Share

บทที่ 7

Author: ฮว่าฮว่า
เมื่อลู่อีซวงตื่นขึ้นมาจากอาการสลบไสล บาดแผลบนแผ่นหลังเจ็บปวดแสบร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผา

หัวหน้าขันทีหลี่ประคองถ้วยยา ยืนอยู่ข้างเตียง เมื่อเห็นนางฟื้นแล้วก็รีบก้าวเข้ามาประคอง

“แม่นาง ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว” หัวหน้าขันทีหลี่ถอนหายใจพร้อมกับยื่นถ้วยยาให้นาง “เหตุใดเจ้าต้องแข็งข้อกับฝ่าบาทด้วยเล่า? ข้ารับใช้ฝ่าบาทมาหลายปี เพิ่งเคยเห็นฝ่าบาทยืนอยู่หน้าตำหนักครึ่งค่อนคืนหลังลงโทษคนเป็นครั้งแรก”

ลู่อีซวงรับถ้วยยามา น้ำยาอันขมขื่นไหลผ่านลงสู่ลำคอ ทว่ากลับเทียบไม่ได้เลยกับความขมขื่นในใจ

“หัวหน้าขันทีกังวลเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงแผ่ว “ข้ามิเคยบังอาจถือดีกริ้วโกรธฝ่าบาทเลย”

หัวหน้าขันทีหลี่ส่ายหน้า “แม่นางอย่าหาว่าข้าสอดปากเลย ฝ่าบาทแม้อาจจะทรงเข้มงวดกับเจ้าไปเสียหน่อย ทว่าทุกครั้งหลังจากที่ลงโทษเจ้าแล้ว ทรงกลับ...”

เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “เอาเถิด ตอนนั้นบิดาของเจ้าเลือกข้างผิด เจ้าจึงพลอยรับเคราะห์ไปด้วย เมื่อวันหน้าพระชายาสี่เข้าวังแล้ว หากเจ้ายอมอ่อนข้อบ้าง ชีวิตก็คงจะดีขึ้น”

ลู่อีซวงไม่ได้ตอบคำ นางเพียงแค่หยิบถุงเงินออกมาจากใต้หมอนแล้วยัดใส่มือหัวหน้าขันทีหลี่ “ขอบพระคุณหัวหน้าขันทีที่คอยดูแลข้าในช่วงเวลาที่ผ่านมาเจ้าค่ะ”

หัวหน้าขันทีหลี่ชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “แม่นาง นี่เจ้า...”

“น้ำใจเล็กๆน้อยๆ เจ้าค่ะ” ลู่อีซวงฝืนยิ้ม “เชิญหัวหน้าขันทีรับไว้เถิด”

หัวหน้าขันทีหลี่รู้สึกได้ลางๆ ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทว่าสุดท้ายก็ยอมรับถุงเงินไว้

ค่ำคืนนั้น เซวียนหยวนอี้พลันมีพระบรมราชโองการรับสั่งให้นางเข้าถวายตัว

ลู่อีซวงคุกเข่าอยู่หน้าเตียงบรรทมมังกร น้ำเสียงสั่นเครือแผ่วเบา “ฝ่าบาท บาดแผลบนร่างกายของหม่อมฉันยังมิหายดี เกรงว่าจะทำให้พระเนตรต้องระคาย...”

“ถอด” เซวียนหยวนอี้เอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา แววตาโหดเหี้ยมดุดัน

ลู่อีซวงเม้มริมฝีปากแน่น

วันพรุ่งก็จะจากไปแล้ว นางไม่อยากจะรองรับการทรมานจากเขาในคืนสุดท้ายนี้อีก

ทว่าหากขัดพระบรมราชโองการ เกรงว่าจะเกิดเรื่องราวยุ่งยากซับซ้อนตามมา

ปลายนิ้วอันสั่นเทาของนางปลดสายรัดเอวเตรียมจะปลดเสื้อผ้าออกอย่างยินยอมพร้อมตาย ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบดังแว่วมาจากนอกตำหนัก

“ฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” องครักษ์นายหนึ่งวิ่งลนลานเข้ามา “พระชายาสี่ทรงต้องพิษ! หมอหลวงทูลว่าต้องใช้บัวหิมะพันปีจากคลังหลวงเพื่อยื้อชีวิต มิเช่นนั้น... มิเช่นนั้นคงอยู่ได้อีกไม่นานพ่ะย่ะค่ะ...”

