Beranda / โรแมนติก / บ่วงบรรพกาล / บทที่ 8 ป่าเสลากับเราสอง

Share

บทที่ 8 ป่าเสลากับเราสอง

last update Tanggal publikasi: 2026-07-12 16:01:33

เสียงกริ่งเรียกรวมแพทย์ฉุกเฉินในห้องผ่าตัดดังขึ้นราวกับเป็นเสียงเรียกจากมัจจุราชของเหล่าแพทย์ ร่างสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นเมื่อแว่วๆ ถึงเสียงประกาศเรียกตัวแพทย์ Extran ด่วน ชลินทราพละจากโต๊ะทำงานในห้องพักแพทย์แล้วออกวิ่งไปยังทางเดิน สีขาวที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคย

เธอออกวิ่งเต็มกำลังไปยังจุดมุ่งหมายอย่างเร่งรีบทว่า ยิ่งออกวิ่งเท่าไหร่ ทางเดินที่ทอดยาวสีขาวคุ้นตากลับยาวขึ้นมากกว่าเดิมจนหญิงสาวรู้สึกเหนื่อยหอบ แต่พอหยุดวิ่ง หนทางข้างหน้าก็สลายหายไปกับหมอกควัน พลันทิวทัศน์รอบๆ กายก็เปลี่ยนไป ป่าหญ้ารกชื้นที่มีแต่เสียงน้ำตกแว่วๆ ป่าเสลา (สะเหลา) ผลัดดอกอกใบทั่วผืนป่าสีม่วงตัดเขียว

หญิงสาวก้มมองร่างกายที่ตอนนี้ไม่ได้สวมชุดกราวน์ของหมอแล้ว แต่ห่มสไบนุ่งซิ่นสีอ่อน เครื่องทองสิบเหล่าทอสะท้อนแสงแดดยามอัศดงระยิบระยับกระทบตา ชลินทรา มองไปรอบๆ กายด้วยสายตาลึกซึ้ง โดยไม่ได้สังเกตเห็นงูตัวสีขาวใหญ่โตที่กำลังเลื้อยเข้ามาใกล้ๆ เสียงขู่ฟ่อๆ ร้องเรียกร่างบางเบาๆ พลางค่อยๆ ขดกายรอบกายหญิงสาว

ชลินทราไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิดทั้งๆ ที่เธอเกลียดงู!! เธอกลับรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี เกล็ดสีขาวนวลมันเลื่อมค่อยๆ ตวัดรัดกายหญิงสาวช้าๆ จนกระทั่งมันเลื้อยขึ้นมาอยู่บนเอวสอบ ใบหน้าคมเท่ห์ดูมีเสน่ห์ลึกซึ้งของหญิงสาวเผชิญหน้ากับงูตัวใหญ่ที่แผ่แม่เบี้ยอยู่เหนือหัว นิ้วเรียวลูบไล้พังพานของมันอย่างหลงไหล ดวงตาสีแดงเลือดขของงูเผือกจ้องมองเธอไม่วางตา. ชลินทรา ชอบสายตาคู่นี้...ชอบ...

" อี๋ย์ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่เอานะไม่เอางู~~"

ชลินทรานอนละเมอลั่นสะดุ้งลุกขึ้นนั่ง เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มใบหน้า เสียงไก่ขันบอกเวลาของเช้าวันไหม มือบางลูบไล้แขนเรียวก่อนจะสะบัดกายทำท่าขนลุก ภาพในห้วงฝันยังคงตราตรึงอยู่ในหัว แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงมื้อเช้าของวันใหม่ หลังทานอาหารฝีมือคุณหญิงเพ็ญจนอิ่มท้อง ชลินทราก็รีบเล่าถึงฝัน อันสยดสยองของตนให้เพื่อนสาวฟัง

" เขาว่าฝันแบบนี้จะได้เนื้อคู่นะแก...ไม่ใช่ฝันร้ายเสียหน่อย...ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ "

มินตราบอก พลางลงมือร้อยมาลัยเพื่อเตรียมไปไหว้พระ

" ทำไมต้องงูวะ...แก...ฉันเกลียดงู....เอาเป็น...ปูหรืออุ๋งๆ ก็ได้นี่แก"

ชลินทราโอดโอยพลางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เธอหวนนึกถึงสมัยยังเด็กที่โดน ยัยเพื่อนตัวแสบจับงูที่เลี้ยงไว้โยนใส่จนเธอกลัวมาจนถึงทุกวันนี้.

