LOGINบทที่ 4: ปลุกเงื่อนอดีตในกองเพลิง
สายฝนกระหน่ำซัดสาดลงมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงฟ้าร้องเปรี้ยงปร้างสลับกับแสงสายฟ้าที่ผ่าลงบนยอดไม้ใหญ่รอบเรือนไม้โบราณ ลมพายุหมุนกรรโชกแรงจนกระเบื้องหลังคาโบราณปลิวว่อน เสียงดนตรีปี่พาทย์โหยหวนดังรัวกระชั้นชิดทวีความถี่บีบคั้นประสาท “กรี๊ดดด! พราว! ลูกพราว!” เสียงพี่บีกรีดร้องแทบขาดใจ ภาพตรงหน้าทำให้ทีมงานและนักแสดงนับสิบชีวิตที่ติดอยู่บนเรือนไม้อยู่ในอาการขวัญผวา ร่างระหงของพราวฟ้าในชุดไทยโบราณเปียกปอนแนบเนื้อ เธอกำลังเยื้องกรายร่ายรำอยู่ตรงขอบระเบียงที่ไร้ราวกั้น แขนเรียวทั้งสองข้างถูกกลุ่มควันสีดำกระชากและดึงดัดท่วงท่าอย่างหักโหม ข้อต่อกระดูกส่งเสียงลั่น กร๊อบ... แกร๊บ... อย่างน่ากลัว ใบหน้าสวยซูบซีดไร้สีเลือด ปากแผลบนนวลแก้มทั้งสองข้างปริแยกออกจนเลือดสดๆ ไหลอาบลงมาผสมปนเปไปกับสายฝน “พราวฟ้า! ตั้งสติไว้ลูก!” ผู้กำกับพยายามจะถลันเข้าไปช่วย แต่เพียงแค่ก้าวเข้าใกล้เขตระเบียง ลมพายุสีดำมืดก็พุ่งกระแทกร่างของเขาลอยกระเด็นกลับมาชนผนังเรือนอย่างแรง! วิญญาณของพิกุลลอยเด่นอยู่เบื้องหลังของพราวฟ้า ใบหน้าเน่าเฟะกึ่งหนึ่งแสยะยิ้มสะใจ เล็บยาวสีดำแหลมคมแทรกเข้าไปในกลุ่มเส้นผมของดาราสาว บังคับให้เธอเชิดหน้าขึ้นรับสายฝน “พวกมึงเห็นหรือยัง! นางเอกพันล้านของพวกมึง... บัดนี้ไม่ต่างจากหุ่นเชิดผีสางที่กำลังจะรำจนกระดูกแตกละเอียด!” เสียงของพิกุลดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของทุกคน “ไม่มีใครช่วยมึงได้อีกแล้วอีพราวผกา! วันนี้มึงต้องรำจนขาดใจตายที่นี่!” พราวฟ้าในนิทราอันทรมานรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งสรรพางค์กาย แต่สติของเธอถูกเงาดำกดทับไว้อย่างมิดชิด เธอทำได้เพียงร้องไห้ในจิตวิญญาณ... คุณภีม... ช่วยพราวด้วย... บรึ้มมมม! เสียงเครื่องยนต์รถสปอร์ตหรูแผดร้องลั่นดังมาจากถนนหน้าค่ายโบราณ รถของภีมภูมิเหยียบเบรกดริฟต์หมุนคว้างเข้ามาจอดสนิทกลางลานดินที่กลายเป็นโคลนตม ชายหนุ่มกระโดดลงจากรถโดยไม่สนใจสายฝนที่สาดซัด เสื้อสูทราคาแพงเปียกชุ่มในพริบตา ดวงตาคมกริบของภีมภูมิต้องรังสีฆาตทันทีที่เงยหน้ามองขึ้นไปบนเรือนไม้ ภาพหญิงสาวอันเป็นที่รักกำลังถูกบังคับให้รำจนเลือดทาแก้มบนขอบระเบียงสูง ทำให้หัวใจของเขาเดือดดาลด้วยความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดที่สั่งสมมานับร้อยปี “พิกุล! หยุดนะ!” ภีมภูมิตะโกนลั่น เสียงของเขาทรงพลังแฝงด้วยกระแสจิตอาคมจนกลบเสียงฟ้าร้อง ชายหนุ่มชัก ‘พระขรรค์เงินโบราณ’ ออกจากฝัก ก้าวสับขาขึ้นบันไดเรือนไทยอย่างรวดเร็ว “คุณภีม! อย่าเข้าไป! แถวนั้นลมมันแรงมาก!” ทีมงานตะโกนเตือน ภีมภูมิไม่ฟังเสียงใคร เขาก้าวข้ามผ่านกลุ่มทีมงานที่นอนขวัญผวาอยู่บนเรือน