เข้าสู่ระบบม้าศึกคู่ใจขนาบข้างรถม้า ฟู่หรงซินเหยียดตัวขึ้นยืนบนหลังม้ารอจนได้จังหวะแล้วจึงกระโดดไปตำแหน่งที่นั่งบังคับม้า คว้าบังเหียนบังคับม้าที่ตื่นเตลิด พละกำลังของนางสยบม้าที่ตื่นอยู่ค่อยๆ สงบลงและหยุดในที่สุด เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปลอดภัยแล้วนางจึงลงจากรถม้า ม้าของนางเป็นม้าศึกที่แสนรู้ มันเหยาะย่างเท้าเข้ามาหาผู้เป็นนายไม่ได้ทอดทิ้งไปที่ใด นางใช้คันธนูแหวกผ้าม่านรถม้าออกจึงเห็นคนด้านใน ดูจากการแต่งกายแล้วคนผู้หนึ่งเป็นขันที และอีกคนที่สวมเสื้อผ้าเรียบง่ายไม่บอกฐานะ แต่ที่ข้อมือมีโซ่ตรวนทั้งสองข้าง ผิวบางขาวซีดเป็นรอยช้ำจ้ำเลือด ดูน่าเวทนาไม่น้อย ทว่าแววตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงที่พยายามซ่อนไว้
“บาดเจ็บหรือไม่”
“ไม่..ไม่บาดเจ็บขอรับ ขอบคุณท่าน...เอ่อ...” เสียงตะกุกตะกักที่ฟังชัดว่ายังสั่นอยู่
“เหตุใดใช้เส้นทางนี้เข้าเมืองหลวง” นางถามไม่ได้สนใจท่าทีของขันทีผู้นี้ สายตาของนางจับจ้องเพียงชายผู้นั้น ลักษณะท่าทางนี้ไม่ต่างจากที่เคยพบครั้งแรกในความฝันนั้น แต่ครั้งนั้นนางพบเขาที่เมืองหลวงในวันที่นางเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อรับราชโองการแต่งตั้นเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท
“ดะ...ดิน ดินถล่ม จึงใช้ทางเลี่ยงกลับเมืองหลวงด้วยเส้นทางนี้ขอรับ”
อาจเพราะถูกสายตากดดันจากหญิงสาวที่สวมชุดสีเข้มทำให้ขันทีพูดหมดทุกอย่าง ทว่าสายตาแม่ทัพหญิงปะทะกับบุรุษหนุ่มที่ใบหน้าสงบนิ่ง แม้ดูอ่อนล้าแต่แววตาหยิ่งทะนงไม่น้อย นางหรี่ตามองอย่างครุ่นคิดแล้วเอ่ยขึ้น
“องค์ชายเซี่ยหลินจากแคว้นจิ่นหลัว?”
ร่างอ่อนแอจู่ๆ ก็แข็งเกร็งขึ้นมาทันที ราวกับได้ยินสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน เขาสบตากับดวงตาคู่งามที่จ้องมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ ซึ่งเขามั่นใจว่าไม่เคยพบสตรีผู้นี้มาก่อน ริมฝีปากแห้งผากและซีดราวกับไร้สีเลือดเผยอขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้
เห็นได้ชัดว่าต้องพิษ
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะองค์ชายหรือองค์หญิงแคว้นต่างๆ ที่ถูกส่งมาเป็นตัวประกันนั้น จะได้รับยาพิษชนิดหนึ่ง เพื่อเป็นการประกันให้อีกฝ่ายสวามิภักดิ์แต่โดยดี ส่วนยาถอนพิษนั้น มีเพียงฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้เท่านั้น
“แม่นางคือ...”