เซวียนหยวนอี้ลุกผุดขึ้นยืนฉับพลัน ในดวงตานั้นแวบประกายความตื่นตระหนกออกมาวาบหนึ่ง

เขาเผลอมองบาดแผลบนแผ่นหลังของลู่อีซวงโดยสัญชาตญาณ ก่อนกล่าวเสียงเย็นว่า “กลับไปรักษาแผลเสีย คืนพรุ่งค่อยมาใหม่”

“เพคะ หม่อมฉันน้อมรับพระบรมราชโองการ”

ลู่อีซวงก้มหน้ารับคำ ทว่าในใจกลับถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ไม่มีคืนพรุ่งอีกต่อไปแล้ว

เมื่อกลับมาถึงเรือนพัก นางก็รีบเก็บสัมภาระอันเรียบง่ายอย่างรวดเร็ว

ยามฟ้าสาง เสียงเคาะหน้าต่างเบาๆ ก็ดังขึ้น

“ได้เวลาแล้ว” เสียงของเย่อิ่นดังลอยมาจากนอกหน้าต่าง

ลู่อีซวงเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบเรียบง่าย ก่อนจะผลักหน้าต่างออก

เย่อิ่นพลิกตัวกระโดดเข้ามาอย่างแคล่วคล่อง ยื่นหน้ากากหนังมนุษย์ให้นาง “สวมสิ่งนี้ไว้”

ยามที่หน้ากากแนบติดกับใบหน้า นางก็กลายร่างเป็นหญิงชาวบ้านหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งในทันที

เย่อิ่นโอบรัดเอวของนางเอาไว้ แล้วเอ่ยเสียงเบา “กอดข้าไว้ให้แน่น”

ทั้งสองข้ามกำแพงวังหลวงไปราวกับภูตผีโผบิน

ด้านหลัง เรือนเล็กที่ลู่อีซวงเคยอาศัยอยู่ถูกเปลวไฟโหมลุกไหม้อย่างรุนแรง ภายในนั้นมีศพของสตรีที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกับนางนอนสงบนิ่งอยู่

แสงเพลิงสาดส่องท้องฟ้าจนกลายเป็นสีแดงไปครึ่งซีก ลู่อีซวงเหลียวหลังกลับไปมองวังหลวงที่เคยจองจำนางไว้ถึงสามปีเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นจึงลับหายไปในสายหมอกยามเช้าโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย

นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ในวังหลวงแห่งนี้ จะไม่มีคนชื่อลู่อีซวงอยู่อีกต่อไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 23

