LOGINประตูกระโจมถูกตลบให้เปิดออกอย่างแรง บุรุษที่นั่งอยู่บนรถเข็นขมวดคิ้วเล็กน้อยแม้รู้ดีว่าคนที่ทำเช่นนี้ได้มีเพียงผู้เดียว แต่ไม่คิดว่าจู่ๆ นางก็พุ่งเข้ามากอดคอเขาแน่นเช่นนี้
“หรงซิน...เจ้า...จะรัดคออาให้หายใจไม่ออกรึ”
ฟู่เจ๋ออวี่ วางพู่กันแล้วตบแขนที่รัดลำคอของเขาเบาๆ แต่ก็ทำให้หญิงสาวได้สติรีบคลายวงแขนลง เมื่อสบตากับหลานสาวที่มีตำแหน่งเป็นแม่ทัพน้อยแห่งค่ายพยัคฆ์คำราม เขาประหลาดใจที่เห็นดวงตาคู่นั้นมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ
“หรงซิน?” ร้อยวันพันปีเขาผู้เป็นอาไม่เคยเห็นหลานสาวหลั่งน้ำตาเลยสักครั้ง แม้ในสนามรบที่นองไปด้วยเลือด หรือแม้แต่ครั้งที่นางเคยถูกจับตัวไป เขาผู้เป็นทั้งอาและกุนซืออยู่ข้างกายนาง แทบไม่เคยเห็นดวงตาคู่นี้มีน้ำตาเลยสักครั้ง
“เจ้ามาให้อาดูใกล้ๆ หน่อย” เขาออกปากสั่ง เพราะตัวเขานั่งอยู่บนรถเข็น ตระกูลฟู่เป็นตระกูลแม่ทัพมาหลายชั่วอายุคน บุรุษสกุลฟู่ล้วนเก่งกล้ามีความสามารถในการรบ แต่เมื่อสี่ปีที่แล้วเขาพลาดท่าถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แม้รักษาชีวิตไว้ได้ แต่ท่อนล่างไร้ความรู้สึกไม่อาจขยับขาทั้งสองข้างได้อีก แม้ไม่อาจออกรบได้ แต่สมองของเขายังใช้การได้ดี จึงเปลี่ยนตำแหน่งจากแม่ทัพมาเป็นกุนซือ คอยดูแลหลานสาวใจร้อนและมุทะลุผู้นี้
ฟู่หรงซินสูดลมหายใจลึกแล้วฝืนยิ้มเจือนออกมา ในฝันอันยาวนานนั้น ท่านอาเจ๋ออวี่สิ้นใจหลังจากนางเข้าตำหนักบูรพาได้ไม่นาน สาเหตุนั้นไม่แน่ชัด ทุกคนเป็นห่วงกลัวว่านางจะเป็นทุกข์จึงปิดข่าวจนกระทั่งเรื่องผ่านมาสองเดือนนางจึงได้รู้ แม้แต่พิธีศพก็ยังไม่ได้เข้าร่วมสุดท้ายทำได้แค่คารวะป้ายวิญญาณเท่านั้น
เพราะอีกฝ่ายนั่งบนเก้าอี้รถเข็น ทำให้ฟู่หรงซินทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่ด้านข้าง ฝ่ามือหยาบกระด้างประคองของหญิงสาวพิศมองด้วยความสงสัย นอกจากดวงตาที่ยังมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอก็ไม่เห็นร่องรอยบาดเจ็บที่ใด ไม่สิ แท้จริงบนตัวนางก็มีบาดแผลน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน
“เจ้า...บาดแผลกำเริบหรือบาดเจ็บที่ใด”
“ไม่มีเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่บาดเจ็บแล้วเหตุใดสีหน้าเป็นเช่นนี้”
ฟู่หรงซินใช้หลังมือเช็ดหางตาเร็วๆ แล้วฉีกยิ้มกว้าง “เมื่อครู่เผลอหลับไปแล้วฝันไม่ดี สะดุ้งตื่นขึ้นมาจึงจิตใจไม่สงบนัก”
“เผลอหลับบนหลังม้าอีกแล้วรึ” ผู้เป็นอาดุหลานสาวไม่จริงจังนัก ทักษะการขี่ม้าอันยอดเยี่ยมชนิดที่ว่าหลับบนหลังม้าก็ยังปลอดภัย แต่เขาก็เตือนนางเสมอ สกุลฟู่มีลูกหลานเป็นบุรุษมากมายนัก แต่ผ่านมาสองรุ่นเพิ่งได้มี ‘สตรี’ เกิดในสกุลฟู่เสียที ทว่าฟู่หรงซินนิสัยไม่ต่างจากบุรุษ ทั้งชื่นชอบวรยุทธ เชี่ยวชาญกลศึกแตกฉานตำราพิชัยยุทธ์ แต่ไม่เอาดีด้านศาสตร์ศิลป์ที่สตรีควรรู้เลยสักนิด