หญิงสาวหยิบพลุส่งสัญญาณแทนคำตอบ ขันทีผู้นั้นสะดุ้งโหยงในขณะองค์ชายตัวประกันยังคงสงบนิ่ง
“ที่นี่อยู่ในเขตทหารของสกุลฟู่ อีกประเดี๋ยวทหารของข้าจะมาช่วยซ่อมรถม้าให้พวกเจ้าได้เข้าเมือง”
“อ่า...ท่านคือ...แม่ทัพน้อยฟู่หรงซิน...”
ผู้ถูกเรียกไม่ได้เอ่ยตอบ นางยังคงกวาดตามองชายผู้นั้นจนพอใจแล้วจึงขึ้นหลังม้า เป็นจังหวะเดียวกับที่ทหารกลุ่มหนึ่งควบม้าตรงมาทางนาง พวกเขาทำความเคารพและรอรับคำสั่ง
“ไปตามหาสารถีที่ตกรถ ดูล้อรถด้วย หากซ่อมไม่ได้ให้หารถม้ามาเปลี่ยนแล้วคุ้มกันรถม้าเข้าเขตประตูเมือง”
“รับทราบ!”
ทหารเหล่านั้นรับคำสั่งอย่างแข็งขันแม้ไม่ใช่ในเวลารบ ฟู่หรงซินเพียงปรายตามององค์ชายตัวประกันอีกครั้งแล้วบังคับม้าจากม้า สิ่งที่นางทำก็เพื่อพิสูจน์ความฝันอันแสนยาวนานสิบห้าปีนั้น นางจำได้ว่าก่อนที่นางจะกลับเมืองหลวง เกิดดินถล่มทำให้รถม้าขององค์ชายเซี่ยหลินจากแคว้นจิ่วหลัวต้องเปลี่ยนเส้นทางมาทางนี้ แต่ครั้งนั้นนางเพียงได้รับรายงานจากทหารและเห็นว่าไม่มีเรื่องใดผิดปกติจึงไม่ได้ออกมาดูด้วยตาตนเองเช่นนี้
ใบหน้าที่ปะทะสายลมเค้นยิ้มออกมา แท้จริงในช่วงเวลานั้น จิตใจนางจดจ่อเพียงแค่ได้กลับเมืองหลวงเพื่อได้อยู่เคียงบุรุษที่นางรักอย่างสุดหัวใจ แต่ความรักและภักดีที่มอบให้ เขากลับตอบแทนนางด้วยความตายของนางและคนในสกุลฟู่ทั้งหนึ่งร้อยสามสิบชีวิต
บัดนี้นางมั่นใจแล้วว่า สวรรค์ยังเมตตาให้นางได้กลับมาในวัยสิบแปดปีอีกครั้ง นางไม่ปรารถนาจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราชสำนักใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งตำแหน่งชายารัชทายาทที่ต้องอ้างว้างในตำหนักบูรพา จนกระทั่งขึ้นนั่งเป็นฮองเฮาสู้รบกับเหล่านางสนมที่ถูกส่งมาจากตระกูลใหญ่ และยังเรื่องความมั่นคงทางการทหาร แต่สุดท้ายนางกลับพ่ายแพ้แก่หลี่เมิ่งหยุน บุตรสาวเสนาบดี หญิงในดวงใจอี้หยางเซิน
ฟู่หรงซินแหงนหน้าหัวเราะเยาะเย้ยชีวิตในชาติที่แล้วของตน นางที่อายุเพียงสิบแปดก็ถูกเรียกขานว่าแม่ทัพปีศาจ เรื่องกลศึกล้วนแตกฉาน ทว่ากลับพ่ายแพ้เรื่องของหัวใจ
สิบห้าปีที่แสนยาวนาน นางไม่ปรารถนาตำแหน่งในหัวใจของอี้หยางเซิน แต่นางรู้ดีว่าอี้หยางเซินต้องการนาง ไม่สิ ต้องการอำนาจทางการทหารในมือตระกูลฟู่ต่างหาก หากไม่มีตระกูลฟู่หนุนหลัง แม้คนผู้นั้นเป็นถึงรัชทายาทแต่ฐานะก็ไม่มั่นคงนัก
ในความทางจำของชาติที่แล้ว หลังจากนี้แคว้นต่างๆ จะไม่กระด้างกระเดื่อง แต่กระนั้นทัพสกุลฟู่ยังประจำการอย่างขันแข็ง แต่สงครามแย่งชิงอำนาจในแคว้นนั้นจะชัดเจน ในชาติที่แล้วก่อนที่อี้หยางเซินจะได้เป็นฮ่องเต้ก็ยังถูกลอบสังหารหลายครั้ง หากไม่เพราะนาง...เขาก็คงตายก่อนได้เป็นฮ่องเต้
หากนางไม่สามารถปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ได้จริงๆ บางทีนางอาจต้องใช้แผนทำลายชื่อเสียงตนเอง เพื่อออกจากวังวนนี้ให้ได้!
