LOGINองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอย่างแท้จริง เมื่อคราแรกเริ่มของการร่วมรัก พระองค์จะทรงนอนนิ่งให้เหล่าสนมได้ปรนนิบัติโดยการควบขี่ขย่มลงบนเรือนกายของพระองค์จนพวกนางแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงกันไปแทบจะทั้ง
สามคนไปก็แล้วแต่ แต่กับคังหยุนหลีที่นางพึ่งจะเข้ามาถวายการ รับใช้ปรนนิบัติพระองค์ในคราแรกนั้น กลับปรนนิบัติพระองค์ได้มิถูกพระทัยนัก มิรู้ว่าพระองค์ทรงมีขนาดอาวุธคู่ใจใหญ่โตมากเกินไปหรือไม่ นางจึงได้มีเลือดไหลมิหยุดเอาเช่นนี้จนองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้สั่งให้คนไปตามหมอหลวงและให้คนมานำตัวของพระสนมคังหยุนหลีออกไปรักษานออกตำหนัก
จวี๋ฮวาหวง พร้อมทรงมีรับสั่งมิให้นางได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีกผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามกว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง กลีบบุปผางามของเหล่าบรรดา
พระสนมเองต่างก็อ้าออกกว้างแทบจะหุบไม่ลงกันเลยทีเดียวหลังเสร็จสิ้นจากภารกิจ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนจึงดำริจะเสด็จกลับตำหนักตงชางไป พระองค์ทรงอนุญาตให้เหล่าสนมพักผ่อนกันต่อไป มิต้องลุกขึ้นมาส่งเสด็จพระองค์ก็ย่อมได้
โดยก่อนที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะเสด็จจากไปนั้น ยังได้กำชับให้พระสนมหม่ากุ้ยเฟยให้ดูแลวังหลังของพระองค์ให้ดีด้วย
นับจากนี้ถัดไปอีกสองเดือน นอกจากพระองค์จะทรงยุ่งยากกับการแต่งงานขององค์หญิงเฟยฮุ่ยแล้วยังคงดำริที่จะพระราชทานมงคลสมรสให้กับองค์หญิงเฟยเฉินอีก ฉะนั้นแล้วพระองค์คงจะมิได้เสด็จมาที่วังหลังไปในอีกพักใหญ่เลยทีเดียวแต่เมื่อคล้อยหลังขององค์ฮ่องเต้ไปได้มินานเท่าใดนัก มู่กงกงพร้อมด้วยหมัวมัว (สาวใช้อาวุโส) ถึงสามคนก็ได้นำน้ำแกงห้ามครรภ์เข้ามามอบให้กับเหล่าสนมได้ดื่ม
แม้จะมิอยากดื่มน้ำแกงห้ามครรภ์นี้มากเพียงใด แต่ด้วยทรงเป็นรับสั่งจากองค์ฮ่องเต้ ผู้ใดกันเล่าจะปฏิเสธได้ และเมื่อดื่มน้ำแกงห้ามครรภ์นี่ไปแล้ว พวกนางยังจะต้องไปอาบน้ำชำระร่างกาย เพื่อมิให้สายธารสวรรค์ขององค์ฮ่องเต้ตกค้างอยู่ในร่างกายอีก
จึงจะสามารถแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักของตนได้อย่างแท้จริง
พระสนมหม่ากุ้ยเฟยทรงเสด็จกลับตำหนักของพระนางไปด้วยความหัวเสีย นับตั้งแต่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเสด็จขึ้นครองราชย์มาเป็นระยะเวลาสามปีนี้ พระองค์ทรงได้ทำการคัดเลือกสนมนางในด้วยความเข้มงวด ทั่งทั้งวังหลังนี้มีสนมที่ได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งผินเฟยน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เหล่าฉางจ้าย ต้าอิ้ง