ตวัดพระขรรค์เงินสลักอักขระกลางอากาศเป็นรูปยันต์เกราะเพชร แสงสีทองสว่างวาบขึ้นบดบังลมพายุสีดำจนแตกพ่ายเปิดทางให้เขาเดินตรงไปที่ระเบียงได้ “มึงมาแล้วรึ... อีขุนศรีวิสาร!” พิกุลตวาดกร้าว “มึงมาช้าไปแล้ว! จิตของมันถูกกูควบคุมไว้หมดแล้ว หากมึงใช้เวทมนตร์ทำลายกู... ร่างและจิตของมันก็จะแตกสลายไปพร้อมกับกู!” ภีมภูมิชะงักเท้า ดวงตาคมกริบฉายแววว้าวุ่น เขารู้ดีว่าพิกุลไม่ได้พูดขู่ แรงอาฆาตที่ผูกติดกับจิตของพราวฟ้าในยามนี้แน่นหนาเกินกว่าจะใช้พลังพุทธคุณหักด้ามพร้าด้วยด้วยขวาน “พิกุล...” ภีมภูมิค่อยๆ ลดพระขรรค์ลงสู้ข้างลำตัว ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก คุกเข่าลงบนพื้นไม้กระดานที่เปียกชุ่ม ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคนในกองถ่าย! “พี่ภีมทำอะไรน่ะ?!” นิกส์ที่เพิ่งวิ่งตามขึ้นมาอุทานเสียงหลง ประธานบริหารหมื่นล้าน ก้มศีรษะลงแนบพื้นไม้กระดานศาลาริมระเบียง กราบลงแทบเท้าวิญญาณพยาบาทและพราวฟ้า “ข้า... ขุนศรีวิสาร ขอไถ่บาปทั้งหมดที่เคยทำไว้กับออเจ้า” น้ำเสียงของภีมภูมิแหบพร่าและเต็มไปด้วยความรวดร้าว “ความเมินเฉยของข้า ความหลงใหลในกิเลสของข้าในอดีตชาติ ที่ทำให้เรื่องทั้งหมดต้องจบลงด้วยกองเพลิงและความตาย... ข้ายอมรับผิดทุกประการ” ร่างของพิกุลชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีเลือดจับจ้องชายหนุ่มที่เคยเป็นชายในดวงใจในอดีตชาติ “หากออเจ้าต้องการเลือดและชีวิตเพื่อล้างแค้น... อย่าเอากับพราวฟ้า เอาชีวิตของข้าไปแทน!” ภีมภูมิเงยหน้าขึ้น สบตาพิกุลอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้ายินดีถวายชีวิตนี้ ให้ศิราภรณ์ดิ้นทองชิ้นนั้นปลดปล่อยออเจ้าจากนรกมงคลมืด!” “พี่ภีม! ไม่ได้นะ!” จู่ๆ เสียงของพราวฟ้าก็ดังแทรกขึ้นมา! อานุภาพแห่งความรักและการสละชีวิตของภีมภูมิ กระตุ้นให้จิตวิญญาณของพราวฟ้าที่ถูกกดทับไว้ตื่นขึ้นมาอย่างอัศจรรย์! พราวฟ้าขบฟันแน่น ฝืนเกร็งกล้ามเนื้อทั้งร่างปฏิกิริยาต่อต้านการจับบังคับรำ มือเรียวที่เคยจีบงอสะบัดหลุดจากการควบคุมของกลุ่มควันดำ! “คุณภีม... อย่าทำแบบนี้...” พราวฟ้าร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด เธอก้าวถอยหลังจากขอบระเบียง ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ ภีมภูมิ “ฉันเป็นคนจุดไฟ... ฉันเป็นคนกรีดหน้าพิกุล... ฉันต้องเป็นคนรับผลกรรมนี้เอง!” ดาราสาวหันไปมองวิญญาณของพิกุลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจ “พิกุล... เธอเอาศิราภรณ์ไปซ่อน เพราะเธอไม่อยากให้เราถอนคำสาป... แต่แท้จริงแล้ว เธอแค่ต้องการให้ใครสักคนยอมรับความจริง และเห็นความทรมานของเธอใช่ไหม?” พิกุลสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ควันสีดำรอบตัวเริ่มปั่นป่วนอย่างหนักหน่วง