ANMELDEN
ท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืนเสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำซัด
สาดจนใบไม้ใบหญ้ารอบๆเรือนไทยหมู่หลังงามสั่นไหว
เสียงฟ้าร้องเปรี้ยงปร่างสลับกับแสงแปลกปราบของสายฟ้าที่
ผ่าลงมาเป็นระยะ ลมพายุที่พัดอื้ออึงเหมือนกับเสียงหวีดร้องของ สิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงของธรรมชาติที่บ้าคลั่งนั้น มันกลับมีอีกเสียงหนึ่งที่แทรกซึมผ่านความเงียบสงัด ของเรือนไม้สักทองโบราณหลังนั้น
ตะโพนรัวกระชั้น...ปี่พาทย์โหยหวน...รันหน้าที่ก้องกังวาล
มันคือเสียงของดนตรีไทยดั้งเดิมที่ดังแว่วมาตามสายลม
ในตอนแรกเป็นเสียงที่อ่อนหวานชวนฟัง ที่ทำให้ทุกคนเพลิดเพลินและหลงใหล
แต่แล้วไม่นานมันกลับเป็นเสียงท่วงทำนองที่หนักอึ้ง บีบคั้น
ชวนให้คนที่ได้ฟังขนลุกขนชันถึงขีดสุด
แอ๊ดดดด!!!
ตึกๆๆตึกๆๆ
เสียงเปิดประตูและเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งที่เดินออกจากข้างในบ้านดังขึ้น
ที่ระเบียงไม้กว้างหน้าห้องนอน ร่างบางระหงของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่กำลังเยื้องกลายร่ายรำไปตามจังหวะของดนตรีอันวังเวงนั้น
พร้อมกับลมพายุที่พัดโหมแรงมากยิ่งขึ้น
'พราวฟ้า' ดารานักแสดงสาวชื่อดังระดับแถวหน้าของเมืองไทย
ผู้ที่มีใบหน้าที่สวยสะกดตาจนเป็นที่โจษจันของคนที่เห็นและตกแฟนคลับทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้เพียงแค่พบเจอและเผลอสบตา
กับเธอ
ในตอนนี้เธอที่อยู่ในชุดนอนผ้าซาตินสีขาวตัวบางที่ปลิวไสวไปตามแรงลม มือเรียวทั้งสองข้างกำลังทำท่าจีบคว่ำจีบหงาย หักข้อ
กรีดกราย ด้วยท่วงท่าร่ายรำอันอ่อนช้อย และงดงามราวกับนาง
ละครหลวงในอดีต แต่สิ่งที่ผิดปกติก็คือ พราวฟ้าเธอกำลังหลับตาสนิท ใบหน้า
สวยเนียนซีดเผือด และไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ลมหายใจของเธอเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ เหมือนคนที่กำลังหลับลึกเธอไม่ได้ ออกมารำด้วยความตั้งใจของเธอเอง แต่เธอกำลังเดินละเมอ ออกมาร่ายรำท่ามกลางสายฝนอย่างไม่รู้ตัว
เปรี๊ยง!!!!
เสียงฟ้าผ่าลงมาดังสนั่นทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนและท้องฟ้าสว่างขึ้นครู่หนึ่ง
และในตอนที่แสงวาบผ่านความมืดมิดหากมองให้ดีก็จะเห็นได้ว่า
ที่ด้านหลังของดาราสาวมันกลับไม่ได้มีเพียงแค่ความว่างเปล่า
แต่มันคือกลุ่มควันสีดำสนิทกลุ่มหนึ่งที่ม้วนตัวอยู่กลางอากาศ และกระจายตัวออกเป็นรูปร่างคล้ายกับมือคู่หนึ่งที่ทั้งอัปลักษณ์และผอมแห้งจนเห็นกระดูกและยังมีเล็บที่แหลมคมยาวเฟื้อยสีดำ
ร่างๆนั้นเข้าประชิดที่แผ่นหลังของพราวฟ้า แขนที่ผอมแห้งกำลังทอดขนานไปกับแขนเรียวของเธอ มันกำลัง ‘บังคับ’ จับมือ จับแขน และร่างกายของเธอให้ร่ายรำไปตามถ้วงทำนองของดนตรีนั่น เหมือนว่ามันกำลังเชิดร่างกายของเธออยู่
สิ่งที่ซ้อนทับอยู่ที่ด้านหลังของพราวฟ้ามันดูนน่ากลัวอย่างยิ่ง
ทุกครั้งที่ร่างเรื่อนรางนั้นขยับ ร่างของพราวฟ้าก็จะถูกบังคับให้ขยัยร่ายรำไปตามสิ่งนั้นด้วยท่วงท่าที่หักโหมจนกระดูกของเธอลั่นกรอบแกรบอย่างกลัวว่าจะหัก แว่วเสียงกระซิบที่แหบพร่าและเครียดแค้นดังก้องสะท้อนในความมืด แข่งกับเสียงฟ้าร้อง
ภายนอกบ้าน
"ชาตินี้มึงเสวยสุขบนชื่อเสียงเงินทอง....ชาติก่อนมึงทำกูย่อยยับ
ถึงเวลาที่มึงจักต้องชดใช้ให้กูแล้ว...."
