LOGINเสียงกริ่งเรียกรวมแพทย์ฉุกเฉินในห้องผ่าตัดดังขึ้นราวกับเป็นเสียงเรียกจากมัจจุราชของเหล่าแพทย์ ร่างสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นเมื่อแว่วๆ ถึงเสียงประกาศเรียกตัวแพทย์ Extran ด่วน ชลินทราพละจากโต๊ะทำงานในห้องพักแพทย์แล้วออกวิ่งไปยังทางเดิน สีขาวที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคย
เธอออกวิ่งเต็มกำลังไปยังจุดมุ่งหมายอย่างเร่งรีบทว่า ยิ่งออกวิ่งเท่าไหร่ ทางเดินที่ทอดยาวสีขาวคุ้นตากลับยาวขึ้นมากกว่าเดิมจนหญิงสาวรู้สึกเหนื่อยหอบ แต่พอหยุดวิ่ง หนทางข้างหน้าก็สลายหายไปกับหมอกควัน พลันทิวทัศน์รอบๆ กายก็เปลี่ยนไป ป่าหญ้ารกชื้นที่มีแต่เสียงน้ำตกแว่วๆ ป่าเสลา (สะเหลา) ผลัดดอกอกใบทั่วผืนป่าสีม่วงตัดเขียว หญิงสาวก้มมองร่างกายที่ตอนนี้ไม่ได้สวมชุดกราวน์ของหมอแล้ว แต่ห่มสไบนุ่งซิ่นสีอ่อน เครื่องทองสิบเหล่าทอสะท้อนแสงแดดยามอัศดงระยิบระยับกระทบตา ชลินทรา มองไปรอบๆ กายด้วยสายตาลึกซึ้ง โดยไม่ได้สังเกตเห็นงูตัวสีขาวใหญ่โตที่กำลังเลื้อยเข้ามาใกล้ๆ เสียงขู่ฟ่อๆ ร้องเรียกร่างบางเบาๆ พลางค่อยๆ ขดกายรอบกายหญิงสาว ชลินทราไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิดทั้งๆ ที่เธอเกลียดงู!! เธอกลับรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี เกล็ดสีขาวนวลมันเลื่อมค่อยๆ ตวัดรัดกายหญิงสาวช้าๆ จนกระทั่งมันเลื้อยขึ้นมาอยู่บนเอวสอบ ใบหน้าคมเท่ห์ดูมีเสน่ห์ลึกซึ้งของหญิงสาวเผชิญหน้ากับงูตัวใหญ่ที่แผ่แม่เบี้ยอยู่เหนือหัว นิ้วเรียวลูบไล้พังพานของมันอย่างหลงไหล ดวงตาสีแดงเลือดขของงูเผือกจ้องมองเธอไม่วางตา. ชลินทรา ชอบสายตาคู่นี้...ชอบ... " อี๋ย์ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่เอานะไม่เอางู~~" ชลินทรานอนละเมอลั่นสะดุ้งลุกขึ้นนั่ง เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มใบหน้า เสียงไก่ขันบอกเวลาของเช้าวันไหม มือบางลูบไล้แขนเรียวก่อนจะสะบัดกายทำท่าขนลุก ภาพในห้วงฝันยังคงตราตรึงอยู่ในหัว แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงมื้อเช้าของวันใหม่ หลังทานอาหารฝีมือคุณหญิงเพ็ญจนอิ่มท้อง ชลินทราก็รีบเล่าถึงฝัน อันสยดสยองของตนให้เพื่อนสาวฟัง " เขาว่าฝันแบบนี้จะได้เนื้อคู่นะแก...ไม่ใช่ฝันร้ายเสียหน่อย...ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ " มินตราบอก พลางลงมือร้อยมาลัยเพื่อเตรียมไปไหว้พระ " ทำไมต้องงูวะ...