Mag-log inเสี่ยวจูเดินตามหลังคุณหนูของตนมาติดๆ จนกระทั่งชางฉีแอบลอบใช้วิชาตัวเบาโผทะยานขึ้นสู่ปลายยอดไม้เพื่ออาบแดด ด้วยไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาผู้ใดอีก เสี่ยวจูก็พลันตกตะลึงอ้าปากค้างขึ้นมาในทันที
"คุณหนูเจ้าคะ!!" เสี่ยวจูร้องขึ้นด้วยความตกใจมือเล็กทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาปิดปากเอาไว้ด้วยคาดไม่ถึง
"เสี่ยวจูเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า รีบกลับไปที่จุดพักรถม้า ซื้อน้ำและอาหารไปให้ติงเกอ เหอจิ้งและข้าด้วย"
ชางฉีเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสดใสพร้อมทั้งยกมือขึ้นโบกไปมาหวังให้เสี่ยวจูได้สบายใจ แต่นอกจากบ่าวรับใช้ของตนจะยังคงอ้าปากค้างราวคนกรามแข็งหุบไม่ลงแล้ว ยังเอาแต่จ้องมองไปที่ด้านหลังของชางฉีด้วย
"ข้าบอกให้ไปอย่างไรเล่า"
ชางฉีกล่าวย้ำขึ้นมาอีกรอบพร้อมทั้งเม้มริมฝีปากนิดๆอย่างนึก
ขัดใจได้ยินดังนั้นเสี่ยวจูจึงจำต้องล่าถอยไปอย่างไม่มีทางเลี่ยงในขณะที่ชางฉีได้หันเสี้ยวหน้ามองมายังด้านหลัง นางก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ
เมื่อพบเจอเข้ากับบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่รูปร่างสูงใหญ่กำยำเป็นอย่างมากหากเทียบขนาดตัวกันระหว่างบุรุษหนุ่มผู้นี้กับติงเกอและเหอจิ้งแล้วเขาสูงกว่าสองคนนั้นได้ราวครึ่งศอก (ยี่สิบห้าเซนติเมตร) ได้กระมัง
ด้วยความเป็นคนมารยาทดี ชางฉีจึงทำได้เพียงระบายรอยยิ้มอบอุ่นให้ประดับอยู่บนใบหน้าและเอ่ยออกไปว่า
"อรุณสวัสดิ์ยามเช้าเจ้าค่ะ"
แต่นอกจากบุรุษตรงหน้าจะไม่เอ่ยทักทายนางกลับคืนมาแล้ว
ยังยืนนิ่งเสียจนน่าใจหาย ร่างกายของเขาราวกับถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงราวคนตกใจแทบสิ้นสติชางฉีเองรู้สึกแปลกใจเป็นอันมาก 'หรือว่าชายหนุ่มผู้นี้จะถูกพิษร้ายแรงอันใดทำร้ายเขามาหรือไม่นะ!?' ชางฉีคิดขึ้นอย่างตื่นตระหนก
พร้อมกันกับที่นางได้ก้าวขาของตนเข้าไปใกล้เขามากขึ้นอีก
จนทั้งคู่ยืนห่างกันไม่ถึงหนึ่งชุ่นแล้วในยามนี้ไวเท่าความคิดชางฉีได้ใช้ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือของตนแนบไปที่หน้าอกข้างซ้ายของเขาพร้อมทั้งเขย่งปลายเท้าขึ้นไปอีกด้วยความพยายาม
ตั้งอกตั้งใจฟังเสียงหัวใจเขาอย่างเต็มที่พลันนางก็ต้องเบิกตาโตกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าเสียง
จังหวะการเต้นของหัวใจบุรุษผู้นี้เต้นเสียงกระหน่ำดังราวกลองศึก
"ท่านไม่สบายหรอกหรือเจ้าคะ?"