    หลังจากสั่งคนไว้คอยติดตามลู่อีซวงตลอดเวลาแล้ว เซวียนหยวนอี้ก็กลับวังหลวงไปจัดการราชกิจไม่ว่าลู่อีซวงจะเดินทางไปที่ใด หลังจัดการราชกิจเสร็จ เซวียนหยวนอี้ก็มักจะตามพวกเขาไปในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเสมอตราบใดที่นางไม่รู้ตัวก็พอเย่ยิ่นจับมือลู่อีซวงไว้ แม้ในใจจะหงุดหงิด แต่ก็จนปัญญาแม้เขาจะเป็นมือสังหารอันดับหนึ่งแห่งทำเนียบ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานองครักษ์เงาและนักสังหารของเซวียนหยวนอี้ที่มีไม่รู้จบยิ่งไปกว่านั้น หากสังหารผู้บริสุทธิ์มากเกินไปจนอีซวงพบเข้า นางย่อมต้องโกรธเคืองเป็นแน่เขาไม่อยากทำให้นางต้องโกรธด้วยเหตุนี้ เย่อิ่นจึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น แทบอยากจะสิงสถิตอยู่ข้างกายลู่อีซวงตลอดเวลาโดยไม่ยอมห่างแม้แต่ก้าวเดียวเวลาล่วงเลยไปห้าปี อันอันได้เติบโตกลายเป็นเด็กหนุ่มผู้แสนรู้ความในวันงานเลี้ยงวันเกิด เย่อันอุ้มกล่องใบหนึ่งเดินเข้ามาหาลู่อีซวง แม้ปกติเขาจะมีนิสัยสุขุมเยือกเย็น แต่ยามนี้กลับมีความลนลานอยู่บ้าง"ท่านแม่ ของขวัญวันเกิดชิ้นนี้ ข้ารับไว้ได้หรือไม่ขอรับ?"ลู่อีซวงไม่เข้าใจความหมาย จึงเปิดกล่องไม้จันทน์ทองที่ดูเรียบง่ายทว่าหรูหราออก ตราประทับหยกสื

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 22

    เมื่อเห็นเด็กน้อย หัวหน้าขันทีหลี่ก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนคอยหยอกล้อและกล่อมอันอันแปลกดีแท้ อันอันทำราวกับว่าเกลียดชังแค่เซวียนหยวนอี้เพียงคนเดียว ขอแค่ได้เห็นหน้าเขาเมื่อไหร่ ก็จะเบะปากร้องไห้โฮทันทีตลอดทั้งวัน อันอันร้องไห้อยู่หลายครั้งลู่อีซวงรู้สึกหงุดหงิดใจ ทว่าในหัวได้เริ่มวางแผนที่จะไปจากที่นี่แล้ว"เย่อิ่น ในเมื่อพวกเขาชอบที่นี่นัก งั้นก็ยกที่นี่ให้พวกเขาไปเถิด ต่อไปพวกเราสามคนพ่อแม่ลูกไปเที่ยวชมป่าเขาหยุดพักผ่อนตามใจชอบกันดีกว่า""ได้ ทุกอย่างตามใจเจ้า" เย่อิ่นแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยใส่ใจว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ใดสำหรับเขาแล้ว ที่ไหนก็เหมือนกันหมด เว้นเสียแต่สถานที่ที่มีลู่อีซวงอยู่นั้นแตกต่างออกไป ที่ใดมีลู่อีซวง ที่นั่นก็คือบ้านของเขาเย่อิ่นลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วมาก เพียงครู่เดียวก็เก็บสัมภาระที่จะนำติดตัวไปเสร็จเรียบร้อย พร้อมที่จะเดินทางออกไปได้ทุกเมื่อทว่า ครอบครัวสามคนของพวกเขาเพิ่งจะเดินทางมาถึงจุดพักแห่งใหม่ ก็กลับต้องเผชิญหน้ากับเซวียนหยวนอี้เข้าอีกครั้งคิ้วของลู่อีซวงขมวดมุ่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม นางทนไม่ไหวจริงๆ จนต้องก้าวเท้าเดินเข้าไปหา"เซวียนหยวนอี้ ฝ่า

