Mag-log inหยางตงลืมตาตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่อ้อมแขนแกร่งกำชับร่างบอบบางเอาไว้ เขาเหม่อมองเพดานหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทุกอย่างเป็นความตั้งใจของตัวเองทั้งสิ้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอาการฮีทของจิ่นไจ๋เพียงอย่างเดียว
“อื้อ” เสียงหวานครางแผ่วในลำคอ เนื้อตัวเมื่อยขบระบมไปทั้งร่าง กว่าคลื่นสวาทของเฮียตงจะจบลงก็ทำเขาร้องจนเสียงแหบแสบลำคอไปหมด
“ตื่นแล้วเหรอ อาตี๋น้อย”
จิ่นไจ๋เบ้หน้ามองเจ้าของดวงตาคมเข้มด้วยความรู้สึกเจ็บใจอยู่ลึก ๆ ที่ถูกเขาจับได้จนเรียกว่า อาตี๋ แบบนี้ นี่มันจงใจแกล้งกันชัด ๆ เขาไม่รู้ว่าจะต้องสนทนาเรื่องไหนก่อนจึงจะคลี่คลายปมในใจ
“โกรธเหรอ?” ชายหนุ่มขยับกายลุกขึ้นเขาจ้องมองเจ้าของดวงหน้างามพยายามคาดเดาว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
“ไม่ถูกสิ ห้าปีก่อนหนูฮีทแล้วก็ดึงเฮียเข้าไปเอี่ยว รู้ไหมว่านั่นน่ะ...”
เฮียตงเอามือลูบหน้าเหมือนคนจนปัญญา เขาไม่อยากบอกคนตรงหน้าว่านั่นเป็นครั้งแรกของตน หลายปีมานี้ชายหนุ่มส่งคนออกไปตามหาเด็กคนนั้นมาตลอด ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะปลอมเป็นหญิงได้แนบเนียนขนาดนี้
“ตอน…ตอนนั้นไจ๋ฮีทครั้งแรก ไม่ได้ตั้งใจนะจ๊ะ” จิ่นไจ๋อ้อมแอ้มตอบ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนผิด ส่วนพันธะที่ผูกไปแล้วก็ไม่อาจถอนคืน
“ไม่ได้ตั้งใจ แต่หนูก็ต้องรับผิดชอบเฮียสิ”
“ตอนนั้นไจ๋เพิ่งสิบแปด จะเอาปัญญาที่ไหนมารับผิดชอบเฮีย ลำพังตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอดเลยจ้ะ”
ทั้งสองคนคุยกันอยู่พักใหญ่ถึงเรื่องราวความเป็นไปในชีวิต จิ่นไจ๋เล่าถึงความจำเป็นที่ต้องปลอมตัวเป็นหญิง ส่วนตันหยางตงก็เล่าว่าเขาจับบุปผาน่าสงสัยหลายรายมาพิสูจน์แต่ก็ไม่อาจทำลายพันธะเดิมที่มีได้
“หมายความว่าเฮียก็ทำแบบ...เมื่อคืนกับคนพวกนั้นเหรอจ๊ะ” คนถามเสียงอ่อยเมื่อรู้ว่าเขาก็ทำแบบเดียวกันกับคนอื่น
“ใครบอกล่ะ แค่ได้กลิ่นก็ส่งบาทาถีบยอดหน้าแล้ว จะให้ทำแบบเมื่อคืนยังไงไหว”
“หมายความว่าที่ผ่านมาเฮีย ไม่เคยแตะคนอื่นเลยเหรอจ๊ะ” จิ่นไจ๋เอียงคอถามอย่างน่ารัก แต่อีกคนหันหน้าหนีไปอีกทางไม่อยากยอมรับ
“รออยู่นี่แป๊บนึง เฮียโทรให้ลูกน้องเตรียมเสื้อผ้ามาให้ใหม่” เขาทำท่าจะลุกขึ้นแต่อีกฝ่ายกลับคว้ามือของเขาไว้
“เฮีย…จะไม่บอกใครใช่ไหมจ๊ะว่าไจ๋เป็นบุปผา”
“หนูเป็นคนของเฮียแล้วนะอาไจ๋”
