LOGINคนที่เอ่ยปากพูดคือคุณหนูสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลฟู่ภรรยาของฟู่จิ้งซิวซูมู่ชิง พี่สะใภ้ของฟู่จิ่งเฉิงเธอมีชาติตระกูลและภูมิหลังที่ดี เป็นถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลซูทำให้มีฐานะและตำแหน่งสูงมากในตระกูลฟู่พ่อแม่สามีต่างก็ให้ความสำคัญและยกย่องเธอเป็นอย่างมากแม้จะดำรงตำแหน่งเป็นลูกสะใภ้เหมือนกัน ทว่าการปฏิบัติตนที่ได้รับระหว่างเธอกับเวินหร่านกลับแตกต่างราวฟ้ากับเหว“มาสายยังดีกว่าไม่มานะคะ ความกตัญญูไม่ได้แบ่งแยกช้าหรือเร็วหรอกค่ะ” เวินหร่านเอ่ยตอบกลับไปอย่างผ่อนหนักเป็นเบาด้วยท่าทีสงบ“เธอ!”สีหน้าของซูมู่ชิงพลันแข็งค้าง ชะงักเกร็ง สายตาตวัดยามจ้องมองเธอด้วยความอิจฉาริษยาและคับแค้นใจใช่แล้ว เธออิจฉาริษยาเวินหร่านมาโดยตลอดตามหลักแล้ว เธอที่เป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ตัวจริง ซึ่งได้รับทั้งความเคารพนับถือและความรักเอ็นดูจากบ้านสามีไม่สมควรจะต้องมาอิจฉาริษยาคุณหนูนอกไส้ที่แม้แต่บ้านสามีเองก็ยังมองข้ามอย่างเวินหร่านเลยสักนิดทว่าซูมู่ชิงกลับอิจฉาริษยาเวินหร่านเข้าจริง ๆ สาเหตุหลักย่อมเป็นเพราะเวินหร่านมีรูปร่างหน้าตาสดสวยงดงามแม้ตัวเธอจะมีภูมิหลังตระกูลสูงส่งระดับชั้นนำ แต่กลับมีหน้าต
เจียงฮ่าวเป็นคนสายตาดีมาโดยตลอด เพียงมองปราดเดียวก็จำได้ทันทีว่าคนที่นั่งอยู่บนเบาะคนขับของรถมายบัคคือฟู่จิ่งเฉิงสีหน้าของซางเลี่ยรุ่ยยิ่งย่ำแย่มืดมนลงไปอีกเขาหันขวับกลับมา ถลึงสายตาดุร้ายจ้องมองอีกฝ่ายทว่าเจียงฮ่าวกลับยังไม่ทันตั้งสติถึงภัยร้าย ยังคงพึมพำพูดต่อตามใจคิด “คุณชายฟู่คนนี้หาตัวจับยากจริง ๆ นะครับเนี่ย? วันนี้เขาถึงขั้นขับรถมารับเวินหร่านหลังเลิกงานเลยเหรอครับ? ดูท่าความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นี้จะยังรักกันหวานชื่นดีอยู่นะครับ...”ทันทีที่สิ้นเสียงประโยคสุดท้าย เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ความกดอากาศรอบตัวพลันดิ่งลงเหว มืดมนน่ากลัวขึ้นมาหลายส่วนซางเลี่ยรุ่ยเม้มริมฝีปากบางแน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงแวบแห่งการเตือนภัย “นายว่างมากนักหรือไง? ทางฝั่งแอฟริกามีโรงงานเปิดใหม่แห่งหนึ่งกำลังขาดคนดูแล ฉันว่าย้ายนายไปที่นั่นน่าจะเหมาะดี”เจียงฮ่าวถึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตนเองพูดจาผิดหูเสียแล้วฉิบหายแล้ว!เขาลืมไปได้อย่างไรกันว่า ตอนนี้บอสกับเวินหร่านมีความสัมพันธ์กันอย่างไร?เขาจึงรีบเปลี่ยนคำพูดโดยพลัน “ผมไม่ว่างเลยครับ ไม่ว่างเลย! ตอนนี้ผมจะรีบไปเอารถเดี๋ยวนี้เลยครับ”...