เสียงเย็นยะเยือกเอ่ยขึ้นและเลือนลางไปพร้อมกับเสียงของฟ้าร้อง
เฮือก!!!!!
พราวฟ้าสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงฟ้าร้องระเบิดลั่นเปรี๊ยงใหญ่แสงสว่างจากฟ้าผ่าส่องวาบเข้ามาในห้องนอน
พราวฟ้าลืมตาโพล่งขึ้นมาท่ามกลางความมืด ก็พบว่าตัวเธอเองไม่ได้นอนอยู่บนเตียงนอนที่หนานุ่มราคาหลักแสนของตัวเอง แต่กลับลงมานอนขดตัวอยู่บนพื้นไม้กระดานที่แข็งๆ ตรงระเบียงหน้าห้อง ที่สายฝนกำลังสาดซัดเข้ามาอย่างหนักจนร่างกายของเธอเริ่มเปียกปอนไปแล้วซีกหนึ่ง ความหนาวที่เย็นเยียบของลมและฝนพัดโบกเข้ามาจนตัวเธอเริ่มสั่นสะท้าน
"อึก!!.."
พราวฟ้าที่พยายามจะยันตัวเองให้ลุกขึ้น แต่แล้วเพียงแค่เธอขยับ ร่างกายความเจ็บปวดที่มหาศาลก็วิ่วแล่นริ้วเข้ามาจู่โจมไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย มันไม่ใช่เป็นแค่การปวดเมื่อยที่ธรรมดา แต่มันเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวที่ลึกเข้าไปถึงในกระดูก ราวกับกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายเธอถูกจับยืดและบิดงอกระชากอย่างรุนแรง จนร่างกายและแขนทั้งสองข้างของเธอต่างระบมจนแทบจะยกไม่ขึ้น เลยทีเดียวทั้งข้อมือและข้อเท้าต่างปวดแปลบเหมือนกับว่าเธอถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็น
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน....ทำไมมันถึงได้ปวดขนาดนี้กัน.."
พราวฟ้ากัดฟันครางออกมา น้ำตาของเธอซึมออกมาด้วยความเจ็บปวด
เธอยกมืออันสั่นเทาขึ้นลูบหน้า พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นใบหน้าของตัวเองในกระจกบานเลื่อนประตูระเบียง เสียงฟ้าเเบบเผยให้เห็นใบหน้าสวยแต่ทว่าซูบซีดและขอบตาที่ดำคร้ำของเธอ อีกแค่สองเดือน....เธอก็จะอายุครบยี่สิบห้าปีเต็ม...วัยที่ใครๆต่าง
ก็เตือนว่าเป็นช่วง 'เบญจเพส'
ที่ผ่านมาพราวฟ้าไม่เคยงมงายเรื่องพวกนี้เลย เธอคิดว่าชีวิตที่
เพียบพร้อม มีทั้งชื่อเสียงเงินของและความสำเร็จในวงการบันเทิง
คือสิ่งที่เธอสร้างมาด้วยตัวเอง แต่ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้
เหตุการณ์ที่แปลกประหลาดและลี้ลับ เริ่มเกิดขึ้นกับเธอทีล่ะน้อย
ตั้งแต่ฝันร้ายซ้ำๆ เสียงดนตรีไทยที่ไม่มีที่มา และอาการตื่นขึ้นมาพร้อมกับความระบมเจ็บปวดที่เจียนตายในทุกๆเช้าของวันโกน
พราวฟ้าค่อยๆพยุงร่างกายของตัวเองที่บอบช้ำให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เธอมองออกไปด้านนอกท่ามกลางความมืดที่
อากาสกำลังแปลปลวนตรงสวนหย่อมหน้าเรื
อนไทยโบราณที่ครอบครัวของเธอพึ่งซื้อต่อมา ความรู้สึกที่เย็นยะเยือกสายหนึ่งแล่นผ่านหลังคอของเธอไป พร้อมกับความรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจแต่ว่าความรู้สึกของเธอกลับบอกเธอว่า...