แก...ฉันเกลียดงู....เอาเป็น...ปูหรืออุ๋งๆ ก็ได้นี่แก" ชลินทราโอดโอยพลางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เธอหวนนึกถึงสมัยยังเด็กที่โดน ยัยเพื่อนตัวแสบจับงูที่เลี้ยงไว้โยนใส่จนเธอกลัวมาจนถึงทุกวันนี้. " มันก็แค่ฝัน...แกจะจริงจังทำไมวะ...แล้วนั่นช้ำหมดแล้วนะยะ..." มินตราปลอบ เมื่อเห็นว่าแม่เพื่อนสาวคนสวย เหม่อลอยถึงกับทำดอกไม้ในมือซ้ำไปเสียหมด ทั้งๆ ที่ปรกติ ชลินทราจะร้อยได้สวยกว่าเธอแท้ๆ ...แต่เธอนี่สิ ร้อยยังไงถึงออกมารุ่งริ่งไม่เป็นท่า มินตรามุ่นหน้าเบื่อโลกพลางหันไปจับกลีบบัวแทน ดูเหมือนเธอจะถนัดจับกลีบบัวมากกว่าสินะ " อยากออกไปขี่ม้าเล่นอ่ะ...แกไปวัดเองเถอะนะ...อารมณ์หงุดหงิดแปลกๆ ...ไม่มีกะจิตกะใจว่ะ" ชลินทราวางมาลัยไว้บนโต๊ะ บอกปัดไปวัดกับมินตราก่อนจะเดินไปขออนุญาติ คุณหญิงเพ็ญ ออกไปขี่ม้ารับลม ซึ่งนางก็อนุญาติตามคำขอ วันนี้พระยาบรรลือไม่อยู่เรือนเนื่องจากมีกิจเร่งด่วนตั้งแต่เช้ามืด และบ่าวไพร่ชายก็พากันออกไปสวนไปนาหมด วันนี้ทั้งวันจึงมีเพียงผู้หญิงอยู่เต็มเรือน จึงเป็นโอกาศดีที่ ชลินทราจะไปขี่ม้าเล่นชมนกชมไม้ให้ใจสงบ หากเป็นเวลาที่นางจากมาคงไม่แคล้วออกไปแว้น รับลมแถวๆ ชานเมือง " อ้าว!! แม่มิน มิได้ไปขี่ม้า กับแม่บัวเขาฤา " คุณหญิงเพ็ญ ถามสีหน้าตกใจเมื่อเห็นว่ามินตราพึ่งเดินออกมาจากหอพระแทนที่จะไปขี่ม้าเล่นกับเพื่อนสาวดั่งเช่นทุกที " มิได้ไปเจ้าค่ะ ข้าไคร่อยากไหว้พระเลยมิได้ตามแม่บัวไปเจ้าค่ะ " มินตราตอบ " เช่นนั้นดอกฤา แล้วแม่บัวไปกับผู้ใดเล่า " คุณหญิงเพ็ญถามด้วยเห็นว่าทาสบ่าวในเรือนก็อยู่ด้วยกันครบ " บ่าวเห็นว่าแม่บัวออกไปคนเดียวมิได้ไปกับผู้ใดเจ้าค่ะ...เห็นนางบอกว่าครานี้จะไปที่ป่าบ้านใต้เจ้าค่ะ" " ตายจริงอีนุ่ม!!! นี่มึงมิได้บอกนางดอกฤาว่าป่าบ้านใต้โจรชุมนักตายๆ ๆ ไปเรียกอ้ายบุญกับอ้ายมั่นมา!!! ข้าจักให้มันไปตามนาง!!! " แม่นุ่ม หลบหน้าแสยะยิ้มมีเลศนัย มินตรามองดูก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น. เมื่อสองวันก่อนชลินทราบ่นเบื่อๆ จึงออกไปขี่ม้าเล่นที่ป่าเหนือ โดยมีบ่าวชายบ่าวหญิงติดตามนำทางไป แต่แม่นุ่มคนนี้นี่แหล่ะ ที่สาปแช่งเพื่อนของเธอตามข้างหลัง มินตราจำคำสาปแช่งนั้นได้ดี ' สาธุให้โจรป่ามันฉุดไปย่ำยีเสียข้าคงจักดีใจไม่น้อยที่อีวิปลาสได้ตกตายไปเสียที' มินตราจำคำนั้นได้แต่เธอไม่ติดใจเพราะเบาใจว่าอย่างน้อยเพื่อนเธอก็มีบ่าวไปเป็นเพื่อน