ANMELDEN18 ปี ต่อมา
บ้านไม้เรือนเครื่องสับยกใต้ถุนสูงที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ให้ความรู้สึกสงบร่มรื่นและเย็นสบาย
“จ๊ะ โจง จ๊ะ ทิง โจง ทิง”
เสียงใสของเหล่านางรำในคณะดังเคล้าไปกับเสียงนกที่แข่งกันเปล่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว เอ่ยออกมาเป็นการนับจังหวะโดยพร้อมเพรียง ขณะกำลังฝึกซ้อมท่าพื้นฐาน ก่อนจะเข้าบทเพลงเหมือนเช่นทุกวัน
เหล่าหญิงสาวในชุดผ้าแถบสีพื้นและสไบสีเรียบ พร้อมนุ่งโจงกระเบนที่กำลังยกขาตั้งฉากไปด้านหน้า และย่อตัวลงกดหน้าทับแต่พองาม โดยมีแม่ครูแก้วเดินกำกับจัดท่วงท่าให้นางรำในคณะอย่างใกล้ชิด
ร่วมถึง นิล บุตรสาวเจ้าของโรงละครนอกที่กำลังเม้มริมฝีปากแน่น เพราะต้องทรงตัวบนขาเรียวเล็กเพียงข้างเดียวเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ
ไม่รู้เหตุใดวันนี้แม่ข้าถึงทิ้งจังหวะเปลี่ยนท่านานนัก
นิลนึกบ่นอยู่เพียงในใจ เพราะความเหนื่อยล้าของเรียวขาที่เริ่มสั่นเล็กน้อย แต่ด้วยใจที่รักในการร่ายรำมาตั้งแต่เด็ก เธอจึงอดทนและฝึกต่อไปอย่างตั้งใจ โดยมิกล้าปริปากเอ่ยคำใดออกมา
“เพียงมินาน ขาก็สั่นถึงเพียงนี้ แล้วจะขึ้นรำได้อย่างไรแม่นิล”
แม่ครูแก้วที่เหลือบมาเห็นท่าทางโงนเงนของลูกสาวก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ อย่างเหนื่อยใจ จึงใช้ไม้เรียวในมือแตะระนาบเป็นเส้นตรงลงบนไหปลาร้าเบาๆ เพื่อเตือนให้คนตัวเล็กเปิดไหล่ เชิดหน้าตรง ก่อนจะเลื่อนไม้มากดลงที่หน้าทับ เพื่อบังคับให้นิลย่อตัวลงอีกเล็กน้อยให้ได้ท่วงท่าอ่อนช้อยและดูสง่างามมากที่สุด
“…”
ความเย็นเฉียบของเนื้อไม้ที่กดลงบนผิวเนื้อ ทำให้นิลสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็รีบสูดหายใจเข้าลึกๆ ยืดแผ่นหลังและหน้าอกขึ้นแต่กดบ่าลงเชิดคอขึ้นเล็กน้อย
หยาดเหงื่อเม็ดใสเริ่มผุดพรายตามกรอบหน้าและไรผม เปียกซึมผ่านผ้าแถบสีพื้นอย่างเห็นได้ชัด
“เป็นตัวนางหน้าขาอย่าแบะ หลังต้องตั้งตรง กดสะโพกลงอีกแม่นิล”
เสียงเย็นเฉียบของแม่ครูแก้วเอ่ยบอกบุตรสาวของตนดังขึ้น พร้อมสอดส่องสายตามองไปยังนางรำคนอื่นๆ ที่ดูจะมีอาการไม่ต่างกัน เว้นเสียแต่แม่ชบา นางรำเอกของคณะที่ยังคงนิ่ง และเก็บท่วงท่าได้สง่างาม อ่อนช้อยไม่ต่างจากแม่ครูในตอนยังเยาว์วัย
“เริ่มที่เพลงช้า เพลงเร็ว และเข้าเพลงแม่บทเล็กต่อ!”
