LOGINหลังจากเอลเลนดอร์กลับไปได้ไม่นาน เอเวอเรนน์ก็เริ่มวางแผนจัดงานเลี้ยงน้ำชาสำหรับการทดสอบครั้งถัดไปทันที เป้าหมายของเธอในครั้งนี้เรียบง่ายมาก นั่นคือการจัดงานเลี้ยงที่ใช้เงินให้น้อยที่สุด และที่สำคัญ ต้องเป็นงานเลี้ยงที่แหกคำแนะนำของเอลเลนดอร์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้! ยิ่งงานออกมาไม่ถูกใจเหล่าขุนนางมากเท่าไร โอกาสที่รายงานของเธอจะถูกปัดตกก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น “ดีล่ะ! งั้นเรามาเริ่มแผนการกันเถอะ!” เอเวอเรนน์ตบมือลงบนโต๊ะเบา ๆ ด้วยความมุ่งมั่น ก่อนจะหันไปหาซาร่าที่กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ “คุณหนูจะทำอย่างไรหรือคะ?” “ก็แค่…ทำตรงข้ามกับสิ่งที่เหล่าขุนนางชื่นชอบเสียก็สิ้นเรื่องแล้ว!” “อย่างไรหรือคะ?” “ลองคิดดูสิ เหล่าขุนนางไม่ชอบอะไรมากที่สุดล่ะ?” ซาร่ายกมือขึ้นแตะคาง พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อืม…สามัญชนหรือคะ?” “ใช่แล้ว!” เอเวอเรนน์ดีดนิ้วดังเป๊าะ ดวงตาเป็นประกายราวกับเพิ่งค้นพบแผนการอันยอดเยี่ยม “ฉันจะจัดงานเลี้ยงที่สามัญชนสามารถเข้าร่วมได้โดยไม่จำเป็นต้องมีบัตรเชิญยังไงล่ะ! ขอแค่มีหน้ากากก็สามารถเข้าร่วมงานได้อย่างอิสระ!” “แล้วแบบนี้…พวกขุนนางก็ต้องไม่พอใจแน่ ๆ เลยนะคะ”
หลังจากลูวินเน่กลับไปแล้ว ภายในห้องก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เอเวอเรนน์นั่งอยู่บนเตียง พลางมองไปยังประตูที่เพิ่งปิดลงด้วยสีหน้าครุ่นคิด คำพูดของลูวินเน่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมหายไปไหน “ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเอเรนน์อีกแล้ว” ตอนที่ได้ยินประโยคนั้น เธอรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่หรอก แต่พอนึกถึงสีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายก่อนจากไปแล้ว เธอกลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะเรื่องของคุณชายไคล์ ทำไมวินเน่ถึงดูตกใจขนาดนั้น เพียงเพราะเธอเรียกเขาว่าไคล์ หรือว่าเขาจะเป็นคนที่มีอิทธิพลมากกว่าที่เธอคิด? เอเวอเรนน์ยกมือขึ้นกุมขมับ แค่พยายามเอาตัวเองออกจากการคัดเลือกก็ยากพออยู่แล้ว เธอไม่อยากเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยากของคนอื่นอีกจริง ๆ “คุณหนูคะ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” ซาร่าที่กำลังจัดของอยู่ข้างเตียงเอ่ยถาม เมื่อเห็นผู้เป็นนายทำสีหน้าเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาระดับชาติ “ซาร่า เธอคิดว่าคนเราจะมีเรื่องให้กังวลได้มากที่สุดกี่เรื่องในหนึ่งวันเหรอ?” “เอ๊ะ?” สาวใช้ชะงักมือ ก่อนจะหันมามองคุณหนูของตนอย่างงุนงง “ถ้าเป็นเรื่องของคุณหนู เกรงว่าจะนับไม่หมดนะคะ” “นี่เธอกำลังปลอบ