คำตอบของเขานุ่มนวลชวนคนฟังใจเต้นถี่ บุปผาตัวน้อยเงยหน้าสบตาเขาด้วยแววตาสั่นระริก ขอบตาร้อนผ่าวด้วยความซาบซึ้งตรึงใจ ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกยอมรับอย่างง่ายดายขนาดนี้
ใคร ๆ ต่างก็เล่ากันปากต่อปากว่าเฮียตงเป็นคนโหดร้าย บัดนี้เขากลับได้เห็นแล้วว่าภาพลักษณ์ภายนอก ที่คนอื่นรู้จักอาจไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของตันหยางตง
ยามสายวันเดียวกันนั้นเองชายหนุ่มไปส่งจิ่นไจ๋กลับร้านด้วยรถโฟล์กเต่าสีดำสนิท ซึ่งโดดเด่นที่สุดในย่านนี้ ใคร ๆ ก็รู้ว่ามีเพียงแค่เฮียตงเท่านั้นที่ใช้ จิ่นไจ๋นั่งก้มหน้าไม่กล้ามองตามถนนหนทางเพราะทุกคนในย่านนี้ต่างรู้จักทั้งเขาและเฮียตงเป็นอย่างดี
“จะดึงทำไมนักหนากระโปรงน่ะ สั้นก็ช่างมันปะไรในรถมีแค่เราสองคน”
“แต่ว่า...นี่มันก็สั้นไปไหมจ๊ะเฮีย”
“หึ ทีไม่ใส่อะไรเห็นร้องแบบนี้เลย”
“คนบ้า!” บุปผาหนุ่มหันหน้าหนีมองดูสองข้างทางอย่างในใจลอย เขาหายไปทั้งคืนไม่รู้ว่าจะอธิบายเจ๊ซิ้มยังไง ถ้าบอกความจริงไปแล้วเธอจะรับได้ไหม
“จริงสิ เขียนเบอร์โรงน้ำชาไว้ให้เฮียหน่อย สมุดอยู่ในเก๊ะ” เขาชี้มือไปข้างหน้า จิ่นไจ๋ทำหน้างงว่าเขาจะเอาเบอร์โทรไปทำไม
“เอาไปทำไมจ๊ะ เจ๊ซิ้มยังไม่จ่ายค่าเช่าอีกเหรอ?”
“เอาไว้โทรหาหนูต่างหากล่ะ อาตี๋น้อย”
“เฮีย!!” คนตัวเล็กทำหน้างอนแต่ก็ยอมเปิดเก๊ะเอาสมุดมาเขียนเบอร์โทรศัพท์ร้านให้หวัด ๆ ตั้งใจให้อ่านยากแต่กลับโดนอีกฝ่ายปรามอย่างรู้ทัน
“เขียนดี ๆ ถ้าอ่านไม่ออกจะให้คนมาจับไปขังไว้ในร้านทอง”
“ฮื่อ!” บุปผาหนุ่มคร้านจะเถียงกับเขา เพราะอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ
ชั่วครู่พวกเขาก็มาถึงหน้าร้านน้ำชา ดีที่เป็นช่วงเวลากลางวันผู้คนจึงไม่พลุกพล่านนัก ทว่ากลับมีเจ้าของร่างที่คุ้นเคยกำลังนั่งอยู่หน้ากระโปรงรถ
“นั่นคุณฮั่นนี่จ๊ะ มาทำอะไรแต่เช้า”
“สนิทกันเหรอ” เฮียตงหันมาถามด้วยความสนใจที่เห็นลูกหลานนักการเมืองใหญ่ในย่านคนค้าขายยามค่ำคืนเช่นนี้
“เปล่าจ้ะ คุณเขาเป็นลูกค้าประจำที่ฮวาอี้โหลว”
“อืม” ชายหนุ่มขานรับในลำคอ เขาปลดล็อกประตูรถให้พลางหันไปมองหน้าคนข้างกายที่ยังนั่งนิ่งไม่ขยับ “หนูลงไปสิ”
“อ้าว...” จิ่นไจ๋อ้าปากพะงาบ ๆ นึกว่าเขาจะลงไปเปิดให้ คนงามกระเง้ากระงอดอย่างน่าเอ็นดู “ไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลยจ้ะ”
“เฮียลงไม่ไหว เมื่อคืนเด็กดื้อทำเสียปวดเอว” คนพูดหน้าตาย แต่คนฟังกลับหน้าแดงจนถึงใบหู
“สมน้ำหน้าจ้ะ!”