แม่ครูเอ่ยบอกช้าๆ อย่างใจเย็น แต่กลับทำให้เหล่านางรำโอดครวญอยู่ในใจไม่น้อย เพราะวันนี้แม่ครูขึ้นต่อเพลงแบบไม่เว้นจังหวะให้ได้พักหายใจเลยสักนิด
แต่ทว่าด้วยความรักในการร่ายรำ และกลัวจะถูกดุทำให้ไม่มีใครปริปากบ่นออกมาเลยสักคน
คณะวงดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลงที่ต้องฝึกซ้อมทันที เหล่านางรำก็เริ่มเคลื่อนไหว จากท่านั่งยกมือขึ้นพนมกลางอก และขยับท่วงท่าพร้อมกันอย่างนุ่มนวล
นิลยกมือขึ้นพนมพร้อมกับยกยืดตัวตามจังหวะ ทั้งตัวพระและตัวนางจะเริ่มประเท้าฝั่งข้างขวา เพื่อเตรียมยืด ยุบ และก้าวเท้ารำตามจังหวะ
เสียงตะโพนและฆ้องวงรัวกระชั้นชิดขยับจังหวะเร็วขึ้น เหล่านางรำเริ่มเปลี่ยนจังหวะซอยเท้าและพลิกขยับกาย แต่ยังคงรักษาความงดงามและความอ่อนช้อยและลมหายใจเอาไว้ได้อย่างดี
ดนตรียังบรรเลงต่อไปในขณะที่นิลเริ่มเหงื่อชุ่มกาย ดวงตากลมเพ่งมองแผ่นหลังของแม่ชบาที่อยู่แถวหน้า แม่ชบาในยามนี้ขยับเยื้องย่างอย่างพลิ้วไหว ท่วงท่าอ่อนช้อยรับกับจังหวะได้อย่างไร้ที่ติ
เธอมองแม่ชบาอย่างชื่นชม และตั้งใจเอาแม่ชบาเป็นแรงผลักดันในการฝึกซ้อมและหวังจะสร้างชื่อเสียงให้คณะโรงละครนอกเช่นเดียวกันในฐานะนางรำและบุตรสาวของพ่อโรง
วงดนตรียังลงบรรเลงเพลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับนางรำที่ยังคงร่ายรำต่อจนกระทั่งจบเพลง
ทว่ายังไม่ทันที่แม่ครูจะได้เอ่ยปากติชมท่วงท่าเพื่อให้คำแนะนำที่ต้องแก้ไข เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากบันไดเรือน พลันปรากฏร่างของพ่อโรง เจ้าของโรงละครนอกที่เดินเข้ามาในลานซ้อมด้วยสีหน้าจริงจัง
“เอาล่ะ พักฟังทางนี้กันก่อน”
นายจันเอ่ยเสียงก้อง น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างมั่นคง และเต็มไปด้วยอำนาจบารมี เพราะนอกจากแม่ครูแก้วก็มีพ่อโรงที่ทุกคนต่างก็ให้ความเคารพสูงสุดไม่ต่างกัน
“ข้ามีข่าวสำคัญจะแจ้งให้พวกเอ็งรู้... สองเรื่องใหญ่”
สายตาของพ่อโรงกวาดมองเหล่านักดนตรีและนางรำในคณะ ก่อนจะมาหยุดลงที่แม่ครูเมียของตน แม่ชบา และแม่นิลบุตรสาวเพียงคนเดียวตามลำดับ
“เรื่องแรก... งานไหว้ครูในปีนี้ ทางศาลาว่าการได้ส่งหมายกำหนดการมาแล้ว จะมีงานจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าคณะของพวกเราได้เข้าร่วมการรำถวายมือหน้าพระพักตร์เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่จะเสด็จมาครั้งนี้ด้วย”
เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ทว่าคำประกาศต่อมาของพ่อโรงกลับทำให้ลานซ้อมกลางบ้านต้องเงียบกริบอีกครั้ง