เมื่อดวงจิตของหล่อนถูกสั่นคลอนด้วยความจริงใจของทั้งสองคน “ศิราภรณ์ชิ้นนั้น... ไม่ได้ถูกซ่อนอยู่ในแม่น้ำ หรือในมิตินรกที่ไหนหรอก” พราวฟ้าหลับตาลง น้ำตาไหลริน “แต่มันถูกซ่อนอยู่ใน ‘หัวใจที่ไหม้เกรียม’ ของเธอเอง... เธอซ่อนมันไว้ในความแค้นที่ไม่มีวันดับ!” วูบ! คำพูดของพราวฟ้าคล้ายกับสายน้ำเย็นฉ่ำที่ชโลมลงบนจิตวิญญาณที่ถูกแผดเผา ทันใดนั้น แสงสีทองสว่างวาบก็ทะลักออกมาจากอกซ้ายของพิกุล! ศิราภรณ์ดิ้นทอง ที่เคยสูญหาย ค่อยๆ ลอยออกมาจากกลางอกของวิญญาณร้าย ปรากฏรูปร่างงดงามลอยอยู่กลางอากาศระหว่างคนทั้งสาม! ภีมภูมิไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ชายหนุ่มแทงพระขรรค์เงินลงบนพื้นไม้กระดาน ท่องพระคาถาถอนอาคมโบราณเสียงดังกระหึ่ม! “อม ถอน มหาถอน ถอนสายสิญจน์ ถอนสายจิต ถอนสัจจะวาจาแห่งความพยาบาท... นะโม พุทธายะ!” แสงเวทมนตร์สีทองจากพระขรรค์พุ่งเข้าห่อหุ้มศิราภรณ์ดิ้นทองชิ้นนั้น คราบเลือดแห้งกรังและกลิ่นอายความแค้นสีดำค่อยๆ มลายหายไป ละลายกลายเป็นผุยผงสีขาวลอยไปตามลมพายุ! “อ๊ากกกกกก!” วิญญาณของพิกุลกรีดร้องเสียงดังสนั่น แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เสียงร้องด้วยความแค้น... แต่มันคือเสียงร้องของจิตวิญญาณที่กำลังได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการนับร้อยปี! ใบหน้าเน่าเฟะกึ่งหนึ่งค่อยๆ คืนกลับเป็นใบหน้าเนียนนุ่มงดงามของนางรำหลวงในอดีต ชุดสไบฉีกขาดแปรเปลี่ยนเป็นผ้าไหมสีฟ้าอ่อนสะอาดยิ่งนัก พิกุลมองมือของตัวเองที่ไม่มีเล็บดำแหลมคมอีกต่อไป หล่อนทอดสายตามองพราวฟ้าและภีมภูมิที่นั่งจับมือกันแน่นอยู่บนพื้น “ออเจ้าทั้งสอง... ได้ชดใช้กรรมด้วยหัวใจแล้ว” น้ำเสียงของพิกุลแว่วหวานสงบ “สัจจะคำสาปแช่งของข้า... บัดนี้ขอถอนคืนทั้งหมด ให้สิ้นสุดลง ณ ภพนี้ ชาตินี้...” ร่างอันงดงามของพิกุลค่อยๆ กลายเป็นดวงสว่างสีขาวนวล ทอแสงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เมฆฝนแตกตัวออก เผยให้เห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นส่องส่องลงมากระทบเรือนไทยโบราณอย่างน่าอัศจรรย์ สายฝนหยุดตกแล้ว... เสียงปี่พาทย์ผีสางเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนในกองถ่ายที่ทยอยได้สติกลับคืนมา พราวฟ้าทรุดตัวลงซุกอกของภีมภูมิด้วยความอ่อนล้า ชายหนุ่มตระกองกอดเธอไว้แน่นด้วยความรักและคุ้มครอง รอยแผลข่วนและรอยอักษรโบราณบนแก้มทั้งสองข้างของดาราสาว ค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงผิวเนียนนุ่มดังเดิม ราวกับไม่เคยมีรอยแผลใดๆ เกิดขึ้นมาก่อน “ขอบคุณนะ... คุณภีม” พราวฟ้ากระซิบเสียงแผ่ว “ผมบอกแล้วไงครับ...” ภีมภูมิจุมพิตลงบนหน้าผากของเธอเบาๆ “ว่าชาตินี้ ผมจะไม่ยอมปล่อยมือคุณอีกแล้ว” บ่วงกรรมข้ามภพข้ามชาติที่ผูกพันด้วยความแค้นและเปลวเพลิง บัดนี้ถูกปลดล็อกลงด้วยความเสียสละและการอโหสิกรรมอันแท้จริง... ดาราสาวพราวฟ้าในวัยเบญจเพส ได้ก้าวผ่านเงามืดแห่งอดีต เข้าสู่ชีวิตใหม่ใต้แสงสว่างที่งดงามเคียงคู่กับชายผู้เป็นรักแท้ของเธอตลอดไป.