Mag-log inองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอย่างแท้จริง เมื่อคราแรกเริ่มของการร่วมรัก พระองค์จะทรงนอนนิ่งให้เหล่าสนมได้ปรนนิบัติโดยการควบขี่ขย่มลงบนเรือนกายของพระองค์จนพวกนางแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงกันไปแทบจะทั้ง
สามคนไปก็แล้วแต่ แต่กับคังหยุนหลีที่นางพึ่งจะเข้ามาถวายการ รับใช้ปรนนิบัติพระองค์ในคราแรกนั้น กลับปรนนิบัติพระองค์ได้มิถูกพระทัยนัก มิรู้ว่าพระองค์ทรงมีขนาดอาวุธคู่ใจใหญ่โตมากเกินไปหรือไม่ นางจึงได้มีเลือดไหลมิหยุดเอาเช่นนี้จนองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้สั่งให้คนไปตามหมอหลวงและให้คนมานำตัวของพระสนมคังหยุนหลีออกไปรักษานออกตำหนัก
จวี๋ฮวาหวง พร้อมทรงมีรับสั่งมิให้นางได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีกผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามกว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง กลีบบุปผางามของเหล่าบรรดา
พระสนมเองต่างก็อ้าออกกว้างแทบจะหุบไม่ลงกันเลยทีเดียวหลังเสร็จสิ้นจากภารกิจ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนจึงดำริจะเสด็จกลับตำหนักตงชางไป พระองค์ทรงอนุญาตให้เหล่าสนมพักผ่อนกันต่อไป มิต้องลุกขึ้นมาส่งเสด็จพระองค์ก็ย่อมได้
โดยก่อนที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะเสด็จจากไปนั้น ยังได้กำชับให้พระสนมหม่ากุ้ยเฟยให้ดูแลวังหลังของพระองค์ให้ดีด้วย
นับจากนี้ถัดไปอีกสองเดือน นอกจากพระองค์จะทรงยุ่งยากกับการแต่งงานขององค์หญิงเฟยฮุ่ยแล้วยังคงดำริที่จะพระราชทานมงคลสมรสให้กับองค์หญิงเฟยเฉินอีก ฉะนั้นแล้วพระองค์คงจะมิได้เสด็จมาที่วังหลังไปในอีกพักใหญ่เลยทีเดียวแต่เมื่อคล้อยหลังขององค์ฮ่องเต้ไปได้มินานเท่าใดนัก มู่กงกงพร้อมด้วยหมัวมัว (สาวใช้อาวุโส) ถึงสามคนก็ได้นำน้ำแกงห้ามครรภ์เข้ามามอบให้กับเหล่าสนมได้ดื่ม
แม้จะมิอยากดื่มน้ำแกงห้ามครรภ์นี้มากเพียงใด แต่ด้วยทรงเป็นรับสั่งจากองค์ฮ่องเต้ ผู้ใดกันเล่าจะปฏิเสธได้ และเมื่อดื่มน้ำแกงห้ามครรภ์นี่ไปแล้ว พวกนางยังจะต้องไปอาบน้ำชำระร่างกาย เพื่อมิให้สายธารสวรรค์ขององค์ฮ่องเต้ตกค้างอยู่ในร่างกายอีก
จึงจะสามารถแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักของตนได้อย่างแท้จริง
พระสนมหม่ากุ้ยเฟยทรงเสด็จกลับตำหนักของพระนางไปด้วยความหัวเสีย นับตั้งแต่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเสด็จขึ้นครองราชย์มาเป็นระยะเวลาสามปีนี้ พระองค์ทรงได้ทำการคัดเลือกสนมนางในด้วยความเข้มงวด ทั่งทั้งวังหลังนี้มีสนมที่ได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งผินเฟยน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เหล่าฉางจ้าย ต้าอิ้ง