ชางฉีเงยหน้าช้อนสายตาขึ้นมองดูบุรุษตรงหน้าด้วยความห่วงใย
เนิ่นนานนับนาทีบุรุษผู้นั้นจึงตอบกลับมาว่า "ข้าสบายดี"
"จริงนะเจ้าคะ?" ชางฉีถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
"ไม่เชื่อเจ้าลองตรวจดูร่างกายของข้าสิ"
เขาเอ่ยออกมาน้ำเสียงสั่นไหว ทำเอาองครักษ์เงาฝีมือดีที่ติดตามเขามาด้วยต้องแทบพลัดตกลงจากบนต้นไม้
ถึงแม้ว่าท่านอ๋องของเขาจะกล่าวกับแม่นางน้อยผู้นี้เสียงเบาราวกับกระซิบกระซาบเช่นไร แต่ประสาทสัมผัสของผู้ที่ฝึกยุทธมาอย่าง
ยอดเยี่ยมเช่นเขามีหรือถ้อยคำเมื่อครู่จะรอดพ้นโสตประสาทของเขาไปได้ด้วยความห่วงใยอันมาจากน้ำใสใจจริง ชางฉีจึงเอื้อมมือเล็ก
ของตนลงไปตรวจดูชีพจรของบุรุษตรงหน้ารวดเร็วแผ่วเบา ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก และระบายรอยยิ้มหวานออกมาประดับบนใบหน้าเมื่อพบว่าชีพจรของเขาได้เต้นเป็นจังหวะปกติแล้ว"มิทราบแม่นางแซ่อะไร จะเดินทางไปยังที่ใดกันหรือ?"
"ข้าแช่ชาง ชื่อฉี กำลังจะเดินทางไปยังจวนท่านราชครูเหวินเฉียน เมืองหลวงของแคว้นซ่ง แล้วมิทราบท่านมีชื่อแซ่อะไรจะเดินทางไปยังที่ใดกันหรือเจ้าคะ?"
"ข้าแซ่เฉิน ชื่อลู่ กำลังจะ"
บุรุษหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำตอบออกมาได้เพียงเท่านั้น กิ่งไม้
ที่ทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่ก็ส่งเสียงดังลั่นเปรี๊ยะออกมาได้ไม่กี่อึดใจก็หักร่วงลงสู่พื้นดิน
ชางฉีกรีดร้องขึ้นด้วยความตกใจ พร้อมทั้งโผเข้ากอดเฉินลู่เอาไว้เสียจนแนบแน่น ดีที่เฉินลู่คว้าตัวนางมาไว้ได้ทันในอ้อมแขนจึงสามารถ
อุ้มตัวของชางฉีเอาไว้ให้ปลอดภัยจากการโหม่งพื้นพสุธาครั้งนี้ได้ผู้คนโดยรอบที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างหันมามองดูทั้งคู่เป็นตาเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย
"โอ๊ะ!! มีนางฟ้าตกจากสรวงสวรรค์ตอนกลางวันแสกๆ ด้วยหรือนี่?" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นตะลึง
"แล้วพวกเจ้าสองคนขึ้นไปทำอันใดบนต้นไม้นั่น!?"
"หมดที่จะพลอดรักกันแล้วหรืออย่างไร!?"
"หน้าตาก็ดีทั้งคู่มิน่าจะพากันหื่นกระหายมากถึงขนาดนี้เลย!"