หลังพิธีประจุธาตุและการประสานกายในเงามืดอันเร่าร้อน นลินเคลิ้มหลับไปในอ้อมกอดอันอบอุ่นของคเชนทร์ ทว่าในมโนนิทรา... จิตของเธอที่ถูกเปิดออกด้วยกระแสอาคมกลับดิ่งลึกลงสู่อดีตชาตินับร้อยปี อื้ออึง... เสียงมโหรีและดนตรีมงคลโบราณดังกังวาน ภาพตรงหน้าของนลินแปรเปลี่ยนเป็นคุ้มหลวงอันยิ่งใหญ่แห่ง ‘นครสาบสูญ’ ในอดีต เธอมองเห็นตัวเองสวมชุดผ้าแถบไหมทอง ศิราภรณ์และเครื่องประดับอัญมณีงดงามประดอยไปทั่วร่าง ใบหน้าสวยสะกดตาแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและทะเยอทะยาน เธอคนนั้น... คือ ‘เจ้าจอมขวัญ’ นลินในร่างวิญญาณเฝ้ามองเหตุการณ์ในอดีตด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน เจ้าจอมขวัญกำลังยืนจ้องมองหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่ถูกมัดพันธนาการไว้กับเสาเรือนไม้... หญิงสาวผู้นั้นคือ ‘เจ้านางสร้อยสายคำ’ เจ้าหญิงแห่งเมืองขึ้นผู้มีใบหน้าอ่อนหวานงดงาม “เจ้าจอมขวัญ! ปล่อยข้า! เจ้าไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนี้กับข้า!” สร้อยสายคำร้องตะโกนทั้งน้ำตา “สิทธิ์งั้นรึ?” เจ้าจอมขวัญหัวเราะเสียงแหลม ยื่นหน้าเข้าใกล้ “แม่ทัพสิงหราชหลงใหลในความซื่อซื่อของเจ้างั้นรึ? แต่ตราบใดที่ข้ายังอยู่... ไม่มีผู้หญิงหน้าไหนจะเสน่หาเหนือกว่าข้าได้!” เจ้าจอมขวั
รถเอสยูวีสีดำทรงพลังแล่นเข้ามาจอดสนิทที่หน้าสตูดิโอถ่ายแบบ คเชนทร์ในเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าเครียดขรึม นัยน์ตาคู่คมกริบฉายแววว้าวุ่น ทันทีที่เห็นนลินเดินสะโอดสะองออกมาในสภาพใช้ผ้าพันคอแบรนด์เนมปิดบังใบหน้าซีกขวาและลำคอ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร ชายหนุ่มก็ถลันเข้ามาประคองร่างระหงไว้ในอ้อมแขนทันทีโดยไม่แคร์สายตาของใคร “ฉันเชื่อแล้ว... ฉันเชื่อคุณแล้ว ดร.คเชนทร์!” นลินสะอื้นไห้โฮ ซุกใบหน้าลงกับอกกว้างของเขาอย่างไร้ที่พึ่งพิง “ช่วยฉันด้วย... หน้าฉันพังหมดแล้ว มันจะฆ่าฉัน! มันตามฉันมาจริงๆ!” “ผมเตือนคุณแล้ว นลิน” คเชนทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแฝงความรวดร้าว เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเพื่อมอบความอบอุ่นและปลอดภัย “ขึ้นรถก่อน อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว” คเชนทร์ขับรถออกนอกเมืองด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าสู่แถบปริมณฑลริมแม่น้ำสายใหญ่ รถเลี้ยวเข้าสู่เขตสวนอันร่มรื่นและเงียบสงบ ลึกเข้าไปจนถึงริมคลองโบราณ ที่ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ ‘เรือนไม้สักทรงไทยโบราณหมู่ใหญ่’ อายุเก่าแก่นับร้อยปี บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบและเต็มไปด้วยบารมีอาคม สายสิญจน์ถักอักขระสีครามล้อมรอบอาณา
