Inicio / รักโบราณ / บ่วงรักอุษณีย์ / ประสาทพิชัยนาคา

Compartir

ประสาทพิชัยนาคา

last update Fecha de publicación: 2026-08-19 11:31:44

18 ปี ต่อมา

บ้านไม้เรือนเครื่องสับยกใต้ถุนสูงที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ให้ความรู้สึกสงบร่มรื่นและเย็นสบาย 

“จ๊ะ โจง จ๊ะ ทิง โจง ทิง”

เสียงใสของเหล่านางรำในคณะดังเคล้าไปกับเสียงนกที่แข่งกันเปล่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว เอ่ยออกมาเป็นการนับจังหวะโดยพร้อมเพรียง ขณะกำลังฝึกซ้อมท่าพื้นฐาน ก่อนจะเข้าบทเพลงเหมือนเช่นทุกวัน

เหล่าหญิงสาวในชุดผ้าแถบสีพื้นและสไบสีเรียบ พร้อมนุ่งโจงกระเบนที่กำลังยกขาตั้งฉากไปด้านหน้า และย่อตัวลงกดหน้าทับแต่พองาม โดยมีแม่ครูแก้วเดินกำกับจัดท่วงท่าให้นางรำในคณะอย่างใกล้ชิด 

ร่วมถึง นิล บุตรสาวเจ้าของโรงละครนอกที่กำลังเม้มริมฝีปากแน่น เพราะต้องทรงตัวบนขาเรียวเล็กเพียงข้างเดียวเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ

ไม่รู้เหตุใดวันนี้แม่ข้าถึงทิ้งจังหวะเปลี่ยนท่านานนัก

นิลนึกบ่นอยู่เพียงในใจ เพราะความเหนื่อยล้าของเรียวขาที่เริ่มสั่นเล็กน้อย แต่ด้วยใจที่รักในการร่ายรำมาตั้งแต่เด็ก เธอจึงอดทนและฝึกต่อไปอย่างตั้งใจ โดยมิกล้าปริปากเอ่ยคำใดออกมา

“เพียงมินาน ขาก็สั่นถึงเพียงนี้ แล้วจะขึ้นรำได้อย่างไรแม่นิล”

แม่ครูแก้วที่เหลือบมาเห็นท่าทางโงนเงนของลูกสาวก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ อย่างเหนื่อยใจ จึงใช้ไม้เรียวในมือแตะระนาบเป็นเส้นตรงลงบนไหปลาร้าเบาๆ เพื่อเตือนให้คนตัวเล็กเปิดไหล่ เชิดหน้าตรง ก่อนจะเลื่อนไม้มากดลงที่หน้าทับ เพื่อบังคับให้นิลย่อตัวลงอีกเล็กน้อยให้ได้ท่วงท่าอ่อนช้อยและดูสง่างามมากที่สุด

“…”

ความเย็นเฉียบของเนื้อไม้ที่กดลงบนผิวเนื้อ ทำให้นิลสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็รีบสูดหายใจเข้าลึกๆ ยืดแผ่นหลังและหน้าอกขึ้นแต่กดบ่าลงเชิดคอขึ้นเล็กน้อย

หยาดเหงื่อเม็ดใสเริ่มผุดพรายตามกรอบหน้าและไรผม เปียกซึมผ่านผ้าแถบสีพื้นอย่างเห็นได้ชัด

“เป็นตัวนางหน้าขาอย่าแบะ หลังต้องตั้งตรง กดสะโพกลงอีกแม่นิล” 

เสียงเย็นเฉียบของแม่ครูแก้วเอ่ยบอกบุตรสาวของตนดังขึ้น พร้อมสอดส่องสายตามองไปยังนางรำคนอื่นๆ ที่ดูจะมีอาการไม่ต่างกัน เว้นเสียแต่แม่ชบา นางรำเอกของคณะที่ยังคงนิ่ง และเก็บท่วงท่าได้สง่างาม อ่อนช้อยไม่ต่างจากแม่ครูในตอนยังเยาว์วัย

“เริ่มที่เพลงช้า เพลงเร็ว และเข้าเพลงแม่บทเล็กต่อ!”