ฟู่หรงซินควบม้าเข้าไปถึงเขตที่คาดว่าจะเกิดภูเขาถล่ม ไม่มีฝนตก ไม่มีหิมะ เหตุใดจึงเกิดภูเขาถล่มปิดเส้นทางหลักซึ่งตัดขาด จากนั้นพี่รองของนางซึ่งอยู่ใกล้เมืองชิงอันมากที่สุดนำทหารเข้ามาช่วยจัดการพื้นที่ ทว่าตนเองกลับได้รับบาดเจ็บสาหัส หญิงสาวลงจากหลังม้าแล้วผูกเชือกไว้กับต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก นางหมายตาต้นไม้สูงที่อยู่เบื้องหน้าและใช้วิชาตัวเบาดีดส่งตัวเองขึ้นไปกิ่งไม้ที่สูงที่สุดเพื่อจะได้มองเห็นภูเขาได้ชัดเจนที่สุด สองมือยกขึ้นกอดอกขณะเอนหลังลำต้น จะเป็นไปได้หรือ? คนของนางสืบเรื่องนี้ไม่พบความผิดปกติใดๆ หรือจะเป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติจริงๆ ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรนางต้องระวังไว้ไม่ให้พี่รองได้รับบาดเจ็บอีก นางสำรวจเส้นทางรอบภูเขาถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน ก็ยังไม่เห็นความผิดปกติ ถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางหลักที่ผู้คนเดินทาง โดยเฉพาะการค้าขายที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ เดิมทีเคยมีโจรป่าดักปล้นพ่อค้าบ่อยครั้ง จนหลายปีก่อนฮ่องเต้รับสั่งให้พี่รองนำทหารมาปราบ พี่รองใช้เวลาครึ่งปีจึงจัดการได้เบ็ดเสร็จ ไม่มีโจรป่าอีก พี่รองจึงย้ายไปประจำที่ค่ายตงเป่ย คอยดูแลแผ่นดินท
“ผู้น้อยมีสิทธิ์คิดแค้นหรือ?” เซี่ยหลินเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น “เรื่องเป็นเช่นนี้เพราะความสามารถของแม่ทัพฟู่จิ่งเหยียนก็จริง แต่ในแคว้นของผู้น้อยเองก็มีปัญหาภายใน เป็นเหตุให้ตัวผู้น้อยต้องมาอยู่ที่นี่ หากต้องคิดแค้นคงต้องแค้นคนในของตนก่อน" ฟู่เจ๋ออวี่ได้ฟังกลับรู้สึกพอใจ เพราะคนผู้นี้ไม่ได้พูดจาเอาอกเอาใจ และไม่ได้เสแสร้ง เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่แค้นที่สุดคงจะเป็นคนในแคว้นจิ่นหลัวเอง หรือไม่ก็แค้นตนเองที่อ่อนแอไร้กำลัง เซี่ยหลินเห็นรอยยิ้มมุมปากของกุนซือฟู่ก็ทำให้เขาเข้าใจความคิดอีกฝ่ายได้ ซึ่งก็สมแล้วกับที่เป็นกุนซือข้างกายแม่ทัพน้อย “กินข้าวเถอะ” ฟู่เจ๋ออวี่ไม่พูดอะไรอีก เรื่องที่ควรพูดก็พูดไปแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่หลานสาวตัวดีจะจัดการอย่างไรต่อ เรื่องยุ่งยากที่สุด คือเรื่องของคนที่แอบหนีไปแล้วต่างหาก เขาที่เป็นถึงกุนซือยังไม่อาจคาดเดาความคิดของฟู่หรงซินได้เลยยามโหย่ว (17.00 – 19.00 น) วัดร้างแห่งหนึ่ง หญิงสาวสวมชุดบุรุษทะมัดทะแมงสีดำอำพราง แต่ความองอาจน่าเกรงขามแผ่รัศมีออกมาจนเหล่าทหารลับแทบไม่ต้องดูตราประจ
อิงหลานมีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติฟู่เจ๋ออวี่ เมื่อถึงโรงเตี้ยมก็ผละไปจัดการเรื่องที่พักและเตรียมน้ำอุ่นสำหรับอาบ ฟู่หรงซินสั่งให้ดูแลเรื่องอาหารการกินให้ดี และสั่งอาจั่วให้ดูแลคุณชายเซี่ยหลิน “บ่าวมีหน้าที่รับใช้แม่ทัพน้อยนะขอรับ ไม่ใช่...” อาจั่วโอดครวญพลางเตือนสติ “ข้าก็ไม่ได้ให้เจ้าไปรับใช้เขา แค่ให้ดูแลอาหารการกินและที่พักให้สะดวก ก็แค่นั้นเอง”ฟู่หรงซินตบไหล่อาจั่วสองสามที แต่แรงของนางทำให้อาจั่วถึงกับตัวเซไปหลายก้าว นางยิ้มทะเล้นอย่างลืมตัวแล้วโบกมือไล่อาจั่วออกไปจากห้องของนาง ในห้องไร้ผู้อื่นแล้วจึงเปิดหน้าต่างกวาดตามองไปด้านนอก เพียงครู่เดียวแววตาของนางเปลี่ยนไปจากที่เต็มไปด้วยความจริงจัง นางหยิบผ้าสีดำสะบัดในอากาศแล้วปิดครึ่งใบหน้า นางสวมเสื้อผ้าบุรุษอยู่แล้วจึงไม่ต้องเสียเวลาผลัดเปลี่ยน เงาร่างเพรียวบางกระโจนออกจากทางหน้าต่าง รวดเร็วราวกับสายลมพัดผ่าน แต่กระนั้นการเคลื่อนไหวของนางยังอยู่ในสายตาของเซี่ยหลิน เขายืนอยู่ข้างหน้าต่างพอดี จึงทันได้เห็นการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วและรวดเร็ว หากว่าเขายังมีวรยุทธ์อยู่ ก็คง...ช่างเถอะ คิดถึงเรื่องที่
รถม้าไม่โอ่อาใหญ่โตแต่ก็กว้างขวางสะดวกสบายกว่าที่ฟู่หรงซินเคยใช้ ซึ่งปกตินางก็ไม่ค่อยใช้นัก แต่เพื่อความสะดวกสบายของฟู่เจ๋ออวี่นั้น ฟู่หรงซินก็ขัดข้องอันใด ในรถม้าบรรจุคนสามคนนั่งอย่างสบาย คนที่สามนั้นก็คือคุณชายเซี่ยหลินที่ถูกลากมาด้วยกัน ส่วนอาจั่วนั้นทำหน้าที่สารถีอย่างจำใจ เซี่ยหลินยังคงนั่งตัวตรงด้วยท่าทีสุภาพ ต่อให้ถนนหนทางโคลงไปเคลงมาเขาก็ยังเป็นเช่นก้อนหิน เสื้อผ้าที่สวมดูกระชับขึ้นอาจเพราะกินดีอยู่ดีได้หลับเต็มอิ่ม หรือไม่ก็เพราะการจัดการของพ่อบ้านที่จัดหาเสื้อผ้าที่พอดีตัวให้คุณชายเซี่ยหลินสวมใส่ ส่วนนางนั้นก็ยังคงเป็นชุดบุรุษทะมัดทะแมงเช่นเคย “แค่ท่องจำนั้นยังไม่พอ ต้องปฏิบัติได้ด้วย” ฟู่เจ๋ออวี่ตำหนิหลานสาว แต่ก็นึกประหลาดใจที่นางสนใจเรื่องจารีตธรรมเนียมและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สตรีควรรู้ ปกตินางไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้ หรือว่าจะเ
