LOGINเมื่อได้ยินพระสนมอันกุ้ยเหรินมาแจ้งต่อตนดังนั้น มู่กงกงก็พลันรู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี เรื่องที่เหล่าสนมในวังหลังมิได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์นั้น เหล่าขุนนางก็ได้รับรู้กันไปจนทั่วจากการที่องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแจ้ง ณ ที่ประชุมขุนนางตั้งแต่เมื่อครั้นที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้ว เนื่องด้วยองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงมีความปรารถนาที่จะให้การทุ่มเทพระวรกายในการทำนุบำรุงฟื้นฟูบัลลังก์มังกรให้มั่นคงรอบด้านเสียก่อนจึงจะคิดวางแผนเรื่องการมีบุตรเป็นลำดับถัดไป เช่นนั้นแล้วสำหรับพระสนมแซ่คังผู้นี้ จึงมิใช่เพียงแค่การให้นางได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด นางจำต้องถูกทำทุกวิถีทางในการรีดเร้นสายธารสวรรค์ครั้งนี้ออกมาด้วย
เมื่อมู่กงกงเสร็จสิ้นจากภารกิจในครั้งนี้แล้ว จึงได้เดินทางกลับตำหนักตงชางไปด้วยความหวาดวิตก หากจะนับถึงสิ่งที่ผิดพลาดจากการทำงานของเขานี่คงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยกระมัง
การบริหารจัดการราชกิจต่างๆ ในวังหลวง ล้วนผ่านพ้นไปได้อย่างสงบราบเรียบ เรียบร้อย เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม
หากเพียงแต่ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะมิทรงเรียกขุนนางกรมพิธีการ และข้ารับใช้ในตำหนักขององค์หญิงเฟยฮุ่ย เข้ามาสอบถามเรื่องงานมงคลสมรสพระราชทานขององค์หญิงเฟยฮุ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“เจ้าว่าอย่างไรนะ องค์หญิงเฟยฮุ่ยมิยอมไปวัดตัวตัดชุดแต่งงานเช่นนั้นหรือ?”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสถามนางกำนัลในตำหนักขององค์หญิงเฟยฮุ่ยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ใช่แล้วเพคะฝ่าบาท”
นางกำนัลในตำหนักตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นงันงก
“แล้วเจ้ายังบอกอีกด้วยว่า องค์หญิงเฟยฮุ่ยได้ออกคำสั่งให้พวกเจ้าไม่ต้องจัดตกแต่งสถานที่งานแต่งงานในครั้งนี้เช่นนั้นหรือ?”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตวัดสายพระเนตรไปสอบถามขุนนางกรมพิธีการด้วยแววพระเนตรวาวโรจน์ราวกับจะกลั่นเปลวไฟพิโรธให้
ออกมาจากดวงตาคู่นั้นได้
“นอกจากองค์หญิงเฟยฮุ่ย จะทรงมีรับสั่งให้พวกกระหม่อม
มิต้องจัดสถานที่ในงานมงคลสมรสพระราชทานในครั้งนี้แล้ว องค์หญิงเฟยฮุ่ยยังได้ทำลายสถานที่จัดงานแต่งงานนั้นให้ย่อยยับ จนราบเป็นหน้ากลองไปแล้วด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”ขุนนางกรมพิธีการผู้นั้นพูดพร้อมโขกศีรษะขึ้นลงอย่างแรงด้วยความหวาดกลัวต่อพระอาญาขององค์ฮ่องเต้ในครั้งนี้นัก
“พวกเจ้าทำงานกันเช่นไร แล้วพวกเจ้าดูแลองค์หญิงเฟยฮุ่ยกันเช่นใด จึงปล่อยให้นางมากระทำการไร้แก่นสาร ทำตัวเป็นเด็ก