นั่นอีกก็แทบจะนับคนได้ อีกทั้งสนมส่วนใหญ่ในพระราชวังต้องห้ามนับร้อยคนนี้บางคนยังมิเคยถวายการรับใช้องค์ฮ่องเต้สักครั้งเลยก็มี มิรู้ว่านางตัดสินใจถูกหรือไม่ที่ได้อนุญาตให้คังหยุนหลีเข้ามามีส่วนร่วมในการปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ครานี้ แต่พระองค์กลับทรงมิใคร่จะพอพระทัยเท่าใดนักอีกทั้งตำแหน่งฮองเฮาในวังหลังเองก็ยังคงว่างอยู่ หากองค์ฮ่องเต้มิทรงปรารถนาให้สนมผู้ใดได้ตั้งครรภ์ นางจะมิได้เป็นกุ้ยเฟยจนแก่ตายคราวังต้องห้ามแห่งนี้ไปเลยหรือ
แต่หากฤทธิ์ของน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์นั้นไร้ซึ่งประสิทธิภาพ จนนางสามารถตั้งครรภ์มังกรขึ้นมาได้เล่า เมื่อนั้นนางก็จะได้เป็นใหญ่ในวังหลังนี้อย่างแท้จริง อีกทั้งองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเองก็คงจะมิกล้าออกคำสั่งให้นางต้องทำลายครรภ์ตนเองเป็นแน่แท้ เนื่องด้วยฝั่งตระกูลของนางเองก็มีบทบาทสำคัญในราชสำนัก
มิน้อยไปกว่าผู้ใดเลยทีเดียวเช่นนั้นแล้วเรื่องการตั้งครรภ์มังกรนี้ นางคงต้องเร่งมือทำอันใดสักอย่างเสียแล้วกระมัง หาไม่อาจจะมีผู้อื่นช่วงชิงโอกาสอันดีนี้ไปจากนางก็เป็นได้
เมื่อวางแผนการณ์ต่างๆ เอาไว้ในใจเสร็จสิ้นแล้ว พระสนมหม่ากุ้ยเฟยก็ได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปด้วยความมุ่งหมายอยู่ภายในใจ
แต่กับคังหยุนหลีเองที่ตอนนี้หลังจากนางได้รับการรักษาจากหมอหลวงแล้ว นางก็เอาแต่นั่งร้องไห้อยู่ในห้องนอนของนางจนดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำไปหมด
อันกุ้ยเหรินเองที่มิได้ตั้งใจกลับตำหนักของตนไปในคราแรก จึงได้เข้ามาเยี่ยมดูอาการของนางด้วยความเป็นห่วง
“เอาล่ะๆ เจ้าก็อย่าร้องไห้อีกต่อไปเลยนะ”
อันกุ้ยเหรินพูดพลางยกมือขึ้นมาลูบหลัง ลูบไหล่ของคังซุนหลีแผ่วเบา
“พี่ซีเย่ว ข้า ข้ารู้สึกอยากตาย เจ้าค่ะ ข้าปรนนิบัติฝ่าบาทมิดี โทษของข้าคือสมควรตาย”
คังหยุนหลีพูดไปด้วยพร้อมร้องไห้ออกมาราวกับคนปริ่มจะขาดใจตาย
“ครั้งแรกของเจ้าครานี้ ถือว่าทำได้ดีมิเลวเลยทีเดียว
เอาเช่นนี้เป็นไร ข้ามีวิธีดีๆ อยู่อย่างที่จะช่วยให้เจ้าสามารถปรนนิบัติฝ่าบาทได้ดีขึ้น หากฝ่าบาททรงเรียกให้เจ้าไปปรนนิบัตอีก”อันซีเย่วหรือก็คืออันกุ้ยเหรินพูดพลางกระดิกปลายนิ้วชี้เรียกให้คังหยุนหลีขยับตัวเข้ามาใกล้นางอีกนิด
“ตะ แต่ ฝ่าบาททรงตรัสกับข้าเอาไว้แล้วว่า พระองค์ทรงห้ามมิให้ข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีก”
“เจ้าพูดอันใดเช่นนั้น เจ้าเข้าวังมาสามปี ก็เอาแต่ขลุกอยู่ในท้ายตำหนักนี่ หากบิดาของพวกเรามิได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของบิดาพระสนมหม่ากุ้ยเฟยเราจะมีโอกาสได้ปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาทอย่างเช่นในวันนี้หรือ ไม่เอาน่ะ เช็ดน้ำตาของเจ้าออกเสีย พวกเราคือความหวังและที่พึ่งของวงศ์ตระกูลเลยเชียวนะ เจ้าจะมามัวแต่
ร้องห่ม ร้องไห้อยู่เช่นนี้ได้อย่างไรกัน”อันกุ้ยเหรินพูดพร้อมยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนน้อยที่ปักด้วยลวดลายดอกเหมยส่งให้กับคังหยุนหลีด้วยท่าทีอ่อนโยน
“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่ซีเย่ว แล้ววิธีที่จะช่วยให้ข้าสามารถปรนนิบัติฝ่าบาทได้ดีขึ้นนั้น คืออันใดกันหรือเจ้าคะ?”