แต่คราวนี้ต่างกันเธอไปคนเดียว ทั้งเพื่อนสาวของเธอยิงสู้ใครไม่เป็น มินตรา นึกเป็นห่วงเพื่อนสาวขึ้นมาจับจิต เธอไหว้ลา คุณหญิงเพ็ญ เพือออกไปตามหาเพื่อนสาว แม้จะถูกห้ามปรามก็ตาม " ไปเสียทีอีพวกวิปลาส เรือนนายกูจักได้สะอาดไร้มลทิน กูสะใจจริงจริ๊งอีเอื้อย อีใบ ครานี้กูจักทำให้คุณพระกับคุณหญิงยกกูขึ้นเรือนเสียให้ได้คอยดู " นางนุ่มโก่งคอหัวร่อสะอกสะใจความคิดชั่วร้ายฝังลึกลงในใจที่ดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดจนไม่อาจที่จะกลับใจอีก ทาสสาวสองนางที่ตกเป็นเบี้ยล่างแม่นุ่มมาตลอดจึงได้แต่มองหน้ากันอย่างอ่อนใจโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ที่นางนุ่มบอกนั้นมิเป็นความจริงแม้แต่น้อย นางรู้จากบ่าวนอก** ว่าชลินทราเอาม้าไปยัง ป่าเสลาซึ่งเป็นรอยต่ออนาเขตของเรือนท่านพระยาบรรลือ. แต่สิ่งที่นางต้องการจริงๆ คือแม่มินตราหน้าหวานปานน้ำผึ้ง นี่ต่างหากเล่า ท่าทางอ่อนหวานอย่างนั้้นมิแคล้วต้องโดนโจรป่าฉุดขืนใจจนเสียสติเป็นแน่. การกำจัดขวากหนามเพื่อก้าวสู่ที่สูง แล้งนางนุ่มนั้นไม่เกี่ยวว่าจะใช้วิธีการอย่างไร ขอแค่ทาสในเรือนเบี้ยอย่างมันถูกยกขึ้นเรือนนลูกบุญธรรมจริงๆออกหน้าออกตาเป็นพอ ป่าเขาเป็นทิวสูงบ้างต่ำบ้างสลับกันตามสองข้างทาง กลิ่นหอมหวนของใบหญ้าและดอกไม้กระทบเข้ากับโสตประสาทของชลินทรา ทำให้หญิงสาวเผลอสูดมันเข้าเต็มปอด ม้าพันธุ์ดีตัวอวบค่อยๆ ควบไปยังทางที่ถูกผู้เป็นนายบังคับบังเหียนไป ชลินทรา ชมนกชมไม้มาตลอดสองฝั่งทาง จนลืมเลือนเรื่องฝันของนางไปเสียสนิท หญิงสาวไม่ได้ไปป่าบ้านใต้เหมือนที่แม่นุ่มกล่าว หากแต่เดินทางไปยังป่าอีกด้านแทน ต้นเสลา ที่ยังคงออกดอกสีม่วงอมขาวประปรายตามทางเดิน ชลินทราฉีกยิ้มหวานเมื่อเห็นสิ่งสวยงามตามธรรมชาติตรงหน้า พื้นที่ทั่วผืนป่าเต็มไปด้วยความงามอันเกินบรรยาย เหมือนป่าซากุระที่ญี่ปุ่นไม่มีผิด เท้าบางกระแทกสีข้างม้าหนุ่มให้เดินไปในป่าเสลาสีงาม ชลินทราจัดการผูกม้าไว้กับต้นไม้ต้นหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปเหมือนกับโดนมนต์สะกด. โดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังตามเธอมาจากด้านหลัง!!! " สวยเหมือนซากุระเลย...