มี ‘บางสิ่ง’ ที่มันกำลังจ้องมองเธออยู่จากในเงามืดนั้น และมันไม่ได้ต้องการเพียงแค่ข่มขู่ให้เธอกลัวเท่านั้น แต่มันยังต้องการที่จะลากตัวของเธอลงไปในนรกพร้อมกับความโกนธแค้นและอาฆาตที่เธอไม่เคยจดจำได้เลย!
พราวฟ้ามองกระจกเงาบานใหญ่ที่ฉายภาพสะท้อนของตัวเองเธอลูบไปบนแก้มเบาๆก่อนที่มือเรียวจะ ค่อยๆ แกะผ้าก๊อซที่แก้มซ้ายออกช้าๆ ปรากฏรอยแผลที่เคยอักเสบเป็นสีแดงก่ำตอนนี้มันดูแห้งลงเล็กน้อยด้วยอานุภาพของสายสิญจน์มงคล แต่ทว่ารอยขูดขีดที่ดูคล้ายกับตัวอักษรโบราณนั้นมันยังคงเด่นชัดไม่จาง พราวฟ้ารีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกด ถ่ายรูปบาดแผลนั้นเอาไว้ แล้วกดส่งไลน์ไปหา ‘นิกส์’ เพื่อนสนิทตอนสมัยมหาวิทยาลัยที่เป็นถึงอาจารย์โบราณคดีและผู้ที่เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์โบราณ พราวฟ้า:{ ‘นิกส์... แกช่วยดูให้ฉันหน่อยได้ไหมว่ารอยพวกนี้ มันคล้ายกับตัวอักษรโบราณชิ้นไหนที่แกรู้จักหรือเปล่า?’} เวลาผ่านไปไม่ถึงสามนาทีหลังพราวฟ้ากดส่วข้อความ ปลายสายก็โทรสวนกลับเข้ามาทันทีด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก [“เฮ้ยพราว!.....นี่หน้าของแกไปโดนอะไรมาว่ะ? ทำไมมันเป็นแผลแบบนั้นได้ แล้วรอยนั่นมัน...”] น้ำเสียงของนิกส์ที่ปลายสายดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันตา “มันทำไมเหรอนิกส์? แกอ่านออกใช่ไหม..” พราวฟ้าถามขึ้นพลางบีบมือของตัวเองจนแน่น {“พราว... รอยข่วนบนหน้าของแกมันไม่ใช่รอยเล็บธรรมดา แล้วน่ะ แต่มันคือการจงใจขูดขีดให้เป็นอักษ
“ชาตินี้โยมจำอะไรไม่ได้... แต่ว่ากระแสจิตแห่งความแค้นของเขาไม่เคยลืม” พระอาจารย์หลับตาลงนั่งนิ่งระลึกจิตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ท่านจะลืมตาขึ้น “ในอดีตชาตินั้น... โยมเคยเป็นนางละครหลวงผู้ที่มีชื่อเสียงอย่ทงมาก และเป็นที่โปรดปรานจนทำให้เกิดความทะนงตน และได้ลงมือทำการกระทำอันโหดร้ายยิ่ง โยมตัดสินใจที่จะทำลายชีวิตและใบหน้าของนางรำอีกคน ด้วยความอิจฉาริษยา จนหล่อนต้องตายตกลงไปพร้อมความทุกข์ทรมานในชุดรำ” คำบอกเล่าของพระอาจารย์มันคล้ายกับสายฟ้า ที่ผ่าลงมากลางใจของพราวฟ้าอย่างแรง ภาพสะท้อนของวิญญาณร้ายที่กรีดร้องว่า ‘ทุกรอยแผลที่มึงฝากไว้ในชาติตอนโน้น กูจะกรีดคืนบนหน้ามึงในชาตินี้!’ ลอยวาบผ่านเข้ามาในสมองของเธออย่างชัดเจน “แล้ว... แล้วพราวต้องทำยังไงคะหลวงพ่อ ถ้าพราวทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขาๆจะยอมอโหสิกรรมให้ไหมคะ?” เธอกราบพระอาจารย์ถามด้วยความหวัง พระอาจารย์บุญส่งมองใบหน้าของพราวฟ้าก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ “จิตที่ผูกไปด้วยความอาฆาตและความแค้นมันไม่ได้แก้ได้ง่ายๆด้วยการ กรวดน้ำธรรมดาหรอกนะโยมพราวฟ้า บ่วงกรรมนี้มันผูกด้วยเงื่อนตาย ฝ่ายนั้นเขาไม่ได้ต้องการบุญ... เขาต้องการ ‘ชีวิต’ และ ต้อง