" มันก็แค่ฝัน...แกจะจริงจังทำไมวะ...แล้วนั่นช้ำหมดแล้วนะยะ..."

มินตราปลอบ เมื่อเห็นว่าแม่เพื่อนสาวคนสวย เหม่อลอยถึงกับทำดอกไม้ในมือซ้ำไปเสียหมด ทั้งๆ ที่ปรกติ ชลินทราจะร้อยได้สวยกว่าเธอแท้ๆ ...แต่เธอนี่สิ ร้อยยังไงถึงออกมารุ่งริ่งไม่เป็นท่า มินตรามุ่นหน้าเบื่อโลกพลางหันไปจับกลีบบัวแทน ดูเหมือนเธอจะถนัดจับกลีบบัวมากกว่าสินะ

" อยากออกไปขี่ม้าเล่นอ่ะ...แกไปวัดเองเถอะนะ...อารมณ์หงุดหงิดแปลกๆ ...ไม่มีกะจิตกะใจว่ะ"

ชลินทราวางมาลัยไว้บนโต๊ะ บอกปัดไปวัดกับมินตราก่อนจะเดินไปขออนุญาติ คุณหญิงเพ็ญ ออกไปขี่ม้ารับลม ซึ่งนางก็อนุญาติตามคำขอ

วันนี้พระยาบรรลือไม่อยู่เรือนเนื่องจากมีกิจเร่งด่วนตั้งแต่เช้ามืด และบ่าวไพร่ชายก็พากันออกไปสวนไปนาหมด วันนี้ทั้งวันจึงมีเพียงผู้หญิงอยู่เต็มเรือน จึงเป็นโอกาศดีที่ ชลินทราจะไปขี่ม้าเล่นชมนกชมไม้ให้ใจสงบ หากเป็นเวลาที่นางจากมาคงไม่แคล้วออกไปแว้น รับลมแถวๆ ชานเมือง

" อ้าว!! แม่มิน มิได้ไปขี่ม้า กับแม่บัวเขาฤา "

คุณหญิงเพ็ญ ถามสีหน้าตกใจเมื่อเห็นว่ามินตราพึ่งเดินออกมาจากหอพระแทนที่จะไปขี่ม้าเล่นกับเพื่อนสาวดั่งเช่นทุกที

" มิได้ไปเจ้าค่ะ ข้าไคร่อยากไหว้พระเลยมิได้ตามแม่บัวไปเจ้าค่ะ "

มินตราตอบ

" เช่นนั้นดอกฤา แล้วแม่บัวไปกับผู้ใดเล่า "

คุณหญิงเพ็ญถามด้วยเห็นว่าทาสบ่าวในเรือนก็อยู่ด้วยกันครบ

" บ่าวเห็นว่าแม่บัวออกไปคนเดียวมิได้ไปกับผู้ใดเจ้าค่ะ...เห็นนางบอกว่าครานี้จะไปที่ป่าบ้านใต้เจ้าค่ะ"

" ตายจริงอีนุ่ม!!! นี่มึงมิได้บอกนางดอกฤาว่าป่าบ้านใต้โจรชุมนักตายๆ ๆ ไปเรียกอ้ายบุญกับอ้ายมั่นมา!!! ข้าจักให้มันไปตามนาง!!! "

แม่นุ่ม หลบหน้าแสยะยิ้มมีเลศนัย มินตรามองดูก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น. เมื่อสองวันก่อนชลินทราบ่นเบื่อๆ จึงออกไปขี่ม้าเล่นที่ป่าเหนือ โดยมีบ่าวชายบ่าวหญิงติดตามนำทางไป แต่แม่นุ่มคนนี้นี่แหล่ะ ที่สาปแช่งเพื่อนของเธอตามข้างหลัง