“เอเรนน์ค่ะ...” เอเวอเรนน์หันกลับมา ลูวินเน่เงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใคร แล้วถามเบา ๆ “เมื่อครู่นี้...คนที่อุ้มเอเรนน์กลับมา...” “ทั้งสองคนรู้จักกันเหรอคะ” เอเวอเรนน์ก็ตอบตามตรง “อ้อ...เขาคือคุณชายไคล์ค่ะ” ลูวินเน่ตกใจนิดหนึ่ง แต่เก็บอาการ “อย่างนั้นหรือคะ...” “น่าแปลก...” “เขาคนนั้นไม่น่าจะยอมให้ใครเรียกชื่อเล่นได้” “บางทีข้าอาจจะมองผิดไปสิน่ะ” ถึงอย่างนั้นลูวินเน่ก็ยังมองตามหลังของไคล์ไม่วางตาอยู่อย่างนั้น แม้ไคล์จะเดินทิ้งห่างไกลแล้วก็ตาม “วิน...” “วินเน่...” “วินเน่ค่ะ!...” เอเวอเรนน์เรียกลูวินเน่อยู่นานสองนาน เอเวอเรนน์เลยตะโกนออกมา “วินเน่ค่ะ...” “คะ! ค่ะ...ว่ายังไงคะ” “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” “ฉันเรียกอยู่ตั้งนาน แต่วินเน่...กลับเงียบไป” “อ้า...ขอโทษด้วยนะคะ” “ช่างเถอะค่ะ” “ฉันว่าวินเน่กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ” “เอ๊ะ แต่ว่า...” “ซาร่า ช่วยไปส่งวินเน่ที่ห้องด้วยจ๊ะ” “ค่ะ คุณหนู” “แต่ว่า...” “เชิญค่ะ ท่านหญิงวาซาสต์” “ดะ...เดี๋ยวสิ...” “ดิฉันว่าวันนี้ท่านหญิงกลับไปพักก่อนเถอะค่ะ คุณหนูเอง
ระหว่างที่เอเวอเรนน์และลูวินเน่เดินเล่นในสวนรอบนอกของพระราชวังอยู่นั้นได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจอย่างมากนั่นก็คือ...ทั้งสองได้ยินเสียงร้องของเด็กผู้ชาย จึงรีบวิ่งไปดูและพบกับเด็กผู้ชายคนนั้นล้มลงอยู่กับพื้นหญ้า และข้างหน้ายังมีงูหนึ่งตัว ที่ตั้งท่าจะฉกเด็กชายคนนั้นอยู่“อย่า!...อย่าเข้ามานะ!”เด็กชายคว้าก้อนหินได้ กำลังจะขว้างออกไป“หยุด! หยุดน่ะ...” เสียงเอเวอเรนน์พูดห้าม“ฮื่ออออ ช่วย...ช่วยผมด้วยครับ”“เข้าใจแล้ว เจ้าหนูใจเย็นก่อนนะ”“แล้วค่อย ๆ วางหินลงช้า ๆ นะ”เด็กชายค่อย ๆ วางหินลงตามที่เอเวอเรนน์บอกเอเรนน์หันไปพูดกับลูวินเน่“วินเน่ ช่วยไปเรียกทหารยามมาให้หน่อยนะ”“แต่ว่า...”“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวตรงนี้ฉันจัดการเองค่ะ”จากนั้นลูวินเน่ก็รีบไปตามทหารยาม“เอาล่ะ ทีนี้เรามาจัดการกับเจ้างูตัวปัญหากันเถอะ”“เจ้าหนูตั้งใจฟังให้ดีนะ”“ครับ...”“ทันทีที่ฉันให้สัญญาณ เจ้าจะต้องวิ่งมาทันทีเลยนะ”“พร้อมไหม...”เด็กชายพยักหน้าเบา ๆ“1...2...3...วิ่ง!”พรึ่บ!!เอเวอเรนน์โยนผ้าเช็ดหน้าของตนปิดหัวของงูตัวนั้นเพื่อปิดการมองเห็นของงูแล้วรีบวิ่งออกจากตรงนั้นทันทีพอวิ่งออกมาได้สักระยะ