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 21

    คำพูดของเขาพูดยังไม่ทันจบ เย่อิ่นที่มีใบหน้าดำมืดกะทันหัน ก็ชกหมัดใส่ใบหน้าของเซวียนหยวนอี้เต็มแรงฝีมือของเขาทั้งคล่องแคล่วและปราดเปรียว แม้เซวียนหยวนอี้จะผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีและเคยผ่านสมรภูมิรบ แต่สุดท้ายก็ยังเทียบไม่ได้กับมือสังหารอันดับหนึ่งที่ผ่านการฆ่าฟันฝ่าดงคนมานับไม่ถ้วนหมัดของเย่อิ่นทุกหมัดหนักหน่วงถึงเนื้อถึงตัว ทุกกระบวนท่ามุ่งโจมตีจุดตายของเซวียนหยวนอี้ ราวกับอยากสังหารเขาตรงนั้นเสียเดี๋ยวนี้มือสังหารไม่เคยสนใจว่าจะใช้วิธีสังหารที่อำมหิตเพียงใด การลอบโจมตีด้วยอาวุธลับก็ยิ่งใช้ได้ทุกเล่ห์เหลี่ยมทว่าเซวียนหยวนอี้ก็เป็นฮ่องเต้ องครักษ์เงาจำนวนนับไม่ถ้วนโผล่ออกมาล้อมรอบเข้าโจมตีเย่อิ่นไม่ขาดสาย ต่างรับมือตามกระบวนท่าเพื่อปกป้องเซวียนหยวนอี้เข็มเงินอาบยาพิษหลายเล่มพุ่งตรงไปยังเซวียนหยวนอี้ องครักษ์เงานายหนึ่งยอมสละชีวิตเอาตัวเข้าบังไว้เมื่อเห็นว่าวิชาหมัดมวยทั่วไปมิอาจสังหารเซวียนหยวนอี้ได้ การโจมตีของเหล่าองครักษ์เงาก็ยิ่งดุเดือดขึ้นแววตาของเย่อิ่นฉายแววเด็ดขาด เขากำลังจะใช้ท่าสังหารสุดท้ายโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด หวังจะลากเซวียนหยวนอี้ไปตายด้วยกัน เพื่อแลกกับอิสรภาพ

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 20

    หลังจากทั้งสองเก็บโรงเตี๊ยมจนเรียบร้อย ก็ปิดร้านก่อนเวลาแล้วกลับบ้านแต่ภายในลานเรือนที่เต็มไปด้วยกลีบดอกไม้ร่วง ชายรูปงามสง่า สีหน้าเย็นชาคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กน้อยที่ร้องไห้จ้า ท่าทางอุ้มเด็กของเขาไม่คล่องเอาเสียเลย ดูเก้งก้างจนน่าขันเด็กน้อยหน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตา แต่ร้องไห้ไม่หยุดทันทีที่เห็นเซวียนหยวนอี้ ลู่อีซวงก็รู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าซีดขาวและตัวสั่นอย่างห้ามไม่อยู่เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? แถมยังอุ้มลูกชายของนางอีก!นางหวาดผวาจนอยากจะคว้าลูกชายแล้ววิ่งหนีไปเดี๋ยวนั้น“เหยาเหนียง เจ้าไหวไหม?” เย่อิ่นถามด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง และประคองนางอย่างอ่อนโยน ก่อนจับมือนางเดินเข้าไปในลานเรือนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น"ใต้เท้าท่านนี้ พอจะวางลูกของข้ากับเหยาเหนียงลงได้หรือไม่ เขาร้องไห้หนักมาก และปกติก็ไม่ชอบให้คนแปลกหน้าอุ้มด้วย"ลู่อีซวงเองก็พยายามสะกดหัวใจที่เต้นแรง ก่อนเปลี่ยนน้ำเสียงแล้วเอ่ยขึ้น “ใช่แล้ว อันอันขี้กลัวคนแปลกหน้า หากร้องต่อไปแบบนี้คอจะเสียเอาได้ ใต้เท้าโปรดคืนลูกให้ข้าเถอะ”“หึ… กลัวคนแปลกหน้าหรือ?” เซวียนหยวนอี้หัวเราะเยาะเบาๆ แม้ในใจจะเดือดด