“และเรื่องที่สอง การรำถวายมือหนนี้ จะมีการคัดเลือกนางรำ ที่จะรำถวายในพิธีบวงสรวงใหญ่ที่ปราสาทพิชัยนาคา ซึ่งจะจัดขึ้นในหมู่บ้านของเราเป็นปีแรก”
นิลเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบด้วยความรู้สึกบางอย่าง เป็นความรู้สึกตื่นเต้นปนดีใจราวกับว่าพิธีที่กำลังจะเกิดขึ้นคือสิ่งที่เธอนั้นเฝ้ารอมันมาตลอดทั้งชีวิต แต่เธอก็บอกตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม
“เนื่องจากปีนี้มีการยกช่อฟ้าอุโบสถหลังใหม่ และยกฐานะสำนักวัดขึ้นเป็นวัดนาคเนรมิต จึงทำให้มีการจัดพิธีแห่บวงสรวงขึ้นปราสาทพิชัยนาคา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนเคารพนับถือด้วย”
“…”
“ข้าหวังว่า จะมีหนึ่งในพวงเอ็งในคณะของเราที่จะผ่านการคัดเลือกครั้งนี้”
“…”
“และขอให้จำคำของข้าเอาไว้ จงทำหน้าที่ของตนในฐานะนางรำละครนอกให้ดี และท่องจำไว้เสมอว่า หากวันนี้พวกเอ็งคิดจะรำ ก็จงรำด้วยความตั้งใจ ส่งไปให้สุดแขน และเมื่อคิดว่าจะมองก็จงมองให้สุดสายตา อย่าให้เสียชื่อแม่ครูของพวกเอ็ง”
เมื่อสิ้นคำประกาศของพ่อโรง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็คล้ายจะผ่อนคลายลง ทว่าความนิ่งงันกลับมีแรงกดดันเข้ามาแทนที่ในใจของทุกคนแทน เพราะไม่มีใครในที่นี้ที่ไม่อยากถูกคัดเลือก
“เอาล่ะ แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ ประเดี๋ยวตอนบ่ายคล้อยค่อยมาต่อเพลงกันใหม่”
เสียงของแม่ครูแก้วเอ่ยสำทับก่อนจะปล่อยเลิกซ้อม เหล่านางรำทุกคนต่างก้มลงกราบไปในทิศทางที่เศียรพ่อแก่บรมครูสูงสุดตั้งอยู่บนเรือน ก่อนจะหันก้มกราบลงทางพ่อโรงและแม่ครูพร้อมกัน แล้วค่อยๆ ทยอยขยับกายลุกขึ้นแยกย้ายไปยังเรือนพักของตน
“เอ็งกับข้าอย่าไปคิดฝันเลย คนที่ได้คัดเลือกก็คงมีแค่แม่ชบาเท่านั้นเป็นแน่”
เสียงกระซิบกระซาบดังเคล้าสลับกันไปมาถึงเรื่องพิธีบวงสรวงที่ปราสาทพิชัยนาคาด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะตามมาด้วยการคาดเดาต่างๆ นานา ที่ดังขึ้นเป็นระยะ
นิลเองที่ผ่านการซ้อมมานานจึงเลือกนั่งพักอยู่ที่เดิม มือเรียวยกขึ้นนวดหน้าขาที่สั่นระริกจนล้าไปหมด แม้กระทั่งหยาดเหงื่อยังคงไหลซึมไม่ขาดสาย
ดวงตากลมโตลอบมองตามหลังบิดาที่เดินแยกไปคุยกับคนเป็นแม่ในอีกมุมหนึ่ง ด้วยท่าทางหยอกเย้าต่างจากท่าทีเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
พ่อและแม่ที่ใช้ชีวิตคู่กันมานาน แต่ก็ยังคงความรักหวานซึ้งต่อกันไม่เสื่อมคลาย จนเธอนั้นรู้สึกโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้