มิรู้จักโตเช่นนี้ได้ พวกเจ้ามีโทษสถานใด?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตวาดถามน้ำเสียงโกรธจัด พร้อมทั้งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจ้องมองไปยังเหล่าข้าราชบริพารด้วยประกายตาพิโรธหนัก
“กระหม่อมมีโทษสมควรตาย ขอฝ่าบาทจงไว้ชีวิตด้วย
พ่ะย่ะค่ะ”“หม่อมฉันมีโทษสมควรตาย ขอฝ่าบาทจงไว้ชีวิตด้วยเพคะ”
เสียงของข้ารับใช้ที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเรียกตัวให้มาเข้าเฝ้าเพื่อสอบถามเกี่ยวกับความคืบหน้าในงานพิธีมงคลสมรส และสอบถามถึงความเคลื่อนไหวขององค์หญิงเฟยฮุ่ยในครั้งนี้ต่างพากันส่งเสียงอ้อนวอนออกมาน้ำเสียงระงม ด้วยนึกหวาดกลัวว่าตนเองอาจจะถูกองค์ฮ่องเต้ที่กำลังพิโรธหนักสั่งตัดหัวไปเลยก็เป็นได้
“ทหารนำตัวข้ารับใช้พวกนี้ไปโบยคนละสามสิบไม้ ข้อหาทำหน้าที่ตนเองบกพร่อง ส่วนเจ้ามู่กงกงไปตามตัวองค์หญิงเฟยฮุ่ยมาพบข้าที่ตำหนักเดี๋ยวนี้ ข้าอยากจะรู้นักว่าหากนางมาเห็นคนในตำหนักของนางถูกโบยแล้วนางจะมีความคิดความอ่านที่เติบโตขึ้นมามากกว่านี้บ้างหรือไม่?”
หลังออกคำสั่งเสร็จ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงทรุดพระองค์ลงนั่งบนเก้าไม้ไม้บุนวมอย่างดี พร้อมทั้งรอคอยการมาเยือนขององค์หญิงเฟยฮุ่ยอยู่อย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อมาถึงตำหนักทรงงาน ก็เห็นว่าเสด็จพี่ฮ่องเต้กำลัง
นั่งอ่านฎีกาที่กองพะเนินเป็นภูเขาลูกย่อมๆ อยู่ แค่เห็นนางก็รู้สึกเหนื่อยแทนแล้ว ไม่แปลกเลยที่พระองค์จะเปลี่ยนไป จากองค์ รัชทายาทที่พอจะมีความอบอุ่นให้น้อง ๆ บ้าง ตอนนี้กลับกลายเป็นคนบ้าอำนาจ ใครทำอะไรไม่ถูกใจก็อาละวาดไปทั่ว ได้ยินว่าทรงมีอาการปวดหัวตลอดเวลาด้วย ทว่าเขากลับไม่ยอมให้นางรักษาให้“ถวายบังคมเสด็จพี่ฮ่องเต้เพคะ”
ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเงยหน้าขึ้นมามองสำรวจน้องสาวที่วันนี้นางแต่งกายอย่างผิดหูผิดตา ผ้าไหมเนื้อดีสีแดงสดที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตงดงามมีการปักลวดลายด้วยดิ้นสีทอง นางสวมทั้งต่างหู กำไล และแหวน ทั้งยังปักปิ่นที่เขาเคยมอบให้นางเป็นของขวัญวันเกิดเมื่อสมัยที่ตัวเองยังเป็นองค์รัชทายาท ช่างแปลกตาเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าแต่งตัวเช่นนี้ทำให้ข้าค่อยสบายตาหน่อย”
องค์หญิงเฟยฮุ่ยทำหน้ามุ่ยทันที แม้เสด็จพี่ฮ่องเต้จะเปลี่ยนไป แต่นางไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม อย่างไรเสียนางก็ยังจะทำตัวเป็นน้องน้อยที่เอาแต่ใจของพระองค์อยู่ดี
“เป็นเพราะวันนี้หม่อมฉันต้องบากหน้าตัวเองไปสั่งสอนหม่ากุ้ยเฟยหรอกเพคะ ไม่เช่นนั้นจะนำชุดรุ่มร่ามมาใส่ให้เดินลำบากทำไม”
“หม่ากุ้ยเฟยหาเรื่องเจ้าหรือ”
“มิได้เพคะ แต่ข้าได้ยินมาว่านางยักยอกงบประมาณของ