ต้นอะไรกัน?? " เสียงใสเอ่ยถามตัวเองดวงตาคมมองไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น " ต้นเสลา..." เสียงทุ่มนุ่มลึกล้ำเอ่ยขึ้นตอบทำเอาร่างบางสะดุ้งเฮือกจนเซถลา ทว่าก่อนที่เธอจะล้มลงไปลำแขนแข็งแกร่งของชายหนุ่มก็ตระหวัดรัดเอวบางเอาไว้ในอ้อมแขนแกร่งจนทำให้ จมูกโด่งได้รูปของชลินทรากระทบกับแก้มสากของอีกฝ่าย ดวงตาคมหวานซึ้งคุ้นตาของ ท่านขุนศีรตรีเทพโอสถ ประสานเข้ากับดวงตางามล้ำของหญิงสาว วันนี้เขานึกครึ้มใจประหลาดจึงได้นำอ้ายอองตวน ม้าคู่กายออกมาวิ่งให้อิ่มใจ แต่ท่านขุนหนุ่มกลับมิคาดคิดว่าจะได้อิ่มใจถึงเพียงนี้ " ทะ...ท่านขุนศรี...ขออภัยเจ้าค่ะ....มิทราบว่าท่านขุนจักอยู่แถวนี้" ชลินทราเขินอาย พยายามผลักอกแกร่งของชายหนุ่มออก ตากลับถูกแขนแกร่งรัดรึงไว้แน่นราวกับหนวดปลาหมึก " ข้ามาขี่ม้าชมดอกเสลา...แลเห็นเจ้ายืนชมอยู่ก่อนแล้วจึ่งได้มาหา" เสียงทุ้มกระซิบข้างหู พลางกระชับอ้อมแขนของตนให้แน่น ดวงหน้าหมดจดของร่างบางตรงหน้าเริ่มซับสีเลือดเพราะความเขินอาย มือบางน้อยๆ ทุบอกแกร่งเขาแก้ขัดเขิน แต่เขาไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิดเดียว " ปล่อยข้าทีเถิดพ่อ....ข้าเริ่มจักหายใจไม่ออกแล้ว" ชลินทรา ร้องขอเสียงอู้อี้เพราะความเขอะเขินที่ถูกบรรยากาศที่เหมือนในละครเล่นงานเธอจนเธอแทบจะไปไม่เป็นเช่นนี้. หญิงสาวกรีดร้องในใจเบาๆ เมื่อมือบางสำผัส อกตึงแน่นไปด้วยมัดกล้ามของคุณหมอหนุ่ม ขุนศรีฯ ค่อยๆ คลายอ้อมแขนอย่างแสนเสียดาย " ข้าออกมาก็นานแล้วข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ" ชลินทรารู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้าริ้นเสียจนรู้สึกถึงกลิ่นความเลือดในโพรงจมูกของตัวเอง หญิงสาวรีบเดินไปปลดม้าและขึ้นควบวิ่งไปด้วยความอายที่ยังคงอวนในฝ่ามือบาง ความตึงแน่นของกล้ามอกนั่น...ช่างงานดีเสียนี่กระไรหนอ ยัยเกมส์เอ้ยยย!!! " ประเดี๋ยวก่อนแม่ ข้าไปด้วย!!! " ท่านขุนหนุ่มแอบลอบยิ้มกริ่มเมื่อเห็นว่าร่างบางนั้นมีปฏิกิริยากับเขามากเพียงใดความหวังที่จักได้เกี่ยวดองกับหญิงสาวคงจักไม่ไกลนัก (** ทาสในเรือนจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ทาสในเรือนกับทาสนอกเรือน**)ชลินทราลืมตาตื่นขึ้นมาพบเพียงหลังมุ้งลายดอกพิกุลอันคุ้นตาและกลิ่นหอมเย็นๆของเครื่องหอมที่ถูกอบอวลอย่างปราณีต เสียงไก่ขัน เสียงนกร้อง และเสียงของการดำเนินชีวิตของผู้คน ร่างบางบิดกายเล็กน้อยขับไล่ความเมื่อยล้า กายเปล่าที่แอบซ่อนในผ้าห่มสัมผัสกับความอบอุ่นที่มีร่างกำยำของสามีนอนกอดอยู่ หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆไล่แสงจ้าจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบ่งบอกว่ายามนี้นั้น สายมากแล้ว เธอค่อยๆขยับกายออกจากอ้อมอกของสามีแล้วแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปห่มผ้าให้ร่างกำยำที่ยังคงส่งเสียงกรนเบาๆอยู่บนเตียง เรือนร่างสีน้ำผึ้งยังคงมีร่องรอยของความรักที่ถูกฝากฝังไว้จากเมื่อคืน ทันทีที่ชลินทราก้าวออกจากประตู บ่าวรับใช้ที่นั่งรอหน้าประตูตั้งแต่เช้าตรู่ก็รีบปรี่เข้ามาดูแลตามหน้าที่ของตน หญิงสาวนึกถึงความฝันที่เด่นชัดเสียจนแทบแยกแยะไม่ออกว่านั่นคือฝันหรือความจริง จวบจนส่งสามีของตนไปประจำเวรหมอหลวง เธอจึงได้นำความฝันนั้นมาเล่าสู่กันฟังให้แก่มินตราฟัง " แกก็ฝันเหมือนกันรึ...แปลก...ฉันคิดว่าฉันฝันอยู่คนเดียวเสียอีก" มินตรา ทำหน้ายุ่งพลางเหม่อมองไปยังเตียงรักษาที่ประปรายไปด้วยผู้ป่วยสองสามราย " พูดไ
สิ้นเสียงกัมปนาทของท้องฟ้าที่เคยสว่างสไหว สายฝนห่าใหญ่ก็โปรยลงมาไม่ขาดสาย พลันแดดจ้าก็สาดส่องจนน้ำแห้งเหือดหาย เกิดกลียุค กาลีบ้านกาลีเมืองหาสาเหตุไม่ได้ เจ้าหลวงจึงเร่งรีบหาโหรหลวงเพื่อสอบถามความวิปริตนี้" พระอาญามิพ้นเกล้าเจ้าข้า...เหตุกลียุคนี้เกิดขึ้นเพราะมีคนผิดผีบ้านผีเมืองเจ้าข้า!!!" โหรหลวงทายทัก ราวกับมีเมฆทมึนคุ้มไปทั่วคุ้มหลวง ยิ่งเสียกว่าเสียงผลุสวาทใดๆ เจ้าหลวงผู้ปกครองแค้วน โกรธจนใบหน้าที่ครึ้มหนวดเขียวปนแดง" มันผู้ใดที่บังอาจผิดผี!!! ท่านเสนา!!!ไปตามลากตัวมันมาบัดเดี๋ยวนี้!!!" สิ้นเสียงตรัสสั่งเหล่าข้าหลวงต่างกุลีกุจอแยกย้ายตามหาตัวต้นเหตุกาลีบ้านกาลีเมืองกันจนจ้าละหวั่นตามบัญชาอีกฝั่งของฝากน้ำตก คู่รักหนุ่มสาวสองคู่ยังคงตระกองกอดกันอย่างกลมเกลียวเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็มิอาจนับ ร่างเปลื่อยเปล่าของหญิงชายนวยนาจแก่กันราวกับจะมีสิ่งใดมาพลัดพรากรสสวาทของพวกเขาออกจากกัน"เฮาผิดผีเยี่ยงนี้มิเป็นไรฤาพี่ท่าน" เจ้านางจันทรเงยหน้าออกจากอกแกร่งถามสวามีของตน"ข้าก่อบ่รู้ได้...แต่ตอนนี้ข้าอยากกอดเจ้าถ่ออั้น" แม่ทัพหนุ่มจุมพิศหน้าผากมนอย่างรักไคร่มือหน้าปะป่ายเกาะกุมปทุมถันอันเนียน