‘ปราสาทพิชัยนาคา... บวงสรวงใหญ่ปีแรกอย่างนั้นหรือ’
ในขณะที่นิลกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ร่างระหงของแม่ชบาก็ขยับลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าซับเหงื่อและขยับสไบของหล่อนยังคงละเมียดละไมไม่เปลี่ยน ราวกับไม่ได้ผ่านการฝึกซ้อมอันหนักหน่วงมาเมื่อครู่
ชบาไม่ได้เดินไปรวมกลุ่มกับนางรำคนอื่นๆ หล่อนเพียงแค่หันมาสบตากับนิลนิ่งๆ มุมปากหยักลึกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเยื้องย่างแยกตัวออกไปทางเรือนพักของตน
ทิ้งให้นิลนั่งอยู่บนลานซ้อมที่เริ่มเงียบลงตามลำพัง พร้อมกับคำสอนของบิดาที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัวมาตั้งแต่เด็ก
เมื่อคิดจะรำ ก็จงรำให้สุดแขน เมื่อคิดว่าจะมองก็จงมองให้สุดสายตา
มันก็คงจริงอย่างที่คนอื่นพูดกัน หากจะมีใครสักคนที่ได้รับเลือก ในคณะโรงละครนอกนี้ นางรำคนนั้นก็คงไม่แคล้วจะเป็นแม่ชบา ไม่ใช่ลูกสาวแม่ครูอย่างตนที่แม้จะฝึกซ้อมฝึกรำมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ยังรำสู้ท่วงท่าการร่ายรำของแม่ชบาไม่ได้
แต่แล้วอย่างไรเล่า เธอมีเวลาฝึกซ้อมอีกนานนับเดือน อย่างไรเสียเธอก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้ ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มหรอก
ดวงตากลมโตยังคงเลื่อนสายตามองไปยังป่าใหญ่ที่อยู่ลึกขึ้นไปจากเรือนของตน ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ และทุกคนเชื่อว่าเป็นที่บำเพ็ญเพียรขององค์พญาอนธกาฬนาคราช
อีกทั้งในป่าใหญ่ลึกเข้าไปจากปราสาทนั้น ยังเป็นป่าต้องห้าม ที่ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อกันว่าเป็นเมืองลับแล หรือที่พักอาศัยของชาวบุญวัง เป็นสถานที่ต้องห้ามไม่ให้ทุกคนขึ้นไปโดยเด็ดขาด และหากมีชาวบ้านพลัดหลงเข้าไปในนั้นก็จะไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
นับเป็นตำนานของคนในพื้นที่ที่เล่าขานส่งต่อกันมาอย่างยาวนาน และสิ่งที่ตอกย้ำว่าพวกเขามีอยู่จริง คือแสงไฟจากคบเพลิงที่สว่างไสวในยามค่ำคืนที่รายล้อมบริเวณปราสาทพิชัยนาคา
ในช่วงวันโกนและวันพระ พร้อมกับเหตุการณ์ลี้ลับที่เกิดขึ้นอยู่หลายครา