แม่ครูเอ่ยบอกช้าๆ อย่างใจเย็น แต่กลับทำให้เหล่านางรำโอดครวญอยู่ในใจไม่น้อย เพราะวันนี้แม่ครูขึ้นต่อเพลงแบบไม่เว้นจังหวะให้ได้พักหายใจเลยสักนิด 

แต่ทว่าด้วยความรักในการร่ายรำ และกลัวจะถูกดุทำให้ไม่มีใครปริปากบ่นออกมาเลยสักคน

คณะวงดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลงที่ต้องฝึกซ้อมทันที เหล่านางรำก็เริ่มเคลื่อนไหว จากท่านั่งยกมือขึ้นพนมกลางอก และขยับท่วงท่าพร้อมกันอย่างนุ่มนวล 

นิลยกมือขึ้นพนมพร้อมกับยกยืดตัวตามจังหวะ ทั้งตัวพระและตัวนางจะเริ่มประเท้าฝั่งข้างขวา เพื่อเตรียมยืด ยุบ และก้าวเท้ารำตามจังหวะ 

เสียงตะโพนและฆ้องวงรัวกระชั้นชิดขยับจังหวะเร็วขึ้น เหล่านางรำเริ่มเปลี่ยนจังหวะซอยเท้าและพลิกขยับกาย แต่ยังคงรักษาความงดงามและความอ่อนช้อยและลมหายใจเอาไว้ได้อย่างดี

ดนตรียังบรรเลงต่อไปในขณะที่นิลเริ่มเหงื่อชุ่มกาย ดวงตากลมเพ่งมองแผ่นหลังของแม่ชบาที่อยู่แถวหน้า แม่ชบาในยามนี้ขยับเยื้องย่างอย่างพลิ้วไหว ท่วงท่าอ่อนช้อยรับกับจังหวะได้อย่างไร้ที่ติ

เธอมองแม่ชบาอย่างชื่นชม และตั้งใจเอาแม่ชบาเป็นแรงผลักดันในการฝึกซ้อมและหวังจะสร้างชื่อเสียงให้คณะโรงละครนอกเช่นเดียวกันในฐานะนางรำและบุตรสาวของพ่อโรง

วงดนตรียังลงบรรเลงเพลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับนางรำที่ยังคงร่ายรำต่อจนกระทั่งจบเพลง 

ทว่ายังไม่ทันที่แม่ครูจะได้เอ่ยปากติชมท่วงท่าเพื่อให้คำแนะนำที่ต้องแก้ไข เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากบันไดเรือน พลันปรากฏร่างของพ่อโรง เจ้าของโรงละครนอกที่เดินเข้ามาในลานซ้อมด้วยสีหน้าจริงจัง

“เอาล่ะ พักฟังทางนี้กันก่อน” 

นายจันเอ่ยเสียงก้อง น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างมั่นคง และเต็มไปด้วยอำนาจบารมี เพราะนอกจากแม่ครูแก้วก็มีพ่อโรงที่ทุกคนต่างก็ให้ความเคารพสูงสุดไม่ต่างกัน

“ข้ามีข่าวสำคัญจะแจ้งให้พวกเอ็งรู้... สองเรื่องใหญ่”

สายตาของพ่อโรงกวาดมองเหล่านักดนตรีและนางรำในคณะ ก่อนจะมาหยุดลงที่แม่ครูเมียของตน แม่ชบา และแม่นิลบุตรสาวเพียงคนเดียวตามลำดับ

“เรื่องแรก... งานไหว้ครูในปีนี้ ทางศาลาว่าการได้ส่งหมายกำหนดการมาแล้ว จะมีงานจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าคณะของพวกเราได้เข้าร่วมการรำถวายมือหน้าพระพักตร์เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่จะเสด็จมาครั้งนี้ด้วย”

เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ทว่าคำประกาศต่อมาของพ่อโรงกลับทำให้ลานซ้อมกลางบ้านต้องเงียบกริบอีกครั้ง

