เข้าสู่ระบบที่สำคัญคนตรงหน้าไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ให้กัน สายตาของเขาฉายชัดถึงความเกลียด ริมฝีปากเหมือนจะยิ้มหยันตลอดเวลาจนเธออยากหนีไปให้พ้นจากตรงนี้
“รวิเป็นยังไงบ้างคะ ปรับตัวได้หรือยัง” เธอนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเขาเมื่อจัดอาหารขึ้นโต๊ะเรียบร้อย เหมือนเป็นเรื่องปกติที่ทำเสมอ โดยที่หล่อนไม่ได้ร่วมรับประทานด้วยเพราะอิ่มแล้ว ต่างจากเขาที่ไม่ได้กินข้าวช่วงบ่ายจึงหิวมากกว่าปกติ ตักข้าวเข้าปากคำโตแล้วกินได้เรื่อยๆ จากรสชาติอาหารที่อร่อยถูกปาก
“เริ่มดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องห่วงลูกหรอกห่วงตัวเองเถอะ” นึกน้อยใจเหมือนกันที่คำตอบของเขาแฝงแววประชดเสมอ จนเธอไม่อยากต่อบทสนทนาจึงเลือกจะนั่งเงียบ ปล่อยให้อีกฝ่ายกินข้าวเพียงลำพัง จะลุกไปไหนก็ไม่ได้เพราะถูกดวงตาคมจ้องมองเสมอ
“ต่อจากนี้ก็อยู่ในบ้านเงียบๆ อย่าคิดจะออกนอกบ้านไปโปรยเสน่ห์อีก ฉันไม่ได้โง่ซ้ำสองจะให้เธอหลอกได้อีกหรอกนะ” มือบางที่วางบนหน้าตักกำเข้าหากันแน่น ไม่รู้ว่าเขาจะเกลียดอะไรหล่อนนักหนาถึงได้จ้องจะหาเรื่องกันตลอดเวลาแบบนี้
“ค่ะ” เลือกรับคำเป็นการตัดบท
นั่งเงียบไม่พูดจาบรรยากาศยิ่งชวนอึดอัดมากกว่าเดิม แต่ตอนนี้หล่อนไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น แสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการนั่งอยู่ตรงนี้ แล้วดูเหมือนว่าร่างสูงจะอ่านสีหน้าของเธอออก
“อยากได้อะไรก็จดมา จะให้คนซื้อมาให้” ยอมตามใจเธอแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย อัญชิสาจึงสบโอกาสลุกจากเก้าอี้เพื่อไปเขียนสิ่งที่ตนต้องการ อย่างน้อยก็ช่วยคลายเครียดในช่วงที่ไม่สามารถออกไปไหนได้
“ขอบคุณค่ะ” ยื่นกระดาษซึ่งเขียนรายการของที่ต้องการให้เขา
อ่านดูแล้วก็ไม่ใช่ของชิ้นใหญ่ ส่วนมากเป็นงานอดิเรกจึงไม่พูดค้านอะไร รับประทานอาหารเรียบร้อยก็เลือกจะกลับบ้านเพราะนัดกับน้องสาวเอาไว้ ปล่อยให้เธออยู่บ้านหลังใหญ่เพียงลำพังกับความเหงาที่เกาะกินหัวใจ
ของที่ต้องการยังไม่มาถึงแต่ละวันที่ผ่านไปจึงหมดไปกับการตัดแต่งสวนข้างบ้าน แล้วก็ปัดกวาดบ้านก่อนจะนั่งดูโทรทัศน์คลายเหงา หรือไม่ก็ทำขนมเพื่อแจกจ่ายคนที่มาเฝ้าหล่อนตามหน้าที่ นึกเหนื่อยเหมือนกันที่ต้องอยู่แบบนี้แต่รู้ดีว่าตนไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
เหมือนนกที่บินเข้ากรงแล้วไม่สามารถออกไปไหนได้ อิสรภาพของเธอถูกเขาลิดรอน มีเพียงประกาศิตจากซาตานเท่านั้นจึงจะสามารถเป็นอิสระได้อีกครั้ง แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะยอมปล่อยหล่อนไปสักที
ถ้าผลตรวจเลือดออกมาแล้วพบว่าเป็นพ่อลูก...ชายหนุ่มจะทำอย่างไร
นั่งคิดไม่ตกอยู่หลายวันกับความจริงข้อนี้ เธอรู้ดีว่ารวิกานต์คือลูกของเขาอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าคนเป็นพ่อเหมือนจะไม่อยากยอมรับ เขาตีตราความผิดไว้ให้เธอแล้วอัญชิสาก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป เพราะหล่อนเองที่ทรยศอีกฝ่ายก่อน
แต่มันก็ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ ทุกอย่างล้วนมาจากการที่เธอหลงกลแผนของอรสินี