คังหยุนหลีถามขึ้นด้วยความสงสัยพร้อมเอนตัวเข้าไปหา
อันซีเย่วเงี่ยหูฟังคำกล่าวกระซิบนั้นด้วยความตั้งใจหลังจากฟังที่อันซีเย่วกล่าวจบ นางก็มีใบหน้าแดงจัดซับสีขึ้นมาในทันใด
“อย่าบอกนะเจ้าคะว่าพี่ซีเย่วต้องกระทำการเช่นนี้ก่อนเข้าไปถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทก่อนทุกครั้ง”
คังหยุนหลีเอ่ยถามน้ำเสียงตะกุกตะกักเนื่องด้วยนางยังรู้สึกตกใจมิหายกับเรื่องราวแปลกใหม่ที่ได้รับฟังมาในวันนี้
“เจ้าก็เห็นแล้วว่า อาวุธคู่ใจของฝ่าบาทนั้นมีขนาดมหึมาและเหยียดยาวมากเพียงไร หากเหล่าสนมมิกระทำการตระเตรียมตัวก่อนเข้าไปถวายการปรนนิบัติเช่นนี้ แน่นอนว่าฝ่าบาทย่อมจะมิ
พอพระทัยเอาได้ เจ้าเองก็ถือว่าได้ผ่านการปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาท มาบ้างแล้ว ครั้งต่อไปอย่างไร เจ้าต้องรู้จักเตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อมด้วยเล่าเข้าใจหรือไม่”อันซีเย่วกล่าวสำทับ
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณพี่ซีเย่วมาก”
คังหยุนหลีพูดพลางก้มศีรษะลงน้อยๆ เป็นเชิงขอบคุณ
อีกฝ่ายด้วยความซาบซึ้งใจ“เอ่อนี่ หยุนหลี ปกติหลังจากเข้าไปถวายการปรนนิบัติ
ฝ่าบาท เหล่าสนมต้องได้รับพระราชทานน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์ภายในเวลามิเกินครึ่งชั่วยาม ไม่ทราบว่าเจ้าได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์แล้วหรือยัง?” อันซีเย่วเอ่ยถามขึ้นด้วยความตกใจ
“พระราชทานน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เช่นนั้นหรือ ยังเลยเจ้าค่ะ ข้ายังมิได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์อะไรนั่นเลย ขะ ข้าจะทำเช่นไรต่อไปดีหรือเจ้าคะพี่ซีเย่ว ข้า ข้ากลัว”
คังหยุนหลีพูดพลางเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาอีกรอบด้วยนางมิรู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไปดี
“เอาเช่นนี้ เจ้าอย่าพึ่งร้องไห้ แม้ว่าข้าจะปรารถนาอยากให้เจ้าได้ตั้งครรภ์มังกรมากเพียงไรก็ตามแต่ แต่ยามนี้ฝ่าบาทมิทรงอนุญาตให้สนมในวังหลังผู้ใดตั้งครรภ์มังกรขึ้นมาได้ เช่นนั้นแล้ว
ข้าจะลองไปแจ้งต่อท่านมู่กงกงดู เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจของเจ้าแทนเจ้าที่กำลังมิสบายในตอนนี้เอง ข้าไปนะ”หลังกล่าวจบอันซีเย่วก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้
คังหยุนหลีต้องจมอยู่กับความรู้สึกหวาดผวาในการใช้ชีวิตอยู่ใน วังต้องห้ามอันมีระเบียบกฎเกณฑ์ยิบย่อยต่างๆ มากมากนัก ด้วยมิรู้ว่านางจะต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไรดี...เสียงจุมพิตอันดุเดือดแต่ก็เจือไปด้วยความอ่อนหวานเว้าวอนมากเกินไปกว่าสิบส่วนด้วยกันนั้น ทำเอาร่างเล็กของหลินหลานฮัวรู้สึกราวกับว่านางได้ล่องลอยไปมาอยู่บนอากาศริมฝีปากหยักเนียนนุ่มของบุรุษผู้ที่ทำการจูบไล้ปลอบประโลมนางอยู่นี้ก็ทำเอาหลินหลานฮัวถึงกับสะท้านไหวช่อบุปผารักของนางถูกปลายลิ้นตวัดปัดป่ายไปมาด้วยลีลาอันช่ำชองและร้ายเหลือจนหยาดน้ำรักของนางได้แตกกระจายออกมาคราแล้วคราเล่าอยู่มิหยุดจวบจนกระทั่งร่างเล็กได้รับการเติมเต็มเข้าไปอย่างช้าๆ หลินหลานฮัวก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อย