เสียงรัว shutter ของกล้องถ่ายภาพราคาหลักแสนดังก้องสลับกับแสงไฟสปอตไลท์กำลังสูงที่ส่องสว่างจับไปทั่วร่างทรงเสน่ห์ของนลิน ภายในสตูดิโอถ่ายแบบสุดหรูใจกลางเมืองใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเร่งรีบของเหล่าทีมงานมืออาชีพ วันนี้ไฮโซสาวและอินฟลูเอนเซอร์อันดับหนึ่งอยู่ในชุดเดรสราตรีเกาะอกสีทองปักเลื่อมระยิบระยับที่เน้นเรือนร่างเพรียวระหง อกอิ่มฟู และเอวคอดกิ่วอย่างสมบูรณ์แบบ แม้อาการหวาดผวาจากเหตุการณ์ประหลาดเมื่อคืนจะทำให้เธอแทบไม่ได้ล้มตัวลงนอน และลำคอขาวเนียนยังคงมีรอยปื้นช้ำสีเลือดซุกซ่อนอยู่ใต้ชั้นคอนซีลเลอร์เนื้อหนาพิเศษ แต่ด้วยสัญชาตญาณความทะนงตนและจิตวิญญาณความเป็นมืออาชีพ นลินจึงฝืนปั้นยิ้มทรงเสน่หา เชิดหน้าขึ้นรับแสงไฟอย่างมั่นใจ เธอพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าเรื่องของ ‘ดร.คเชนทร์’ และ ‘เจ้านางสร้อยสายคำ’ เป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่คนบ้าคนหนึ่งอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อล่อลวงเธอ ส่วน 'ตระกรุดเงิน' ที่ชายหนุ่มแปลกหน้าทิ้งไว้ให้ นลินทำเพียงขว้างมันลงไปในซอกลึกสุดของกระเป๋าถือแบรนด์เนมราคาแพงที่วางอยู่ข้างเซตถ่ายทำ เธอไม่เชื่อ... และไม่มีวันยอมรับเรื่องงมงายพวกนี้เด็ดขาด “ดีมากครับคุณนลิน! ขอสายตาย
ตอนที่ 2: ชายผู้สืบสายสิญจน์ ความเงียบสงัดภายในเพนท์เฮาส์หรูชั้นสูงสุดชวนให้กดดันจนแทบหายใจไม่ออก นลินก้าวถอยหลังหนีจนแผ่นหลังชนเข้ากับขอบโต๊ะกระจกกลางห้องรับแขก สายตาจ้องมองชายหนุ่มแปลกหน้าตรงหน้าอย่างหวาดระแวง มือเรียวยังคงกำแจกันแก้วทรงสูงไว้แน่นจนข้อสลักขาว ชายตรงหน้าเธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อแขน เผยให้เห็นข้อมือหนาที่ผูก ‘ด้ายสายสิญจน์สีครามถักอักขระ’ ไว้อย่างประณีต ใบหน้าของเขาคมคาย รอยสันกรามเด่นชัด นัยน์ตาสีเข้มลึกซึ้งฉายแววทรงอำนาจจนยากจะคาดเดาความคิด แต่สิ่งที่ทำให้นลินรู้สึกขนลุกซู่ คือบรรยากาศบางอย่างรอบตัวเขา... บรรยากาศที่ดูลึกลับ ลึกล้ำ และน่าเกรงขามคล้ายกับไม่มีอยู่จริงในยุคปัจจุบัน “ออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้!” นลินตวาดเสียงแข็ง พยายามปั้นหน้ามั่นใจกลบเกลื่อนความกลัว “เจ้านางสร้อยสายคำ? บ่วงกรรมอดีตชาติ? เหอะ! คุณเป็นพวก stalker หรือจิตป่วยหลุดมาจากไหนกันแน่! ฉันจะโทรแจ้งนิติและตำรวจเดี๋ยวนี้!” เธอรีบเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้แตะหน้าจอ... ฟึ่บ! คเชนทร์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยความเร็วที่ไร้เสียง ร่าง