ยิ่งคิดก็นึกโศกาในโชคชะตาของตัวเอง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนคนอื่นเขาสักที
“คุณหนึ่ง เมาเหรอคะ” นั่งดูโทรทัศน์อยู่ห้องรับแขกคนเดียวแต่ก็ต้องหันไปมองคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ธนนท์ปภพอยู่ในชุดสูทหรูหราที่ตอนนี้ถูกถอดทิ้งไว้บนพื้นจนหล่อนต้องรีบเดินเข้าไปเก็บให้เขา แล้วเข้ามาประคองคนที่ดูเหมือนจะยืนไม่ไหว
แต่เมื่อได้กลิ่นแอลกอฮอล์ที่โชยออกมาก็ต้องย่นจมูกพลางยกมือปัดไล่กลิ่นออกทันที ไม่รู้ว่าดื่มหรืออาบกันแน่กลิ่นถึงได้แรงขนาดนี้
“อือ” เขาตอบเหมือนไม่เต็มใจจะเอย คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแล้วจ้องเธออยู่อย่างนั้น
“ขึ้นไปนอนบนห้องก่อนนะ” ร่างบางช่วยประคองชายหนุ่มขึ้นมาชั้นบนอย่างทุลักทุเล แม้ว่าจะเมาแต่ก็ยังมีสติอยู่พอสมควร เธอเห็นดังนั้นค่อยเบาใจหน่อยว่าตนเองจะไม่ต้องคอยดูแล อย่างน้อยคนเมาก็ดูแลตัวเองได้
“เมาแล้วขับรถมาเองหรือเปล่า...ให้คนรถขับมาใช่ไหม” ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“อือ ถามมากน่ารำคาญ” มาถึงห้องนอนใหญ่ของเขาก็เปิดประตูออกแล้วเข้าข้างใน เธอรู้ดีว่าตอนนี้เขาเริ่มหงุดหงิดกับคำถาม จึงคิดจะปล่อยร่างสูงไว้บนเตียงแล้วกลับห้องของตัวเอง แต่ยังไม่ทันจะได้เดินออกไปไหน กลับถูกคว้าแขนเอาไว้เสียก่อน
“ใส่ชุดนอนมายั่วกันหรือไง” ก้มมองชุดนอนของตัวเองที่เป็นสายเดี่ยวผ้าลื่นก็เพิ่งคิดได้ว่าชุดที่สวมค่อนข้างล่อแหลม เธอใส่เพราะมันนอนสบายไม่ได้คิดเรื่องอื่น แต่สายตาของเขาที่มองมาทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย จึงคิดจะรีบเดินออกจากห้องกลับถูกเขาคว้าเอาไว้เสียก่อน
“เปล่า กำลังจะนอน” เหตุผลที่บอกฟังขึ้นแต่เขาไม่คิดจะฟังเลยต่างหาก
“งั้นมาทำหน้าที่เมียหน่อยเร็ว ทำให้ฉันมีความสุขหน่อย” คนเมาไม่พูดพร่ำทำเพลง จับเธอผลักลงบนเตียงก่อนขึ้นมาทาบทับอย่างรวดเร็ว หล่อนเบิกตากว้างด้วยความตกใจไม่นึกว่าตัวเองจะถูกอีกฝ่ายจู่โจมเร็วขนาดนี้ เหมือนเสือที่เตรียมพร้อมจะขย้ำเหยื่อ แล้วเธอก็ไร้ซึ่งหนทางสู้นอกจากพยายามร้องห้ามปรามอีกฝ่าย
“อย่านะคะ” มองดวงตากลมที่มีเพียงความหวานส่งมาให้กัน เธอรู้ดีว่าคำพูดของตัวเองไม่มีน้ำหนักและเขาคงทำตามใจมากกว่า แต่ก็ยังพยายามที่จะดิ้นรนเพื่อหาทางเอาตัวรอด ไม่ยอมสิโรราบต่ออีกฝ่าย
“เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” เขาพูดเสียงเข้มแล้วตรึงแขนเรียวเอาไว้เหนือศีรษะ
ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ก้มลงบดขยี้ริมฝีปากอวบอิ่มโดยไม่มีความอ่อนหวานหรืออ่อนโยนสักนิด ทำให้เธอต้องรีบเบือนหน้าหลบเพราะเหม็นกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ออกมาจากอีกฝ่าย พยายามจะดันเขาออกห่างก็ไม่เป็นผล
“อื้อ คุณหนึ่ง” เรียกชื่อชายหนุ่มเหมือนต้องการเตือนสติ แต่กลายเป็นว่าเขายอมปล่อยแขนหล่อนแล้วเลือนมาฉีกชุดนอนของหญิงสาวจนขาดออกในเสี้ยววินาที เผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าที่ไม่มีชั้นในปิดบัง ทำให้เธอต้องรีบยกมือขึ้นปิดทรวงอกนุ่มกับของสงวน กลับถูกเขาจับแขนทั้งสองข้างเอาไว้เสียก่อน
“ผู้หญิงอย่างเธอ ฉันจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ” สิ้นคำพูดนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองถูกผลักให้ตกลงเหวในทันที