จนแทบจะสร่างเมาไปได้เลยทีเดียว“อ๊ะ” หลินหลานฮัวอุทานขึ้นด้วยความตกใจพร้อมทั้งกำลังจะเปล่งเสียงร้องกรี๊ดออกมาในตอนท้าย แต่ทว่านางกลับถูกองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงผู้นี้ก้มใบหน้าลงมาจุมพิตดูดซับเสียงร้องของนางเอาไว้ หลินหลานฮัวจึงทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักอยู่ในลำคอได้เพียงเท่านั้น“ฝ่าบาทเหตุใดกันจึงทรงทำเช่นนี้ หม่อมฉันรังเกียจฝ่าบาทมากแล้วจริงๆ คนใจกล้าหน้าด้าน หน้ามิอายนัก” หลินหลานฮัวอดที่จะก่นด่าองค์ฮ่องเต้ผู้นี้ออกมาด้วยความหัวเสียมิได้แล้ว มาถึงซินซิ่วได้มิทันไรเขาก็แอบลอบมาจับกินนางอีกคราแล้ว
เพี๊ยะ เสียงของฝ่ามือที่ฟาดกระทบเข้ากับใบหน้าได้ดังขึ้นองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจึงหยุดการกระทำนั้นลงได้“เจ้าตบข้ามาอีกสิอาฮัว หากตบข้าแล้ว มันทำให้เจ้ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เจ้าก็ตบข้ามาได้อีกเลย”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวคำท้า ซึ่งหลินหลานฮัวเองก็ได้ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทั้งซ้ายและขวานับได้เป็นสิบครั้งเลยทีเดียว จนฝ่ามือเล็กของนางบวมแดงและมีหยาดเลือดที่ไหลซึมออกมาตรงมุมปากขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงติดมาด้วย“เจ็บมากหรือไม่ฮัวฮัวของข้า ฝ่ามือเจ้าแดงไปหมดแล้วเห็นหรือไม่นั่น หากเจ้าอยากทำร้ายตบตีข้า มิเห็นต้องน่าลงมือลงแรงเอาเช่นนี้เลย เพียงเจ้าสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็ยินยอมพร้อมใจที่จะตบหน้าตัวเองให้กับเจ้าแล้ว หรือหากเจ้าอยากโบยข้าเพียงสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็พร้อมให้เหล่าองครักษ์ที่ติดตามข้ามาด้วยนั้นโบยข้าแทนเจ้าแล้ว”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงว่าพลางจับมือเล็กของหลินหลานฮัวขึ้นมาเป่าลมเข้าไปที่ฝ่ามือเล็กนั้นแผ่วเบา“โบยหรือ เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน อยากจะรู้นักว่าองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นชวี่มีความแข็งแรงมากมายเพียงใด จะอดทนต่อการ
“แต่เจ้าจะปล่อยให้อานเอ๋อร์ของเราขาดพ่อไปมิได้นะอาฮัว ชีวิตของเขาต้องมีพ่ออยู่ด้วย จึงจะถือได้ว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจ้องมองไปที่ใบหน้างามของหลินหลานฮัวด้วยความคิดถึง มิพบเจอกันไปเพียงสามปีแต่นางกลับดูสวยสดงามสะพรั่งมากกว่าเมื่อคราที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์ในวังต้องห้ามเสียอีก อีกทั้งกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กนี้ทำให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเกิดอาการคลั่งไคล้นางขึ้นมาจนอยากจะจับร่างเล็กนี่กลืนกินลงไปจนหมดทั้งตัวอีกคราแล้ว“อานเอ๋อร์อยู่กับหม่อมฉันมาสามปีเต็ม เขามิเคยถามถึงบิดาเลยสักครั้ง แล้วจะบอกว่าเขาต้องการบิดาได้อย่างไร ฝ่าบาททรงสนทนาอยู่ที่บ้านของหม่อมฉันนานแล้วทรงเสด็จกลับไปเถิดเพคะ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของหม่อมฉันกับลูก ขอฝ่าบาทได้โปรดอย่ามากวนใจพวกเราอีกต่อไปเลย” หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงหลังได้ยินภรรยารักกล่าวออกมาดังนั้น จึงได้นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าของสาวงามพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ฮัวฮัว ที่ผ่านมา สามีได้กระทำผิดต่อเจ้ามากมายนักแต่สามีสำนึกผิดได้มาตั้งเนิ่นนานแล้ว