“มีจดหมายมาจากเมืองหลวงหรือเจ้าคะ” นางเปลี่ยนเรื่องไม่อยากถูกจับผิดเรื่องที่ทำให้นางหลั่งน้ำตา
“ใช่” ฟู่เจ๋ออวี่เอื้อมมือไปหยิบจดหมายที่ตนเปิดอ่านแล้วยื่นให้หลานสาว “เหตุการณ์นอกด่านสงบแล้ว หนังสือสัญญาสงบศึกก็เรียบร้อยดี เจ้าก็ได้เวลากลับเมืองหลวงแล้ว”
ฟู่หรงซินคลี่จดหมายแล้วกวาดสายตาอ่านเร็วๆ เนื้อหาในจดหมายคือเรื่องเดียวกับที่นางเคยผ่านตาในความฝันอันยาวนานสิบห้าปีนั้นไม่ผิดแม้แต่ตัวอักษรเดียว ดวงตาคู่งามหรี่ลงอย่างครุ่นคิด
กลับไปเมืองหลวงครั้งนี้...เพื่อกลับไปรับตำแหน่งพระชายาของรัชทายาท
“ท่านอา...บ้านเมืองยังไม่สงบดีนัก ข้ายังไม่กลับได้หรือไม่”
“ไม่สงบ?” ฟู่เจ๋ออวี่เลิกคิ้วอย่างงุนงง “มีส่วนไหนที่เจ้าคิดว่าไม่สงบ แคว้นฉู่ถูกเจ้ากำราบจนต้องยกธงขาวมอบดินแดนส่วนหนึ่งเพื่อแสดงความสวามิภักดิ์ , ด้านแคว้นจิ่นหลัว ส่งองค์ชายรัชทายาทมาเป็นตัวประกัน ,แคว้นเว่ยและแคว้นเยี่ยนส่งองค์หญิงมาเป็นหญิงบรรณาการ แคว้นรอบข้างไม่มีใครคิดกระด้างกระเดื่องกับแคว้นเหลียนอวิ๋นของเราแล้ว”
ที่ท่านอาสามกล่าวมาก็ไม่เกินจริงเลยสักนิด ทัพสกุลฟู่ควบคุมกองทัพทั้งเหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก นางที่คุมนอกด่านก็กำราบแคว้นฉู่ราบคาบแล้ว นางควรหาเหตุผลที่ดีกว่านี้
“เจ้ามีเรื่องผิดใจกับรัชทายาทรึ?”
“ข้าเลือกบุรุษที่จะแต่งงานเองไม่ได้หรือ?” นางถามสีหน้าไม่ดีนัก “คุณงามความดีที่ข้าปกป้องแผ่นดินนี่สามารถแลกกับการแต่งงานครั้งนี้ได้หรือไม่”
“การแต่งงานของเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ” ฟู่เจ๋ออวี่ผู้เป็นอาโคลงศีรษะไปมา แม้นิสัยหลานสาวเหมือนบุรุษแต่อย่างไรก็เป็นหญิง อาจแค่รู้สึกแง่งอนไปตามประสาหญิงก็เป็นได้ กลับถึงเมืองหลวงแล้วก็คงปรับความเข้าใจกับว่าที่สามีได้กระมัง
ทว่าฟู่หรงซินรู้ดีว่าต้องเปลี่ยนชะตาของตนเองให้ได้ ในขณะเดียวกันนางก็ต้องการพิสูจน์ว่าสิ่งที่นางเห็นนั้นเป็นแค่ความฝันหรือนางย้อนเวลากลับมาจริงๆ เรื่องเหลือเชื่อเช่นนี้...มันเกิดขึ้นจริงๆ หรือ? ทว่าความเจ็บปวดที่นางได้รับในชาตินั้นไม่อาจลืมเลือนได้ หากเขาทำร้ายเพียงแค่นาง นางยังพออดทนอดกลั้นได้ แต่หากแตะต้องคนสกุลฟู่...นางยอมไม่ได้ ชาติก่อนนางใสซื่อและโง่งมคิดว่าสิ่งที่อี้หยางเซินทำให้นางนั้นล้วนเพราะเขามีใจรักมั่น แต่แท้จริงเขาเพียงต้องการใช้นางเหยียบย่ำต่างขั้นบันไดเพื่อนั่งบัลลังก์มังกรอย่างมั่นคง
“ท่านอาลืมแล้วหรือ? ข้าเคยพลาดท่าถูกจับตัวไปนานครึ่งเดือน”
