LOGINชางฉีรีบเดินมาที่รถม้าของตน และพยักหน้าลงน้อยๆให้เสี่ยวจูช่วยประคองตนเองขึ้นรถม้า ก่อนจะร้องบอกให้ติงเกอกับเหอจิ้งเดินทางต่อไปได้
สายลมเย็นอันอ่อนโยนพัดเข้ามาในรถม้าอยู่เป็นระยะ กลีบดอกเหมยดอกหนึ่งได้ถูกสายลมพัดเข้ามาข้างในรถม้าตกลงบนตักของชางฉีเข้าพอดี นางจึงให้เสี่ยวจูช่วยประดับดอกเหมยนี้ไว้บนมวยผม
"วันนี้บ่าวสังเกตพบว่าดอกเหมยร่วงหล่นลงมามากกว่าปกติเลยนะเจ้าคะ ราวกับว่ากำลังให้การต้อนรับคุณหนูอยู่อย่างไรอย่างนั้น"
เสี่ยวจูพูดพลางจัดตกแต่งประดับดอกเหมยลงบนมวยผมให้คุณหนูของตนอย่างเบามือ
"ดอกเหมยร่วงโรยโปรยปราย แต่ภายในใจกลับอบอุ่นยิ่ง"
ชางฉีเอ่ยขึ้นยิ้มๆ ใบหน้างามหวานซึ้งมีริ้วสีแดงปรากฏขึ้นจางๆ
"คุณชายผู้นั้นเขาเป็นใครกันหรือเจ้าคะคุณหนู?"
เสี่ยวจูอดถามขึ้นด้วยความสงสัยมิได้
"เขาบอกเขาชื่อเฉินลู่"
ชางฉีตอบไปเพียงเท่านั้น ติงเกอก็ส่งเสียงร้องบอกอยู่ข้างนอก
รถม้าว่าตอนนี้ได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงของแคว้นซ่งแล้ว คาดว่าคงใช้เวลาเดินทางอีกเพียงหนึ่งเค่อก็จะถึงจวนของท่านราชครูเหวินเฉียนแล้วชางฉีได้ยินแล้วจึงส่งเสียงตอบออกไปว่า
"ติงเกอ เหอจิ้ง พวกเจ้าช่วยแวะร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้ข้าด้วยนะ"
"ขอรับคุณหนู" ติงเกอรับคำเสียงเบาด้วยความสงสัย ส่วนเหอจิ้งกลับแอบลอบอมยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
"เจ้ายิ้มอันใดกัน?" ติงเกอเลิกคิ้วถาม
"ก็เจ้ามิคิดบางหรือว่าเหตุใดคุณหนูของเราถึงต้องแวะไปหาซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับใหม่ หากมิใช่เพราะว่า"
เหอจิ้งพูดพลางถูฝ่ามือสองข้างไปมาเบาๆ
"เพราะอันใดกันจงเร่งกล่าวมา?" ติงเกอเค้นเสียงถาม
แต่ก่อนที่เหอจิ้งจะตอบคำถามออกไปนั้น เสี่ยวจูก็ได้เปิดประตู
รถม้าออกมาเสียก่อน และชี้มือชี้ไม้ไปยังร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับอันใหญ่โตตรงหัวมุมถนนพร้อมทั้งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดีใจว่า"คุณหนูเจ้าคะ พวกเราพบเจอเข้ากับร้านขายเสื้อผ้าและ
เครื่องประดับกันแล้วเจ้าค่ะ พวกเจ้ารีบบังคับรถม้าไปจอดที่หน้าร้านนั้นเร็วเข้า" เสี่ยวจูกล่าวกำชับ
เวลาผ่านไปอีกเพียงชั่วอึดใจเดียว รถม้าก็มาจอดเทียบท่าอยู่ตรงหน้าร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับแล้ว
คราวนี้ชางฉีเลือกที่จะใส่หมวกปีกกว้างมีชายผ้าขาวบางยาว