มินตราจำคำสาปแช่งนั้นได้ดี ' สาธุให้โจรป่ามันฉุดไปย่ำยีเสียข้าคงจักดีใจไม่น้อยที่อีวิปลาสได้ตกตายไปเสียที' มินตราจำคำนั้นได้แต่เธอไม่ติดใจเพราะเบาใจว่าอย่างน้อยเพื่อนเธอก็มีบ่าวไปเป็นเพื่อน แต่คราวนี้ต่างกันเธอไปคนเดียว ทั้งเพื่อนสาวของเธอยิงสู้ใครไม่เป็น มินตรา นึกเป็นห่วงเพื่อนสาวขึ้นมาจับจิต เธอไหว้ลา คุณหญิงเพ็ญ เพือออกไปตามหาเพื่อนสาว แม้จะถูกห้ามปรามก็ตาม

" ไปเสียทีอีพวกวิปลาส เรือนนายกูจักได้สะอาดไร้มลทิน กูสะใจจริงจริ๊งอีเอื้อย อีใบ ครานี้กูจักทำให้คุณพระกับคุณหญิงยกกูขึ้นเรือนเสียให้ได้คอยดู "

นางนุ่มโก่งคอหัวร่อสะอกสะใจความคิดชั่วร้ายฝังลึกลงในใจที่ดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดจนไม่อาจที่จะกลับใจอีก ทาสสาวสองนางที่ตกเป็นเบี้ยล่างแม่นุ่มมาตลอดจึงได้แต่มองหน้ากันอย่างอ่อนใจโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย  ที่นางนุ่มบอกนั้นมิเป็นความจริงแม้แต่น้อย นางรู้จากบ่าวนอก** ว่าชลินทราเอาม้าไปยัง

ป่าเสลาซึ่งเป็นรอยต่ออนาเขตของเรือนท่านพระยาบรรลือ. แต่สิ่งที่นางต้องการจริงๆ คือแม่มินตราหน้าหวานปานน้ำผึ้ง นี่ต่างหากเล่า ท่าทางอ่อนหวานอย่างนั้้นมิแคล้วต้องโดนโจรป่าฉุดขืนใจจนเสียสติเป็นแน่. การกำจัดขวากหนามเพื่อก้าวสู่ที่สูง แล้งนางนุ่มนั้นไม่เกี่ยวว่าจะใช้วิธีการอย่างไร ขอแค่ทาสในเรือนเบี้ยอย่างมันถูกยกขึ้นเรือนนลูกบุญธรรมจริงๆออกหน้าออกตาเป็นพอ

 

ป่าเขาเป็นทิวสูงบ้างต่ำบ้างสลับกันตามสองข้างทาง กลิ่นหอมหวนของใบหญ้าและดอกไม้กระทบเข้ากับโสตประสาทของชลินทรา ทำให้หญิงสาวเผลอสูดมันเข้าเต็มปอด ม้าพันธุ์ดีตัวอวบค่อยๆ ควบไปยังทางที่ถูกผู้เป็นนายบังคับบังเหียนไป ชลินทรา ชมนกชมไม้มาตลอดสองฝั่งทาง จนลืมเลือนเรื่องฝันของนางไปเสียสนิท

หญิงสาวไม่ได้ไปป่าบ้านใต้เหมือนที่แม่นุ่มกล่าว หากแต่เดินทางไปยังป่าอีกด้านแทน  ต้นเสลา ที่ยังคงออกดอกสีม่วงอมขาวประปรายตามทางเดิน ชลินทราฉีกยิ้มหวานเมื่อเห็นสิ่งสวยงามตามธรรมชาติตรงหน้า พื้นที่ทั่วผืนป่าเต็มไปด้วยความงามอันเกินบรรยาย เหมือนป่าซากุระที่ญี่ปุ่นไม่มีผิด เท้าบางกระแทกสีข้างม้าหนุ่มให้เดินไปในป่าเสลาสีงาม ชลินทราจัดการผูกม้าไว้กับต้นไม้ต้นหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปเหมือนกับโดนมนต์สะกด. โดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังตามเธอมาจากด้านหลัง!!!

