เข้าสู่ระบบเมื่อได้ยินพระสนมอันกุ้ยเหรินมาแจ้งต่อตนดังนั้น มู่กงกงก็พลันรู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี เรื่องที่เหล่าสนมในวังหลังมิได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์นั้น เหล่าขุนนางก็ได้รับรู้กันไปจนทั่วจากการที่องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแจ้ง ณ ที่ประชุมขุนนางตั้งแต่เมื่อครั้นที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้ว เนื่องด้วยองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงมีความปรารถนาที่จะให้การทุ่มเทพระวรกายในการทำนุบำรุงฟื้นฟูบัลลังก์มังกรให้มั่นคงรอบด้านเสียก่อนจึงจะคิดวางแผนเรื่องการมีบุตรเป็นลำดับถัดไป เช่นนั้นแล้วสำหรับพระสนมแซ่คังผู้นี้ จึงมิใช่เพียงแค่การให้นางได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด นางจำต้องถูกทำทุกวิถีทางในการรีดเร้นสายธารสวรรค์ครั้งนี้ออกมาด้วย
เมื่อมู่กงกงเสร็จสิ้นจากภารกิจในครั้งนี้แล้ว จึงได้เดินทางกลับตำหนักตงชางไปด้วยความหวาดวิตก หากจะนับถึงสิ่งที่ผิดพลาดจากการทำงานของเขานี่คงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยกระมัง
การบริหารจัดการราชกิจต่างๆ ในวังหลวง ล้วนผ่านพ้นไปได้อย่างสงบราบเรียบ เรียบร้อย เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม
หากเพียงแต่ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะมิทรงเรียกขุนนางกรมพิธีการ และข้ารับใช้ในตำหนักขององค์หญิงเฟยฮุ่ย เข้ามาสอบถามเรื่องงานมงคลสมรสพระราชทานขององค์หญิงเฟยฮุ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“เจ้าว่าอย่างไรนะ องค์หญิงเฟยฮุ่ยมิยอมไปวัดตัวตัดชุดแต่งงานเช่นนั้นหรือ?”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสถามนางกำนัลในตำหนักขององค์หญิงเฟยฮุ่ยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ใช่แล้วเพคะฝ่าบาท”
นางกำนัลในตำหนักตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นงันงก
“แล้วเจ้ายังบอกอีกด้วยว่า องค์หญิงเฟยฮุ่ยได้ออกคำสั่งให้พวกเจ้าไม่ต้องจัดตกแต่งสถานที่งานแต่งงานในครั้งนี้เช่นนั้นหรือ?”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตวัดสายพระเนตรไปสอบถามขุนนางกรมพิธีการด้วยแววพระเนตรวาวโรจน์ราวกับจะกลั่นเปลวไฟพิโรธให้
ออกมาจากดวงตาคู่นั้นได้
“นอกจากองค์หญิงเฟยฮุ่ย จะทรงมีรับสั่งให้พวกกระหม่อม
มิต้องจัดสถานที่ในงานมงคลสมรสพระราชทานในครั้งนี้แล้ว องค์หญิงเฟยฮุ่ยยังได้ทำลายสถานที่จัดงานแต่งงานนั้นให้ย่อยยับ จนราบเป็นหน้ากลองไปแล้วด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”ขุนนางกรมพิธีการผู้นั้นพูดพร้อมโขกศีรษะขึ้นลงอย่างแรงด้วยความหวาดกลัวต่อพระอาญาขององค์ฮ่องเต้ในครั้งนี้นัก
“พวกเจ้าทำงานกันเช่นไร แล้วพวกเจ้าดูแลองค์หญิงเฟยฮุ่ยกันเช่นใด จึงปล่อยให้นางมากระทำการไร้แก่นสาร ทำตัวเป็นเด็ก
มิรู้จักโตเช่นนี้ได้ พวกเจ้ามีโทษสถานใด?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตวาดถามน้ำเสียงโกรธจัด พร้อมทั้งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจ้องมองไปยังเหล่าข้าราชบริพารด้วยประกายตาพิโรธหนัก
“กระหม่อมมีโทษสมควรตาย ขอฝ่าบาทจงไว้ชีวิตด้วย
พ่ะย่ะค่ะ”“หม่อมฉันมีโทษสมควรตาย ขอฝ่าบาทจงไว้ชีวิตด้วยเพคะ”
เสียงของข้ารับใช้ที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเรียกตัวให้มาเข้าเฝ้าเพื่อสอบถามเกี่ยวกับความคืบหน้าในงานพิธีมงคลสมรส และสอบถามถึงความเคลื่อนไหวขององค์หญิงเฟยฮุ่ยในครั้งนี้ต่างพากันส่งเสียงอ้อนวอนออกมาน้ำเสียงระงม ด้วยนึกหวาดกลัวว่าตนเองอาจจะถูกองค์ฮ่องเต้ที่กำลังพิโรธหนักสั่งตัดหัวไปเลยก็เป็นได้
“ทหารนำตัวข้ารับใช้พวกนี้ไปโบยคนละสามสิบไม้ ข้อหาทำหน้าที่ตนเองบกพร่อง ส่วนเจ้ามู่กงกงไปตามตัวองค์หญิงเฟยฮุ่ยมาพบข้าที่ตำหนักเดี๋ยวนี้ ข้าอยากจะรู้นักว่าหากนางมาเห็นคนในตำหนักของนางถูกโบยแล้วนางจะมีความคิดความอ่านที่เติบโตขึ้นมามากกว่านี้บ้างหรือไม่?”