“หรือเป็นเพราะเจ้ากำลังเขินอายพี่กันแน่ แม่นิล” “พี่กาฬพูดกระไรเยี่ยงนั้น” หญิงสาวตอบกลับด้วยความรู้สึกเขินอาย ก่อนจะหลบเลี่ยงความขัดเขินด้วยการเดินหนีออกไปเสียดื้อๆเมื่อก้าวพ้นพุ่มไม้และซากปรักหักพังมาได้ สายตาของนิลก็ต้องเบิกกว้างอีกครั้ง ความสวยงามของภาพตรงหน้าและก้อนหินแบบราบขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมตลิ่ง เยื้องลงไปในสระน้ำที่เต็มไปด้วยดอกบัวสีขาวตัดกับน้ำสีฟ้าใสราวสระมรกต“เหตุใดที่นี่จึงงามนัก”เสียงหวานเอ่ยพึมพำออกมาแผ่วเบา สายตากลมทอดมองผิวน้ำนิ่งสงบเสียจนสะท้อนเห็นเงาของปราสาทพิชัยนาคาและเงาของตัวเอง ที่บัดนี้กำลังยืนข้างชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนดั่งกระจกบานใหญ่ทว่า ยามที่สายตาจับจ้องไปยังภาพสะท้อนของตนเองในน้ำคำพูดของแม่ชบาดังสะท้อนเข้ามาในหัวทันทีหากคิดจะรำเทียบข้า ก็อย่าลืมหาคันฉ่องมาส่องดูเงาตัวเองตอนรำด้วยเล่า จะได้รู้ว่าห่างชั้นกันเพียงใด!นิลชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าที่ดูสดใสเมื่อครู่หมองหม่นลงไปถนัดตา เพราะถึงเธอจะตอบกลับชบาไปอย่างไร แต่ลึกๆ เธอก็รู้ดีว่าฝีมือการรำของชบาเป็นรองเพียงแม่ครูแก้ว แม่ของเธอเท่านั้น“ใจลอยไปถึงที่ใดกัน”เสียงทุ้มต่ำของกาฬ
เมื่อสองเท้าเปลือยเปล่าก้าวพ้นธรณีประตูเรือนใหญ่มาได้ นิลก็แทบจะถลาลงจากบันไดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่อยากเจอหน้าขุนอินอีกร่างบางจึงเร่งสาวเท้าไปที่ท้ายเรือนหลังบ้านทันที เกรงว่าหากยังอยู่แถวนี้ขุนอินผู้นั้นอาจจะตามมาได้ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคงยังไม่ยอมเลิกราแลกลับไปง่ายๆ เป็นแน่ สุดท้ายนิลจึงตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามพุ่มไม้ใหญ่หลังบ้าน เพื่อหาที่หลบซ่อน เพราะไม่อยากถูกใครตามตัวได้อีกปลายเท้าเล็กเดินไปชมไม้ดอกไม้หอมไปเรื่อยเปื่อย กว่าจะรู้ตัวอีกที ร่างบางก็มาหยุดยืนหน้าปราสาทพิชัยนาคาเสียแล้วแม้จะไม่ใช่สถานที่ต้องห้าม แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าขึ้นมามากนักหากไม่จำเป็น เพราะเกรงว่าอาจจะเดินหลงเข้าไปในป่าต้องห้ามที่อยู่ลึกเข้าไปอีก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตาตื่นใจ ยามเงยหน้าขึ้นมองเทวสถานเก่าแก่ขนาดใหญ่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแมกไม้ปราสาทหินทรายที่สลักลวดลายพญานาคราชเลื้อยพันรอบเสาปราสาทช่างดูน่าเกรงขามนัก ไม่อยากเชื่อว่าเธอจะเดินมาถึงที่นี่ ใบหน้าหวานเหลียวมองรอบกายด้วยความหวาดระแวงว่าจะมีภัยอันตราย“ไม่นึกว่าจะได้เจอแม่ที่นี่อีก” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ท