สีหน้าของฟู่เจ๋ออวี่เปลี่ยนสีไปทันที เรื่องนั้น...เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากพูดถึงมากที่สุด ในสนามรบการเสียท่าถูกศัตรูจับตัวไปเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับฟู่หรงซินและนางก็เป็นหญิง ร่างกายนางบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ยื้อชีวิตกลับมาได้ ทว่าชื่อเสียงของนางนั้น...แม้ไม่เป็นจริงแต่ข่าวก็ลื่อกันไปทั่ว
“ท่านอาสาม...องค์ชายตัวประกันจากแคว้นจิ่นหลัวมีนามว่าเซี่ยหลินใช่หรือไม่”
“ถูกต้อง เจ้ารู้ได้อย่างไร”
หญิงสาวไม่ได้เอ่ยตอบเพียงแค่ผงกศีรษะแล้วเดินออกมาอย่างเงียบๆ หากบอกว่านางฝัน..ท่านอาสามคงหัวเราะเป็นแน่ และนางอยากพิสูจน์เรื่องในความฝันนั้นอีกสักนิด นางไม่เคยเข้าวัดฟังธรรม ไม่นับถือเทพเจ้าองค์ใด มีเพียงการเคารพบรรพชนผู้กล้าหาญ หากไม่ใช่ความฝันและหากเป็นเรื่องจริง ... นางจะได้หาทางรับมือกับเรื่องที่จะเกิดขึ้น หญิงสาวยังคงสวมอาภรณ์เนื้อหยาบสีเข้มแต่งกายรัดกุม หยิบคันธนูขึ้นสะพ่ายบ่าพร้อมกระบอกลูกศรแล้วมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางที่อยู่ในความฝันนั้น
อาชาสีนิลวิ่งฝ่าสายลม ร่างกายสัมผัสกระแสลมเย็นและความเป็นอิสระที่ใจปรารถนา สมองนางปลอดโปร่งมากขึ้น ฟู่หรงซินทบทวนเรื่องราวต่างๆ พยายามปะติปะต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อหาทางให้ตนเองหลุดพ้นจากการแต่งงานครั้งนี้ ดูเหมือน...ครั้งนี้นางต้องเดิมพันสักครั้ง แม้ไม่รู้ว่าผลจะเป็นเช่นไร นางต้องหาทางออกให้สกุลฟู่
การเผชิญหน้าเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้
ฟู่หรงซินควบม้าเข้าไปถึงเขตที่คาดว่าจะเกิดภูเขาถล่ม ไม่มีฝนตก ไม่มีหิมะ เหตุใดจึงเกิดภูเขาถล่มปิดเส้นทางหลักซึ่งตัดขาด จากนั้นพี่รองของนางซึ่งอยู่ใกล้เมืองชิงอันมากที่สุดนำทหารเข้ามาช่วยจัดการพื้นที่ ทว่าตนเองกลับได้รับบาดเจ็บสาหัส หญิงสาวลงจากหลังม้าแล้วผูกเชือกไว้กับต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก นางหมายตาต้นไม้สูงที่อยู่เบื้องหน้าและใช้วิชาตัวเบาดีดส่งตัวเองขึ้นไปกิ่งไม้ที่สูงที่สุดเพื่อจะได้มองเห็นภูเขาได้ชัดเจนที่สุด สองมือยกขึ้นกอดอกขณะเอนหลังลำต้น จะเป็นไปได้หรือ? คนของนางสืบเรื่องนี้ไม่พบความผิดปกติใดๆ หรือจะเป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติจริงๆ ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรนางต้องระวังไว้ไม่ให้พี่รองได้รับบาดเจ็บอีก นางสำรวจเส้นทางรอบภูเขาถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน ก็ยังไม่เห็นความผิดปกติ ถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางหลักที่ผู้คนเดินทาง โดยเฉพาะการค้าขายที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ เดิมทีเคยมีโจรป่าดักปล้นพ่อค้าบ่อยครั้ง จนหลายปีก่อนฮ่องเต้รับสั่งให้พี่รองนำทหารมาปราบ พี่รองใช้เวลาครึ่งปีจึงจัดการได้เบ็ดเสร็จ ไม่มีโจรป่าอีก พี่รองจึงย้ายไปประจำที่ค่ายตงเป่ย คอยดูแลแผ่นดินท