“และเรื่องที่สอง การรำถวายมือหนนี้ จะมีการคัดเลือกนางรำ ที่จะรำถวายในพิธีบวงสรวงใหญ่ที่ปราสาทพิชัยนาคา ซึ่งจะจัดขึ้นในหมู่บ้านของเราเป็นปีแรก”

นิลเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบด้วยความรู้สึกบางอย่าง เป็นความรู้สึกตื่นเต้นปนดีใจราวกับว่าพิธีที่กำลังจะเกิดขึ้นคือสิ่งที่เธอนั้นเฝ้ารอมันมาตลอดทั้งชีวิต แต่เธอก็บอกตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม

“เนื่องจากปีนี้มีการยกช่อฟ้าอุโบสถหลังใหม่ และยกฐานะสำนักวัดขึ้นเป็นวัดนาคเนรมิต จึงทำให้มีการจัดพิธีแห่บวงสรวงขึ้นปราสาทพิชัยนาคา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนเคารพนับถือด้วย”

“…”

“ข้าหวังว่า จะมีหนึ่งในพวงเอ็งในคณะของเราที่จะผ่านการคัดเลือกครั้งนี้”

“…”

“และขอให้จำคำของข้าเอาไว้ จงทำหน้าที่ของตนในฐานะนางรำละครนอกให้ดี และท่องจำไว้เสมอว่า หากวันนี้พวกเอ็งคิดจะรำ ก็จงรำด้วยความตั้งใจ ส่งไปให้สุดแขน และเมื่อคิดว่าจะมองก็จงมองให้สุดสายตา อย่าให้เสียชื่อแม่ครูของพวกเอ็ง”

เมื่อสิ้นคำประกาศของพ่อโรง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็คล้ายจะผ่อนคลายลง ทว่าความนิ่งงันกลับมีแรงกดดันเข้ามาแทนที่ในใจของทุกคนแทน เพราะไม่มีใครในที่นี้ที่ไม่อยากถูกคัดเลือก

“เอาล่ะ แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ ประเดี๋ยวตอนบ่ายคล้อยค่อยมาต่อเพลงกันใหม่”

เสียงของแม่ครูแก้วเอ่ยสำทับก่อนจะปล่อยเลิกซ้อม เหล่านางรำทุกคนต่างก้มลงกราบไปในทิศทางที่เศียรพ่อแก่บรมครูสูงสุดตั้งอยู่บนเรือน ก่อนจะหันก้มกราบลงทางพ่อโรงและแม่ครูพร้อมกัน แล้วค่อยๆ ทยอยขยับกายลุกขึ้นแยกย้ายไปยังเรือนพักของตน

“เอ็งกับข้าอย่าไปคิดฝันเลย คนที่ได้คัดเลือกก็คงมีแค่แม่ชบาเท่านั้นเป็นแน่”

เสียงกระซิบกระซาบดังเคล้าสลับกันไปมาถึงเรื่องพิธีบวงสรวงที่ปราสาทพิชัยนาคาด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะตามมาด้วยการคาดเดาต่างๆ นานา ที่ดังขึ้นเป็นระยะ

นิลเองที่ผ่านการซ้อมมานานจึงเลือกนั่งพักอยู่ที่เดิม มือเรียวยกขึ้นนวดหน้าขาที่สั่นระริกจนล้าไปหมด แม้กระทั่งหยาดเหงื่อยังคงไหลซึมไม่ขาดสาย 

ดวงตากลมโตลอบมองตามหลังบิดาที่เดินแยกไปคุยกับคนเป็นแม่ในอีกมุมหนึ่ง ด้วยท่าทางหยอกเย้าต่างจากท่าทีเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

พ่อและแม่ที่ใช้ชีวิตคู่กันมานาน แต่ก็ยังคงความรักหวานซึ้งต่อกันไม่เสื่อมคลาย จนเธอนั้นรู้สึกโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้ 

