Masuk๑๒
ผู้โดนกระทำตลอดไป
ข้าวของมากมายถูกวางลงบนโต๊ะที่ห้องรับแขก โดยหญิงสาวยืนมองด้วยแววตาวาวเพราะตัวเองไม่ต้องอยู่นั่งเหงาอีกต่อไป ดูภาพยนตร์จนแทบจะหมดทุกเรื่องแล้ว บ้านก็ทำความสะอาด เสื้อผ้ารีดทุกตัวจนไม่มีสิ่งใดจะทำ พอเห็นว่าของที่เขียนส่งให้เขาได้มาแล้วจึงรีบเข้ามาเปิดดูว่าข้างในอีกอะไรบ้าง
ส่วนใหญ่เป็นงานอดิเรกของหล่อนไม่ว่าจะงานถัก งานปักหรืองานสวน มีครบจนหล่อนดูเพลินไม่ได้สนใจร่างสูงที่นั่งลงบนโซฟา เริ่มทำหน้านิ่งไม่ค่อยชอบใจที่ถูกเมิน เขาจึงกระแอมเสียงดังแล้วพูดกับหล่อนทั้งที่วางของเอาไว้แล้วเหมือนต้องการเรียกร้องความสนใจ
เขาหายไปเกือบสี่วันโดยที่เธอทำได้เพียงอยู่บ้านรออย่างเดียว อยากทำอาหารไปขายก็ไม่กล้าจะทำเพราะกลัวชายหนุ่มทราบแล้วมาห้ามอีกเหมือนคราวก่อน ไม่ว่าเธอจะทำอะไรหรืออยู่ไหนก็ถูกเขาทราบไม่อาจรอดพ้นสายตาของอีกฝ่าย
กลายเป็นนกในกรงทอง...ที่อยู่เพื่อบำเรอความสุขให้แก่เจ้าของ
“เอาไป...ของที่อยากได้” เธอหันไปมองเขาพร้อมกับยกมือไหว้เป็นการขอบคุณ พอจะทำให้คนที่ถูกเมินคลายความหงุดหงิดลงมาได้บ้าง
“ขอบคุณค่ะ”
รีบเก็บข้าวของทุกอย่างเข้าห้องครัว เตรียมรินน้ำใส่แก้วมาเสิร์ฟชายหนุ่มโดยเฉพาะ ไม่รู้ว่าเขาจะมาบ้านจึงไม่ได้เตรียมอาหารเอาไว้ ยังดีที่มีของสดเหลือเต็มตู้คิดเมนูเอาไว้แล้วว่าอีกฝ่ายอยากรับประทานอะไร ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงทุกอย่างน่าจะเรียบร้อย
แต่ตอนนี้เธอเลือกจะนำเครื่องดื่มไปเสิร์ฟเขา พร้อมกับของว่างอย่างผลไม้ที่มีติดตู้เย็นเสมอ ทั้งยังแกะสลักอย่างสวยงามไม่ใช่เพราะเวลาว่างเหลือเยอะจนต้องหาอะไรทำ งานบ้านงานเรือนหล่อนทำได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่อง เป็นผลมาจากถูกเคี่ยวเข็ญอย่างหนักตอนเด็ก เพื่อโตมาจะได้ดูแลคนในบ้าน
ซึ่งตอนนี้ครอบครัวของหล่อนไม่มีอีกต่อไป ไม่ได้ติดต่อบุพการีนับแต่ออกจากบ้านหลังนั้น ตัดขาดทุกอย่างแล้วก็ไม่คิดหวนกลับไปอีก เธอไม่ต้องการความรักจากใจขอมีแค่ลูกชายแค่คนเดียวก็พอแล้ว
“น้ำค่ะ” วางแก้วน้ำลงตรงหน้าอีกฝ่าย เขาหยิบมาดื่มดับกระหายด้วยความคอแห้ง แล้วค่อยกินผลไม้โดยที่ร่างบางเลือกจะเดินเลี่ยงเข้าครัว จะได้นำของที่อีกฝ่ายซื้อมาให้ไปเก็บบนห้องของตัวเอง แต่ยังไม่ทันที่หล่อนจะเดินไปไหนไกล กลับถูกเขาถามเสียงเข้มเหมือนคนโกรธตลอดเวลา
จนไม่เข้าใจว่าธนนท์ปภพไปกินรังแตนที่ไหน หรือหล่อนทำอะไรให้เขาโกรธหรือเปล่า
ตั้งแต่อีกฝ่ายเข้ามาถึงได้มีอาการเหมือนหงุดหงิดตลอดเวลา...