ฟู่หรงซินก็ไม่คุ้นเคยกับการแต่งชุดของสตรีนัก แทบจะนับครั้งได้ที่นางแต่งกายเป็นสตรี ชาติก่อนนางก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเสื้อผ้าอาภรณ์ของตนนั้น ทุกอย่างล้วนเป็นหลันหวงกุ้ยเฟยมารดาของอี้หยางเซินจัดการให้ นางเชื่อหมดใจว่าหลันหวงกุ้ยเฟยหวังดีกับนาง แท้ที่จริงนางหวังตำแหน่งไทเฮา ชาตินี้อะไรที่ชาติก่อนไม่ได้ทำ นางก็อยากลองทำดู เช่นการสวมชุดสตรีอย่างนี้ แต่ดูเหมือนไม่ค่อยเหมาะกับนางกระมัง แม้แต่เซี่ยหลินยังพูดไม่ออกแม้สักครึ่งคำ “ช่างเถอะ” นางโบกมือไปมาไม่ได้ใส่ใจนัก ต่อให้เขาเอ่ยปากว่านางงดงามราวเทพธิดา นางก็คงไม่เชื่อคำพูดของเขา “เอ่อ...” เซี่ยหลินเพิ่งได้สติ แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้ว เพราะแม่ท
แต่ชาติก่อนนางละเลยไม่สนใจคำพูดของมารดา ซ้ำยังถูกหลันหวงกุ้ยเฟยเป่าหูให้รังเกียจมารดาของตนอีก เสื้อผ้าอาภรณ์รวมทั้งเครื่องประดับเหล่านี้ชาติก่อนนางไม่แตะด้วยซ้ำ ฟู่หรงซินถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดกับเสี่ยวสือ “เจ้านำเสื้อผ้าเหล่านี้ไปเก็บ แล้วช่วยเตรียมเสื้อผ้าสำหรับเดินทางสักสามสี่ชุดให้ข้าด้วย” “เจ้าค่ะ” เสี่ยวสือไม่กล้าถามอะไรมาก แม่ทัพน้อยสั่งอะไรก็ทำตามนั้น ฟู่หรงซินพยักหน้าให้แล้วหันไปพูดกับเซี่ยหลิน “วันนี้ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า” “ผู้น้อยทราบแล้ว” เซี่ยหลินเองก็ไม่ซักถามสิ่งใด เขาหมุนตัวเดินออกไปราวกับทหารที่รับคำสั่ง หญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างของเขาแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า หากบุรุษผู้นี้ไม่ถูกส่งมาฐานะตัวประกัน เขาจะเป็นอย่างไร ท่าทางสูงส่งและความรู้ความเชี่ยวชาญในหลายด้าน หากไม่เพราะปัญหาภายในแคว้นก็คงไม่ต้องมาเป็นตัวประกันเช่นนี้ นางแค่รู้สึกมีบางอย่างผูกพันกับเซี่ยหลิน ทั้งที่ในชาติก่อนนางกับเขาแทบไม่เคยสนทนากันด้วยซ้ำ ทว่านางกลับรู้สึกว่าต้องช่วยเขาไม่ให้มีชีวิตตกต่ำในเช