“ผู้น้อยมีสิทธิ์คิดแค้นหรือ?” เซี่ยหลินเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น “เรื่องเป็นเช่นนี้เพราะความสามารถของแม่ทัพฟู่จิ่งเหยียนก็จริง แต่ในแคว้นของผู้น้อยเองก็มีปัญหาภายใน เป็นเหตุให้ตัวผู้น้อยต้องมาอยู่ที่นี่ หากต้องคิดแค้นคงต้องแค้นคนในของตนก่อน" ฟู่เจ๋ออวี่ได้ฟังกลับรู้สึกพอใจ เพราะคนผู้นี้ไม่ได้พูดจาเอาอกเอาใจ และไม่ได้เสแสร้ง เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่แค้นที่สุดคงจะเป็นคนในแคว้นจิ่นหลัวเอง หรือไม่ก็แค้นตนเองที่อ่อนแอไร้กำลัง เซี่ยหลินเห็นรอยยิ้มมุมปากของกุนซือฟู่ก็ทำให้เขาเข้าใจความคิดอีกฝ่ายได้ ซึ่งก็สมแล้วกับที่เป็นกุนซือข้างกายแม่ทัพน้อย “กินข้าวเถอะ” ฟู่เจ๋ออวี่ไม่พูดอะไรอีก เรื่องที่ควรพูดก็พูดไปแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่หลานสาวตัวดีจะจัดการอย่างไรต่อ เรื่องยุ่งยากที่สุด คือเรื่องของคนที่แอบหนีไปแล้วต่างหาก เขาที่เป็นถึงกุนซือยังไม่อาจคาดเดาความคิดของฟู่หรงซินได้เลยยามโหย่ว (17.00 – 19.00 น) วัดร้างแห่งหนึ่ง หญิงสาวสวมชุดบุรุษทะมัดทะแมงสีดำอำพราง แต่ความองอาจน่าเกรงขามแผ่รัศมีออกมาจนเหล่าทหารลับแทบไม่ต้องดูตราประจ
อิงหลานมีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติฟู่เจ๋ออวี่ เมื่อถึงโรงเตี้ยมก็ผละไปจัดการเรื่องที่พักและเตรียมน้ำอุ่นสำหรับอาบ ฟู่หรงซินสั่งให้ดูแลเรื่องอาหารการกินให้ดี และสั่งอาจั่วให้ดูแลคุณชายเซี่ยหลิน “บ่าวมีหน้าที่รับใช้แม่ทัพน้อยนะขอรับ ไม่ใช่...” อาจั่วโอดครวญพลางเตือนสติ “ข้าก็ไม่ได้ให้เจ้าไปรับใช้เขา แค่ให้ดูแลอาหารการกินและที่พักให้สะดวก ก็แค่นั้นเอง”ฟู่หรงซินตบไหล่อาจั่วสองสามที แต่แรงของนางทำให้อาจั่วถึงกับตัวเซไปหลายก้าว นางยิ้มทะเล้นอย่างลืมตัวแล้วโบกมือไล่อาจั่วออกไปจากห้องของนาง ในห้องไร้ผู้อื่นแล้วจึงเปิดหน้าต่างกวาดตามองไปด้านนอก เพียงครู่เดียวแววตาของนางเปลี่ยนไปจากที่เต็มไปด้วยความจริงจัง นางหยิบผ้าสีดำสะบัดในอากาศแล้วปิดครึ่งใบหน้า นางสวมเสื้อผ้าบุรุษอยู่แล้วจึงไม่ต้องเสียเวลาผลัดเปลี่ยน เงาร่างเพรียวบางกระโจนออกจากทางหน้าต่าง รวดเร็วราวกับสายลมพัดผ่าน แต่กระนั้นการเคลื่อนไหวของนางยังอยู่ในสายตาของเซี่ยหลิน เขายืนอยู่ข้างหน้าต่างพอดี จึงทันได้เห็นการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วและรวดเร็ว หากว่าเขายังมีวรยุทธ์อยู่ ก็คง...ช่างเถอะ คิดถึงเรื่องที่