นั่นอีกก็แทบจะนับคนได้ อีกทั้งสนมส่วนใหญ่ในพระราชวังต้องห้ามนับร้อยคนนี้บางคนยังมิเคยถวายการรับใช้องค์ฮ่องเต้สักครั้งเลยก็มี มิรู้ว่านางตัดสินใจถูกหรือไม่ที่ได้อนุญาตให้คังหยุนหลีเข้ามามีส่วนร่วมในการปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ครานี้ แต่พระองค์กลับทรงมิใคร่จะพอพระทัยเท่าใดนักอีกทั้งตำแหน่งฮองเฮาในวังหลังเองก็ยังคงว่างอยู่ หากองค์ฮ่องเต้มิทรงปรารถนาให้สนมผู้ใดได้ตั้งครรภ์ นางจะมิได้เป็นกุ้ยเฟยจนแก่ตายคราวังต้องห้ามแห่งนี้ไปเลยหรือ
แต่หากฤทธิ์ของน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์นั้นไร้ซึ่งประสิทธิภาพ จนนางสามารถตั้งครรภ์มังกรขึ้นมาได้เล่า เมื่อนั้นนางก็จะได้เป็นใหญ่ในวังหลังนี้อย่างแท้จริง อีกทั้งองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเองก็คงจะมิกล้าออกคำสั่งให้นางต้องทำลายครรภ์ตนเองเป็นแน่แท้ เนื่องด้วยฝั่งตระกูลของนางเองก็มีบทบาทสำคัญในราชสำนัก
มิน้อยไปกว่าผู้ใดเลยทีเดียวเช่นนั้นแล้วเรื่องการตั้งครรภ์มังกรนี้ นางคงต้องเร่งมือทำอันใดสักอย่างเสียแล้วกระมัง หาไม่อาจจะมีผู้อื่นช่วงชิงโอกาสอันดีนี้ไปจากนางก็เป็นได้
เมื่อวางแผนการณ์ต่างๆ เอาไว้ในใจเสร็จสิ้นแล้ว พระสนมหม่ากุ้ยเฟยก็ได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปด้วยความมุ่งหมายอยู่ภายในใจ
แต่กับคังหยุนหลีเองที่ตอนนี้หลังจากนางได้รับการรักษาจากหมอหลวงแล้ว นางก็เอาแต่นั่งร้องไห้อยู่ในห้องนอนของนางจนดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำไปหมด
อันกุ้ยเหรินเองที่มิได้ตั้งใจกลับตำหนักของตนไปในคราแรก จึงได้เข้ามาเยี่ยมดูอาการของนางด้วยความเป็นห่วง
“เอาล่ะๆ เจ้าก็อย่าร้องไห้อีกต่อไปเลยนะ”
อันกุ้ยเหรินพูดพลางยกมือขึ้นมาลูบหลัง ลูบไหล่ของคังซุนหลีแผ่วเบา
“พี่ซีเย่ว ข้า ข้ารู้สึกอยากตาย เจ้าค่ะ ข้าปรนนิบัติฝ่าบาทมิดี โทษของข้าคือสมควรตาย”
คังหยุนหลีพูดไปด้วยพร้อมร้องไห้ออกมาราวกับคนปริ่มจะขาดใจตาย
“ครั้งแรกของเจ้าครานี้ ถือว่าทำได้ดีมิเลวเลยทีเดียว
เอาเช่นนี้เป็นไร ข้ามีวิธีดีๆ อยู่อย่างที่จะช่วยให้เจ้าสามารถปรนนิบัติฝ่าบาทได้ดีขึ้น หากฝ่าบาททรงเรียกให้เจ้าไปปรนนิบัตอีก”อันซีเย่วหรือก็คืออันกุ้ยเหรินพูดพลางกระดิกปลายนิ้วชี้เรียกให้คังหยุนหลีขยับตัวเข้ามาใกล้นางอีกนิด
“ตะ แต่ ฝ่าบาททรงตรัสกับข้าเอาไว้แล้วว่า พระองค์ทรงห้ามมิให้ข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีก”
“เจ้าพูดอันใดเช่นนั้น เจ้าเข้าวังมาสามปี ก็เอาแต่ขลุกอยู่ในท้ายตำหนักนี่ หากบิดาของพวกเรามิได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของบิดาพระสนมหม่ากุ้ยเฟยเราจะมีโอกาสได้ปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาทอย่างเช่นในวันนี้หรือ ไม่เอาน่ะ เช็ดน้ำตาของเจ้าออกเสีย พวกเราคือความหวังและที่พึ่งของวงศ์ตระกูลเลยเชียวนะ เจ้าจะมามัวแต่
ร้องห่ม ร้องไห้อยู่เช่นนี้ได้อย่างไรกัน”อันกุ้ยเหรินพูดพร้อมยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนน้อยที่ปักด้วยลวดลายดอกเหมยส่งให้กับคังหยุนหลีด้วยท่าทีอ่อนโยน
“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่ซีเย่ว แล้ววิธีที่จะช่วยให้ข้าสามารถปรนนิบัติฝ่าบาทได้ดีขึ้นนั้น คืออันใดกันหรือเจ้าคะ?”