หรือว่าเขาแค่เกลียดเธอจนไม่อยากเห็นหน้าจึงแสดงกริยาเช่นนั้น สร้างความฉงนปนเจ็บปวดแก่อัญชิสาเป็นอย่างมาก
ถ้าเกลียดกันนักทำไมไม่ปล่อยตนไปสักที ให้อยู่แบบนี้เธอก็อึดอัดเหมือนกัน ไม่ได้มีความสุขเลยแม้แต่น้อย
“จะไปไหน” ถามเสียงเข้มแล้วจ้องหล่อนเขม็ง
เลิกจากการทำงานที่เคร่งเครียดทั้งวัน แทนที่เขาจะกลับบ้านไปอาบน้ำแล้วคุยกับน้องเพื่อผ่อนคลาย แต่ร่างสูงกลับเลือกจะมาที่บ้านพักหลังนี้ซึ่งห่างจากบ้านหลักพอสมควร ไม่รู้ทำไมจึงอยากมาแต่คิดว่าคงอยากระบายอารมณ์ต่างๆ กับหญิงสาว
ซึ่งกลายเป็นความเคยชินเสียแล้วที่เขาให้เธอเป็นผู้รองรับอารมณ์ตัวเอง...
เพราะอัญชิสาก็ไม่เห็นจะโต้แย้งหรือพูดอะไร เธอก้มหน้ารับการถูกกระทำแต่โดยดี ทำตามคำสั่งทุกอย่างเมื่อประกาศิตของซาตานคือสิทธิ์ขาด
เธอรู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองไม่มีอิสระ ทั้งยังมีลูกเป็นตัวประกันจึงไม่ดื้อดึงกับเขา สร้างความพึงพอใจแก่ชายหนุ่มที่ต้องการควบคุมทุกอย่าง
“เอาของไปเก็บบนห้อง” กำลังจะเดินไปยังห้องครัวกลับถูกเขารั้งเอาไว้ เอนศีรษะไปมาเหมือนกำลังเมื่อย แล้วกวักมือเรียกให้หล่อนไปบริการ แม้ว่าหญิงสาวจะไม่อยากทำมากแค่ไหนก็ต้องเก็บสีหน้าเอาไว้
เธอไม่สามารถต่อรองอะไรได้ นอกจากทำตามความต้องการของคนตรงหน้าอย่างเดียว
“เดี๋ยวค่อยไป มานวดไหล่ให้หน่อย” มองร่างแบบบางที่อยู่ในชุดไปรเวทไม่ได้มีความยั่วยวนเลยสักนิด แค่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นกับผมที่มัดเป็นมวยจนเห็นลำคอระหง แต่น่าแปลกที่เรียกเลือดให้ร้อนรุ่มจนมองเธอตาไม่กระพริบ เหมือนกำลังรอตะครุบเหยื่อที่ไม่รู้เรื่องราว
“แต่...” อยากค้านไม่ต้องการเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย สีหน้าไม่ค่อยไว้ใจเขาเท่าไหร่ เพราะสายตาของอีกฝ่ายดูมีเลศนัย คล้ายกำลังวางแผนอะไรบางอย่าง
“เร็ว”
“ค่ะ” เธอเลือกจะเดินไปด้านหลังเขา บีบนวดไหล่ตึงตามที่อีกฝ่ายต้องการด้วยใบหน้าเรียบเฉย ส่วนเขาก็นั่งนิ่งพลางหลับตา แต่ไม่นานมือหนาก็คว้ามือของหล่อนไว้ ก่อนยกร่างบางข้ามพนักโซฟามานั่งบนตักอย่างรวดเร็ว เล่นเอาเจ้าตัวถึงกับร้องเสียงหลงพลางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“ว๊าย!”