หลังออกคำสั่งเสร็จ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงทรุดพระองค์ลงนั่งบนเก้าไม้ไม้บุนวมอย่างดี พร้อมทั้งรอคอยการมาเยือนขององค์หญิงเฟยฮุ่ยอยู่อย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อมาถึงตำหนักทรงงาน ก็เห็นว่าเสด็จพี่ฮ่องเต้กำลัง
นั่งอ่านฎีกาที่กองพะเนินเป็นภูเขาลูกย่อมๆ อยู่ แค่เห็นนางก็รู้สึกเหนื่อยแทนแล้ว ไม่แปลกเลยที่พระองค์จะเปลี่ยนไป จากองค์ รัชทายาทที่พอจะมีความอบอุ่นให้น้อง ๆ บ้าง ตอนนี้กลับกลายเป็นคนบ้าอำนาจ ใครทำอะไรไม่ถูกใจก็อาละวาดไปทั่ว ได้ยินว่าทรงมีอาการปวดหัวตลอดเวลาด้วย ทว่าเขากลับไม่ยอมให้นางรักษาให้“ถวายบังคมเสด็จพี่ฮ่องเต้เพคะ”
ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเงยหน้าขึ้นมามองสำรวจน้องสาวที่วันนี้นางแต่งกายอย่างผิดหูผิดตา ผ้าไหมเนื้อดีสีแดงสดที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตงดงามมีการปักลวดลายด้วยดิ้นสีทอง นางสวมทั้งต่างหู กำไล และแหวน ทั้งยังปักปิ่นที่เขาเคยมอบให้นางเป็นของขวัญวันเกิดเมื่อสมัยที่ตัวเองยังเป็นองค์รัชทายาท ช่างแปลกตาเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าแต่งตัวเช่นนี้ทำให้ข้าค่อยสบายตาหน่อย”
องค์หญิงเฟยฮุ่ยทำหน้ามุ่ยทันที แม้เสด็จพี่ฮ่องเต้จะเปลี่ยนไป แต่นางไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม อย่างไรเสียนางก็ยังจะทำตัวเป็นน้องน้อยที่เอาแต่ใจของพระองค์อยู่ดี
“เป็นเพราะวันนี้หม่อมฉันต้องบากหน้าตัวเองไปสั่งสอนหม่ากุ้ยเฟยหรอกเพคะ ไม่เช่นนั้นจะนำชุดรุ่มร่ามมาใส่ให้เดินลำบากทำไม”
“หม่ากุ้ยเฟยหาเรื่องเจ้าหรือ”
“มิได้เพคะ แต่ข้าได้ยินมาว่านางยักยอกงบประมาณของ
วังหลังในช่วงเหมันต์ฤดูที่ผ่านมา จนทำให้มีขันทีหลายคนเสียชีวิต เนื่องจากเครื่องนุ่งห่มและเตาผิงมีไม่เพียงพอ”พอฮ่องเต้ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วทันที ลำพังเพียงต้องดูแลบ้านเมืองก็เหน็ดเหนื่อยจนแทบจะไม่มีเวลาหายใจอยู่แล้ว หากเขาต้องมาจัดการเรื่องในวังด้วย แล้วจะมีพวกพระสนมวังหลังไปทำไมกัน หรือได้เวลาแล้วที่เขาจะต้องมีฮองเฮาคู่บัลลังก์ เพื่อคอยจัดการกองงานวังหลังให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
“ข้าจะลงโทษนางทีหลัง”
ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าใดนัก นั่นทำให้องค์หญิงเฟยฮุ่ยรู้สึกโกรธอยู่ไม่น้อย กระนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกไป
“เสด็จพี่มีเรื่องอันใดจะตรัสกับน้องหรือเพคะ”
“ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เจ้าควรต้องมีพิธีสมรส มิเช่นนั้นจะช้าเกินไป”