“นี่ปล่อยนะคุณชาย ท่านทำอะไรท่านแม่ของข้า ท่านมากัดปากท่านแม่ของข้าทำไม?” เด็กชายตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความโกรธขึ้งถึงขั้นใช้กำปั้นเล็กๆ ของเขาทุบตีเข้าไปที่ไหล่ขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอีกคราด้วยนึกห่วงใยมารดาของตนขึ้นมาจับใจนัก“ฮัวฮัว ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอ แล้วนี่ลูกชายของพวกเราใช่หรือไม่ เหตุใดเขาจึงได้มีหน้าตาเหมือนกันกับข้าราวกับแกะเอาเช่นนี้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจะก้มใบหน้าลงมามอบจุมพิตให้กับหลินหลานฮัวอีกคราด้วยความคิดถึง แต่ทว่าหลินหลานฮัวกลับรีบเบือนหน้าหนี พร้อมอุ้มเอาเด็กชายตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขนและเอ่ยขึ้นมาว่า “คุณชายท่านจำคนผิดแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน และขอบคุณที่ท่านช่วยนำตัวบุตรชายของข้ากลับคืนมาส่ง”หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้นก็รีบเดินจากไปในทันทีซึ่งองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็มิได้มีท่าทีกระโตกกระตากแต่อย่างใด พระองค์ทรงสั่งให้คนเฝ้าจับตามองดูหลินหลานฮัวต่อไปอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะได้ติดตามนางไปยังที่พักของนางได้ถูกด้านหลินหลานฮัวเองก็รีบเดินมาหาเสี่ยวเชี่ยนพร้อมสั่งให้เสี่ยวเชี่ยนเก็บข้าวของทุกอย่างกลับบ้านของนางไปในทันที แม้ว่าเสี
“เจ้าตัวเล็กข้าสั้น ส่วนข้าตัวใหญ่ขายาวใช่หรือไม่?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวชวนคุย“ใช่แล้วขอรับ แต่นี่มันเกี่ยวอันใดกับการที่ข้าจะได้กลับไปหาท่านแม่ของข้าด้วยหรือขอรับ?” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย“ก็คนตัวเล็กขาสั้นก็ก้าวเดินได้ช้า ส่วนคนตัวใหญ่ขายาวก็ก้าวเดินได้ไว ข้าอุ้มเจ้าเอาไว้เช่นนี้ถือว่าเป็นการย่นระยะเวลาให้เจ้าได้เจอกับมารดาของเจ้าได้เร็วขึ้น มิดีหรอกหรือ?” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เด็กชายตัวน้อยพลันคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ที่คุณชายกล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว เช่นนั้นอานเอ๋อร์คงต้องรบกวนคุณชายแล้ว แต่อานเอ๋อร์มิได้รบกวนเปล่าหรอกนะขอรับ อานเอ๋อร์จะมอบของตอบแทนน้ำใจของคุณชายในครั้งนี้ด้วย เช่นไรก็ขอได้โปรดจงรับผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เอาไว้ด้วยเถอะนะขอรับ” เด็กชายพูดพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่หลินหลานฮัวเคยใช้ซับเลือดกำเดาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักบุปผารักด้วยกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งออกไปมอบให้กับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอย่างช้าๆ ซึ่งกลิ่นหอมอันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านออกมาจากผ้าเช็ดหน