วังหลังในช่วงเหมันต์ฤดูที่ผ่านมา จนทำให้มีขันทีหลายคนเสียชีวิต เนื่องจากเครื่องนุ่งห่มและเตาผิงมีไม่เพียงพอ”พอฮ่องเต้ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วทันที ลำพังเพียงต้องดูแลบ้านเมืองก็เหน็ดเหนื่อยจนแทบจะไม่มีเวลาหายใจอยู่แล้ว หากเขาต้องมาจัดการเรื่องในวังด้วย แล้วจะมีพวกพระสนมวังหลังไปทำไมกัน หรือได้เวลาแล้วที่เขาจะต้องมีฮองเฮาคู่บัลลังก์ เพื่อคอยจัดการกองงานวังหลังให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
“ข้าจะลงโทษนางทีหลัง”
ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าใดนัก นั่นทำให้องค์หญิงเฟยฮุ่ยรู้สึกโกรธอยู่ไม่น้อย กระนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกไป
“เสด็จพี่มีเรื่องอันใดจะตรัสกับน้องหรือเพคะ”
“ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เจ้าควรต้องมีพิธีสมรส มิเช่นนั้นจะช้าเกินไป”
ใครมาเตือนความทรงจำเรื่องนี้แก่พระองค์ไม่ทราบ หากนางรู้ล่ะก็ จะไปฉีกเนื้อเถือหนังทิ้งไม่ให้เหลือซากเลยทีเดียว
“น้องไม่คิดว่าเรื่องนี้ต้องเร่งรีบ เสด็จพี่อย่าได้ทรงกังวลเรื่องน้องเลยเพคะ”
“เจ้าอายุ 20 ปีแล้ว หากไม่แต่งงานตอนนี้จะให้แต่งตอนไหน”
ก็แต่งตอนที่เสด็จพี่อนุญาตให้นางกับองครักษ์กั๋วลงเอยกันอย่างไรเล่า นางได้แต่คิดในใจ ทว่ากลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้
“เสด็จพี่เองก็ถึงวัยที่ต้องมีฮองเฮาแล้วเช่นกัน ไยจึงไม่แต่งตั้งผู้ใดสักคนขึ้นเป็นฮองเฮาเล่าเพคะ”
“ก็เพราะยังไม่มีใครเหมาะสมคู่ควร”
ฮ่องเต้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เขามีพระสนม
นางในหลายคน แต่ยังไม่มีสักคนที่เขารู้สึกอยากให้มานั่งบนบัลลังก์หงส์
“น้องเองก็คิดว่ายังไม่มีชายใดที่เหมาะสมคู่ควรกับน้องเช่นกัน”
องค์หญิงเฟยฮุ่ยกล่าวอย่างดื้อรั้น ต่อให้เป็นเสด็จพี่ฮ่องเต้ แต่หากมายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของนาง ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างการแต่งงานมีชีวิตคู่ นางก็ไม่ขออ่อนข้อให้
“เสด็จพ่อหมั้นหมายเจ้าเอาไว้แล้วกับบุตรชายของอัครมหาเสนาบดีหลิน เจ้าไม่อาจหลีกเลี่ยง”
“ถ้าต้องแต่งงานกับพ่อนกยูงนั้น ให้หม่อมฉันผูกคอตายที่หน้ากำแพงวังเสียดีกว่า”
“เหตุใดเจ้าจึงดื้อรั้นเช่นนี้”
พระองค์ตบโต๊ะเสียงดังลั่นด้วยความเดือดดาล เขาไม่อาจควบคุมน้องสาวผู้นี้ได้เลยหรืออย่างไร เมื่อก่อนตอนเป็นรัชทายาท เขาใจดีกับนางมากไปใช่หรือไม่ นางจึงกลายเป็นคนที่เกินเยียวยา
“หม่อมฉันมิได้ดื้อรั้น เพียงแต่ไม่ต้องการแต่งกับบุรุษที่ไม่ได้รัก อีกทั้งเขาเองก็ไม่ได้มีใจกับหม่อมฉัน อย่านึกว่าหม่อมฉันโง่งมเลยเพคะ เขาอับอายเสียด้วยซ้ำไปที่มีคู่หมั้นเป็นองค์หญิงผู้ไม่เคยสนใจขนบธรรมเนียมอะไรสักอย่างเดียว”
“เช่นนั้นเจ้าก็ควรปรับปรุงตัวให้สมกับเป็นองค์หญิง”
“เรื่องอะไรที่หม่อมฉันจำต้องปรับตัวเพื่อบุรุษที่ไม่ได้รักเล่าเพคะ”
“อย่างน้อยก็ควรปรับปรุงตัวเพื่อไม่เป็นการฉีกหน้าข้า
ข้าเป็นฮ่องเต้แล้ว ปกครองแผ่นดิน ใครๆ ต่างก็ยอมสยบเคารพ นบนอบ มีเพียงเจ้าคนเดียวที่ข้าไม่อาจควบคุมได้”ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหเดือดดาล อยากจับน้องสาวผู้หยิ่งผยองไปขังจนกว่าจะเชื่อฟังเขา