‘ปราสาทพิชัยนาคา... บวงสรวงใหญ่ปีแรกอย่างนั้นหรือ’

ในขณะที่นิลกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ร่างระหงของแม่ชบาก็ขยับลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าซับเหงื่อและขยับสไบของหล่อนยังคงละเมียดละไมไม่เปลี่ยน ราวกับไม่ได้ผ่านการฝึกซ้อมอันหนักหน่วงมาเมื่อครู่ 

ชบาไม่ได้เดินไปรวมกลุ่มกับนางรำคนอื่นๆ หล่อนเพียงแค่หันมาสบตากับนิลนิ่งๆ มุมปากหยักลึกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเยื้องย่างแยกตัวออกไปทางเรือนพักของตน 

ทิ้งให้นิลนั่งอยู่บนลานซ้อมที่เริ่มเงียบลงตามลำพัง พร้อมกับคำสอนของบิดาที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัวมาตั้งแต่เด็ก 

เมื่อคิดจะรำ ก็จงรำให้สุดแขน เมื่อคิดว่าจะมองก็จงมองให้สุดสายตา

มันก็คงจริงอย่างที่คนอื่นพูดกัน หากจะมีใครสักคนที่ได้รับเลือก ในคณะโรงละครนอกนี้ นางรำคนนั้นก็คงไม่แคล้วจะเป็นแม่ชบา ไม่ใช่ลูกสาวแม่ครูอย่างตนที่แม้จะฝึกซ้อมฝึกรำมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ยังรำสู้ท่วงท่าการร่ายรำของแม่ชบาไม่ได้

แต่แล้วอย่างไรเล่า เธอมีเวลาฝึกซ้อมอีกนานนับเดือน อย่างไรเสียเธอก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้ ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มหรอก

ดวงตากลมโตยังคงเลื่อนสายตามองไปยังป่าใหญ่ที่อยู่ลึกขึ้นไปจากเรือนของตน ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ และทุกคนเชื่อว่าเป็นที่บำเพ็ญเพียรขององค์พญาอนธกาฬนาคราช

อีกทั้งในป่าใหญ่ลึกเข้าไปจากปราสาทนั้น ยังเป็นป่าต้องห้าม ที่ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อกันว่าเป็นเมืองลับแล หรือที่พักอาศัยของชาวบุญวัง เป็นสถานที่ต้องห้ามไม่ให้ทุกคนขึ้นไปโดยเด็ดขาด และหากมีชาวบ้านพลัดหลงเข้าไปในนั้นก็จะไม่ได้กลับออกมาอีกเลย

นับเป็นตำนานของคนในพื้นที่ที่เล่าขานส่งต่อกันมาอย่างยาวนาน และสิ่งที่ตอกย้ำว่าพวกเขามีอยู่จริง คือแสงไฟจากคบเพลิงที่สว่างไสวในยามค่ำคืนที่รายล้อมบริเวณปราสาทพิชัยนาคา 

ในช่วงวันโกนและวันพระ พร้อมกับเหตุการณ์ลี้ลับที่เกิดขึ้นอยู่หลายครา

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • บ่วงรักอุษณีย์   วินาทีสุดท้ายของชีวิต