ใครมาเตือนความทรงจำเรื่องนี้แก่พระองค์ไม่ทราบ หากนางรู้ล่ะก็ จะไปฉีกเนื้อเถือหนังทิ้งไม่ให้เหลือซากเลยทีเดียว
“น้องไม่คิดว่าเรื่องนี้ต้องเร่งรีบ เสด็จพี่อย่าได้ทรงกังวลเรื่องน้องเลยเพคะ”
“เจ้าอายุ 20 ปีแล้ว หากไม่แต่งงานตอนนี้จะให้แต่งตอนไหน”
ก็แต่งตอนที่เสด็จพี่อนุญาตให้นางกับองครักษ์กั๋วลงเอยกันอย่างไรเล่า นางได้แต่คิดในใจ ทว่ากลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้
“เสด็จพี่เองก็ถึงวัยที่ต้องมีฮองเฮาแล้วเช่นกัน ไยจึงไม่แต่งตั้งผู้ใดสักคนขึ้นเป็นฮองเฮาเล่าเพคะ”
“ก็เพราะยังไม่มีใครเหมาะสมคู่ควร”
ฮ่องเต้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เขามีพระสนม
นางในหลายคน แต่ยังไม่มีสักคนที่เขารู้สึกอยากให้มานั่งบนบัลลังก์หงส์
“น้องเองก็คิดว่ายังไม่มีชายใดที่เหมาะสมคู่ควรกับน้องเช่นกัน”
องค์หญิงเฟยฮุ่ยกล่าวอย่างดื้อรั้น ต่อให้เป็นเสด็จพี่ฮ่องเต้ แต่หากมายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของนาง ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างการแต่งงานมีชีวิตคู่ นางก็ไม่ขออ่อนข้อให้
“เสด็จพ่อหมั้นหมายเจ้าเอาไว้แล้วกับบุตรชายของอัครมหาเสนาบดีหลิน เจ้าไม่อาจหลีกเลี่ยง”
“ถ้าต้องแต่งงานกับพ่อนกยูงนั้น ให้หม่อมฉันผูกคอตายที่หน้ากำแพงวังเสียดีกว่า”
“เหตุใดเจ้าจึงดื้อรั้นเช่นนี้”
พระองค์ตบโต๊ะเสียงดังลั่นด้วยความเดือดดาล เขาไม่อาจควบคุมน้องสาวผู้นี้ได้เลยหรืออย่างไร เมื่อก่อนตอนเป็นรัชทายาท เขาใจดีกับนางมากไปใช่หรือไม่ นางจึงกลายเป็นคนที่เกินเยียวยา
“หม่อมฉันมิได้ดื้อรั้น เพียงแต่ไม่ต้องการแต่งกับบุรุษที่ไม่ได้รัก อีกทั้งเขาเองก็ไม่ได้มีใจกับหม่อมฉัน อย่านึกว่าหม่อมฉันโง่งมเลยเพคะ เขาอับอายเสียด้วยซ้ำไปที่มีคู่หมั้นเป็นองค์หญิงผู้ไม่เคยสนใจขนบธรรมเนียมอะไรสักอย่างเดียว”
“เช่นนั้นเจ้าก็ควรปรับปรุงตัวให้สมกับเป็นองค์หญิง”
“เรื่องอะไรที่หม่อมฉันจำต้องปรับตัวเพื่อบุรุษที่ไม่ได้รักเล่าเพคะ”
“อย่างน้อยก็ควรปรับปรุงตัวเพื่อไม่เป็นการฉีกหน้าข้า
ข้าเป็นฮ่องเต้แล้ว ปกครองแผ่นดิน ใครๆ ต่างก็ยอมสยบเคารพ นบนอบ มีเพียงเจ้าคนเดียวที่ข้าไม่อาจควบคุมได้”ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหเดือดดาล อยากจับน้องสาวผู้หยิ่งผยองไปขังจนกว่าจะเชื่อฟังเขา
“เฟยฮุ่ย เหตุใดเจ้าจึงต้องทำเช่นนี้?”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางวางถ้วยชาที่กำลังจะยกขึ้นมาจิบกระแทกกลับคืนลงบนโต๊ะเสียงดัง จนน้ำชาได้กระฉอกออกมาข้างนอกถ้วย
“หม่อมฉันทำอะไรกัน เช่นนั้นหรือเพคะเสด็จพี่?”