" สวยเหมือนซากุระเลย...ต้นอะไรกัน?? "

เสียงใสเอ่ยถามตัวเองดวงตาคมมองไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น

" ต้นเสลา..." เสียงทุ่มนุ่มลึกล้ำเอ่ยขึ้นตอบทำเอาร่างบางสะดุ้งเฮือกจนเซถลา ทว่าก่อนที่เธอจะล้มลงไปลำแขนแข็งแกร่งของชายหนุ่มก็ตระหวัดรัดเอวบางเอาไว้ในอ้อมแขนแกร่งจนทำให้ จมูกโด่งได้รูปของชลินทรากระทบกับแก้มสากของอีกฝ่าย ดวงตาคมหวานซึ้งคุ้นตาของ ท่านขุนศีรตรีเทพโอสถ ประสานเข้ากับดวงตางามล้ำของหญิงสาว วันนี้เขานึกครึ้มใจประหลาดจึงได้นำอ้ายอองตวน ม้าคู่กายออกมาวิ่งให้อิ่มใจ แต่ท่านขุนหนุ่มกลับมิคาดคิดว่าจะได้อิ่มใจถึงเพียงนี้

" ทะ...ท่านขุนศรี...ขออภัยเจ้าค่ะ....มิทราบว่าท่านขุนจักอยู่แถวนี้"

ชลินทราเขินอาย พยายามผลักอกแกร่งของชายหนุ่มออก ตากลับถูกแขนแกร่งรัดรึงไว้แน่นราวกับหนวดปลาหมึก

" ข้ามาขี่ม้าชมดอกเสลา...แลเห็นเจ้ายืนชมอยู่ก่อนแล้วจึ่งได้มาหา"

เสียงทุ้มกระซิบข้างหู พลางกระชับอ้อมแขนของตนให้แน่น ดวงหน้าหมดจดของร่างบางตรงหน้าเริ่มซับสีเลือดเพราะความเขินอาย มือบางน้อยๆ ทุบอกแกร่งเขาแก้ขัดเขิน แต่เขาไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิดเดียว

" ปล่อยข้าทีเถิดพ่อ....ข้าเริ่มจักหายใจไม่ออกแล้ว" ชลินทรา ร้องขอเสียงอู้อี้เพราะความเขอะเขินที่ถูกบรรยากาศที่เหมือนในละครเล่นงานเธอจนเธอแทบจะไปไม่เป็นเช่นนี้. หญิงสาวกรีดร้องในใจเบาๆ เมื่อมือบางสำผัส อกตึงแน่นไปด้วยมัดกล้ามของคุณหมอหนุ่ม ขุนศรีฯ ค่อยๆ คลายอ้อมแขนอย่างแสนเสียดาย

" ข้าออกมาก็นานแล้วข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ"

ชลินทรารู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้าริ้นเสียจนรู้สึกถึงกลิ่นความเลือดในโพรงจมูกของตัวเอง หญิงสาวรีบเดินไปปลดม้าและขึ้นควบวิ่งไปด้วยความอายที่ยังคงอวนในฝ่ามือบาง ความตึงแน่นของกล้ามอกนั่น...ช่างงานดีเสียนี่กระไรหนอ ยัยเกมส์เอ้ยยย!!!

" ประเดี๋ยวก่อนแม่ ข้าไปด้วย!!! "

ท่านขุนหนุ่มแอบลอบยิ้มกริ่มเมื่อเห็นว่าร่างบางนั้นมีปฏิกิริยากับเขามากเพียงใดความหวังที่จักได้เกี่ยวดองกับหญิงสาวคงจักไม่ไกลนัก            (** ทาสในเรือนจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ทาสในเรือนกับทาสนอกเรือน**)

 

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 37 ไม่มีเหตุผลของมะนมีเพียงสองเราผูกกันก็พอ (อวสาน)