หัวใจของเวินหร่านพลันสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่งเธอไม่ใช่เด็กสาวผู้ไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้วย่อมเข้าใจดีว่าการที่ซางเลี่ยรุ่ยจู่ ๆ ก็เอ่ยปากชวนเธอไปที่บ้านของเขาหมายความว่าอย่างไรไม่มีทางเป็นแค่เรื่องง่าย ๆ อย่างการมอบยารักษาอาการโรคฮิสทีเรียให้เธออย่างบริสุทธิ์ใจแน่นอน“ฉันอยากพักผ่อนสักสองวันค่ะ”เวินหร่านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอิดโรยและเหนื่อยล้าเล็กน้อยเมื่อวานนี้ทำเรื่องอย่างว่ากับเขาไปถึงสามรอบ แทบจะถูกสูบเรี่ยวแรงจนแห้งเหี่ยวไปหมดแล้วหากคืนวันพรุ่งนี้ยังต้องมาลุยต่ออีก มีหรือร่างกายของเธอจะรับไหว?เวินหร่านกระแทกปิดประตูรถลงอย่างใส่อารมณ์ แล้วก้าวเท้าเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองอีกเลย...เมื่อกลับถึงบ้านและเพิ่งอาบน้ำเสร็จเธอก็ได้รับข้อความจากฟู่จิ่งเฉิงส่งมาว่า【พรุ่งนี้หลังเลิกงาน ผมจะไปรับคุณ!】เวินหร่านชะงักเกร็งไปครู่หนึ่งแทบคิดว่าตัวเองตาพร่ามองผิดไปฟู่จิ่งเฉิงเนี่ยนะ ถึงขั้นเป็นฝ่ายเสนอว่าจะมารอรับเธอหลังเลิกงานเอง?ต้องรู้ก่อนนะว่า ช่วงเวลาที่พวกเขาแต่งงานกันมานานปีกว่า ในฐานะสามี เขาไม่เคยขับรถมารับเธอหลังเลิกงานเลยแม้แต่ครั้งเดียวยามนี้หย่าขาดกัน
ยามที่ตื่นขึ้นมา ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงวันแล้วเธอลืมตาขึ้น ทอดสายตามองเพดานอันแปลกตาเบื้องบน ใบหน้าหมดจดพลันงงงันไปครู่หนึ่งที่นี่คือที่ไหนกัน?ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ ว่าเมื่อคืนนี้นอนค้างอยู่ที่บ้านพักในรีสอร์ตของซางเลี่ยรุ่ยซางเลี่ยรุ่ย?พอนึกถึงเขาขึ้นมา เวินหร่านก็ตื่นตกใจขึ้นมาทันใดเมื่อคืนนี้เหมือนเธอจะนอนร่วมเตียงเคียงหมอนกับซางเลี่ยรุ่ยตลอดทั้งคืนเลยนี่นาแล้วตอนนี้ตัวเขาไปไหนเสียแล้วล่ะ?เวินหร่านเหลียวมองไปรอบ ๆ กาย แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาร่างของเขาหรือว่าเขาจะล่วงหน้ากลับโรงแรมไปก่อนแล้ว?แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องมาเผชิญหน้าให้ต่างฝ่ายต่างอึดอัดกันอีกเวินหร่านรีบล้างหน้าแปรงฟันทำความสะอาดร่างกายแล้วก้าวลงมาจากชั้นบนทว่ายามที่เตรียมตัวจะก้าวออกจากบ้านถึงได้ค้นพบว่า ประตูใหญ่ของบ้านพักหลังนี้กลับต้องใช้รหัสผ่านในการเปิดหากเธอไม่รู้รหัสผ่าน ก็ไม่มีทางออกไปข้างนอกได้เลยเธอก้มลงมองดูเวลา พบว่าเที่ยงวันแล้วคราวนี้แย่แน่ ๆ หลีลี่และเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ น่าจะปีนเขาเสร็จและกลับมากันเรียบร้อยแล้วเวินหร่านกำลังลังเลว่าจะโทรหาซางเลี่ยรุ่ย
เรือนร่างของเวินหร่านพลันชะงักค้างไปในทันทีใบหน้าหมดจดซับสีแดงระเรื่อด้วยความอับอายอย่างไม่อาจหักห้าม“ฉัน... ฉันกลับไปนอนที่โรงแรมดีกว่าค่ะ”การจะมานอนร่วมเตียงกับเขาที่นี่มันคือเรื่องอะไรกัน?อย่างไรเสียเรื่องอย่างว่าก็ทำไปหมดแล้ว จะมาทำเรื่องซ้ำซ้อนให้วุ่นวายอีกทำไม?ซางเลี่ยรุ่ยมองดูสีหน้าเขินอายเคอะเขินของเธอ ช่องท้องส่วนล่างก็พลันหดเกร็งตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้งเขาดึงตัวเธอให้ล้มตัวลงนอนบนเตียงไปด้วยกันชายหนุ่มตระกองกอดเรือนร่างที่แข็งเกร็งของเธอจากทางด้านหลังอย่างอ่อนโยน “คนก็ตกเป็นของผมแล้ว นอนด้วยกันแค่นี้ยังจะอายอีกเหรอ?”เวินหร่านฟังคำพูดตรงไปตรงมาอย่างไร้การปิดบังของเขา ใบหน้าทั้งใบก็พลันลุกโชนร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเธอเอ่ยโต้แย้งกลับไปตามสัญชาตญาณ “ใครเป็นของคุณกัน? ฉันเป็นของตัวฉันเองต่างหาก!”ซางเลี่ยรุ่ยหัวเราะในลำคอด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ “ทำกันไปตั้งกี่ครั้งแล้ว คุณยังจะไม่ใช่ผู้หญิงของผมอยู่อีกเหรอ?”สีหน้าของเวินหร่านแข็งเกร็งขึ้นมาเล็กน้อยเรื่องราวบางเรื่อง ยามที่ยังคลุมเครือสลัวรางก็ยังพอจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้ทว่าเมื่อเยื่อกระดาษหน้าต่างแผ่นนั้นถูกท
ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกซางเลี่ยรุ่ยประคองถาดอาหารที่ส่งไอร้อนและกลิ่นหอมฉุยปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเธอพอเห็นเธอยืนอยู่ตรงประตู เขาก็เลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ “ยังลุกจากเตียงไหวอยู่อีกเหรอ? ดูท่าคราวหน้า ผมคงทำเพิ่มได้อีกสักสองสามรอบสินะ”เวินหร่านได้ยินเข้าก็แทบจะอักเลือดออกมายังจะเอาอีกหลาย ๆ รอบอีกเหรอ?คราวนี้เธอแทบจะคลานลงจากเตียงอยู่แล้วเขายังจะคิดว่าไม่พออีกหรือไง?“ใครจะไปมีคราวหน้ากับคุณกัน?”เวินหร่านตวัดสายตาค้อนใส่เขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์นัยน์ตาของซางเลี่ยรุ่ยทอดแสงลึกล้ำ “แน่ใจหรือว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย?”เวินหร่านถูกคำพูดประโยคเดียวของเขาอุดปากจนพูดอะไรไม่ออกเธอแน่ใจได้จริงหรือว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย?เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอนใครจะไปรู้ได้ว่าอาการโรคฮิสทีเรียของเธอจะกำเริบขึ้นมาอีกทีตอนไหน?หากเกิดยาหมดขึ้นมา ย่อมต้องเป็นฝ่ายงอนง้อขอความช่วยเหลือจากเขาอีกอยู่ดีซางเลี่ยรุ่ยยกถาดอาหารวางลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง“มาทานข้าวสิ”เวินหร่านลังเลเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปหาเขา“ยา... ยาแก้โรคฮิสทีเรียของฉันหมดแล้วนะคะ! คุ
เวินหร่านสีหน้าแข็งทื่อฟู่จิ่งเฉิงมองเห็นความผิดหวังที่วาบผ่านดวงตาของเธอแต่ริมฝีปากบางยังคงขยับต่อไปอย่างเย็นชา “โทษที บอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะว่าผมเป็นโรครักความสะอาด!”เวินหร่านกล่าวอย่างลนลาน “แต่ที่รักคะ...ฉัน...”ตอนนี้เธอป่วยเป็นโรคฮิสทีเรีย จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากสามีเธอทนไม่
เวินหร่านเดินออกจากห้องตรวจ รับยา แล้วรีบเดินออกจากโรงพยาบาลไปพอนึกถึงภาพในห้องตรวจเมื่อครู่ ที่ถูกหมอผู้ชายคนหนึ่งสั่งให้ถอดกางเกง เพื่อตรวจให้เธอเธอก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เธอคงไม่มีหน้าไปพบใครแน่ ๆวันหลังเธอต้องหาหมอผู้หญิงเท่านั้น จะไม่ยอมให้ผู้ชายแปล
“ถอดออกแล้วนอนลงไปครับ!”ตามมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของชายหนุ่มหัวใจของเวินหร่านกระตุกวูบเธอไม่รู้เลยว่าตัวเองไปติดโรคที่น่าอับอายจนพูดไม่ออกแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่พออาการกำเริบก็จะรู้สึกต้องการอย่างมากจนถึงขั้นไม่เลือกเวลาและสถานที่ ทำให้ชีวิตและหน้าที่การงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก
เห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่าจะเป็นสถานการณ์แบบนี้แต่ต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เรื่องบางอย่างสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องพูดออกมานอกจากนี้ เขายังรู้ว่าเวินหร่านเป็นโรคนั้น“ท่าน... ท่านประธานคะ...”เวินหร่านพลันตัวแข็งทื่อ สมองเหมือนเครื่องจักรที่หยุดทำงานเสียงจากปลายสาย ทำไมฟังแล้วเหมือนบอสใหญ่ส







