นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าของสาวงามพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ฮัวฮัว ที่ผ่านมา สามีได้กระทำผิดต่อเจ้ามากมายนักแต่สามีสำนึกผิดได้มาตั้งเนิ่นนานแล้ว
“นี่ปล่อยนะคุณชาย ท่านทำอะไรท่านแม่ของข้า ท่านมากัดปากท่านแม่ของข้าทำไม?” เด็กชายตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความโกรธขึ้งถึงขั้นใช้กำปั้นเล็กๆ ของเขาทุบตีเข้าไปที่ไหล่ขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอีกคราด้วยนึกห่วงใยมารดาของตนขึ้นมาจับใจนัก“ฮัวฮัว ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอ แล้วนี่ลูกชายของพวกเราใช่หรือไม่ เหตุใดเขาจึงได้มีหน้าตาเหมือนกันกับข้าราวกับแกะเอาเช่นนี้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจะก้มใบหน้าลงมามอบจุมพิตให้กับหลินหลานฮัวอีกคราด้วยความคิดถึง แต่ทว่าหลินหลานฮัวกลับรีบเบือนหน้าหนี พร้อมอุ้มเอาเด็กชายตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขนและเอ่ยขึ้นมาว่า “คุณชายท่านจำคนผิดแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน และขอบคุณที่ท่านช่วยนำตัวบุตรชายของข้ากลับคืนมาส่ง”หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้นก็รีบเดินจากไปในทันทีซึ่งองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็มิได้มีท่าทีกระโตกกระตากแต่อย่างใด พระองค์ทรงสั่งให้คนเฝ้าจับตามองดูหลินหลานฮัวต่อไปอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะได้ติดตามนางไปยังที่พักของนางได้ถูกด้านหลินหลานฮัวเองก็รีบเดินมาหาเสี่ยวเชี่ยนพร้อมสั่งให้เสี่ยวเชี่ยนเก็บข้าวของทุกอย่างกลับบ้านของนางไปในทันที แม้ว่าเสี
“เจ้าตัวเล็กข้าสั้น ส่วนข้าตัวใหญ่ขายาวใช่หรือไม่?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวชวนคุย“ใช่แล้วขอรับ แต่นี่มันเกี่ยวอันใดกับการที่ข้าจะได้กลับไปหาท่านแม่ของข้าด้วยหรือขอรับ?” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย“ก็คนตัวเล็กขาสั้นก็ก้าวเดินได้ช้า ส่วนคนตัวใหญ่ขายาวก็ก้าวเดินได้ไว ข้าอุ้มเจ้าเอาไว้เช่นนี้ถือว่าเป็นการย่นระยะเวลาให้เจ้าได้เจอกับมารดาของเจ้าได้เร็วขึ้น มิดีหรอกหรือ?” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เด็กชายตัวน้อยพลันคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ที่คุณชายกล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว เช่นนั้นอานเอ๋อร์คงต้องรบกวนคุณชายแล้ว แต่อานเอ๋อร์มิได้รบกวนเปล่าหรอกนะขอรับ อานเอ๋อร์จะมอบของตอบแทนน้ำใจของคุณชายในครั้งนี้ด้วย เช่นไรก็ขอได้โปรดจงรับผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เอาไว้ด้วยเถอะนะขอรับ” เด็กชายพูดพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่หลินหลานฮัวเคยใช้ซับเลือดกำเดาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักบุปผารักด้วยกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งออกไปมอบให้กับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอย่างช้าๆ ซึ่งกลิ่นหอมอันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านออกมาจากผ้าเช็ดหน
ทุกครั้งที่หลินหลานฮัวมาวางขายสุราในตลาดแห่งนี้ ผ่านไปมินานเกินครึ่งชั่วยามนางก็มักจะขายได้หมดเสมอ แม้ความงามอันเฉิดฉายของนางจะเป็นอุปสรรคในการค้าขายในแต่ละครั้งเนื่องด้วยจะมีเหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งอ่อนวัยไปจนถึงคราวแก่และเหล่าคนธรรมดาไปจนถึงคุณชายและขุนนางระดับสูงหลายคนมาคอยแทะโลมหรือเกี้ยวพาราสี แต่หลินหลานฮัวก็ยังคงความสงบนิ่งสยบการกระทำอันไม่น่าดูชมของพวกเขาลงไปเสียได้ และเพราะความงามอันเป็นอุปสรรคในการออกมาพบปะพบเจอกับบุคคลภายนอกเอาเช่นนี้ จึงทำให้หลินหลานฮัวยอมก้าวขาออกจากบ้านมาทำการค้าขายเพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้นเองเพื่อเป็นการตัดปัญหาเมื่อจัดวางเรียงไหสุรามากมายลงบนโต๊ะเสร็จสิ้นแล้วหลินหลาฮัวก็พบว่าบุตรชายของนางยังมิกลับมาจากร้านของเล่นอีกทั้งเสี่ยวเชี่ยนเองก็ยังมิกลับมาอีกด้วย จึงอดที่จะร้อนใจขึ้นมาบ้างมิได้แล้วนางพยายามเขย่งปลายเท้าขึ้นกวาดสายตามองหาบุตรชายไปโดยรอบ พร้อมทั้งรอคอยการมาเยือนของเสี่ยวเชี่ยนอยู่อย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่ง“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวเชี่ยนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงดีใจ พร้อมชูถุงเงินอันหนักอึ้งออกไปตรงหน้าของหลินหลานฮัว“เสี่ยวเชี่ยน
แม้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกสบายพระทัยเกี่ยวกับเรื่องราวขององค์หญิงเฟยฮุ่ยไปมากแล้ว แต่ก็มิอาจละเลยน้องสาวคนเล็กสุดอย่างองค์หญิงแปดหวังลู่เสวียน ราชทินนานเฟยเฉินของพระองค์ไปได้ในอีกสองวันถัดมา พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้องค์หญิงเฟยเฉินมาเข้าพบพระองค์ที่ตำหนักตงชางตั้งแต่ช่วงเช้ายามเฉิ
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” เสียงร่ำไห้ของมู่กงกงดังขึ้นน้ำเสียงน่าเวทนานัก เพราะนี่ก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วที่ฝ่าบาทยังมิทรงยอมเสด็จออกมาจากห้องรับรองในตำหนักตงชางเลยแม้แต่น้อย ด้านมู่กงกงเองก็มิรู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไปดี จึงทำได้เพียงแอบลอบเงี่ยหูฟัง สถานการณ์ต่างๆ อยู่ภายนอกเท่านั้น จนกระทั
“เจ้าถึงกับกล้าไปพังสถานที่จัดงานแต่งงาน อีกทั้งยังมิยอมไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานด้วยมิใช่หรือ เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าคนนี้โง่งมมากนักหรืออย่างไร จึงจะมิรู้ทันในทุกวีรกรรมที่เจ้าก่อ”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ อย่างคนที่พยายามระงับโทสะของตนเอาไว้อย่างเต็มที่
เมื่อได้ยินพระสนมอันกุ้ยเหรินมาแจ้งต่อตนดังนั้น มู่กงกงก็พลันรู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี เรื่องที่เหล่าสนมในวังหลังมิได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์นั้น เหล่าขุนนางก็ได้รับรู้กันไปจนทั่วจากการที่องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแจ้ง ณ ที่ประชุมขุนนางตั้งแต่เมื่อครั้นที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้ว เนื่องด้วย