ตื๊ด..ตื๊ด... เสียงสัญญาณเตือนของเครื่องวัดชีพจรดังขึ้นมาเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดและกลิ่นยาที่ฉุนจนขึ้นจมูกของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังของกรุงเทพฯที่ลอยมาแตะจมูก พราวฟ้าค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เปลือกตาของเธอหนักอึ้งราวกับว่าถูกถ่วงด้วยก้อนหิน แสงไฟสีขาวนวลจากเพดานห้องพักฟื้นสว่างจ้าจนทำให้เธอต้องหยีตาเพื่อปรับแสงอยู่ครู่ใหญ่ ความรู้สึกแรกที่จู่โจมเข้ามาทันทีที่เธอตั้งสติได้คือ ความเจ็บปวด มันไม่ใช่แค่เป็นอาการปวดเมื่อยธรรมดาๆ แต่มันทั้งเจ็บและระบมลึกเข้าไปถึงในกระดูกของเธอราวกับว่าร่างกายนี้ถูกบดขยี้ ข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้างก็เช่นเดียวกันมันระบมจนแทบระเบิดทุกครั้งที่ขยับเธอขยับแค่นิดเดียว และที่สำคัญคือ ความรู้สึกที่แสบร้อน ตรงแก้มซ้ายมันเด่นชัดกว่าทุกส่วน “พราว!..พราวฟื้นแล้วเหรอลูก!..” เสียงอุทานด้วยความดีใจของพี่บีผู้จัดการสาวดังขึ้นพร้อมกับร่างท้วมที่รีบเดินเข้ามาเกาะขอบเตียง ใบหน้าของพี่บีตัวซีดเผือดและเต็มไปด้วยความเป็นห่วงปนวิตกกังวล ตาทั้งสองข้างของพี่บีบวมเป่งเหมือนกับว่าเธอพึ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก “พี่... พี่บีพราวเป็นอะ
“น้องพราวคะ ผิวหน้าแห้งมากเลยน่ะค่ะวันนี้ แถมนี่อีก... รอยอะไรคะตรงแก้มซ้าย? มันเหมือนรอยข่วนเลยค่ะ” ช่างแต่งหน้ามือหนึ่งของวงการทักขึ้นในขณะใช้แปรงปัดเบาๆ บนใบหน้าของเธอ หัวใจของพราวฟ้าหล่นวูบ “อ๋อ... พอดีแมวที่บ้านมันกระโดดใส่น่ะค่ะพี่ต้อย พราวก็หลบไม่ทัน” เธอรีบแก้ตัว น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “อุ๊ย...ตายจริง! คราวหน้าก็ระวังหน่อยสิคะ หน้าตาระดับพันล้านเลยนะลูก ดีนะที่พี่ต้อยใช้รองพื้นสูตรพิเศษช่วยพราง ไม่งั้นถ้าลูกค้าเห็นคงได้บ่นแย่” ช่างแต่งหน้าเอ่ยขึ้นอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันไปหยิบอุปกรณ์ชิ้นอื่นต่อ พราวฟ้านั่งนิ่งๆ เธอมองดูตัวเองในกระจกเงาที่มีไฟส่องสว่างล้อมรอบ แต่ทว่าในจังหวะที่ช่างแต่งหน้าหันหลังไปนั้นเอง แสงไฟรอบกระจกมันกลับกระพริบวูบวาบอยู่สองสามครั้ง ก่อนที่ภาพในกระจกที่ควรจะเป็นใบหน้าของพราวฟ้า... แต่มันกลับซ้อนทับด้วยภาพของหญิงสาวในอดีตโบราณที่สวมศิราภรณ์หักๆ บนศีรษะ ใบหน้าซีกหนึ่งของเธอถูกไฟคลอกจนเนื้อสุกพอง ดวงตาสีเลือดข้างนั้นจ้องเขม็งมาที่เธอผ่านกระจก! กรี๊ด! พราวฟ้าเผลอร้องอุทานออกมาเสียงดังลั่นห้อง เธอรีบยันตัวลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ล้มคว่ำเสียงดังโครม “พรา