เสียงคำถามมากมายดังขึ้นไม่หยุดหย่อนไปทั่วทั้งสารทิศ สุดท้ายแล้วอ๋องน้อยเฉินลู่แห่งหนานจิงจึงใช้วิชาตัวเบาโผทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าพาโฉมงามในอ้อมแขนของตนหลีกหนีจากความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงไปในทันที
"อ่ะนั่น รถม้าของข้าอยู่ตรงนั้นเจ้าค่ะ" ชางฉีพูดพลางชี้นิ้วไปยังรถม้าคันหนึ่งที่จอดรอนางอยู่ยังพื้นเบื้องล่าง
"ท่านช่วยปล่อยข้าลงตรงนี้ก่อนเถิดเจ้าค่ะ หากท่านยังคงอุ้มข้าเอาไว้เช่นนี้ผู้ติดตามมาด้วยทั้งสามคนของข้าอาจจะอกแตกตายเป็นแน่"
ชางฉีเอ่ยขึ้นน้ำเสียงติดตลก ทำเอาเฉินลู่ต้องพลอยเผลอยกยิ้มขึ้นมาด้วยความลืมตัว เขาแอบลอบมองร่างเล็กนั้นเดินไปหาผู้ติดตามของนางด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งเอ่ยกับตนเองขึ้นมา
เสียงเบาว่า
"แล้วพบกันใหม่ในอีกไม่นานนี้นะอาฉี เจ้าคือว่าที่ชายาของข้า ให้ตายข้าก็จะไม่มีวันปล่อยเจ้าให้หลุดมือไปเป็นอันขาด คนอะไรน่ารักเป็นบ้า จนหัวใจของข้าเต้นกระหน่ำไม่หยุดเลย"
ชางฉีใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับทั้งสองสามีอย่างมีความสุข นางเดินทางไปมาหาสู่กันกับเหวินเฉียนอย่างไม่ขาดสาย สัมพันธภาพระหว่างผู้ที่นับถือกันดุจพี่น้องแน่นแฟ้นดังเก่าสามีทั้งสองเองต่างก็มอบความรักและปรนนิบัตินางอย่างถึงใจในแต่ละค่ำคืนอย่างไม่ขาดตกบกพร่องจวบจนกระทั่งวันเปิดภาคเรียนแรกของสถานศึกษาที่เหวินเฉียนทำการก่อสร้างได้เวียนมาถึงชางฉีตื่นนอนขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ นางรีบอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้า อีกทั้งยังช่วยสามีทั้งสองคนอาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามคนจึงร่วมกินอาหารเช้าร่วมกัน ก่อนจะเดินทางด้วยรถม้าคันเดียวกันมุ่งหน้าไปยังสถานศึกษาของเหวินเฉียนต่อในขณะที่กำลังนั่งรถม้าเดินทางไปยังสถานศึกษาอยู่นั้น ชางฉีก็เริ่มล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของตนพร้อมทั้งพยายามเปิดคอเสื้อขึ้นแสร้งทำเป็นมองหาอะไรอยู่ในนั้นไปมาอยู่สักพัก ทำเอาสามีทั้งสองคนของนางถึงกับเริ่มพากันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย“เจ้าเป็นอันใดไปเช่นนั้นหรืออาฉี?” อ๋องน้อยเฉินลู่เอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ทางด้านองค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเองก็จับมือเล็กของชางฉีเอาไว้มั่น และเริ่มแหวกคอเสื้อของชางฉีออกกว้างจนเผยให้เห็นถึ
“การปรนนิบัติสามีมีมากมายหลากหลายรูปแบบและวิธีการนัก” ‘องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงทรงตรัสขึ้นมาสั้นๆ มิขยายความเช่นนี้แล้วจะให้นางเข้าใจในสิ่งที่ตนต้องให้การปรนนิบัติอย่างไรบ้างเช่นนั้นหรือ?’