“เฟยฮุ่ย เหตุใดเจ้าจึงต้องทำเช่นนี้?”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางวางถ้วยชาที่กำลังจะยกขึ้นมาจิบกระแทกกลับคืนลงบนโต๊ะเสียงดัง จนน้ำชาได้กระฉอกออกมาข้างนอกถ้วย
“หม่อมฉันทำอะไรกัน เช่นนั้นหรือเพคะเสด็จพี่?”
องค์หญิงเฟยฮุ่ยกล่าวถามต่อไป พร้อมพยายามวางสีหน้าของตนเอาไว้ให้ดูเป็นปกติมากที่สุดเท่าที่นางจะกระทำได้
“เจ้าถึงกับกล้าไปพังสถานที่จัดงานแต่งงาน อีกทั้งยังมิยอมไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานด้วยมิใช่หรือ เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าคนนี้โง่งมมากนักหรืออย่างไร จึงจะมิรู้ทันในทุกวีรกรรมที่เจ้าก่อ”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ อย่างคนที่พยายามระงับโทสะของตนเอาไว้อย่างเต็มที่“ที่แท้หม่อมฉันก็นึกว่าเสด็จพี่ทรงเรียกตัวหม่อมฉันให้มาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องใดกัน สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องราวเหล่านี้เอง เช่นนั้นก็ปล่อยนางกำนัลในตำหนักของหม่อมฉันไปเถิดเพคะ พวกเขามิได้มามีส่วนรู้เห็นอันใดกับหม่อมฉันด้วย จึงมิใช่เรื่องสมควรที่พวกเขาจะต้องมาถูกเสด็จพี่สั่งลงโทษโบยเอาเช่นนี้”องค์หญิงเฟยฮุ่ยเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงนุ่ม“ข้าขอออกคำสั่งให้เจ้าไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานกับหลินปังหยวนเดี๋ยวนี้ และต่อไปนี้ข้าขอออกคำสั่งให้กักบริเวณเจ้าอยู่แต่ในตำหนักของเจ้าเอง จนกว่างานพิธีมงคลสมรสพระราชทานจะเสร็จเรียบร้อยไปแล้วด้วยดี เจ้าจึงจะสามารถก้าวขาออกนอกตำหนักได้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสออกมาทีละถ้อยคำอย่างช้าๆ และชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง“เสด็จพี่อย่าได้บ้าอำนาจเกินไปนักเลยเพคะ” “เ
เมื่อได้ยินพระสนมอันกุ้ยเหรินมาแจ้งต่อตนดังนั้น มู่กงกงก็พลันรู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี เรื่องที่เหล่าสนมในวังหลังมิได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์นั้น เหล่าขุนนางก็ได้รับรู้กันไปจนทั่วจากการที่องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแจ้ง ณ ที่ประชุมขุนนางตั้งแต่เมื่อครั้นที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้ว เนื่องด้วยองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงมีความปรารถนาที่จะให้การทุ่มเทพระวรกายในการทำนุบำรุงฟื้นฟูบัลลังก์มังกรให้มั่นคงรอบด้านเสียก่อนจึงจะคิดวางแผนเรื่องการมีบุตรเป็นลำดับถัดไป เช่นนั้นแล้วสำหรับพระสนมแซ่คังผู้นี้ จึงมิใช่เพียงแค่การให้นางได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด นางจำต้องถูกทำทุกวิถีทางในการรีดเร้นสายธารสวรรค์ครั้งนี้ออกมาด้วยเมื่อมู่กงกงเสร็จสิ้นจากภารกิจในครั้งนี้แล้ว