คังหยุนหลีถามขึ้นด้วยความสงสัยพร้อมเอนตัวเข้าไปหา
อันซีเย่วเงี่ยหูฟังคำกล่าวกระซิบนั้นด้วยความตั้งใจหลังจากฟังที่อันซีเย่วกล่าวจบ นางก็มีใบหน้าแดงจัดซับสีขึ้นมาในทันใด
“อย่าบอกนะเจ้าคะว่าพี่ซีเย่วต้องกระทำการเช่นนี้ก่อนเข้าไปถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทก่อนทุกครั้ง”
คังหยุนหลีเอ่ยถามน้ำเสียงตะกุกตะกักเนื่องด้วยนางยังรู้สึกตกใจมิหายกับเรื่องราวแปลกใหม่ที่ได้รับฟังมาในวันนี้
“เจ้าก็เห็นแล้วว่า อาวุธคู่ใจของฝ่าบาทนั้นมีขนาดมหึมาและเหยียดยาวมากเพียงไร หากเหล่าสนมมิกระทำการตระเตรียมตัวก่อนเข้าไปถวายการปรนนิบัติเช่นนี้ แน่นอนว่าฝ่าบาทย่อมจะมิ
พอพระทัยเอาได้ เจ้าเองก็ถือว่าได้ผ่านการปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาท มาบ้างแล้ว ครั้งต่อไปอย่างไร เจ้าต้องรู้จักเตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อมด้วยเล่าเข้าใจหรือไม่”อันซีเย่วกล่าวสำทับ
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณพี่ซีเย่วมาก”
คังหยุนหลีพูดพลางก้มศีรษะลงน้อยๆ เป็นเชิงขอบคุณ
อีกฝ่ายด้วยความซาบซึ้งใจ“เอ่อนี่ หยุนหลี ปกติหลังจากเข้าไปถวายการปรนนิบัติ
ฝ่าบาท เหล่าสนมต้องได้รับพระราชทานน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์ภายในเวลามิเกินครึ่งชั่วยาม ไม่ทราบว่าเจ้าได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์แล้วหรือยัง?” อันซีเย่วเอ่ยถามขึ้นด้วยความตกใจ
“พระราชทานน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เช่นนั้นหรือ ยังเลยเจ้าค่ะ ข้ายังมิได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์อะไรนั่นเลย ขะ ข้าจะทำเช่นไรต่อไปดีหรือเจ้าคะพี่ซีเย่ว ข้า ข้ากลัว”
คังหยุนหลีพูดพลางเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาอีกรอบด้วยนางมิรู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไปดี
“เอาเช่นนี้ เจ้าอย่าพึ่งร้องไห้ แม้ว่าข้าจะปรารถนาอยากให้เจ้าได้ตั้งครรภ์มังกรมากเพียงไรก็ตามแต่ แต่ยามนี้ฝ่าบาทมิทรงอนุญาตให้สนมในวังหลังผู้ใดตั้งครรภ์มังกรขึ้นมาได้ เช่นนั้นแล้ว
ข้าจะลองไปแจ้งต่อท่านมู่กงกงดู เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจของเจ้าแทนเจ้าที่กำลังมิสบายในตอนนี้เอง ข้าไปนะ”หลังกล่าวจบอันซีเย่วก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้
คังหยุนหลีต้องจมอยู่กับความรู้สึกหวาดผวาในการใช้ชีวิตอยู่ใน วังต้องห้ามอันมีระเบียบกฎเกณฑ์ยิบย่อยต่างๆ มากมากนัก ด้วยมิรู้ว่านางจะต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไรดี...“เจ้าถึงกับกล้าไปพังสถานที่จัดงานแต่งงาน อีกทั้งยังมิยอมไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานด้วยมิใช่หรือ เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าคนนี้โง่งมมากนักหรืออย่างไร จึงจะมิรู้ทันในทุกวีรกรรมที่เจ้าก่อ”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ อย่างคนที่พยายามระงับโทสะของตนเอาไว้อย่างเต็มที่“ที่แท้หม่อมฉันก็นึกว่าเสด็จพี่ทรงเรียกตัวหม่อมฉันให้มาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องใดกัน สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องราวเหล่านี้เอง เช่นนั้นก็ปล่อยนางกำนัลในตำหนักของหม่อมฉันไปเถิดเพคะ พวกเขามิได้มามีส่วนรู้เห็นอันใดกับหม่อมฉันด้วย จึงมิใช่เรื่องสมควรที่พวกเขาจะต้องมาถูกเสด็จพี่สั่งลงโทษโบยเอาเช่นนี้”องค์หญิงเฟยฮุ่ยเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงนุ่ม“ข้าขอออกคำสั่งให้เจ้าไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานกับหลินปังหยวนเดี๋ยวนี้ และต่อไปนี้ข้าขอออกคำสั่งให้กักบริเวณเจ้าอยู่แต่ในตำหนักของเจ้าเอง จนกว่างานพิธีมงคลสมรสพระราชทานจะเสร็จเรียบร้อยไปแล้วด้วยดี เจ้าจึงจะสามารถก้าวขาออกนอกตำหนักได้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสออกมาทีละถ้อยคำอย่างช้าๆ และชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง“เสด็จพี่อย่าได้บ้าอำนาจเกินไปนักเลยเพคะ” “เ