    ชลินทราลืมตาตื่นขึ้นมาพบเพียงหลังมุ้งลายดอกพิกุลอันคุ้นตาและกลิ่นหอมเย็นๆของเครื่องหอมที่ถูกอบอวลอย่างปราณีต เสียงไก่ขัน เสียงนกร้อง และเสียงของการดำเนินชีวิตของผู้คน ร่างบางบิดกายเล็กน้อยขับไล่ความเมื่อยล้า กายเปล่าที่แอบซ่อนในผ้าห่มสัมผัสกับความอบอุ่นที่มีร่างกำยำของสามีนอนกอดอยู่ หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆไล่แสงจ้าจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบ่งบอกว่ายามนี้นั้น สายมากแล้ว เธอค่อยๆขยับกายออกจากอ้อมอกของสามีแล้วแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปห่มผ้าให้ร่างกำยำที่ยังคงส่งเสียงกรนเบาๆอยู่บนเตียง เรือนร่างสีน้ำผึ้งยังคงมีร่องรอยของความรักที่ถูกฝากฝังไว้จากเมื่อคืน ทันทีที่ชลินทราก้าวออกจากประตู บ่าวรับใช้ที่นั่งรอหน้าประตูตั้งแต่เช้าตรู่ก็รีบปรี่เข้ามาดูแลตามหน้าที่ของตน หญิงสาวนึกถึงความฝันที่เด่นชัดเสียจนแทบแยกแยะไม่ออกว่านั่นคือฝันหรือความจริง จวบจนส่งสามีของตนไปประจำเวรหมอหลวง เธอจึงได้นำความฝันนั้นมาเล่าสู่กันฟังให้แก่มินตราฟัง " แกก็ฝันเหมือนกันรึ...แปลก...ฉันคิดว่าฉันฝันอยู่คนเดียวเสียอีก" มินตรา ทำหน้ายุ่งพลางเหม่อมองไปยังเตียงรักษาที่ประปรายไปด้วยผู้ป่วยสองสามราย " พูดไ

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 36 บทลงโทษ

    สิ้นเสียงกัมปนาทของท้องฟ้าที่เคยสว่างสไหว สายฝนห่าใหญ่ก็โปรยลงมาไม่ขาดสาย พลันแดดจ้าก็สาดส่องจนน้ำแห้งเหือดหาย เกิดกลียุค กาลีบ้านกาลีเมืองหาสาเหตุไม่ได้ เจ้าหลวงจึงเร่งรีบหาโหรหลวงเพื่อสอบถามความวิปริตนี้" พระอาญามิพ้นเกล้าเจ้าข้า...เหตุกลียุคนี้เกิดขึ้นเพราะมีคนผิดผีบ้านผีเมืองเจ้าข้า!!!" โหรหลวงทายทัก ราวกับมีเมฆทมึนคุ้มไปทั่วคุ้มหลวง ยิ่งเสียกว่าเสียงผลุสวาทใดๆ เจ้าหลวงผู้ปกครองแค้วน โกรธจนใบหน้าที่ครึ้มหนวดเขียวปนแดง" มันผู้ใดที่บังอาจผิดผี!!! ท่านเสนา!!!ไปตามลากตัวมันมาบัดเดี๋ยวนี้!!!" สิ้นเสียงตรัสสั่งเหล่าข้าหลวงต่างกุลีกุจอแยกย้ายตามหาตัวต้นเหตุกาลีบ้านกาลีเมืองกันจนจ้าละหวั่นตามบัญชาอีกฝั่งของฝากน้ำตก คู่รักหนุ่มสาวสองคู่ยังคงตระกองกอดกันอย่างกลมเกลียวเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็มิอาจนับ ร่างเปลื่อยเปล่าของหญิงชายนวยนาจแก่กันราวกับจะมีสิ่งใดมาพลัดพรากรสสวาทของพวกเขาออกจากกัน"เฮาผิดผีเยี่ยงนี้มิเป็นไรฤาพี่ท่าน" เจ้านางจันทรเงยหน้าออกจากอกแกร่งถามสวามีของตน"ข้าก่อบ่รู้ได้...แต่ตอนนี้ข้าอยากกอดเจ้าถ่ออั้น" แม่ทัพหนุ่มจุมพิศหน้าผากมนอย่างรักไคร่มือหน้าปะป่ายเกาะกุมปทุมถันอันเนียน