ย้อนไปราว 1 พันปีก่อนที่มินตรากับชลินทราจะถูกเจ้าแม่แต่มจันทร์ส่งมายังมิติอีกโลก"เจ้านางน้อย...เจ้าก่อเคยหันแม่ทัพเหมราชนี่เจ้าคะ" อุษา ถามพลางใช้ใบตาลโตนดที่ถูกนำมาตกแต่งอย่างสวยงามพัดวีผู้เป็นนาย ที่กำลัง ทำบายศรีเพื่อนำไปถวายเทวาลัยอยู่" ก่อแล้วเยี่ยงใดเล่า...ข้าเคยหันแม่ทัพเหมราชเถื่อเดียวก่อตอนพิธีสยุมพรพี่นางสว่างเทวีก่อบ่ได้แปลว่าข้าจักปลงใจเกี่ยวดองกับท่านแม่ทัพได้นี่อุษา" เจ้านางน้อยจันทรเทวีทำหน้ามุ่ยเมื่อได้ยินข่าวว่าเจ้าหลวงได้ประธานตนให้กับแม่ทัพหนุ่มที่ชนะศึกหลวงมาได้เป็นรางวัล แต่เธอนั้นกลับไม่ได้ต้องการเกี่ยวดองกับชายใดเลย เธอรู้สึกว่ามันเร็วไปสำหรับตัวเธอที่พึ่งจะศิริอายุได้ 17 ขวบปี" เห้อ!!!เจ้านางเลี่ยงไปก่อบ่พ้นกำตรัสเจ้าหลวงดอกเจ้าค่ะ..." อุษา นางสนองโอษฐ์ ที่ควบตำแหน่งพี่เลี้ยงถอดหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน " เจ้านางจันทรเทวี " เสียงๆหนึ่งร้องเรียกขึ้น หญิงสาวใบหน้าหวานเงยหน้ามองพลางฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นร่างบางระหงของพี้สาวต่างมารดาเดินเข้ามายังคุ้มของตน"พี่นางสุริยาเทวี!!! " เจ้านางน้อยผละลุกออกจากตั่งไม้ประดับที่นั่งอยู่แล้วรีบเดินมาหาหญิงสาวที่อายุไล่เรี่ยกันตร
ชลินทรา ทำหน้ายุ่ง สติสตังไม่ได้จดจ่ออยู่กับใบสั่งยาตรงหน้าเสียเท่าไหร่ ก็ในเมื่อเเม่เพื่อนรักที่ทำท่าจะไม่ยอมมีผัวง่ายๆ...ตอนนี้กลับเริงร่ากกผัวอยู่บนเรือนไม่ค่อยมาหาตนเสียหลายวันแล้ว แม้ว่าอีกไม่กี่วันเธอก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานเหมือนกัน แต่เธอก็รู้สึกเหงาๆอยู่ดี " พิธีอยู่หอสิ้นสุดวันนี้หนาเจ้าคะคุณหมอ...อย่าได้ริษยาแม่นายมินไปใย" เอื้อยเอ่ยขัดขึ้นอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นผู้เป็นนายทำท่าเหมือนเด็กน้อย " ฉันล่ะ..หมั่นใส้แม่มินนัก...ทำท่าทางราวไม่ยากมีผัวเล่นตัวงี่เง่า...แต่ดันชิงแต่งงานตัดหน้าข้าไปเสีย..." ชลินทราทำปากขมุบขมิบเง้างอนแล้วหันไปให้ความสนใจกับงานที่กองอยู่ตรงหน้าต่อ " น้อยอกน้อยใจอะไรนักหนายัยบ้านี่!!! ฉันออกหอแล้วแกก็ต้องเตรียมตัวสิ...มาคลุกอยู่กับงานแบบนี้ได้ยังไงกัน" เสียงหวานๆร้องดังขึ้น ร่างบางระหงปรากฏขึ้นตรงหน้าประตู ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสะพรั่งจนแสบตา " ชิ!!!!....5 วันที่ผ่านมา....แกเล่นไปกี่ยกเล่านั่น!!!" ชลินทราถามเมื่อเห็นเพื่อนรักดูสดใสเกินต้าน " ก็...นะ....นั่นบ้องข้าวหลามนะเว่ยแก!!!ฉันก็ของขาดมานาน....ก็เลย...ตอนนี้คุณพี่ยังไม่ตื่นเลยเห็นบอกเหนื่อย...." มินตร