จึงได้เดินทางกลับตำหนักตงชางไปด้วยความหวาดวิตก หากจะนับถึงสิ่งที่ผิดพลาดจากการทำงานของเขานี่คงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยกระมังการบริหารจัดการราชกิจต่างๆ ในวังหลวง ล้วนผ่านพ้นไปได้อย่างสงบราบเรียบ เรียบร้อย เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มหากเพียงแต่ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะมิทรงเรียกขุนนางกรมพ
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอย่างแท้จริง เมื่อคราแรกเริ่มของการร่วมรัก พระองค์จะทรงนอนนิ่งให้เหล่าสนมได้ปรนนิบัติโดยการควบขี่ขย่มลงบนเรือนกายของพระองค์จนพวกนางแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงกันไปแทบจะทั้งสามคนไปก็แล้วแต่ แต่กับคังหยุนหลีที่นางพึ่งจะเข้ามาถวายการรับใช้ปรนนิบัติพระองค์ในคราแรกนั้น กลับปรนนิบัติพระองค์ได้มิถูกพระทัยนัก มิรู้ว่าพระองค์ทรงมีขนาดอาวุธคู่ใจใหญ่โตมากเกินไปหรือไม่ นางจึงได้มีเลือดไหลมิหยุดเอาเช่นนี้ จนองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้สั่งให้คนไปตามหมอหลวงและให้คนมานำตัวของพระสนมคังหยุนหลีออกไปรักษานออกตำหนักจวี๋ฮวาหวง พร้อมทรงมีรับสั่งมิให้นางได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีกผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามกว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง กลีบบุปผางามของเหล่าบรรดาพระสนมเองต่างก็อ้าออกกว้างแทบจะหุบไม่ลงกันเลยทีเดียว หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนจึงดำริจะเสด็จกลับตำหนักตงชางไป พระองค์ทรงอนุญาตให้เหล่าสนมพักผ่อนกันต่อไป มิต้องลุกขึ้นมาส่งเสด็จพระองค์ก็ย่อมได้โดยก่อนที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
"ฝ่าบาท"เป็นเสียงของมู่กงกงที่เอ่ยเรียกขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน"วันๆ ก็ดีแต่ส่งเสียงเรียกอยู่ได้ทั้งวัน น่ารำคาญสิ้นดี"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงมิสบพระทัย"ฝ่าบาททรงแช่พระวรกายมาเนิ่นนานนักแล้ว กระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทอาจจะทรงเป็นหวัดได้นะพ่ะย่ะค่ะ"มู่กงกงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"คนไม่มีใครรักเช่นข้า จะเจ็บป่วยหรือล้มตายไป ก็มิมีผู้ใดมาสนใจหรอก"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนอวดเรือนร่างเปลือย แข็งแกร่งกำยำ มีมัดกล้ามอันแข็งแรงอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำเอามู่กงกงที่ได้เห็นอาหารตาชั้นเลิศเช่นนั้นแล้วต้องยืนตาค้างอ้าปากกว้างอยู่นานนัก จนกระทั่งลืมตัวไปเสียสิ้นว่ายามนี้ตนเองต้องส่งชุดคลุมมาให้กับองค์ฮ่องเต้แล้วด้วยซ้ำไป"มู่จินชิง เจ้าจะยืนจ้องมองข้าอีกนานหรือไม่ ข้าจะได้สั่งตัดหัวเจ้าแล้ว"สุรเสียงเย็นเยียบที่เปล่งออกมานั้นทำเอามู่กงกงต้องรีบแจ้นเดินแกมวิ่งนำชุดคลุมมังกรมาสวมคลุมให้กับองค์ฮ่องเต้โดยเร็วพลัน หลังจากนั้นมินานองค์ฮ่องเต้ก็เสด็จไปยังตำหนักจวี๋ฮวาหวงต่อเมื่อเสด็จไปถึงก็ทรงพบว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟย พร้อมด้วยสนมอันกุ้ยเหริน เสิ่น