เธอมั่นใจว่าตัวเองก็ไม่ได้ตัวเล็กหรือตัวเบาขนาดที่จะยกจนตัวลอยได้ แต่ชายหนุ่มกลับทำเหมือนเป็นเรื่องง่ายดายจนนึกอึ้งอยู่เหมือนกัน แขนเรียวโอบรอบลำคอเขาไว้กลัวว่าตนจะตก ก่อนพยายามจะลุกยืนแต่กลับถูกร่างหนาอุ้มขึ้นบนห้อง พร้อมประโยคที่ทำให้เธอทราบทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้
“แรงน้อยอย่างกับมด สงสัยต้องออกแรงหน่อยแล้ว”
หญิงสาวกลายเป็นอาหารมื้อค่ำให้คนตัวสูงได้กินอย่างมูมมามตามอารมณ์ ไม่คิดจะยั้งแรงเอาไว้สักนิดจนเธอนอนตัวอ่อนใต้ร่างเขา ครางเสียงดังในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่มีใครมาขัดอารมณ์ได้ ปลดปล่อยความต้องการกับของเล่นตามใจชอบ
แล้วปล่อยให้เธอหลับใหลส่วนตนก็ออกมาสูบบุหรี่นอกห้อง ควันขาวลอยฟุ้งในอากาศก่อนจะเลือนหายไป พร้อมคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่าเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่
แก้แค้นเธอหรือทรมานหัวใจตัวเอง...
ครบกำหนดรับลูกชายกลับบ้านเขาก็ให้คนรถขับมาที่เมืองหลวงเพื่อเซ็นรับลูกโดยเฉพาะ ไม่เจอกันสองสัปดาห์แต่รู้สึกเหมือนว่านานเป็นปี แม้ชายหนุ่มจะให้คนรายงานตลอดว่ารวิกานต์ปรับตัวได้หรือเปล่า ใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง
นึกโล่งใจที่ลูกเข้ากับเพื่อนเป็นอย่างดี น่าแปลกที่แม้ไม่รู้ผลตรวจดีเอ็นเอแต่เขากลับรักและเอ็นดูเด็กคนนี้มากเหลือเกิน ไม่เคยคิดว่าจะมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
นี่หรือความเป็นพ่อคน...
อยากเห็นลูกมีชีวิตที่ดี มีรอยยิ้มเสมอไม่ต้องทุกข์ใจ แม้จะทราบว่ารวิกานต์อาจไม่ใช่สายเลือดของตนก็ตาม
“พ่ออออ!” เด็กชายสวมชุดขาวเต็มยศพร้อมกับเดินลากกระเป๋ามาแต่ไกล ยิ่งได้เห็นหน้าบิดาก็ยิ้มกว้างแล้ววิ่งมาไม่สนใจกระเป๋า ทำให้คนรถต้องเดินไปถือสัมภาระให้แทน ส่วนเด็กน้อยก็วิ่งเข้ามากอดบิดาโดยที่เขาย่อตัวลงไปรับอ้อมกอดนั้น
เลิกงานเร็วเป็นพิเศษเพื่อนั่งรถสามชั่วโมงเข้าเมืองหลวงมารับเด็กชาย เขารู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องปกติของตัวเองที่จะทำเพื่อคนอื่นมากขนาดนี้ แต่ก็กลายเป็นเรื่องที่เผลอทำด้วยความเคยชินไปเสียแล้ว
“แม่มาด้วยไหมครับ” ถูกปล่อยเป็นอิสระก็ถามหามารดาทันที เขาส่ายหน้าแต่เลือกจะพาลูกเดินไปที่รถยนต์เพื่อโชว์ให้ดูว่าแม้คนเป็นแม่จะไม่ได้ติดรถมาด้วย แต่หล่อนก็ฝากขนมมากมายที่ทำขึ้นเพื่อให้ลูกชายกินระหว่างเดินทางกลับบ้าน
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