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 19

    พอคำพูดนี้หลุดออกมา ลู่อีซวงก็หายใจสะดุด น้ำตาเอ่อจนภาพตรงหน้าพร่ามัว ทั้งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว"เย่อิ่น ข้าไม่อยากถูกจับตัวกลับไป ไม่อยากถูกทรมานอีกแล้ว"แม้เวลาจะผ่านไปสามปีแล้ว ทว่าประสบการณ์ในวังหลวงยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำของนาง ไม่อาจลบเลือนได้วันนั้น นางกับเย่อิ่นหนีออกจากวังหลวง ระหว่างทางต้องหลบซ่อนตัวตลอดเวลา เปลี่ยนหน้ากากปลอมใบหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะหนีห่างเมืองหลวงได้สำเร็จก็แสนยากลำบากจนกระทั่งถึงวินาทีนี้ ลู่อีซวงจึงเพิ่งตระหนักถึงความหวาดหวั่นและความสับสนที่อัดแน่นอยู่ในใจแม้นางจะเป็นบุตรสาวอนุที่ไม่ได้รับความโปรดปราน ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ใช้ชีวิตเพียงลำพังภายนอกหลังจากผ่านพิธีสวมปิ่นได้ไม่นาน นางก็ถูกส่งเข้าวัง แม้จะทำเรื่องรับใช้คนอื่นและได้รับบาดเจ็บบ่อยครั้ง แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องแม้นางจะได้อิสรภาพคืนมา แต่นางกลับไม่มีที่ให้ไปอีกแล้วด้วยเหตุนี้ ลู่อีซวงจึงทำได้เพียงหน้าด้านหน้าทนเกาะติดเย่อิ่นไว้ กอดเขาไว้ไม่ยอมปล่อยมือ ไม่ว่าเขาจะเดินไปทางไหนนางก็เดินตามไปทางนั้นอาจเป็นเพราะในระหว่างทางที่ห

  • บุปผาสะพรั่งแต่ใจยังค้างคา   บทที่ 18

    พริบตาเดียว เวลาผ่านไปสามปีแล้วลู่อีซวงเปิดกิจการโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งอยู่ที่ชายแดนชายตีเหล็กรูปร่างกำยำผิวคล้ำ โยนเศษเงินก้อนหนึ่งให้เด็กบริการ "เหมือนเดิม สุราชิงฮวาเหนียงมาสามกา เมียข้าที่บ้านชอบดื่ม"เหล่าชายหญิงที่นั่งดื่มสุราอยู่ชั้นล่าง ต่างพูดคุยหยอกล้อกันอย่างเป็นกันเอง"เหยาเหนียง สามีเจ้าไปคุ้มกันสินค้ายังไม่กลับมาอีกหรือ? นี่มันกี่วันกี่คืนแล้ว? เกือบจะผ่านไปเดือนหนึ่งแล้วมั้ง? เขายังไม่กลับมาอีก หรือว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรข้างนอกหรือเปล่า?""ถ้าให้ข้าพูดนะ เจ้าออกจะผิวพรรณผุดผ่องมีน้ำมีนวล หน้าตาแม้จะไม่ถึงกับงดงามล่มเมือง แต่ถ้าจะหาสามีดีๆ ใช้ชีวิตอย่างสงบก็มีให้เลือกมากมาย สามีเจ้าไม่อยู่ข้างกายตลอดทั้งปี เจ้าจะไม่ลองพิจารณาแต่งงานใหม่จริงหรือ?""นั่นสิ เกิดเขาเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ เจ้าจะได้มีคนให้พึ่งพา อาศัย ชายแดนแบบนี้ ดีกว่าต้องมาทนเป็นแม่ม่ายทั้งเป็นแบบนี้"ผู้คนต่างพากันหยอกล้อกัน ทว่าคำพูดเหล่านั้นก็มาจากใจจริงของพวกเขาหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตรงกลางเป็นแม่สื่อ นางมานั่งดื่มสุราที่นี่อยู่หลายวันแล้ว เพียงเพราะขุนนางข้าหลวงคนหนึ่งเกิดถูกตาต้องใจเหยาเหนียงหรือก็ค

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status