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 35 บ่วงที่ผูกพัน

    ย้อนไปราว 1 พันปีก่อนที่มินตรากับชลินทราจะถูกเจ้าแม่แต่มจันทร์ส่งมายังมิติอีกโลก"เจ้านางน้อย...เจ้าก่อเคยหันแม่ทัพเหมราชนี่เจ้าคะ" อุษา ถามพลางใช้ใบตาลโตนดที่ถูกนำมาตกแต่งอย่างสวยงามพัดวีผู้เป็นนาย ที่กำลัง ทำบายศรีเพื่อนำไปถวายเทวาลัยอยู่" ก่อแล้วเยี่ยงใดเล่า...ข้าเคยหันแม่ทัพเหมราชเถื่อเดียวก่อตอนพิธีสยุมพรพี่นางสว่างเทวีก่อบ่ได้แปลว่าข้าจักปลงใจเกี่ยวดองกับท่านแม่ทัพได้นี่อุษา" เจ้านางน้อยจันทรเทวีทำหน้ามุ่ยเมื่อได้ยินข่าวว่าเจ้าหลวงได้ประธานตนให้กับแม่ทัพหนุ่มที่ชนะศึกหลวงมาได้เป็นรางวัล แต่เธอนั้นกลับไม่ได้ต้องการเกี่ยวดองกับชายใดเลย เธอรู้สึกว่ามันเร็วไปสำหรับตัวเธอที่พึ่งจะศิริอายุได้ 17 ขวบปี" เห้อ!!!เจ้านางเลี่ยงไปก่อบ่พ้นกำตรัสเจ้าหลวงดอกเจ้าค่ะ..." อุษา นางสนองโอษฐ์ ที่ควบตำแหน่งพี่เลี้ยงถอดหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน " เจ้านางจันทรเทวี " เสียงๆหนึ่งร้องเรียกขึ้น หญิงสาวใบหน้าหวานเงยหน้ามองพลางฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นร่างบางระหงของพี้สาวต่างมารดาเดินเข้ามายังคุ้มของตน"พี่นางสุริยาเทวี!!! " เจ้านางน้อยผละลุกออกจากตั่งไม้ประดับที่นั่งอยู่แล้วรีบเดินมาหาหญิงสาวที่อายุไล่เรี่ยกันตร

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 34 พันธนาการ (18+)

    ชลินทรา ทำหน้ายุ่ง สติสตังไม่ได้จดจ่ออยู่กับใบสั่งยาตรงหน้าเสียเท่าไหร่ ก็ในเมื่อเเม่เพื่อนรักที่ทำท่าจะไม่ยอมมีผัวง่ายๆ...ตอนนี้กลับเริงร่ากกผัวอยู่บนเรือนไม่ค่อยมาหาตนเสียหลายวันแล้ว แม้ว่าอีกไม่กี่วันเธอก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานเหมือนกัน แต่เธอก็รู้สึกเหงาๆอยู่ดี " พิธีอยู่หอสิ้นสุดวันนี้หนาเจ้าคะคุณหมอ...อย่าได้ริษยาแม่นายมินไปใย" เอื้อยเอ่ยขัดขึ้นอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นผู้เป็นนายทำท่าเหมือนเด็กน้อย " ฉันล่ะ..หมั่นใส้แม่มินนัก...ทำท่าทางราวไม่ยากมีผัวเล่นตัวงี่เง่า...แต่ดันชิงแต่งงานตัดหน้าข้าไปเสีย..." ชลินทราทำปากขมุบขมิบเง้างอนแล้วหันไปให้ความสนใจกับงานที่กองอยู่ตรงหน้าต่อ " น้อยอกน้อยใจอะไรนักหนายัยบ้านี่!!! ฉันออกหอแล้วแกก็ต้องเตรียมตัวสิ...มาคลุกอยู่กับงานแบบนี้ได้ยังไงกัน" เสียงหวานๆร้องดังขึ้น ร่างบางระหงปรากฏขึ้นตรงหน้าประตู ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสะพรั่งจนแสบตา " ชิ!!!!....5 วันที่ผ่านมา....แกเล่นไปกี่ยกเล่านั่น!!!" ชลินทราถามเมื่อเห็นเพื่อนรักดูสดใสเกินต้าน " ก็...นะ....นั่นบ้องข้าวหลามนะเว่ยแก!!!ฉันก็ของขาดมานาน....ก็เลย...ตอนนี้คุณพี่ยังไม่ตื่นเลยเห็นบอกเหนื่อย...." มินตร

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 33 อดีตไม่สำคัญ ปัจจุบันขอแค่มีเจ้า