รถม้าไม่โอ่อาใหญ่โตแต่ก็กว้างขวางสะดวกสบายกว่าที่ฟู่หรงซินเคยใช้ ซึ่งปกตินางก็ไม่ค่อยใช้นัก แต่เพื่อความสะดวกสบายของฟู่เจ๋ออวี่นั้น ฟู่หรงซินก็ขัดข้องอันใด ในรถม้าบรรจุคนสามคนนั่งอย่างสบาย คนที่สามนั้นก็คือคุณชายเซี่ยหลินที่ถูกลากมาด้วยกัน ส่วนอาจั่วนั้นทำหน้าที่สารถีอย่างจำใจ เซี่ยหลินยังคงนั่งตัวตรงด้วยท่าทีสุภาพ ต่อให้ถนนหนทางโคลงไปเคลงมาเขาก็ยังเป็นเช่นก้อนหิน เสื้อผ้าที่สวมดูกระชับขึ้นอาจเพราะกินดีอยู่ดีได้หลับเต็มอิ่ม หรือไม่ก็เพราะการจัดการของพ่อบ้านที่จัดหาเสื้อผ้าที่พอดีตัวให้คุณชายเซี่ยหลินสวมใส่ ส่วนนางนั้นก็ยังคงเป็นชุดบุรุษทะมัดทะแมงเช่นเคย “แค่ท่องจำนั้นยังไม่พอ ต้องปฏิบัติได้ด้วย” ฟู่เจ๋ออวี่ตำหนิหลานสาว แต่ก็นึกประหลาดใจที่นางสนใจเรื่องจารีตธรรมเนียมและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สตรีควรรู้ ปกตินางไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้ หรือว่าจะเ
ฟู่หรงซินก็ไม่คุ้นเคยกับการแต่งชุดของสตรีนัก แทบจะนับครั้งได้ที่นางแต่งกายเป็นสตรี ชาติก่อนนางก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเสื้อผ้าอาภรณ์ของตนนั้น ทุกอย่างล้วนเป็นหลันหวงกุ้ยเฟยมารดาของอี้หยางเซินจัดการให้ นางเชื่อหมดใจว่าหลันหวงกุ้ยเฟยหวังดีกับนาง แท้ที่จริงนางหวังตำแหน่งไทเฮา ชาตินี้อะไรที่ชาติก่อนไม่ได้ทำ นางก็อยากลองทำดู เช่นการสวมชุดสตรีอย่างนี้ แต่ดูเหมือนไม่ค่อยเหมาะกับนางกระมัง แม้แต่เซี่ยหลินยังพูดไม่ออกแม้สักครึ่งคำ “ช่างเถอะ” นางโบกมือไปมาไม่ได้ใส่ใจนัก ต่อให้เขาเอ่ยปากว่านางงดงามราวเทพธิดา นางก็คงไม่เชื่อคำพูดของเขา “เอ่อ...” เซี่ยหลินเพิ่งได้สติ แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้ว เพราะแม่ท
แต่ชาติก่อนนางละเลยไม่สนใจคำพูดของมารดา ซ้ำยังถูกหลันหวงกุ้ยเฟยเป่าหูให้รังเกียจมารดาของตนอีก เสื้อผ้าอาภรณ์รวมทั้งเครื่องประดับเหล่านี้ชาติก่อนนางไม่แตะด้วยซ้ำ ฟู่หรงซินถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดกับเสี่ยวสือ “เจ้านำเสื้อผ้าเหล่านี้ไปเก็บ แล้วช่วยเตรียมเสื้อผ้าสำหรับเดินทางสักสามสี่ชุดให้ข้าด้วย” “เจ้าค่ะ” เสี่ยวสือไม่กล้าถามอะไรมาก แม่ทัพน้อยสั่งอะไรก็ทำตามนั้น ฟู่หรงซินพยักหน้าให้แล้วหันไปพูดกับเซี่ยหลิน “วันนี้ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า” “ผู้น้อยทราบแล้ว” เซี่ยหลินเองก็ไม่ซักถามสิ่งใด เขาหมุนตัวเดินออกไปราวกับทหารที่รับคำสั่ง หญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างของเขาแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า หากบุรุษผู้นี้ไม่ถูกส่งมาฐานะตัวประกัน เขาจะเป็นอย่างไร ท่าทางสูงส่งและความรู้ความเชี่ยวชาญในหลายด้าน หากไม่เพราะปัญหาภายในแคว้นก็คงไม่ต้องมาเป็นตัวประกันเช่นนี้ นางแค่รู้สึกมีบางอย่างผูกพันกับเซี่ยหลิน ทั้งที่ในชาติก่อนนางกับเขาแทบไม่เคยสนทนากันด้วยซ้ำ ทว่านางกลับรู้สึกว่าต้องช่วยเขาไม่ให้มีชีวิตตกต่ำในเช