    เสียงปี่พาทย์โหมท่วงทำนองชั้นครู บีบคั้นอารมณ์ผู้คนจนแทบหยุดหายใจ บนยอดปราสาทชานพักขั้นที่ห้า นิลยังคงยังหยัดกายร่ายรำท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย แต่ไม่อาจลดทอนรอยยิ้มและความงดงามของนางได้เลยแม้แต่น้อยทว่าท่ามกลางสายตาชื่นชมของชาวบ้านรอบปราสาทกลับมีเพียงชบาที่ยืนอยู่เบื้องหลังเท่านั้นที่กำลังทอดสายตามองภาพตรงหน้าด้วยน้ำตาสภาพของนางรำเอกที่หลายคนชื่นชมจากที่ไกลๆ ในเวลานี้กลับทำให้รู้สึกสะเทือนใจจนน่าใจหาย ร่างระหงในชุดยกทอปักดิ้นทองระยิบระยับเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรง ลมหายใจของนิลขาดห้วงและถี่รัวจนน่าหวาดหวั่นศิลาแลงใต้ฝ่าเท้าเจิ่งนองไปด้วยหยาดฝนและหยาดน้ำตา แต่ละจังหวะที่นิลก้าวขยับกลับดูดเรี่ยวแรงของนางให้สูบหายไปทีละนิดเรียวแขนคู่งามที่เคยร่ายรำอย่างมั่นคง บัดนี้เริ่มอ่อนล้าจนสั่นระริก ทุกท่วงท่าดูราวกับฝืนทนต่อสู้กับแรงกดดันมหาศาลที่ไม่มีใครมองเห็นหากแต่รอยยิ้มนั้นกลับส่งสว่างไปถึงดวงตาจนดูงดงามและไม่อาจจะละสายตาไปจากนางได้เลยสักวินาทีแม้จะงดงามเพียงใด แต่ชบากลับยิ่งรู้สึกปวดใจยิ่งกว่า เพราะมาบัดนี้นางถึงได้เข้าใจ เมื่อได้ย้อนคิดตั้งแต่วันที่บุตรสาวพ่อโรงล้มป่วยอย่

  • บ่วงรักอุษณีย์   นางรำประสาทพิชัยนาคา

    บรรยากาศในช่วงสี่โมงเช้าที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ แต่พระอาทิตย์ที่ทอแสงขึ้นบนท้องฟ้ากลับสาดทอรัศมีเปล่งประกาย ไล่เรียงสีอ่อนไปจนถึงสีเหลืองและสีฟ้าที่ขอบด้านนอก คล้ายกับแถบสีของรุ้งกินน้ำหัวขบวนที่เดินบนทางหินศิลาแลงที่ปูทอดยาวขึ้นไปบนปราสาท นำโดยพราหมณ์พิธี ตลอดสองข้างทางถูกตกแต่งด้วยธงผ้าหลายสีงดงาม ที่เต็มไปด้วยชาวบ้านในพื้นที่ที่มารอชมขบวนนางรำในครานี้ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้นของชาวบ้าน และเสียงดนตรีปี่พาทย์สลับกับเสียงกลองชัย ที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณและในที่สุด ขบวนนางรำในเครื่องแต่งกายประณีตงดงามก็ค่อยๆ เยื้องกรายปรากฏกายเข้ามาเป็นริ้วขบวน ราวกับกลุ่มนางอัปสรที่ถูกสลักลวดลายลงบนหินทรายรอบปราสาทนิลทอดสายตามองตรงไปยังยอดปราสาท ดวงตาคู่สวยสั่นระริกเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบ นางก้าวเท้าขึ้นสู่ชานพักบันไดศิลาแลงขั้นแรกท่ามกลางสายตาชาวบ้านนับร้อยทันทีที่เท้าของนิลหยุดลงที่ชานพักขั้นแรก นางรำแถวหลังสุดห้าคนก็ลดมือลงและแยกตัวออกไปยืนเรียงแถวนิ่งบนชานพักบันไดตามตำแหน่งที่นัดแนะอย่างพร้อมเพรียงนิลอาศัยจังหวะปี่พาทย์โหมท่วงทำนองต่ำ ขยับริม