ลงมาปกคลุมใบหน้าด้วยว่าไม่อยากให้ผู้อื่นให้ความสนใจในรูปร่างหน้าตาของตนนักเสี่ยวจูช่วยประคองคุณหนูของนางให้ลงจากรถม้าและเดินตาม
ชางฉีเข้าไปในร้านติดๆวันนี้ทั่วทั้งร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับมีบรรยากาศครึกครื้นมากเป็นพิเศษ ชางฉีได้ยินผู้คนพูดกันไปทั่วว่าใกล้จะถึงเทศกาลโคมไฟของแคว้นซ่งแล้ว เหล่าผู้คนจึงได้พากันมาจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับใหม่เอาไว้ใส่ร่วมงานที่กำลังจะมาถึงนี้
นางเลือกชุดสีฟ้าอ่อนปักลายผีเสื้อชมดอกไม้ พร้อมทั้งรองเท้า
ที่ปักลายเข้าชุดกัน ส่วนเครื่องประดับนางเลือกปิ่นปักผมที่มีลวดลายเมฆมงคลลงสีก้อนเมฆอย่างสวยงามโดดเด่นดึงดูดสายตาหนึ่งอัน และเดิน มุ่งหน้ามายังห้องทดลองเสื้อที่เถ้าแก่ร้านชี้บอกในขณะที่นางกำลังลงมือเปลื้องชุดที่ตนใส่เดินทางมาด้วยในห้องทดลองเสื้ออยู่นั้น บุรุษผู้หนึ่งก็ได้เข้ามายืนอยู่ตรงหน้านางโดยมิได้คาดคิดมาก่อน
"ช่วย"
ชางฉีร้องออกมาได้เพียงเท่านั้น ก็ถูกเขาจับใบหน้าเล็กๆของนาง
เอาไว้มั่น และก้มหน้าลงมาจุมพิตริมฝีปากเล็กของนางเอาไว้โดยทันที
กลิ่นอำพันทะเลที่โชยออกมาจากกายของเขาทำให้ชางฉีรู้สึก
ผ่อนคลายและง่วงงุนขึ้นมาอย่างน่าประหลาด บวกกับความเหนื่อยล้า จากการเดินทางและความตกใจจนเกินขนาด ทำให้ชางฉีเป็นลมล้มพับไปในอ้อมแขนของเขาในทันทีฮ่องเต้จูอี้เหลียงเองก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก แม่นางน้อยผู้นี้เป็นใครกัน นางอ่านภาษาฮั่นไม่ออกหรืออย่างไร จึงได้เข้ามาลองชุดในห้องทดลองเสื้อที่เขียนป้ายกำกับไว้อย่างชัดเจนว่า “องค์จักรพรรดิ”
'หรือว่านางอาจจะเดินทางมาจากที่อื่นกระมัง ดูจากการแต่งกายของนางแล้ว'
หลังจากพระองค์ทรงลอบทอดพระเนตรพิจารณาเรือนร่างอวบอิ่มขาวผ่องที่นอนหนุนตักตนอยู่ด้วยความทรมานใจแล้ว ก็ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นใดนางถึงจะตื่นขึ้นมาได้เสียที จึงตัดสินใจตบลงบนข้างแก้มของชางฉีไปมาเบาๆ และเอ่ยเรียกขึ้นมาว่า "แม่นาง แม่นาง"
ได้ผลครั้งนี้ชางฉีค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนจะผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งรีบดึงชุดที่นางเลือกมาเปลี่ยนด้วยขึ้นมาปิดบังหน้าอกของตนเอาไว้อย่างรวดเร็ว
'ช่างน่าอับอายขายขี้หน้ายิ่งนัก นางใส่เพียงเอี๊ยมตัวเดียวบางๆ
ต่อหน้าบุรุษอื่นที่ไม่ใช่สามีได้อย่างไร?' ชางฉีนึกตำหนิตนเองขึ้นมาในใจพร้อมกับขบริมฝีปากล่างเอาไว้แน่นด้วยนึกโมโหตัวเองนัก"จะ เจ้าเข้ามาอยู่ในห้องที่ข้าทดลองเสื้อได้อย่างไรกัน?"
ชางฉีเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
ณ จวนท่านราชครูเหวินเฉียนบุรุษรูปร่างสูงโปร่ง ท่างท่าสง่างามยิ่งกำลังนั่งจิบชาดอกเหมยอยู่ด้วยอาการนิ่งสงบ เขานั่งนับนิ้วมือไปมาอยู่สักพัก จึงเอ่ยขึ้นมาว่า"อาฟุ เจ้าช่วยจัดเตรียมของว่างขนมหวานและชาขาวผสมน้ำผึ้งไว้สำหรับต้อนรับแขกสามคนของข้าที่กำลังจะมาเยือนในตอนนี้ด้วยนะ""ขอรับคุณชาย" อาฟุพ่อบ้านรุ่นใหญ่วัยชราค้อมกายรับคำสั่งด้วยความนอบน้อมเขาได้ยินคุณชายสั่งความเอาไว้ว่า จะมีดรุณีน้อยรูปงามจากต่างเมืองมาขออาศัยอยู่ภายในจวนเพื่อทำการศึกษาหาวิชาความรู้ในสถานศึกษาของท่านราชครูเหวินเฉียนคุณชายรูปงามของเขาเท่านั้นเองมิใช่หรอกหรือ? แต่เหตุใดคุณชายถึงได้กล่าวว่าจะมีแขกเดินทางมาหาถึงสามคนพร้อมกันในยามนี้ด้วยนะ"ยังไม่รีบไปจัดการอีก" เหวินเฉียนกล่าวกำชับ เขาจึงรีบเดินไปจัดเตรียมของว่างและน้ำชาโดยทันทีเวลาผ่านไปได้ชั่วขณะ อาฟุก็ได้นำของว่างมาจัดเรียงวางไว้จนเต็มโต๊ะ อีกหนึ่งเค่อผ่านไปชาขาวผสมน้ำผึ้งก็ถูกยกมาวางลงบนโต๊ะติดๆ กันเหวินเฉียนทอดสายตามองขนมหวานบนโต๊ะด้วยความพึงพอใจ ของทุกอย่างวันนี้ที่เขาจัดเตรียมเอาไว้ล้วนเป็นของชอบของชางฉีทั้งหมด ไม่ได้พบเจอกันมานานหลายปี ป
"ข้าควรจะถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้าอ่านภาษาฮั่นไม่ออกหรือนี่เป็นห้องทดลองเสื้อสำหรับบุรุษ มิใช่ของสตรีเสียหน่อยแล้วเจ้าเข้ามาได้อย่างไรกัน?" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงถามกลับ"ข้า ข้า" ชางฉีเอ่ยออกมาน้ำเสียงขาดๆหายๆ นางยอมรับว่ามีภาษาฮั่นบางคำที่นางอ่านไม่ออกจริงๆ เนื่องด้วยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางชอบแอบหนีไปฝึกยุทธ์ด้วยความสนุกสนานมากกว่าการนั่งคัดตำราเป็นไหนๆ"เอาเถอะ ข้ายังไม่สามารถออกจากห้องทดลองเสื้อไปในยามนี้ได้ ส่วนเจ้าเองก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว"ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบแต่สายตากลับไม่ได้ละไปจากใบหน้างามหวานซึ้งเลยแม้แต่น้อย"เจ้าหันหลังไปทีสิ" ชางฉีออกคำสั่ง องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเองจึงต้องทำตามโดยไม่มีทางเลี่ยงเวลาผ่านไปได้สักพัก ชางฉีก็ยังแต่งกายไม่เสร็จเสียที เหตุใดเสื้อผ้าของคนแคว้นซ่งจึงได้ดูรัดรูปมากขนาดนี้กันนะ? หน้าอกหน้าใจของนางถูกเนื้อผ้าบีบรัดจนล้นทะลักออกมามากขนาดนี้แล้ว นางจะทำเช่นไรต่อไปดี ให้คนโง่มาวิเคราะห์ก็ยังคิดได้ว่านางมิสามารถใส่ชุดนี้เดินออกไปภายนอกได้จริงๆ"พี่ชายเจ้าคะ" ชางฉีไม่มีทางเลือกแล้วในยามนี้จึงต้องเอ่ยขอร้องบุรุษตรงหน้าขึ้นมา
ชางฉีรีบเดินมาที่รถม้าของตน และพยักหน้าลงน้อยๆให้เสี่ยวจูช่วยประคองตนเองขึ้นรถม้า ก่อนจะร้องบอกให้ติงเกอกับเหอจิ้งเดินทางต่อไปได้สายลมเย็นอันอ่อนโยนพัดเข้ามาในรถม้าอยู่เป็นระยะ กลีบดอกเหมยดอกหนึ่งได้ถูกสายลมพัดเข้ามาข้างในรถม้าตกลงบนตักของชางฉีเข้าพอดี นางจึงให้เสี่ยวจูช่วยประดับดอกเหมยนี้ไว้บนมวยผม"วันนี้บ่าวสังเกตพบว่าดอกเหมยร่วงหล่นลงมามากกว่าปกติเลยนะเจ้าคะ ราวกับว่ากำลังให้การต้อนรับคุณหนูอยู่อย่างไรอย่างนั้น"เสี่ยวจูพูดพลางจัดตกแต่งประดับดอกเหมยลงบนมวยผมให้คุณหนูของตนอย่างเบามือ"ดอกเหมยร่วงโรยโปรยปราย แต่ภายในใจกลับอบอุ่นยิ่ง"ชางฉีเอ่ยขึ้นยิ้มๆ ใบหน้างามหวานซึ้งมีริ้วสีแดงปรากฏขึ้นจางๆ"คุณชายผู้นั้นเขาเป็นใครกันหรือเจ้าคะคุณหนู?"เสี่ยวจูอดถามขึ้นด้วยความสงสัยมิได้"เขาบอกเขาชื่อเฉินลู่"ชางฉีตอบไปเพียงเท่านั้น ติงเกอก็ส่งเสียงร้องบอกอยู่ข้างนอกรถม้าว่าตอนนี้ได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงของแคว้นซ่งแล้ว คาดว่าคงใช้เวลาเดินทางอีกเพียงหนึ่งเค่อก็จะถึงจวนของท่านราชครูเหวินเฉียนแล้วชางฉีได้ยินแล้วจึงส่งเสียงตอบออกไปว่า"ติงเกอ เหอจิ้ง พวกเจ้าช่วยแวะร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
เสี่ยวจูเดินตามหลังคุณหนูของตนมาติดๆ จนกระทั่งชางฉีแอบลอบใช้วิชาตัวเบาโผทะยานขึ้นสู่ปลายยอดไม้เพื่ออาบแดด ด้วยไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาผู้ใดอีก เสี่ยวจูก็พลันตกตะลึงอ้าปากค้างขึ้นมาในทันที"คุณหนูเจ้าคะ!!" เสี่ยวจูร้องขึ้นด้วยความตกใจมือเล็กทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาปิดปากเอาไว้ด้วยคาดไม่ถึง"เสี่ยวจูเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า รีบกลับไปที่จุดพักรถม้า ซื้อน้ำและอาหารไปให้ติงเกอ เหอจิ้งและข้าด้วย" ชางฉีเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสดใสพร้อมทั้งยกมือขึ้นโบกไปมาหวังให้เสี่ยวจูได้สบายใจ แต่นอกจากบ่าวรับใช้ของตนจะยังคงอ้าปากค้างราวคนกรามแข็งหุบไม่ลงแล้ว ยังเอาแต่จ้องมองไปที่ด้านหลังของชางฉีด้วย"ข้าบอกให้ไปอย่างไรเล่า" ชางฉีกล่าวย้ำขึ้นมาอีกรอบพร้อมทั้งเม้มริมฝีปากนิดๆอย่างนึกขัดใจได้ยินดังนั้นเสี่ยวจูจึงจำต้องล่าถอยไปอย่างไม่มีทางเลี่ยงในขณะที่ชางฉีได้หันเสี้ยวหน้ามองมายังด้านหลัง นางก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อพบเจอเข้ากับบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่รูปร่างสูงใหญ่กำยำเป็นอย่างมาก หากเทียบขนาดตัวกันระหว่างบุรุษหนุ่มผู้นี้กับติงเกอและเหอจิ้งแล้วเขาสูงกว่าสองคนนั้นได้ราวครึ่งศอก (ยี่สิบห้าเซนติเมตร) ได้กระ
วันที่แปด เดือนสิบเอ็ด ช่วงคิมหันตฤดู รถม้าคันงามที่บังคับด้วยสารถีร่างโตถึงสองคนด้วยกันกำลังวิ่งเหยาะย่างมาตามทางรถม้าด้วยความสง่าผ่าเผยดอกเหมยสีชมพูสดปลิวร่วงหล่นลงมาจากต้นต้องกระทบหลังคารถม้าอยู่เป็นระยะ ราวกับกำลังเปิดทางต้อนรับโฉมสะคราญอยู่อย่างใจจดใจจ่อ"คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู" เสียงร้องเรียกแผ่วเบาที่ดังขึ้นอยู่ข้างริมใบหูเล็ก ทำให้ชางฉีดรุณีน้อยรูปงามบุตรีขุนนางขั้นหนึ่งท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินแห่งลั่วหลางต้องค่อยๆปรือเปลือกตาจากการหลับใหลตื่นขึ้นมาโดยทันที"มีอันใดกันหรือเสี่ยวจู?" ร่างเล็กเอ่ยถามพร้อมทั้งกระชับเสื้อคลุมที่ปักลายวิหคชมบุปผาของตนให้แน่นขึ้นมาอีก"ตอนนี้เป็นเวลารุ่งเช้าแล้วอากาศดียิ่งนัก บ่าวเลยปลุกคุณหนูให้ตื่นขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าเจ้าค่ะ" เสี่ยวจูบ่าวสาวคนสนิทข้างกายของชางฉีบุตรีรูปงามเพียงหนึ่งเดียวของท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสดใส ทำเอาผู้เป็นนายถึงกับเปิดผ้าม่านรถม้าออกมาดูบรรยากาศภายนอกเช่นเดียวกัน"ติงเกอ เหอจิ้ง จอดรถม้าด้วย ข้าอยากจะลงไปอาบแดดรับความอบอุ่นจากแสงตะวันยามเช้าก่อน แล้วเราค่อยเดินทางไปหาท