ชางฉีขบคิดขึ้นมาในใจ มิรอให้ชางฉีได้นึกถึงการปรนนิบัติสามีได้นานนัก อ๋องน้อยเฉินลู่ได้อุ้มเอาชางฉีขึ้นมาบนเตียงและกระซิบข้างริมใบหูเล็กแผ่วเบาว่า “อาฉีช่วยปรนนิบัติอาเหลียงเหมือนตอนที่พวกเราอยู่บนรถม้ากันด้วยเถอะนะ”ทำให้ชางฉีจำต้องโน้มใบหน้างดงามหวานซึ้งลงไปอ้าปากเข้าครอบครองแก่นกายขนาดใหญ่ขององค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอาไว้ในอุ้งปากเล็กของนางโดยทันทีเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ช่องทางรักของนางโดนปลายลิ้นร้อนของอ๋องน้อยเฉินลู่ส่งเข้ามาทักทายและโดนเล้าโลมเลียอยู่อย่างนั้นจนน้ำหวานของนางไหลซึมออกมาไม่หยุด“ขย่มข้าลงมาแรงๆเลยอาฉี”องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่น พระองค์เฝ้ารอวันนี้มานานนัก วันที่จะถูกภรรยารักปรนนิบัติพระองค์เช่นนี้ชางฉีได้ยินดังนั้นจึงหันหน้ามามองดูอ๋องน้อยเฉินลู่ด้วยแววตายั่วยวนก่อนจะจับแก่นกายขององค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงมาจ่อเข้าที่ช่องทางรักของตนและเลื่อนตัวลงครอบครองเจ้าสิ
อรุณรุ่งของเช้าวันใหม่ได้มาเยือนอีกครั้ง ขบวนรถม้าได้พากันเดินทางมาถึงยังแคว้นซ่งแล้ว โดยจุดหมายปลายทางของขบวนรถม้าครานี้คือพากันมุ่งหน้ามาที่จวนของเหวินเฉียนก่อนนั่นเองทางด้านเหวินเฉียนเองก็เหมือนจะรับรู้ได้ว่าพวกเขาได้พากันเดินทางมาถึงแคว้นซ่งในวันนี้แล้ว จึงได้เตรียมการต้อนรับพวกเขาเอาไว้อย่างสมเกียรติพร้อมทั้งยังมอบของขวัญอันล้ำค่าและคำอวยพรมากมายให้กับพวกเขาด้วยทั้งสามสามีภรรยาต่างอยู่พูดคุยกันกับเหวินเฉียนมาได้สักพักใหญ่ ทางด้านแม่นมอี้หลัน และคนในขบวนเดินทางต่างได้รับพระบรมราชานุญาตให้แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ตามอัธยาศัยส่วนเสี่ยวจูได้รับมอบหมายให้ไปเก็บข้าวของต่างๆ ของตน และชางฉีออกมาจากเรือนน้อยจวี๋ฮวาให้หมด เพื่อที่จะได้พากันเดินทางไปยังเรือนหอที่ทางองค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงจัดให้คนมาจัดตกแต่งเอาไว้รอคอยการกลับมาของพวกเขาทั้งสามคนเอาไว้อย่างงดงาม ใหญ่โตและโอ่โถงยิ่งแล้วหลังจากนั่งสนทนา จิบชาและพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันไปได้สักพักแล้ว ขบวนรถม้าคันใหม่จากทางพระราชวังก็ได้มาจอดเทียบท่ายังหน้าจวนของเหวินเฉียน ทั้งสามคนจึงพากันกล่าวคำร่ำลาและขอตัวกลับไปพักผ่อนยังเรื
ชางฉีได้ยินดังนั้นแล้วจึงช้อนสายตาขึ้นไปมององค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงราวกับจะขอความคิดเห็นไปในตัว นางหวังว่าเขาจะส่ายศีรษะปฏิเสธอ๋องน้อยเฉินลู่ไปเพื่อที่นางจะได้ไม่ต้องทำอันใดบัดสีบนรถม้านี่ ท่านอ๋องน้อยเฉินลู่มิคิดบ้างหรอกหรือว่าหากคนบังคับรถม้าได้ยินเสียงร้องครวญครางของพวกเขาและนางเข้า แล้วนางจะเอาหน้าไปไว้ ณ ที่ใดกันแต่องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงกลับพยักหน้าลงน้อยๆ เป็นเชิงอนุญาตให้นาง และท่านอ๋องสามารถร่วมรักกันบนรถม้านี้ได้ตามอำเภอใจ ก่อนที่พระองค์จะทรงเปิดผ้าม่านรถม้าออกไปพูดกับคนบังคับรถม้าทั้งสองคนว่า “พวกเจ้าเป็นคนหูหนวกตาบอดใช่หรือไม่ พวกเจ้าจะมิสามารถรับรู้ถึงเหตุการณ์ใด และเสียงใดในรถม้าคันนี้ใช่หรือไม่?” องค์ฮ่องเต้จู้อี้เหลียงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงวางอำนาจ และดุดันเหี้ยมเกรียมเป็นอย่างยิ่ง“กระหม่อมล้วนแต่หูหนวกและเป็นใบ้พ่ะย่ะค่ะ” สารถีทั้งสองคนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นงันงกอย่างพร้อมเพรียงกัน“เช่นนั้นก็ดี หากเรื่องราวครั้งนี้ถูกแพร่ออกไปล่ะก็ข้าจะสั่งประหารชีวิตพวกเจ้าจนเก้าชั่วโคตรเลยทีเดียวเข้าใจหรือไม่?” องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงกล่าวย้ำขึ้นมาอีกครั้ง“รับด้วยเกล้าพะย
เมื่อเช้าวันที่แปดหลังการเข้าหอมาเยือน ชางฉีตื่นนอนตั้งแต่เมื่อยามเช้าตรู่ นางเข้าไปพูดคุยกับบิดาที่จวนหลักหลังใหญ่มาได้นานราวหนึ่งชั่วยามแล้ว พร้อมทั้งบรรดาพี่ชายอีกสามคนก็กำลังนั่งพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับนางด้วยเช่นกัน แต่ละคนต่างก็ให้คำอวยพรให้นางมีความสุขในการใช้ชีวิตคู่ มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินเองก็ได้ให้คำอบรมสั่งสอนชางฉีถึงการใช้ชีวิตคู่ และการดูแลปรนนิบัติเอาใจสามีให้ชางฉีได้รับฟังเช่นเดียวกันก่อนเหล่าบรรดาพี่ชายของชางฉีจะพากันร่ำลาขอกลับจวนของตนไปก่อนแต่ชางฉีกลับยังคิดมิตกในเรื่องของลูกที่อาจจะกำลังมาเกิดในเร็ววันนี้นัก เนื่องด้วยนางมีสามีพร้อมกันทีเดียวถึงสองคนแล้วลูกที่เกิดมาจะรู้สึกมีปมด้อยอันใดหรือไม่นะ เห็นทีว่านางคงต้องได้ตั้งคำถามนี้กับองค์ฮ่องเต้ และท่านอ๋องดูเสียแล้วกระมังหลังจากนั้นมินานนัก อ๋องน้อยเฉินลู่และองค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงจึงได้เข้ามาร่ำลาท่านอัครมหาเสนบดีชางหม่าเวินก่อนจะพากันเดินทางกลับแคว้นซ่งไปขบวนการเดินทางเริ่มออกเดินทางกันในช่วงเช้ายามเฉิน (เวลา 08.00น.) ชางฉีนั่งรถม้ามาด้วยท่าทีที่นิ่งขรึมจนผิด
“ตัวข้าพอจะมีวิชาความรู้ด้านการรักษาบาดแผลมาอยู่บ้าง มิสู้อาฉีลองให้ข้าตรวจดูลักษณะบาดแผลให้บ้างเล่า เพื่อที่ข้าจะได้ให้การรักษาได้” อ๋องน้อยเฉินลู่พูดขึ้นน้ำเสียงจริงจังเคร่งขรึม แต่หากชางฉีสังเกตให้ดีจะพบว่าใบหน้าของผู้พูดนั้นแดงจัดซับสีมากเพียงใด‘มิมีวิธีใดในการขอดูช่องทางรักและช่อบุปผางามของภรรยารักได้ดีเท่ากับวิธีนี้อีกแล้ว’ อ๋องน้อยเฉินลู่นึกขึ้นมาในใจ“ใช่แล้วอาฉี เจ้าเจ็บมากหรือไม่ ให้พวกเราช่วยดูบาดแผลของเจ้าทีเถอะ เผื่อมีอันใดที่พวกเราสามารถช่วยเจ้าได้ พวกเรายินดีขอยอมมอบกายถวายชีวิตให้การช่วยเหลือเจ้าอย่างเต็มที่เลยที่เดียวเชียวล่ะ” องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นเป็นปี่เป็นขลุ่ย“พวกท่านพี่พากันหน้าไม่อายกันหนักมากแล้วนะ รู้ตัวบ้างหรือไม่เจ้าคะ?” ชางฉีพูดขึ้นอย่างเหลืออด“ทีของพวกเรา อาฉียังจับดูได้ ลูบคลำได้ เรายังมิเห็นว่าจะเขินอายเจ้าเลยแม้แต่เพียงนิด แต่ของเจ้ากลับหวงมิอยากจะให้พวกเราดูเช่นนั้นหรือ อาฉีไม่รักพวกเราแล้ว” อ๋องน้อยเฉินลู่แสร้งเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเศร้า“จริงด้วยอาลู่ อาฉีไม่รักพวกเราแล้ว” องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงตรัสขึ้นน้ำเสียงเศร้าสร้อ