  • บ่วงรักอุษณีย์   ช่อชบา

    แสงทองของวันใหม่เพิ่งจับขอบฟ้า ทว่าบรรยากาศยามเช้าที่ควรจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มชื่นมื่น แต่กลับเต็มไปด้วยความเศร้าที่ปกคลุมบรรยากาศไปทั่วตั้งแต่ในเรือนจนถึงริมท่าน้ำ“แม่ช่อ...แม่ชบา...ตื่นกันหรือยัง พ่อครูสั่งให้เร่งพาแม่นิลเตรียมตัวลงเรือแล้วนะ”สิ้นเสียงเรียกขาน บานประตูไม้ก็ถูกเปิดออกช้าๆ โดยแม่ช่อ ใบหน้าของนางดูอิดโรยราวกำลังแฝงความอมทุกข์มาทั้งคืน“พร้อมกันหรือยัง”แม่นมอิ่มชะโงกหน้าเข้าไปมองภายในห้อง ก็พบเพียงช่อและแม่นิลอยู่กันสองคนเท่านั้น เพราะชบาได้เดินทางไปเตรียมตัวที่ลานพิธีตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง“แล้วเอ็งแต่งตัวกระไรเช่นนี้แม่ช่อ”“โธ่นมอิ่ม ข้านอนที่นี่ทั้งคืนจะให้ผลัดชุดใด หากไม่ยืมของแม่นิลมาใส่เล่า”“อย่าเศร้าเลยนะทูนหัวของนมอิ่ม”หญิงร่างท้วมส่ายหน้าระอาใจให้แม่ช่อเบาๆ พลางหันไปกุมมือบางของคนที่ยังอยู่บนฟูกหนา“นมไปรอหน้าเรือนเถอะ ขอข้าหยิบของสักชิ้นจะตามไป”หญิงสาวปรายตามองปิ่นไม้ที่พันก้านดอกพุดซ้อนแห้ง ดวงตาคู่สวยที่เคยบวมช้ำจากการร่ำไห้บัดนี้กลับเรียบนิ่งสนิทจนดูน่ากลัวหลังจากนั้นไม่นานนิลก็ก้าวออกมาจากหอนอน ทว่าบนศีรษะกลับมีผ้าผืนหนาคลุมทับยาวลงมาปิดบังใบหน้าจนม

  • บ่วงรักอุษณีย์   ส่งเข้าวัง

    พ่อโรงจันเมื่อได้ยินว่าบุตรสาวฟื้นแล้ว ก็มิได้รั้งรอสิ่งใดอีก เขาตะลีตะลานกราบลาหลวงพ่อมั่นแล้วสาวเท้าวิ่งกลับเรือนไม้หลังใหญ่อย่างไม่คิดชีวิต ฝ่าสายลมยามเย็นที่เริ่มกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆทว่าเมื่อเขาก้าวขึ้นเรือนมาถึงหน้าหอนอน แผ่นอกที่เคยสะท้อนขึ้นลงด้วยความเหนื่อยหอบกลับต้องชะงักไปภาพตรงหน้าคือบุตรสาวที่เคยนอนซม จนแทบจะลืมตาไม่ไหวแต่บัดนี้กลับลุกขึ้นมานั่งอยู่บนฟูกหนาด้วยรอยยิ้มสดใสผิวพรรณที่เคยซีดเซียวราวกระดาษเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บัดนี้กลับดูเปล่งปลั่งอมชมพูมีน้ำมีนวลชวนอัศจรรย์ ท่าทีอ่อนแรงมลายหายไปสิ้นเขารู้ว่าบุตรสาวฟื้นแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าจะหายจากอาการทั้งหมดราวกับไม่เคยเจ็บป่วยเช่นนี้“พี่จัน... ดูสิพี่ แม่นิลลูกเราหายดีแล้ว”แม่ครูแก้วเงยใบหน้าที่นองน้ำตาขึ้นบอกสามีที่เพิ่งเดินขึ้นเรือนมาด้วยความดีใจ พ่อโรงจันก้าวเข้าไปทรุดกายนั่งลงบนตั่งนอนด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาสายตาคมกวาดตามองบุตรสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความระแวงระคนแคลงใจ ก่อนจะเอื้อมมือที่สั่นเทามาจับเรียวแขนบางอย่างเบามือเพื่อให้รู้สึกมั่นใจว่าบุตรสาวไม่เป็นไรแล้วจริงๆ“เจ้า... เจ้าไม่เป็นไรแล้วจริงๆ หรือ