จิ่นไจ๋ลงจากรถแล้วยืนส่งเฮียตงจนลับสายตา ชั่วครู่คุณฮั่นก็เข้ามาหาพลางมองตามรถโฟล์กคันนั้นอย่างไม่พอใจ ที่ได้เห็นว่าหญิงสาวที่ตนหมายปองเดินลงมาจากรถชายอื่นแต่เช้าตรู่
“อาไจ๋รู้จักเฮียตงด้วยเหรอครับ”
หยางตงลืมตาตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่อ้อมแขนแกร่งกำชับร่างบอบบางเอาไว้ เขาเหม่อมองเพดานหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทุกอย่างเป็นความตั้งใจของตัวเองทั้งสิ้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอาการฮีทของจิ่นไจ๋เพียงอย่างเดียว“อื้อ” เสียงหวานครางแผ่วในลำคอ เนื้อตัวเมื่อยขบระบมไปทั้งร่าง กว่าคลื่นสวาทของเฮียตงจะจบลงก็ทำเขาร้องจนเสียงแหบแสบลำคอไปหมด“ตื่นแล้วเหรอ อาตี๋น้อย”จิ่นไจ๋เบ้หน้ามองเจ้าของดวงตาคมเข้มด้วยความรู้สึกเจ็บใจอยู่ลึก ๆ ที่ถูกเขาจับได้จนเรียกว่า อาตี๋ แบบนี้ นี่มันจงใจแกล้งกันชัด ๆ เขาไม่รู้ว่าจะต้องสนทนาเรื่องไหนก่อนจึงจะคลี่คลายปมในใจ“โกรธเหรอ?” ชายหนุ่มขยับกายลุกขึ้นเขาจ้องมองเจ้าของดวงหน้างามพยายามคาดเดาว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่“ไม่ถูกสิ ห้าปีก่อนหนูฮีทแล้วก็ดึงเฮียเข้าไปเอี่ยว รู้ไหมว่านั่นน่ะ...”เฮียตงเอามือลูบหน้าเหมือนคนจนปัญญา เขาไม่อยากบอกคนตรงหน้าว่านั่นเป็นครั้งแรกของตน หลายปีมานี้ชายหนุ่มส่งคนออกไปตามหาเด็กคนนั้นมาตลอด ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะปลอมเป็นหญิงได้แนบเนียนขนาดนี้“ตอน…ตอนนั้นไจ๋ฮีทครั้งแรก ไม่ได้ตั้งใจนะจ๊ะ” จิ่นไจ๋อ้อมแอ้มตอบ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนผิด ส่วนพันธะ
“อ๊า เฮีย”“หึ!” เฮียตงตาลุกวาวมองเรือนร่างขาวโพลนตาเป็นมัน เนินเนื้อบริเวณหน้าอกนูนขึ้นเล็ก ๆ น่าจะมาจากฮอร์โมนบางอย่างที่ทำให้บุปผาตัวน้อยตรงหน้าเขาดูคล้ายผู้หญิง ชายหนุ่มก้มลงดูยอดอกนุ่มนิ่ม ละเลงลิ้นชิมความหวานจากร่างของอาไจ๋อย่างมูมมาม“อ๊า เฮียอย่าเล่นตรงนั้นจ้ะ อื้อ!”ร่างของจิ่นไจ๋สั่นสะท้าน หัวใจเต้นระรัว ลมหายใจขาดห้วงริมฝีปากร้อนระอุของเฮียตงกำลังครอบครองจุดสั่นไหวของเขา มือใหญ่ล้วงลงไปเบื้องล่างเจอกลุ่มก้อนป่องนูน ก็ยิ้มกริ่มสะโพกนุ่มกำลังแอ่นอ้ารับการปรนเปรอแตกต่างจากปากเล็ก ๆ ที่เอาแต่เอ่ยคำทัดทาน“อาไจ๋พร้อมเป็นของเฮียหรือยัง”“อึก”จิ่นไจ๋ขบเม้มริมฝีปากดวงตาหวานหยาดเยิ้มมองศีรษะทุยที่กำลังพรมจูบไปตามลำตัวของเขาอย่างนึกกระดากอายแต่ร่างกายกลับตอบสนองตามสัญชาตญาณ เรียวขาทั้งสองเกี่ยวสะโพกสอบเข้าหาราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหนีไป‘ร่างกายทรยศ!’บุปผาคนสวยได้แต่ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ สมองของเขาเบลอไปหมด เมื่อลมหายใจอุ่นร้อนรินรดผิวเนื้อเย็นริมฝีปากของมาเฟียหนุ่มขบเม้มผิวเนื้อนุ่มด้วยปลายฟันเบา ๆ ทิ้งรอยจาง ๆ ที่ทำให้ร่างบางสะดุ้งเฮือก“อ๊า… อย่าจ้ะ…” เสียงสั่นเครือหลุดลอดริมฝีปาก
หยางตงเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่ปกติ อาการร้อนวูบวาบแปลบปลาบไปทั้งตัวเช่นนี้ใช่ว่าสุริยาอย่างเขาจะไม่เคยเจอ เพียงแต่ร่างกายกลับไม่สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ เนื่องจากหลวมตัวไปผูกพันธะกับบุปผาคนหนึ่งเข้าตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน…จนถึงบัดนี้เขาก็ยังหาตัวคนผู้นั้นไม่เจอ“อาเชน แวะตึกเจ็ดชั้นข้างหน้า” ชายหนุ่มปลดกระดุมสองเม็ดบนสุดออกอย่างรำคาญ ใบหน้าคมคายหายใจถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาพร่าเลือนเหมือนคนสายตาสั้นมองอะไรไม่ชัด“ไหวไหมครับเฮีย” เชนมือขวาของเขาถามพลางมองกระจกหลังดูอาการของผู้เป็นนายอย่างเป็นห่วง“ไม่ต้องสนใจอั๊ว กลับบ้านไปบอกอาม่าว่า คืนนี้อั๊วมีธุระนอนที่สำนักงาน”“ครับเฮีย”หยางตงตั้งใจหลบเลี่ยงผู้คนเพื่อเอาตัวรอดในสถานการณ์นี้โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า นิสัยของเขาถูกฝ่ายตรงข้ามเดาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง!ตึกเจ็ดชั้นเป็นโรงแรมแห่งเดียวที่ตั้งอยู่หัวมุมถนน หากผ่านมาทางนี้อย่างไรก็ต้องแวะพักที่นี่ แทนที่จะกลับไปพักที่บ้านอย่างแน่นอน“เฮียตง เปิดห้องใช่ไหมครับ” พนักงานต้อนรับวิ่งหน้าตั้งเข้ามารับแขกประจำ“เออ อั๊วขอห้องเดิม”“ครับ เดี๋ยวผมไปส่งนะครับ”“ไม่ต้อง ลื้อมีอะไรก็ไปทำเถอะ” ชายหนุ่มไ
ทางด้านจิ่นไจ๋ที่ถูกเรียกตัวให้ขึ้นแสดงกะทันหัน ก็เกิดอาการประหม่าขึ้นทันใด เวทีนี้ทั้งแสงสีและขนาดยิ่งใหญ่เสียกว่าร้านน้ำชาเล็ก ๆ ของเธอ ผู้ชมเบื้องล่างต่างก็เป็นคนสำคัญในย่านนี้ทั้งสิ้น หากวันนี้เกิดข้อผิดพลาดเห็นทีฮวาอี้โหลวของเธอคงสิ้นชื่อ“เสียงเพลงขึ้นแล้วแสดงเลยอย่าให้ผิดหวัง” ชายชุดดำสวมชุดสูทแบบฝรั่งกล่าวกับเขาก่อนขึ้นเวลา“ค่ะ” บุปผาตัวน้อยพยักหน้าก่อนเดินกรีดกรายขึ้นไปบนเวที“โฮ้ววว”เสียงอุทานดังขึ้นเมื่อเรือนร่างอรชรก้าวขึ้นบนเวที จิ่นไจ๋ในหน้ากากของบุษบานั้นสวมชุดเสื้อแขนยาวแบบกว้าง กับกระโปรงสีสันสดใสผูกช่วงเอวด้วยผ้าสีเดียวกันดูมีทรวงทรง ดวงหน้าหวานโผล่พ้นผ้าคลุมแค่ครึ่งหน้าก็ทำเอาหลายคนตกตะลึง“สวย ๆ อาตง อาบุดซาบาอีสวยมากจริง ๆ”กิมเฮียงชื่นชมบุษบาคนงามไม่หยุดปาก เสียงปรบมือยังคงดังก้องแข่งกับเสียงเพลง ร่างน้อยที่เริ่มกรีดกรายอยู่บนเวทีนั้นงดงามราวกับเทพเซียนจิ้งจอก เย้ายวนแต่ก็มิอาจละสายตาได้ทำได้เพียงดำดิ่งลงไปในห้วงเหวแห่งความสวยงามเท่านั้นในขณะที่ทุกคนกำลังอยู่ในภวังค์นั้น วาริทและรินลดาที่ได้รับสัญญาณจากมารดาจึงหาทางปลีกตัวออกไป“อาม่า ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักค
กิมเฮียงนั่งมองบนเวทีการแสดงที่คนของหลานชายจัดหามาให้ มืออันเหี่ยวย่นวางลงบนหลังมือของหลานชายแผ่วเบา หญิงชราหันมายิ้มตายีพลางเอ่ยขอบคุณเสียงแผ่ว“ขอบใจนาอาตงที่ตามใจอาม่า วันเกิดของคนหนุ่มควรไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงแท้ ๆ แต่ลื้อก็ยังเลือกจัดงานเพื่อให้อาม่ามีความสุข”“เพื่อนผมเต็มงาน อาม่าไม่เห็นเหรอ”“ก็เหง...แต่ลื้อก็สละเวลามาดูแลอั๊ว”“อาม่าสละเวลาทั้งชีวิตดูแลผมได้ เรื่องแค่นี้ทำไมผมจะทำให้ไม่ได้” ชายหนุ่มยิ้มมุมปากให้ผู้มีพระคุณที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากจัดงานอะไรเอิกเกริกขนาดนี้ ทว่าอาม่าแก่ขึ้นทุกวัน เธอมักพูดว่าอยากมีช่วงเวลาดี ๆ กับครอบครัวให้มากจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ดังนั้นงานวันเกิดจึงเปรียบเสมือนฉากหน้าที่พาพ่อและญาติ ๆ มารวมตัวถึงไม่สนิทสนม แต่ทุกคนก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี“พี่วิน แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะคะ” วางมือบนแขนของเขาอย่างตั้งใจแสดงออกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จงใจให้หญิงสาวทั่วทั้งงานเข้าใจว่าเธอคือคู่หมั้นของเขา ทั้งที่สองบ้านยังไม่ได้ส่งมอบสินสอดทองหมั้นแต่อย่างใด ต่างฝ่ายต่างสงวนท่าทีเพื่อกอบโกยผลประโยชน์สูงสุด“สุขสันต์วันเกิดนะครับ”คุณฮั่นโค้งศีรษะให้เป
เหมยฮัวลากถูลู่ถูกังพาพี่ชายเข้าไปในวงล้อมของกลุ่มนักการเมืองของคุณพ่อ คุณฮั่นพยายามแกะมือปลาหมึกของน้องสาวออกแต่ก็ไม่อาจสู้แรงของเธอได้ เหมยฮัวไม่ชอบให้พี่ชายเข้าไปวุ่นวายกับคนค้าขายเหล่านั้น แม้จะไม่พูดออกมาตามตรงทว่าการกระทำของเธอก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากเสวนาด้วย“เหมยฮัว สวยจังเลยลูกสาวเตี่ย” ชายสูงวัยท่าทางภูมิฐานสวมแว่นตาทรงกลมมองมายังลูกสาวคนโปรดด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม“แหม คุณประกิตไม่เก็บอาการเลยนะครับ ลูกสาวสวยขนาดนี้คนคงรุมจีบหัวกระไดไม่แห้งเลยใช่ไหม” หนึ่งในเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทักขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเชิงล้อเลียน“ใครว่าล่ะ ผมกลัวลูกสาวของผมจะไปขืนใจลูกชายใครเข้าเสียมากกว่า” คุณประกิตพูดพลางเหลือบตามองไปยังชัยทัตทีหนึ่ง เหมือนรู้กันว่าอีกไม่นานคงได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน“เตี่ยก็… พูดแบบนี้เหมยเสียหายนะคะ” หญิงสาวทำหน้างอ มองผู้เป็นพ่อด้วยท่าทางไม่จริงจังนัก“คุณประกิตก็พูดเกินไป อาจมีใครสักคนที่ยินยอมพร้อมใจยกลูกชายให้หนูเหมยฮัวก็ได้นะคะ” ลัดดาวัลย์แม่เลี้ยงของเฮียตงกล่าว พลางหันไปหาลูกชายกับลูกสาวของเธอที่นั่งอยู่ข้างกายเธออยากส่งเสริมให้เหมยฮัวได้แต่งกับลูกชายแท้ ๆ ของเธอเอ