ทุกครั้งที่หลินหลานฮัวมาวางขายสุราในตลาดแห่งนี้ ผ่านไปมินานเกินครึ่งชั่วยามนางก็มักจะขายได้หมดเสมอ แม้ความงามอันเฉิดฉายของนางจะเป็นอุปสรรคในการค้าขายในแต่ละครั้งเนื่องด้วยจะมีเหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งอ่อนวัยไปจนถึงคราวแก่และเหล่าคนธรรมดาไปจนถึงคุณชายและขุนนางระดับสูงหลายคนมาคอยแทะโลมหรือเกี้ยวพาราสี แต่หลินหลานฮัวก็ยังคงความสงบนิ่งสยบการกระทำอันไม่น่าดูชมของพวกเขาลงไปเสียได้ และเพราะความงามอันเป็นอุปสรรคในการออกมาพบปะพบเจอกับบุคคลภายนอกเอาเช่นนี้ จึงทำให้หลินหลานฮัวยอมก้าวขาออกจากบ้านมาทำการค้าขายเพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้นเองเพื่อเป็นการตัดปัญหาเมื่อจัดวางเรียงไหสุรามากมายลงบนโต๊ะเสร็จสิ้นแล้วหลินหลาฮัวก็พบว่าบุตรชายของนางยังมิกลับมาจากร้านของเล่นอีกทั้งเสี่ยวเชี่ยนเองก็ยังมิกลับมาอีกด้วย จึงอดที่จะร้อนใจขึ้นมาบ้างมิได้แล้วนางพยายามเขย่งปลายเท้าขึ้นกวาดสายตามองหาบุตรชายไปโดยรอบ พร้อมทั้งรอคอยการมาเยือนของเสี่ยวเชี่ยนอยู่อย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่ง“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวเชี่ยนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงดีใจ พร้อมชูถุงเงินอันหนักอึ้งออกไปตรงหน้าของหลินหลานฮัว“เสี่ยวเชี่ยน
หลินหลานฮัวมาอยู่ที่วังต้องห้ามแห่งนี้ได้เป็นระยะเวลาสองเดือนเต็มแล้ว จนกระทั่งนางได้รับทราบข่าวมาว่าหลินปังหยวนได้ถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกหลวงแล้ว และหลังจากนั้นทั้งหลินปังหยวน และหลินหลิวซวงก็ได้รับพระราชทานมงคลสมรสจากองค์ฮ่องเต้ต่อในใจของหลินหลานฮัวก็ได้แต่หวังเอาไว้ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
เมื่อเดินทางมาถึงตำหนักเฉียนฟู่แล้ว พระสนมหม่ากุ้ยเฟยก็พลันต้องรู้สึกย่ำแย่มากขึ้นไปอีก เมื่อสาวใช้ที่นางซื้อตัวไว้ในแต่ละตำหนักของสนมที่มีโอกาสได้เข้าไปถวายการปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราก่อนด้วยกันนั้นมาแจ้งข่าวให้นางได้รับทราบว่า คังฉางจ้ายได้ตั้งครรภ์อ่อนๆ ขึ้นมาได้สองเดือนแล้ว
หลินหลานฮัวมิรู้ว่าตัวนางเองตัดสินใจถูกหรือไม่ที่ได้กล่าววาจาออกไปต่อองค์ฮ่องเต้เช่นนี้ เพียงแต่คิดไปถึงอนาคตข้างหน้าว่านางจะต้องมีชีวิตรอดกลับออกไปหามารดาให้ได้ และหากนางตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ การกระทำของนางในครั้งนี้คงจะพอปกป้องคุ้มครองภัยให้กับลูกของนางได้ แม้ว่านางจะต้องตกระกำลำบากมากกว่านี้อี
“น้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์ที่ข้าพระราชทานให้กับเหล่าบรรดาสนมนั้นมีราคาแพงสูงลิ่วยิ่งนัก นางเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งของข้า เป็นเพียงทาสชั้นต่ำเพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นนางจึงมิคู่ควรกับน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์ราคาแพงอะไรนั่นหรอก นับจากนี้ไปเจ้าไม่ต้องโผล่หน้ามาถามเรื่องไร้สาระนี้กับข้าอีก แล้วก็ห