หลังจากกลับมาถึงห้องพัก เอเวอเรนน์ก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างหมดแรง ความเหนื่อยล้าจากทั้งวันค่อยๆ กดทับเปลือกตา จนเธอเผลอหลับไปโดยไม่ทันตั้งตัว และสิ่งสำคัญบางอย่าง…ก็ถูกลืมไปพร้อมกัน — มื้ออาหารเย็นของวันนั้น อีกด้านหนึ่งภายในคฤหาสน์ “เมลล์… เมลล์! ท่านหญิงเอเวอเรนน์ยังไม่มาทานอาหารอีกหรือ?” เสียงหัวหน้าแม่ครัวดังขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ ขณะยืนกอดอกอยู่หน้าห้องครัว สาวใช้ร่างเล็กที่ถูกเรียกชื่อสะดุ้งเฮือก รีบก้มหน้าลงทันที “คะ…คือ…ท่านหญิงหลับไปแล้วเจ้าค่ะ” “ข้าลองไปเรียกแล้ว แต่พอเห็นว่าทรงหลับสนิท…ก็เลยไม่กล้าปลุกเจ้าค่ะ” หัวหน้าแม่ครัวถอนหายใจยาว “เฮ้อ…ถ้าเช่นนั้น มื้อดึกคืนนี้ เจ้าก็รับผิดชอบไปก็แล้วกัน” “เจ้าค่ะ!” เมลล์รับคำเสียงเบา แม้จะพยักหน้ารับ แต่ในใจกลับรู้ดีว่า คืนนี้คงไม่ง่ายแน่ ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบงัน ส่วนเอเวอเรนน์ยังคงหลับลึกอย่างไร้กังวล ... เช้าวันถัดมา เสียงนกร้องดังแว่วผ่านหน้าต่าง “อือ…” เอเวอเรนน์ครางเบาๆ ก่อนจะพลิกตัว และ— “ตุบ!” “โอ๊ย… เจ็บ…” “คุณหนูเจ้าคะ…ท่านหลับบนโซฟาอีกแล้วนะเจ้าคะ” เสียงซาร่าดังขึ้นอย่างคุ้นเคย
ตอนทีเมื่อก้าวผ่านประตูพระราชวังบานใหญ่เข้าไปเอเวอเรนน์ก็เข้าใจในทันทีว่า...นี่ไม่ใช่เพียงการ “รับฟังคำชี้แจง” ธรรมดาเพราะภายในห้องโถงขนาดใหญ่เบื้องหน้ามีบุตรสาวจากตระกูลขุนนางจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ก่อนแล้วชุดเดรสหรูหราหลากสีสันแต่งแต้มทั่วทั้งห้องเสียงพูดคุยดังคลอเบา ๆ ไม่ขาดสายบางคนกำลังแนะนำตัวบางคนกำลังจับกลุ่มพูดคุยและบางคนก็กำลังใช้สายตาประเมินคู่แข่งรอบตัว…“อยากกลับบ้านจัง...”เอเวอเรนน์พึมพำกับตัวเองเธอมองหาที่นั่งและเหลือบไปเห็นที่นั่งในมุมอับสายตาที่หนึ่งแล้วจึงรีบเดินไปนั่งแต่ก็ได้มีสตรีท่านหนึ่งผ่านประตูเข้ามาในห้องโถงเธอสวมชุดสีฟ้าอ่อน สว่างไสวและงดงาม ทั้งเรื่องมารยาทการเดิน การทักทาย สมกับเป็นตระกูลขุนนางผู้ดีมาก ๆเธอผู้เปล่งประกายดุจแสงอาทิตย์ในยามเช้า“โห! เลดี้ท่านนี้แหละเหมาะสมกับตำแหน่งนี้สุด ๆ”“ดูสิ ๆ... ออร่านางเอกมาเต็ม ๆ เลย”เอเวอเรนน์ยืนมองเธออย่างไ