“แม่นิล...มาแล้วรึ”เสียงของพ่อโรงดังขึ้น เมื่อเห็นร่างเล็กของบุตรสาวเดินเข้ามาในโถงกลางเรือน นิลมองตามเสียงของผู้เป็นพ่อด้วยท่าทีเรียบนิ่ง พยายามไม่แสดงออกหรือสื่อถึงอารมณ์ที่กำลังกระอักกระอ่วนใจใดๆ ออกมาทว่าภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้หัวใจของนิลดิ่งวูบ มือเล็กกำเข้าหากันแน่น ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสงบสติอารมณ์ขณะที่ขุนอินนั่งเอนกายอยู่บนตั่งที่นั่งด้วยท่าทีสำราญใจ แลถือตัวว่าเป็นขุนนางจึงไม่ได้คิดที่จะเกรงใจหรือสำรวมท่าทีใดๆมือหนาข้างหนึ่งยกน้ำลอยดอกมะลิในขันเงินใบเล็กขึ้นจิบ ขณะที่สายตาคมฉายแววโลมเลียตวัดมามองร่างบางทันทีที่นิลปรากฏตัว มุมปากของขุนอินยกยิ้มกว้างอย่างพึงใจต่างกับร่างบางที่อึดอัดใจกับสถานการณ์ตรงหน้าเป็นที่สุด ยิ่งยามที่สายตาของขุนอินผู้นั้นจับจ้องมายังลาดไหล่บาง นิลก็รู้สึกราวกับมีตัวหนอนไต่ผิวจนรู้สึกระคาย“มาแล้วรึแม่นิล... ปล่อยให้พี่อินตั้งตารอเสียตั้งนาน”น้ำเสียงทุ้มพร่าเอ่ยขึ้น พลางขยับกายลุกขึ้นนั่งตรง สายตายังคงจับจ้องใบหน้าหวานไม่วางตานิลพยายามสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธในใจ เธอค่อยๆ ย่อกายนั่งลงข้างผู้เป็นบิดาแล้วยกมือขึ้นไหว้ขุนอินตามมารยาทอย่างน
นิลที่ตื่นขึ้นมาจากฝันกลางดึกด้วยความรู้สึกวูบไหวกลางอก ครั้นจะข่มตาให้หลับต่อ ความรู้สึกเห่อร้อนพวยพุ่งขึ้นมาทุกครั้งที่หลับตาหญิงสาวขยับนอนพลิกกายไปมา พลางเม้มริมฝีปากแน่น คิดทบทวนความฝันของตัวเองที่มันดูเสมือนจริง จนเธอไม่มั่นใจว่ามันใช่ฝันจริงๆ หรือไม่ และกว่าจะรู้ตัวอีกทีเธอก็ได้ยินเสียงไก่โห่ขันขึ้นมาบ่งบอกเวลาว่าตอนนี้เข้าสู่ช่วงยามรุ่งเสียแล้วร่างบางตัดใจลุกจากฟูกนอน พร้อมเปลี่ยนใส่กระโจมอกและปิดทับลาดไหล่เล็กด้วยผ้าคลุมไหล่สีพื้น ก่อนจะเปิดประตูเดินออกมาจากหอนอน“ทำไมวันนี้แม่นิลของนมถึงออกจากหอนอนไวนัก”“นิลนอนไม่ใคร่จะหลับน่ะแม่อิ่ม เลยว่าจะลุกไปล้างตัวและเข้าครัวไฟเสียเลย”แม่อิ่มหรือแม่นมอิ่ม ทำหน้าที่เลี้ยงและดูแลบุตรสาวคนเดียวของพ่อโรงและแม่ครูตั้งแต่วันที่คลอด เพราะตั้งแต่คลอด นิลก็ไม่ยอมให้ใครอุ้มเลยนอกจากแม่นมอิ่ม อีกทั้งบ่าวคนอื่นในเรือนต่างก็ขวัญเสีย กลัวอสรพิษสีดำขนาดใหญ่ที่มักจะปรากฏให้เห็นบ่อยครั้ง จนกระทั่งนิลเริ่มโตขึ้นจึงได้พบเจองูดำตัวนั้นน้อยลง“งั้นก็ไปล้างหน้าล้างตัวให้สดชื่นเสียหน่อยเถิดแม่นิล ครั้นเสร็จแล้วก็มาช่วยนมคั้นน้ำกะทิในครัวไฟ”“จ้ะ”“วันนี้น