องค์หญิงเฟยฮุ่ยกล่าวถามต่อไป พร้อมพยายามวางสีหน้าของตนเอาไว้ให้ดูเป็นปกติมากที่สุดเท่าที่นางจะกระทำได้
เสียงจุมพิตอันดุเดือดแต่ก็เจือไปด้วยความอ่อนหวานเว้าวอนมากเกินไปกว่าสิบส่วนด้วยกันนั้น ทำเอาร่างเล็กของหลินหลานฮัวรู้สึกราวกับว่านางได้ล่องลอยไปมาอยู่บนอากาศริมฝีปากหยักเนียนนุ่มของบุรุษผู้ที่ทำการจูบไล้ปลอบประโลมนางอยู่นี้ก็ทำเอาหลินหลานฮัวถึงกับสะท้านไหวช่อบุปผารักของนางถูกปลายลิ้นตวัดปัดป่ายไปมาด้วยลีลาอันช่ำชองและร้ายเหลือจนหยาดน้ำรักของนางได้แตกกระจายออกมาคราแล้วคราเล่าอยู่มิหยุดจวบจนกระทั่งร่างเล็กได้รับการเติมเต็มเข้าไปอย่างช้าๆ หลินหลานฮัวก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อย จนแทบจะสร่างเมาไปได้เลยทีเดียว“อ๊ะ” หลินหลานฮัวอุทานขึ้นด้วยความตกใจพร้อมทั้งกำลังจะเปล่งเสียงร้องกรี๊ดออกมาในตอนท้าย แต่ทว่านางกลับถูกองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงผู้นี้ก้มใบหน้าลงมาจุมพิตดูดซับเสียงร้องของนางเอาไว้ หลินหลานฮัวจึงทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักอยู่ในลำคอได้เพียงเท่านั้น“ฝ่าบาทเหตุใดกันจึงทรงทำเช่นนี้ หม่อมฉันรังเกียจฝ่าบาทมากแล้วจริงๆ คนใจกล้าหน้าด้าน หน้ามิอายนัก” หลินหลานฮัวอดที่จะก่นด่าองค์ฮ่องเต้ผู้นี้ออกมาด้วยความหัวเสียมิได้แล้ว มาถึงซินซิ่วได้มิทันไรเขาก็แอบลอบมาจับกินนางอีกคราแล้ว
เพี๊ยะ เสียงของฝ่ามือที่ฟาดกระทบเข้ากับใบหน้าได้ดังขึ้นองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจึงหยุดการกระทำนั้นลงได้“เจ้าตบข้ามาอีกสิอาฮัว หากตบข้าแล้ว มันทำให้เจ้ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เจ้าก็ตบข้ามาได้อีกเลย”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวคำท้า ซึ่งหลินหลานฮัวเองก็ได้ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทั้งซ้ายและขวานับได้เป็นสิบครั้งเลยทีเดียว จนฝ่ามือเล็กของนางบวมแดงและมีหยาดเลือดที่ไหลซึมออกมาตรงมุมปากขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงติดมาด้วย“เจ็บมากหรือไม่ฮัวฮัวของข้า ฝ่ามือเจ้าแดงไปหมดแล้วเห็นหรือไม่นั่น หากเจ้าอยากทำร้ายตบตีข้า มิเห็นต้องน่าลงมือลงแรงเอาเช่นนี้เลย เพียงเจ้าสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็ยินยอมพร้อมใจที่จะตบหน้าตัวเองให้กับเจ้าแล้ว หรือหากเจ้าอยากโบยข้าเพียงสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็พร้อมให้เหล่าองครักษ์ที่ติดตามข้ามาด้วยนั้นโบยข้าแทนเจ้าแล้ว”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงว่าพลางจับมือเล็กของหลินหลานฮัวขึ้นมาเป่าลมเข้าไปที่ฝ่ามือเล็กนั้นแผ่วเบา“โบยหรือ เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน อยากจะรู้นักว่าองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นชวี่มีความแข็งแรงมากมายเพียงใด จะอดทนต่อการ