มินตราแยกตัวออกมาจากชลินทราที่ตอนนี้กำลังหวานแหววกับขุนศรีฯจนเลี่ยนแทบอ้วก เธอเดินจูงเจ้าครามม้าตัวโปรดที่หลวงหนุ่มมอบให้เป็นของมั่นพลางย่นจมูกใส่เพื่อนสาวอย่างหมั่นใส้ " ริษยาเขาฤาถึงทำหน้าราวกับเหม็นกลิ่นมูล" ชายหนุ่มที่เดินอยู่เคียงข้างกระเซ้าแหย่ " ข้าหาได้ริษยาดอกเจ้าค่ะคุณ...." ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง " คุณพี่..." มินตราหน้าแดงพลางเสมองไปทางอื่นแก้ขวยเขิน " เช่นนั้นก็อยากหยอกเย้าเหมือนเขางั้นฤา" เขาถามอีกครั้ง " คุณ..พี่...ก็ทราบ...ว่าข้าหาได้โปรดแบบนั้นไม่...ลองหยอกข้าเช่นท่านขุนดูทีฤา...มิแคล้วจักโดนข้าไล่ให้ไปกินมูลวัวเป็นยา" มินตราขมวดคิ้วมุ่น ดวงหน้างามละมัยพราวไปด้วยรัศมีที่ทำให้หัวใจชายหนุ่มข้างๆแทบจะกระเด็นกระดอนออกมาจากอกเสียตรงนั้นให้ได้ ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เมื่อนึกถึงของหมั้นที่นางขอแล้วก็รู้ได้ว่านางนั้นเกิดมาเพื่อเคียงบ่าเคียงไหล่ยอดนักรบเช่นเขา ทั้งม้าพันธุ์ดี ดาบแบบญี่ปุ่น ผ้าลินินชั้นยอด อีกทั้งแก้วแหวนเงินทอง พร้อมด้วยบ่าวอีกหนึ่งคนที่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่า บ่าววิปลาสเช่นอ้ายพาจู่นั่นต้องตานางได้อย่างไร " เจ้า...จักทำเยี่ยงไรกับอ้
ป่าเสลา ที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกสีม่วง ขาว บานสะพราวไปหลายลี้ สายลมเอื่อยๆพัดกิ่งใบส่งเสียงซ่าๆ ราวกับเสียงดนตรีบรรเลงเพลงก็มิปาน ม้าสีขาวปลอดค่อยๆเดินย่องตามแรงจูงของชายหนุ่ม ดวงหน้าหวาน ส่วนบนอานม้ามีหญิงสาว นั่งอยู่ ทั้งคู่พูดคุยกันในหลายๆเรื่อง หลายๆครั้งที่มีหยอกเย้ากันตามประสา คู่รัก ที่มีเพียงกันและกันเท่านั้น" ข้าอดสงสัยมิได้...วานแม่ช่วยแถลงใข...ในโลกโน้นของเจ้า...เหตุใดสตรีจึงมีสิทธิเสรีเท่าเทียมกัน....แลหากสตรีผู้เป็นม่าย...จักมีผัวใหม่ได้มิมีข้อกังขาฤาไร" ขุนศรีผู้ไม่เข้าใจตรรกะความนึกคิดของคนในโลกโน้นที่ชลินทราพูดถึงได้ถามใขข้อสงสัย" มีเหตุก็ต้องมีผลแลเจ้าค่ะ....กว่าสตรีจักมีสิทธิ์แลเสียงได้เทียบเท่าบุรุษก็เสียไปก็มาก ไม่ว่าจะเป็น เสียง สิทธิ์ ชีวิต หรือแม้แต่ศักดิ์ศรี....บุรุษชายขึ้นชื่อว่าเป็นชาตินักรบ ยังสยบต่อสตรีนี่เจ้าคะ....ไม่แปลกที่ จักมี นักสิทธิสตรีหลายๆคนออกมาต่อสู้เพื่ออิสระของตน " ชลินทราอธิบาย"ที่เจ้าพูดก็สมเหตุ...แม่บัว...ข้าขออภัยที่จาบจ้วงเจ้ามาก...แต่ข้าจักขอถาม...ถึงผู้ที่เคยเป็นคนรักเก่าของเจ้า...ได้ฤาไม่" ขุนศรีตรีเทพโอสถ หมอหลวงของวังหลวง หยุดเดิน