เมื่อได้ยินพระสนมอันกุ้ยเหรินมาแจ้งต่อตนดังนั้น มู่กงกงก็พลันรู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี เรื่องที่เหล่าสนมในวังหลังมิได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์นั้น เหล่าขุนนางก็ได้รับรู้กันไปจนทั่วจากการที่องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแจ้ง ณ ที่ประชุมขุนนางตั้งแต่เมื่อครั้นที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้ว เนื่องด้วยองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงมีความปรารถนาที่จะให้การทุ่มเทพระวรกายในการทำนุบำรุงฟื้นฟูบัลลังก์มังกรให้มั่นคงรอบด้านเสียก่อนจึงจะคิดวางแผนเรื่องการมีบุตรเป็นลำดับถัดไป เช่นนั้นแล้วสำหรับพระสนมแซ่คังผู้นี้ จึงมิใช่เพียงแค่การให้นางได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด นางจำต้องถูกทำทุกวิถีทางในการรีดเร้นสายธารสวรรค์ครั้งนี้ออกมาด้วยเมื่อมู่กงกงเสร็จสิ้นจากภารกิจในครั้งนี้แล้ว จึงได้เดินทางกลับตำหนักตงชางไปด้วยความหวาดวิตก หากจะนับถึงสิ่งที่ผิดพลาดจากการทำงานของเขานี่คงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยกระมังการบริหารจัดการราชกิจต่างๆ ในวังหลวง ล้วนผ่านพ้นไปได้อย่างสงบราบเรียบ เรียบร้อย เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มหากเพียงแต่ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะมิทรงเรียกขุนนางกรมพ
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอย่างแท้จริง เมื่อคราแรกเริ่มของการร่วมรัก พระองค์จะทรงนอนนิ่งให้เหล่าสนมได้ปรนนิบัติโดยการควบขี่ขย่มลงบนเรือนกายของพระองค์จนพวกนางแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงกันไปแทบจะทั้งสามคนไปก็แล้วแต่ แต่กับคังหยุนหลีที่นางพึ่งจะเข้ามาถวายการรับใช้ปรนนิบัติพระองค์ในคราแรกนั้น กลับปรนนิบัติพระองค์ได้มิถูกพระทัยนัก มิรู้ว่าพระองค์ทรงมีขนาดอาวุธคู่ใจใหญ่โตมากเกินไปหรือไม่ นางจึงได้มีเลือดไหลมิหยุดเอาเช่นนี้ จนองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้สั่งให้คนไปตามหมอหลวงและให้คนมานำตัวของพระสนมคังหยุนหลีออกไปรักษานออกตำหนักจวี๋ฮวาหวง พร้อมทรงมีรับสั่งมิให้นางได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีกผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามกว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง กลีบบุปผางามของเหล่าบรรดาพระสนมเองต่างก็อ้าออกกว้างแทบจะหุบไม่ลงกันเลยทีเดียว หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนจึงดำริจะเสด็จกลับตำหนักตงชางไป พระองค์ทรงอนุญาตให้เหล่าสนมพักผ่อนกันต่อไป มิต้องลุกขึ้นมาส่งเสด็จพระองค์ก็ย่อมได้โดยก่อนที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
"ฝ่าบาท"เป็นเสียงของมู่กงกงที่เอ่ยเรียกขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน"วันๆ ก็ดีแต่ส่งเสียงเรียกอยู่ได้ทั้งวัน น่ารำคาญสิ้นดี"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงมิสบพระทัย"ฝ่าบาททรงแช่พระวรกายมาเนิ่นนานนักแล้ว กระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทอาจจะทรงเป็นหวัดได้นะพ่ะย่ะค่ะ"มู่กงกงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"คนไม่มีใครรักเช่นข้า จะเจ็บป่วยหรือล้มตายไป ก็มิมีผู้ใดมาสนใจหรอก"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนอวดเรือนร่างเปลือย แข็งแกร่งกำยำ มีมัดกล้ามอันแข็งแรงอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำเอามู่กงกงที่ได้เห็นอาหารตาชั้นเลิศเช่นนั้นแล้วต้องยืนตาค้างอ้าปากกว้างอยู่นานนัก จนกระทั่งลืมตัวไปเสียสิ้นว่ายามนี้ตนเองต้องส่งชุดคลุมมาให้กับองค์ฮ่องเต้แล้วด้วยซ้ำไป"มู่จินชิง เจ้าจะยืนจ้องมองข้าอีกนานหรือไม่ ข้าจะได้สั่งตัดหัวเจ้าแล้ว"สุรเสียงเย็นเยียบที่เปล่งออกมานั้นทำเอามู่กงกงต้องรีบแจ้นเดินแกมวิ่งนำชุดคลุมมังกรมาสวมคลุมให้กับองค์ฮ่องเต้โดยเร็วพลัน หลังจากนั้นมินานองค์ฮ่องเต้ก็เสด็จไปยังตำหนักจวี๋ฮวาหวงต่อเมื่อเสด็จไปถึงก็ทรงพบว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟย พร้อมด้วยสนมอันกุ้ยเหริน เสิ่น
แต่ดูจากท่าทีแล้วองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง คงจะมิได้มีเรื่องใดให้ชวนผ่อนคลายสบายใจได้เลยแม้แต่เพียงนิด หลังจากทรงสั่งลงโทษองครักษ์กั๋วโม่โฉวเสร็จ และเสด็จกลับมาถึงตำหนักตงชางของพระองค์แล้ว ก็ทรงพบว่ามู่กงกงกำลังยืนรอคอยการกลับมาของตนอยู่ด้วยสีหน้าที่กระอักกระอ่วนใจพิกลนัก“เจ้ามีอะไรจะพูด ก็พูดมา”น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเอือมระอานั้น ทำเอามู่กงกงต้องพลอยหน้าม่อยลงไปหลายส่วน จึงได้ตอบองค์ฮ่องเต้ออกไปน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า“ขณะนี้พระสนมหม่ากุ้ยเฟย มารอคอยฝ่าบาทอยู่ยังห้องรับรองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“วังหลังชักจะสงบราบเรียบไร้งานการ ไร้แก่นสารมากนักแล้วกระมัง เหตุใดตำหนักตงชางที่ประทับส่วนพระองค์ของข้าจึงได้มีแต่เหล่าสนมเทียววนเวียนเข้าออกมาหาราวกับว่าตำหนักของข้าเป็นร้านตลาดนอกวังเอาเช่นนี้”น้ำเสียงกระแทกแดกดัน พร้อมสายพระเนตรที่จ้องมองมายังมู่กงกงตาขวางนั้น ทำเอาขันทีที่ค่อนไปทางวัยกลางคนปลายๆ เช่นเขา แทบจะหลบสายพระเนตรของโอรสสวรรค์มิทันเลยทีเดียวเพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปในห้องรับรอง องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็พบว่าหม่ากุ้ยเฟย หรือก็คือหม่าซูเหลียนบุตรีเสนาบดีกรมกลาโหมกำลัง
องค์หญิงเฟยฮุ่ยมองค้อนพี่ชายของตัวเอง แล้วรีบลุกจากเตียงโดยไม่คิดจะล้างหน้า เปลี่ยนชุด หรือแม้แต่จัดแต่งทรงผมให้ดูดี นางใช้วิชาตัวเบาทะยานไปยังลานขี่ม้าทันที ก็เห็นกั๋วโม่โฉวที่สวมเพียงกางเกงสีดำนั่งคุกเข่าด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่อนาทรต่อลมหรือเกร็ดหิมะแม้แต่น้อย เขาต้องหนาวมากเป็นแน่ “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ขณะที่ยืนมองเขานิ่งแววตาแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถ้าเขาโดนลงโทษก็สมควรให้คนมาปลุกนางเพื่อช่วยเขาไม่ใช่หรืออย่างไร “ฝ่าบาทยังไม่มีรับสั่งให้กระหม่อมลุกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” “แต่ท่านเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ของข้า ท่านต้องฟังคำสั่งของข้าสิ” “กระหม่อมมีความผิดที่ดูแลองค์หญิงไม่ดีพอ สมควรถูกลงโทษแล้ว” “คนที่ผิดคือข้า โอ๊ย! ทำไมท่านต้องยอมให้เสด็จพี่รังแกอยู่เรื่อย เขาเห็นท่านเป็นอะไรจึงชอบทารุณไม่หยุดหย่อน” องค์เฟยฮุ่ยโวยวายอย่างเหลืออด นางจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เสด็จพี่พระองค์โตของนางครองบัลลังก์ ก็กลายเป็นคนบ้าอำนาจ มองโลกในแง่ร้าย ชอบลงโทษผู้คน นางอยากให้มีใครสักคนมาลงโทษเขาเสียบ้าง