“แต่เจ้าจะปล่อยให้อานเอ๋อร์ของเราขาดพ่อไปมิได้นะอาฮัว ชีวิตของเขาต้องมีพ่ออยู่ด้วย จึงจะถือได้ว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจ้องมองไปที่ใบหน้างามของหลินหลานฮัวด้วยความคิดถึง มิพบเจอกันไปเพียงสามปีแต่นางกลับดูสวยสดงามสะพรั่งมากกว่าเมื่อคราที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์ในวังต้องห้ามเสียอีก อีกทั้งกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กนี้ทำให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเกิดอาการคลั่งไคล้นางขึ้นมาจนอยากจะจับร่างเล็กนี่กลืนกินลงไปจนหมดทั้งตัวอีกคราแล้ว“อานเอ๋อร์อยู่กับหม่อมฉันมาสามปีเต็ม เขามิเคยถามถึงบิดาเลยสักครั้ง แล้วจะบอกว่าเขาต้องการบิดาได้อย่างไร ฝ่าบาททรงสนทนาอยู่ที่บ้านของหม่อมฉันนานแล้วทรงเสด็จกลับไปเถิดเพคะ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของหม่อมฉันกับลูก ขอฝ่าบาทได้โปรดอย่ามากวนใจพวกเราอีกต่อไปเลย” หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงหลังได้ยินภรรยารักกล่าวออกมาดังนั้น จึงได้นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าของสาวงามพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ฮัวฮัว ที่ผ่านมา สามีได้กระทำผิดต่อเจ้ามากมายนักแต่สามีสำนึกผิดได้มาตั้งเนิ่นนานแล้ว
“นี่ปล่อยนะคุณชาย ท่านทำอะไรท่านแม่ของข้า ท่านมากัดปากท่านแม่ของข้าทำไม?” เด็กชายตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความโกรธขึ้งถึงขั้นใช้กำปั้นเล็กๆ ของเขาทุบตีเข้าไปที่ไหล่ขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอีกคราด้วยนึกห่วงใยมารดาของตนขึ้นมาจับใจนัก“ฮัวฮัว ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอ แล้วนี่ลูกชายของพวกเราใช่หรือไม่ เหตุใดเขาจึงได้มีหน้าตาเหมือนกันกับข้าราวกับแกะเอาเช่นนี้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจะก้มใบหน้าลงมามอบจุมพิตให้กับหลินหลานฮัวอีกคราด้วยความคิดถึง แต่ทว่าหลินหลานฮัวกลับรีบเบือนหน้าหนี พร้อมอุ้มเอาเด็กชายตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขนและเอ่ยขึ้นมาว่า “คุณชายท่านจำคนผิดแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน และขอบคุณที่ท่านช่วยนำตัวบุตรชายของข้ากลับคืนมาส่ง”หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้นก็รีบเดินจากไปในทันทีซึ่งองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็มิได้มีท่าทีกระโตกกระตากแต่อย่างใด พระองค์ทรงสั่งให้คนเฝ้าจับตามองดูหลินหลานฮัวต่อไปอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะได้ติดตามนางไปยังที่พักของนางได้ถูกด้านหลินหลานฮัวเองก็รีบเดินมาหาเสี่ยวเชี่ยนพร้อมสั่งให้เสี่ยวเชี่ยนเก็บข้าวของทุกอย่างกลับบ้านของนางไปในทันที แม้ว่าเสี
“เจ้าตัวเล็กข้าสั้น ส่วนข้าตัวใหญ่ขายาวใช่หรือไม่?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวชวนคุย“ใช่แล้วขอรับ แต่นี่มันเกี่ยวอันใดกับการที่ข้าจะได้กลับไปหาท่านแม่ของข้าด้วยหรือขอรับ?” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย“ก็คนตัวเล็กขาสั้นก็ก้าวเดินได้ช้า ส่วนคนตัวใหญ่ขายาวก็ก้าวเดินได้ไว ข้าอุ้มเจ้าเอาไว้เช่นนี้ถือว่าเป็นการย่นระยะเวลาให้เจ้าได้เจอกับมารดาของเจ้าได้เร็วขึ้น มิดีหรอกหรือ?” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เด็กชายตัวน้อยพลันคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ที่คุณชายกล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว เช่นนั้นอานเอ๋อร์คงต้องรบกวนคุณชายแล้ว แต่อานเอ๋อร์มิได้รบกวนเปล่าหรอกนะขอรับ อานเอ๋อร์จะมอบของตอบแทนน้ำใจของคุณชายในครั้งนี้ด้วย เช่นไรก็ขอได้โปรดจงรับผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เอาไว้ด้วยเถอะนะขอรับ” เด็กชายพูดพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่หลินหลานฮัวเคยใช้ซับเลือดกำเดาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักบุปผารักด้วยกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งออกไปมอบให้กับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอย่างช้าๆ ซึ่งกลิ่นหอมอันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านออกมาจากผ้าเช็ดหน