เสียงดนตรีบีตหนักๆ ดังกังวานก้องไปทั่วเลานจ์หรูชั้นบนสุดของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ แสงไฟสปอตไลท์ย้อนแสงและไฟนีออนสีม่วงสว่างวาบสะท้อนกับแก้วแชมเปญราคาแพง ‘นลิน’ หญิงสาวเจ้าของเรือนร่างเพรียวระหงในชุดราตรีสายเดี่ยวสีแดงเพลิง กำลังหัวเราะต่อกระซิบอยู่กับกลุ่มเพื่อนไฮโซและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง วงหน้าสวยคมเข้ม ดวงตากลมโตเฉี่ยวคม และริมฝีปากอวบอิ่มที่ทาลิปสติกสีแดงสด ทำให้เธอโดดเด่นและกลายเป็นจุดศูนย์กลางของงานปาร์ตี้คืนนี้อย่างสมบูรณ์แบบ “ชนแก้วให้คุณนลินหน่อยค่ะ! อินฟลูเอนเซอร์ยอดเยี่ยมแห่งปี แถมคืนนี้ยังเป็นวันเกิดอายุครบยี่สิบห้าปีเต็มอีกต่างหาก!” เสียงเพื่อนสาวไฮโซร้องตะโกนขึ้นพร้อมเสียงเฮฮา นลินยกแก้วทรงสูงขึ้นจิบแชมเปญด้วยรอยยิ้มมั่นใจ “ขอบคุณทุกคนมากนะ คืนนี้ไม่อั้น นลินจ่ายเองทั้งหมด!” ความสุข ชื่อเสียง และเงินทอง ทุกอย่างดูเพียบพร้อมจนไม่มีใครคาดคิดว่า ชะตากรรมของเธอกำลังจะพลิกผันดิ่งลงสู่นรกในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ตื๊ด... ตื๊ด... นาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือของเธอแจ้งเตือนเวลา 00:00 น. เข้าสู่เช้าวันใหม่ของวันเกิดเบญจเพสอย่างเป็นทางการ จู่ๆ... ไฟนีออนและแสงสปอตไลท์ในเลา
บทที่ 4: ปลุกเงื่อนอดีตในกองเพลิง สายฝนกระหน่ำซัดสาดลงมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงฟ้าร้องเปรี้ยงปร้างสลับกับแสงสายฟ้าที่ผ่าลงบนยอดไม้ใหญ่รอบเรือนไม้โบราณ ลมพายุหมุนกรรโชกแรงจนกระเบื้องหลังคาโบราณปลิวว่อน เสียงดนตรีปี่พาทย์โหยหวนดังรัวกระชั้นชิดทวีความถี่บีบคั้นประสาท “กรี๊ดดด! พราว! ลูกพราว!” เสียงพี่บีกรีดร้องแทบขาดใจ ภาพตรงหน้าทำให้ทีมงานและนักแสดงนับสิบชีวิตที่ติดอยู่บนเรือนไม้อยู่ในอาการขวัญผวา ร่างระหงของพราวฟ้าในชุดไทยโบราณเปียกปอนแนบเนื้อ เธอกำลังเยื้องกรายร่ายรำอยู่ตรงขอบระเบียงที่ไร้ราวกั้น แขนเรียวทั้งสองข้างถูกกลุ่มควันสีดำกระชากและดึงดัดท่วงท่าอย่างหักโหม ข้อต่อกระดูกส่งเสียงลั่น กร๊อบ... แกร๊บ... อย่างน่ากลัว ใบหน้าสวยซูบซีดไร้สีเลือด ปากแผลบนนวลแก้มทั้งสองข้างปริแยกออกจนเลือดสดๆ ไหลอาบลงมาผสมปนเปไปกับสายฝน “พราวฟ้า! ตั้งสติไว้ลูก!” ผู้กำกับพยายามจะถลันเข้าไปช่วย แต่เพียงแค่ก้าวเข้าใกล้เขตระเบียง ลมพายุสีดำมืดก็พุ่งกระแทกร่างของเขาลอยกระเด็นกลับมาชนผนังเรือนอย่างแรง! วิญญาณของพิกุลลอยเด่นอยู่เบื้องหลังของพราวฟ้า ใบหน้าเน่าเฟะกึ่งหนึ่งแสยะยิ้มสะใจ เล็บยาวสีดำแหลมคมแทรกเข้าไป