  • บ่วงรักอุษณีย์   เรื่องเล่า

    แสงแดดยามบ่ายทอแสงสลัวลงทว่าบรรยากาศในเรือนไม้หลังใหญ่รอบเรือนกลับอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกหลังจากเสร็จสิ้นงานไหว้ครูครานั้น คนในคณะต่างก็วุ่นวายอยู่กับการซ้อมรำ โดยเฉพาะนิลที่ต้องแยกตัวออกมาต่อเพลงลำพัง ทว่านิลกลับมีอาการเหนื่อยอ่อนจนน่าแปลกใจ จากที่หลายๆ คนต่างก็คิดว่าเป็นเพียงเพราะหญิงสาวเหนื่อยจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ทว่าอาการเหนื่อยล้าของนิลกลับแย่ลงเรื่อยๆ จนน่าหวั่นใจแม่ครูแก้วนั่งกุมมือตัวเองไว้แน่น นิ้วมือสั่นระริกด้วยความวิตกกังวล แววตาของนางหม่นแสงลงราวกับคนไม่ได้นอนมาหลายคืนสายตาคอยชำเลืองมองไปทางหอนอนของบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยความรู้สึกบีบคั้นในอก ทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากทำลายความเงียบเสียงสั่น“วันพรุ่งก็จะถึงวันงานแล้ว ลูกจะไหวหรือพี่และยิ่งไปกว่านั้นข้ากลัวนักว่าลูกจะ...”คำพูดของนางขาดห้วงไป ริมฝีปากบางสั่นเทาจนต้องเม้มเข้าหากันเพื่อสะกดก้อนความสะอื้น แม่ครูแก้วและพ่อโรงพยายามตามหมอมารักษานิลนับไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งหมอเหล่านั้นต่างก็ส่ายหน้าและจากไปด้วยความงุนงงแม่ครูแก้วมองสบตาพ่อโรงผู้เป็นสามีด้วยความรู้สึกกังวลเป็นห่วงระคนหวั่นใจ เพราะตั้งแต่เสร็จสิ้นงานไหว้ครู อาการขอ

  • บ่วงรักอุษณีย์   ชีวิตต่อชีวิต

    “แต่เจ้าก็เก็บซ่อนเสียงหวานไว้ได้เป็นอย่างดีมิใช่หรือ”อนธกาฬยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นัยน์ตาสีนิลทอประกายวาวโรจน์ด้วยความกระหายยามจ้องมองร่างเล็กที่กำลังหอบหายใจ“อืมมม”เรียวนิ้วแกร่งสอดเข้าไปในโพรงรักอ่อนนุ่มที่เต็มไปด้วยน้ำรักสีขาวขุ่นผสมกับน้ำหวานสีใสที่ผสมรวมกัน จนเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำหวานรสเลิศที่เขากวาดชิมมานับครั้งไม่ถ้วนอย่างมิรู้เบื่อเขาจงใจลากไล้กวาดต้อนน้ำรักที่หลั่งรินออกมาชโลมจนทั่วร่องรอยแยกอันฉ่ำหวาน ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปยังช่องทางเย้ายวนด้านหลังอย่างช่ำชองสัมผัสอุ่นชื้นที่บดเบียดและสอดแทรกเข้ามาในรูรักอย่างแผ่วเบาทำให้นิลสะดุ้งตัวโยน ขนกายลุกชันด้วยความเสียวซ่านระคนตื่นตระหนก“คนงามของพี่ หากมิอยากให้ผู้ใดได้ยินเสียง ก็ขึ้นมาทำให้มันสงบลงด้วยตนเองดีหรือไม่”“แต่ข้า...”“หากเจ้าขึ้นมาขยับบนตัวพี่ เจ้าจักได้ควบคุมพี่ให้อยู่ในมือเจ้า”“…”“ถึงตอนนั้นเจ้าอยากร้องหรืออยากหยุดก็ขึ้นอยู่แต่ใจของเจ้า” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบหยอกเย้า พลางถอนปลายนิ้วออกแล้วปล่อยให้ความแข็งขืนขนาดใหญ่ที่แผ่ไอความร้อนระอุผงาดเด่นชัดขึ้นในความมืดนิลมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัวจนแทบทะล

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status