หลังจากแยกย้ายกันเข้าสู่เรือนนอน เรือนไม้สักทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวด้านนอกที่แว่วเข้ามาเป็นระยะนิลนอนพลิกกายไปมาบนฟูก หัวใจดวงน้อยยังคงเต้นระรัวด้วยความสับสน คำบอกเล่าจากพ่อที่ว่า ชาวบุญวังนั้น ก็คือเหล่านาคบริวารชั้นสูงขององค์พ่อปู่พญาอนธกาฬนาคราช ยังคงดังก้องอยู่ในหัวและเมื่อยิ่งคิดถึงสัมผัสแผ่วเบาที่ใบหูและกลิ่นหอมฟุ้งของดอกพุดซ้อนบานสีขาวข้างเตียงนอน กลับยิ่งทำให้ร่างบางนอนไม่หลับจนกระทั่งย่ำเข้าสองยาม บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนไป เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยร้องระงมกลับเงียบเสียงลงอย่างฉับพลันสายลมนอกหอนอนที่เคยพัดเอื่อยกลับหยุดนิ่งสนิท ทั่วทั้งบริเวณอบอวลไปด้วยกลิ่นจันทน์หอมที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ชัดเสียจนหัวใจของนิลเริ่มเต้นผิดจังหวะดวงตากลมมองไปยังหน้าต่างหอนอนที่ยังลงดาลปิดสนิท แล้วกลิ่นนี้มาจากที่ใด มันไม่ใช่กลิ่นจางๆ ตามลมเหมือนตอนเย็นหากแต่เป็นกลิ่นหอมที่ลอยวนอยู่รอบกายเธอ นิลรู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งจนขยับไม่ได้ พร้อมกับพยายามเพ่งมองหาที่มาของกลิ่นภายใต้มุ้งขาวบาง ก่อนที่สายตาของเธอจะไปสะดุดเห็นเงาร่างสูงใหญ่ ก้าวเดินเข้ามาใกล้เตียงนอนอย่างเง
บรรยากาศในค่ำคืนปกคลุมไปด้วยความมืดมิดทั่วทุกพื้นที่ พร้อมกับความหนาวเย็นของอากาศที่ทำเอาร่างเล็กขนลุกชันไปทั่วร่างร่างบางที่เพิ่งเดินพ้นชายป่าเข้าเขตเรือนจึงเร่งฝีเท้าเพื่อกลับเรือน ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่พากันส่งเสียงร้องระงมเซ็งแซ่อยู่ตามพุ่มไม้หลังบ้าน แต่ไม่ได้ฟังดูน่ากลัวเลยสักนิดหากแต่เป็นเสมือนบทเพลงขับกล่อมไพเราะของธรรมชาติ ที่ยิ่งช่วยให้ค่ำคืนนี้ดูสงบและผ่อนคลายยิ่งขึ้นดวงตากลมโตมองขึ้นไปบนเรือนในยามนี้ แสงตะเกียงน้ำมันนวลตาถูกจุดขึ้นจนสว่างไสวไปทั่ว ส่งให้บรรยากาศรอบกายดูอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นมาทันตาความร้อนใจจากความห่วงใยจากคนบนเรือนใหญ่เริ่มผ่อนคลายลง พลันเห็นร่างของแม่นิลก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา“ไปไหนมารึแม่นิล มืดค่ำป่านนี้แล้วยังอยู่ข้างล่าง รู้ไหมว่าพ่อกับแม่เป็นห่วง”เสียงทุ้มใจดีของคนเป็นพ่อที่นั่งขัดสมาธิอ่านตำราอยู่กลางโถงเรือนดังขึ้นในยามที่สวมบทบาทเป็นพ่อโรง ผู้เป็นพ่อมักจะเคร่งครัดไปด้วยระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่อาจขัดและค่อนข้างจะดุ จนดูน่าเกรงขามแต่เมื่อยามทำหน้าที่พ่อ ผู้ชายตรงหน้าเธอตอนนี้กลับเป็นผู้ให้กำเนิดที่มีแต่ความรัก ความเอาใจใส่และควา