แสงสว่างจากหลอดไฟนีออนบนเพดานที่กลับมาติดสว่างอีกครั้ง มันไม่ได้ช่วยให้ความเย็นเยียบในใจของพราวฟ้าลดน้อยลงไปเลย ดาราสาวนั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนเตียงหนานุ่ม สายตาก็จับจ้องไปยังจุดที่ร่างของวิญญาณผู้หญิงคนนั้นเพิ่งสลายตัวไปอย่างไมวางตา เสียงหอบหายใจอย่างแรงและเหนื่อยหอยเป็นดสียงเดียวที่ดังอยู่ในห้องมันดังแข่งกับเสียงซ่าของเม็ดฝนภายนอกเรือนไม้ไทยโบราณหลังนี้ พราวฟ้าก้มลงมองข้อมือของตัวเองอีกครั้ง รอยปื้นเขียวซ้ำอมม่วงเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับแขนของเธอถูกบดขยี้อย่างรุนแรง มันเจ็บปวดลึกเข้าไปถึงกระดูกจนเธอต้องขบฟันแน่น น้ำใสๆ ไหลรินออกจากหางตาอย่างคนไม่รู้ตะทำนังไง ความหวาดกลัวที่เข้าขั้นขีดสุดทำให้สมองของเธอมึนชาไปหมด “ทำไม... ชาติก่อนงั้นเหรอ? ฉันไปทำอะไรให้เธอกัน...” เธอกระซิบถามออกมากับความว่างเปล่าด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสั่นกลัว พราพราวฟ้าใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการรวบรวมความกล้าและกำลังใจอันน้อยนิด เธอพยายามพยุงร่างกายที่ระบมไปทั้งตัวลงจากเตียงอย่างยากลำบาก ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบรับน้ำหนักของเธอไม่ไหว ทุกก้าวที่เรียวขาสวยเดินผ่านพื้นไม้สักทองส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดชวนให้ประ
พราวฟ้ายกมือที่สั่นเทาขึ้นอย่างช้าๆแล้วเกาะขอบประตูไม้สักเอาไว้เพื่อ พยุงร่างกายขอวตัวเองที่ปวดร้าวราวกับว่าจะแตกเป็นออกเสี่ยงๆ ก่อนที่เธอจะเดินกลับเข้ามาในห้องนอนอย่างเชื่องช้า ทันทีที่ประตูกระจกบานเลื่อนริมระเบียงปิดลง เสียงพายุฟ้าฝนที่โหมกระหน่ำภายนอกก็ซาลงไปบ้างเเล้ว แต่ทว่ากลับเป็นความเงียบสงัดที่เข้ามาแทนที่และมันทำให้อุณหภูมิภายในห้องนอนของพราวฟ้าลดฮวบลงจนเธอเริ่มหนาวสั่นมากขึ้นกว่าเดิมจนเธอมองเห็นได้ว่าลมหายใจของตัวเองที่พ่นออกมาเป็นไอขาวจางๆ กริ๊ก... กริ๊ก... พราวฟ้าพยายามกดเปิดสวิตช์ไฟฟ้าข้างผนังห้อง แต่ความมืดก็ยังคงครอบงำอยู่ดี มีเพียงแค่แสงไฟสลัวจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่บนหัวเตียงสว่างวาบขึ้นมา พราวฟ้าเดินไปตามแสงนั่นก่อรเธอจะยกมือถือขึ้นมาเปิดดู เป็นการแจ้งเตือนข้อความจากผู้จัดการส่วนตัวของเธอเอง พี่บี {พราวลูก...หนูอย่าลืมนะจ๊ะ ว่าวันพรุ่งนี้จะมีกองถ่ายโฆษณาเครื่องสำอางในตอนแปดโมงเช้า ตัวนี้สำคัญมากเลยน่ะ ลูกค้าขอแบบหน้าเป๊ะๆห้ามโทรมเด็ดขาดเลยน่ะ นอนไวๆ นะลูก ฝันดีจ้ะ} หน้าเป๊ะงั้นเหรอ พราวฟ้ายิ้มหยันให้กับตัวเอง สภาพแบบนี้ของเธอจะเอาอะไรมาหน้าเป๊ะ