แต่ดูจากท่าทีแล้วองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง คงจะมิได้มีเรื่องใดให้ชวนผ่อนคลายสบายใจได้เลยแม้แต่เพียงนิด หลังจากทรงสั่งลงโทษองครักษ์กั๋วโม่โฉวเสร็จ และเสด็จกลับมาถึงตำหนักตงชางของพระองค์แล้ว ก็ทรงพบว่ามู่กงกงกำลังยืนรอคอยการกลับมาของตนอยู่ด้วยสีหน้าที่กระอักกระอ่วนใจพิกลนัก“เจ้ามีอะไรจะพูด ก็พูดมา”น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเอือมระอานั้น ทำเอามู่กงกงต้องพลอยหน้าม่อยลงไปหลายส่วน จึงได้ตอบองค์ฮ่องเต้ออกไปน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า“ขณะนี้พระสนมหม่ากุ้ยเฟย มารอคอยฝ่าบาทอยู่ยังห้องรับรองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“วังหลังชักจะสงบราบเรียบไร้งานการ ไร้แก่นสารมากนักแล้วกระมัง เหตุใดตำหนักตงชางที่ประทับส่วนพระองค์ของข้าจึงได้มีแต่เหล่าสนมเทียววนเวียนเข้าออกมาหาราวกับว่าตำหนักของข้าเป็นร้านตลาดนอกวังเอาเช่นนี้”น้ำเสียงกระแทกแดกดัน พร้อมสายพระเนตรที่จ้องมองมายังมู่กงกงตาขวางนั้น ทำเอาขันทีที่ค่อนไปทางวัยกลางคนปลายๆ เช่นเขา แทบจะหลบสายพระเนตรของโอรสสวรรค์มิทันเลยทีเดียวเพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปในห้องรับรอง องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็พบว่าหม่ากุ้ยเฟย หรือก็คือหม่าซูเหลียนบุตรีเสนาบดีกรมกลาโหมกำลัง
องค์หญิงเฟยฮุ่ยมองค้อนพี่ชายของตัวเอง แล้วรีบลุกจากเตียงโดยไม่คิดจะล้างหน้า เปลี่ยนชุด หรือแม้แต่จัดแต่งทรงผมให้ดูดี นางใช้วิชาตัวเบาทะยานไปยังลานขี่ม้าทันที ก็เห็นกั๋วโม่โฉวที่สวมเพียงกางเกงสีดำนั่งคุกเข่าด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่อนาทรต่อลมหรือเกร็ดหิมะแม้แต่น้อย เขาต้องหนาวมากเป็นแน่ “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ขณะที่ยืนมองเขานิ่งแววตาแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถ้าเขาโดนลงโทษก็สมควรให้คนมาปลุกนางเพื่อช่วยเขาไม่ใช่หรืออย่างไร “ฝ่าบาทยังไม่มีรับสั่งให้กระหม่อมลุกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” “แต่ท่านเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ของข้า ท่านต้องฟังคำสั่งของข้าสิ” “กระหม่อมมีความผิดที่ดูแลองค์หญิงไม่ดีพอ สมควรถูกลงโทษแล้ว” “คนที่ผิดคือข้า โอ๊ย! ทำไมท่านต้องยอมให้เสด็จพี่รังแกอยู่เรื่อย เขาเห็นท่านเป็นอะไรจึงชอบทารุณไม่หยุดหย่อน” องค์เฟยฮุ่ยโวยวายอย่างเหลืออด นางจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เสด็จพี่พระองค์โตของนางครองบัลลังก์ ก็กลายเป็นคนบ้าอำนาจ มองโลกในแง่ร้าย ชอบลงโทษผู้คน นางอยากให้มีใครสักคนมาลงโทษเขาเสียบ้าง