ทุกครั้งที่หลินหลานฮัวมาวางขายสุราในตลาดแห่งนี้ ผ่านไปมินานเกินครึ่งชั่วยามนางก็มักจะขายได้หมดเสมอ แม้ความงามอันเฉิดฉายของนางจะเป็นอุปสรรคในการค้าขายในแต่ละครั้งเนื่องด้วยจะมีเหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งอ่อนวัยไปจนถึงคราวแก่และเหล่าคนธรรมดาไปจนถึงคุณชายและขุนนางระดับสูงหลายคนมาคอยแทะโลมหรือเกี้ยวพาราสี แต่หลินหลานฮัวก็ยังคงความสงบนิ่งสยบการกระทำอันไม่น่าดูชมของพวกเขาลงไปเสียได้ และเพราะความงามอันเป็นอุปสรรคในการออกมาพบปะพบเจอกับบุคคลภายนอกเอาเช่นนี้ จึงทำให้หลินหลานฮัวยอมก้าวขาออกจากบ้านมาทำการค้าขายเพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้นเองเพื่อเป็นการตัดปัญหาเมื่อจัดวางเรียงไหสุรามากมายลงบนโต๊ะเสร็จสิ้นแล้วหลินหลาฮัวก็พบว่าบุตรชายของนางยังมิกลับมาจากร้านของเล่นอีกทั้งเสี่ยวเชี่ยนเองก็ยังมิกลับมาอีกด้วย จึงอดที่จะร้อนใจขึ้นมาบ้างมิได้แล้วนางพยายามเขย่งปลายเท้าขึ้นกวาดสายตามองหาบุตรชายไปโดยรอบ พร้อมทั้งรอคอยการมาเยือนของเสี่ยวเชี่ยนอยู่อย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่ง“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวเชี่ยนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงดีใจ พร้อมชูถุงเงินอันหนักอึ้งออกไปตรงหน้าของหลินหลานฮัว“เสี่ยวเชี่ยน
หลินหลานฮัวอยากจะตอบกลับองค์ฮ่องเต้ผู้ไร้หัวใจพระองค์นี้ไปเสียเหลือเกินว่า นางมิใช่สัตว์เลี้ยงของผู้ใด นางมิใช่ข้าทาสของผู้ใด แต่นางเป็นคนที่มีเลือดเนื้อมีหัวใจต่างหากเล่าแต่ด้วยการที่ต้องแบกรับชีวิตของผู้คนมากมายในสกุลหลินนี่เอาไว้ หลินหลานฮัวจึงพยายามตั้งสติ สูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ และเอ่ยขึ
“เอาเถอะ ข้าเองก็มิได้อยากจะเสวนาอันใดกับคนสกุลหลินมากมายนักหรอก เห็นแก่ที่เจ้าเดินทางรอนแรมมาไกล ข้าจะให้คนไปส่งเจ้ายังที่พักของเจ้าก็แล้วกันนะ”“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงมีพระเมตตา การเดินทางมาที่วังหลวงในครั้งนี้ ท่านแม่ของหม่อมฉันได้ให้สาวใช้ของหม่อมฉันผู้หนึ่งติดตามมากับหม่อมฉันด้วย มิทราบ
ช่วงเช้าวันที่สิบห้า วสันตฤดู หลินหลานฮัวก็ได้เดินทางมาถึงยังเมืองหลวง บรรยากาศอันคึกคักของผู้คนในยามเช้าวันนี้ยิ่งทำให้นางคิดถึงผู้เป็นมารดาขึ้นมาอย่างจับใจ“คุณหนูจะลงไปเดินเล่นสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?”เสี่ยวเชี่ยนเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตาตื่นใจ ที่เมืองเฉียวฉีเอง แม้จะเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำยานที่ลอยวนอยู่ในกระโจมที่ประทับทำให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงปรือเปลือกพระเนตรขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนพระองค์จะทรงผุดลุกขึ้นมานั่งในทันที“หลินปังหยวนเจ้าคนชั่วช้า สารเลว เจ้าคนถ่อย” น้ำเสียงสบถปนความเจ็บแค้นนั้นแม้จะมิได้เสียงดังมากนักแต่ก็ทำให้มู่กงกงรีบแจ้นเข้ามายืนต่อเบื้อ