    มินตราแยกตัวออกมาจากชลินทราที่ตอนนี้กำลังหวานแหววกับขุนศรีฯจนเลี่ยนแทบอ้วก เธอเดินจูงเจ้าครามม้าตัวโปรดที่หลวงหนุ่มมอบให้เป็นของมั่นพลางย่นจมูกใส่เพื่อนสาวอย่างหมั่นใส้ " ริษยาเขาฤาถึงทำหน้าราวกับเหม็นกลิ่นมูล" ชายหนุ่มที่เดินอยู่เคียงข้างกระเซ้าแหย่ " ข้าหาได้ริษยาดอกเจ้าค่ะคุณ...." ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง " คุณพี่..." มินตราหน้าแดงพลางเสมองไปทางอื่นแก้ขวยเขิน " เช่นนั้นก็อยากหยอกเย้าเหมือนเขางั้นฤา" เขาถามอีกครั้ง " คุณ..พี่...ก็ทราบ...ว่าข้าหาได้โปรดแบบนั้นไม่...ลองหยอกข้าเช่นท่านขุนดูทีฤา...มิแคล้วจักโดนข้าไล่ให้ไปกินมูลวัวเป็นยา" มินตราขมวดคิ้วมุ่น ดวงหน้างามละมัยพราวไปด้วยรัศมีที่ทำให้หัวใจชายหนุ่มข้างๆแทบจะกระเด็นกระดอนออกมาจากอกเสียตรงนั้นให้ได้ ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เมื่อนึกถึงของหมั้นที่นางขอแล้วก็รู้ได้ว่านางนั้นเกิดมาเพื่อเคียงบ่าเคียงไหล่ยอดนักรบเช่นเขา ทั้งม้าพันธุ์ดี ดาบแบบญี่ปุ่น ผ้าลินินชั้นยอด อีกทั้งแก้วแหวนเงินทอง พร้อมด้วยบ่าวอีกหนึ่งคนที่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่า บ่าววิปลาสเช่นอ้ายพาจู่นั่นต้องตานางได้อย่างไร " เจ้า...จักทำเยี่ยงไรกับอ้

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 32 ลิขิตจากฟ้านำพาให้เรามาพบกัน

    ป่าเสลา ที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกสีม่วง ขาว บานสะพราวไปหลายลี้ สายลมเอื่อยๆพัดกิ่งใบส่งเสียงซ่าๆ ราวกับเสียงดนตรีบรรเลงเพลงก็มิปาน ม้าสีขาวปลอดค่อยๆเดินย่องตามแรงจูงของชายหนุ่ม ดวงหน้าหวาน ส่วนบนอานม้ามีหญิงสาว นั่งอยู่ ทั้งคู่พูดคุยกันในหลายๆเรื่อง หลายๆครั้งที่มีหยอกเย้ากันตามประสา คู่รัก ที่มีเพียงกันและกันเท่านั้น" ข้าอดสงสัยมิได้...วานแม่ช่วยแถลงใข...ในโลกโน้นของเจ้า...เหตุใดสตรีจึงมีสิทธิเสรีเท่าเทียมกัน....แลหากสตรีผู้เป็นม่าย...จักมีผัวใหม่ได้มิมีข้อกังขาฤาไร" ขุนศรีผู้ไม่เข้าใจตรรกะความนึกคิดของคนในโลกโน้นที่ชลินทราพูดถึงได้ถามใขข้อสงสัย" มีเหตุก็ต้องมีผลแลเจ้าค่ะ....กว่าสตรีจักมีสิทธิ์แลเสียงได้เทียบเท่าบุรุษก็เสียไปก็มาก ไม่ว่าจะเป็น เสียง สิทธิ์ ชีวิต หรือแม้แต่ศักดิ์ศรี....บุรุษชายขึ้นชื่อว่าเป็นชาตินักรบ ยังสยบต่อสตรีนี่เจ้าคะ....ไม่แปลกที่ จักมี นักสิทธิสตรีหลายๆคนออกมาต่อสู้เพื่ออิสระของตน " ชลินทราอธิบาย"ที่เจ้าพูดก็สมเหตุ...แม่บัว...ข้าขออภัยที่จาบจ้วงเจ้ามาก...แต่ข้าจักขอถาม...ถึงผู้ที่เคยเป็นคนรักเก่าของเจ้า...ได้ฤาไม่" ขุนศรีตรีเทพโอสถ หมอหลวงของวังหลวง หยุดเดิน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status