ไม่มีความอ่อนโยนมีเพียงสัมผัสรุนแรงจนร่างกายขาวเต็มไปด้วยร่องรอยสีกุหลาบ เธออยากอ้อนวอนให้เขาหยุดแต่เหมือนชายหนุ่มไม่สนใจฟังสิ่งใดนอกจากได้ในสิ่งที่ต้องการ เขาทำทุกอย่างตามใจและตามอารมณ์ไม่มีหยุดหรือพัก
เธอแทบหมดแรงอยู่ใต้ร่างหนา ก่อนถูกอุ้มเข้าห้องน้ำเพื่อสนองความใคร่ เสียงน้ำกระทบพื้นดังแข่งกับเสียงเนื้อกระทบกัน ไม่มีวาจาใดเอื้อนเอ่ยออกมาจากหล่อน นอกจากใช้เรือนร่างของหล่อนเพื่อสนองความปรารถนาอย่างเดียว
สุดท้ายก็มาจบลงบนเตียงอีกรอบ หล่อนเหนื่อยจนแข้งขาอ่อนแรงอยากนอนหลับไปโดยไม่ต้องสวมเสื้อผ้า แต่กลับมีเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นหลังจากถอนกายออกไปเมื่อปลดปล่อยความต้องการออกมาจนหมด น้ำสีขุ่นเปื้อนตามขาเรียวขณะที่เธอก็นอนหอบหายใจมองเพดานอยู่เหมือนเดิม
“ออกไปนอนห้องเธอได้แล้ว ฉันไม่อยากนอนเตียงเดียวกับผู้หญิงหลายผัวแบบเธอ” คำพูดของเขาทำให้เธอสะอึก รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าย้ำซ้ำหลายรอบจากผู้ชายที่เป็นพ่อของลูก
เธอไม่คิดจะอยู่ต่อแต่ชุดนอนก็ถูกฉีกขาดไปแล้ว ทางเลือกเดียวคือคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันกายเอาไว้ ค่อยลุกจากเตียงอย่างทุลักทุเล ขาสั่นจนแทบเดินไม่ไหวเพราะถูกรังแกจากคนที่กำลังสวมเสื้อผ้าเตรียมนอน
“ถ้าจะรังเกียจกันขนาดนี้คราวหน้าก็ไม่ต้องทำหรอกค่ะ” พูดจบก็เดินผ่านเขาเพื่อกลับห้องของตัวเอง กลับถูกชายหนุ่มคว้าแขนไว้แล้วย้ำกับเธอเสียงเข้ม
“ฉันจะทำ...จนกว่าเธอจะจำได้ว่ามีฉันเป็นผัวแค่คนเดียว”
พูดจบก็ปล่อยร่างบางเป็นอิสระ หล่อนจึงเดินออกจากห้องเขาอย่างรวดเร็วไม่ให้น้ำตาไหลลงมาประจานความโง่ของตัวเองที่ถูกกระทำขนาดนี้ก็ยังโง่งมหลงรักเขาเหมือนเดิม
“ฮือ...อึก” เพียงแค่ปิดประตูห้องก็ทรุดกายนั่งร้องไห้อย่างเจ็บปวด
การกระทำของเขาบอกหมดทุกอย่างว่าชายหนุ่มเกลียดหล่อนมากเพียงใด ร่องรอยที่ปรากฎบนร่างกายอีกไม่นานก็หาย แต่แผลในใจที่ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่จึงจะสมานสักที
เช้าวันต่อมาที่หล่อนพยายามทำตัวปกติไม่แสดงถึงอาการเจ็บปวด ลุกมาทำอาหารให้เขาเพื่ออีกฝ่ายจะได้รับประทานก่อนไปทำงาน มีทั้งข้าวต้มและขนมหลากหลายชนิดที่ตนเป็นคนทำขึ้นมาเอง จัดขึ้นโต๊ะพอดีกับที่ร่างสูงลงมาจากบนบ้าน
เขามองอาหารมากมายที่ตนต้องกินก็หันไปถาม “ทำอะไรเยอะแยะ” นั่งลงที่ประจำของตัวเอง ก่อนมองเธอนิ่ง สภาพภายนอกของหล่อนดูปกติหมดทุกอย่าง จนเขาสงสัยว่าเมื่อคืนที่ทำไปหล่อนไม่เจ็บเลยเหรอ
เพราะตนก็ใส่ไม่ยั้งเหมือนกัน...
“ไม่รู้ว่าคุณจะทานอะไรนี่คะ” นำข้าวต้มมาเสิร์ฟพร้อมกาแฟ กำลังจะเดินกลับเข้าครัวแต่ถูกเขารั้งเอาไว้ด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังใจสั่นไหวอย่างเจ็บปวด
“กินยาคุมด้วย...ฉันไม่อยากให้ลูกเกิดจากผู้หญิงแบบเธอ” คนพูดอาจไม่คิดอะไร
แต่คนฟังอย่างเธอเสียใจไปแล้ว
“ค่ะ”
ตอบรับในลำคอก่อนจะเดินเข้าครัวเพื่อเก็บกวาดของที่ทำรกไว้ เม้มปากแน่นกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้หลุดลอดออกไปจนเขาได้ยิน เธอเกลียดตัวเองเหลือเกินที่อ่อนแอขนาดนี้
แล้วก็ยังหยุดรักเขาไม่ได้สักที...
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







