تسجيل الدخولข่าวลือที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจนี้ ถูกปรุงแต่งให้งดงามเกินจริงเล็กน้อย หากแต่แก่นแท้ของคุณธรรม และความสามารถของจ้าวมู่เฉินนั้นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว ข่าวนี้จึงยิ่งเสริมส่งให้ภาพลักษณ์ของเขาเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้นในสายตาชาวฉางอัน จนนาม “จ้าวมู่เฉิน” กลายเป็นหัวข้อสนทนาอันดับต้นๆ ในเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
โดยที่เจ้าตัวเอง ซึ่งอาจกำลังนั่งขัดสมาธิทบทวนตำราอยู่ในเรือนไผ่ขาวอันเงียบสงบ หรือเตรียมตัวเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ยังคงไม่ล่วงรู้ถึงกระแสธารแห่งคำสรรเสริญที่กำลังถาโถมอยู่ภายนอก และยิ่งไม่ตระหนักว่า... คำสรรเสริญเหล่านั้น กำลังนำพาภัยร้ายมาสู่ตน
ภายในตำหนักส่วนพระองค์อันโอ่อ่า หากแต่แฝงเร้นไว้ซึ่งบรรยากาศอันตึงเครียด ไอสังหารเย็นเยียบอบอวลไปทั่วบริเวณ องค์ชายใหญ่หลี่ซวน ประทับนั่งอยู่บนพระเก้าอี้ ดวงตาเรียวคมหรี่ลงเล็กน้อยขณะสดับฟังรายงานจากขันทีคนสนิทเกี่ยวกับข่าวลือที่สะพัดไปทั่วเมือง เมื่อได้ยินนามของจ้าวมู่เฉินกับการสรรเสริญเยินยอเหล่านั้น สีพระพักตร์พลันเคร่งขรึมลงทันที
“จ้าวมู่เฉิน... คุณชายจวนขุนนางจ้าวผู้นั้นอีกแล้วรึ?” พระสุรเสียงแฝงแววไม่พอพระทัยอย่างชัดเจน “ขุนนางสกุลจ้าวแม้จะวางตัวเป็นกลาง แต่ก็ถือเป็นข้าราชบริพารที่ฝ่าบาทไว้วางพระทัย ยิ่งบุตรชายผู้นี้มีความสามารถโดดเด่น ชื่อเสียงดีงาม ยิ่งเป็นหอกข้างแคร่สำหรับแผนการของเรา..!”
ตรงข้ามกับองค์ชายใหญ่ ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดขุนนางทหารชั้นสูง แม้จะยังดูหนุ่มแน่น แต่แววตากลับฉายประกายคมกล้าและทะเยอทะยานเกินวัย นี่คือ โฮ่วจุนอี้ บุตรชายของอดีตแม่ทัพใหญ่โฮ่วจุนจี ผู้ซึ่งเคยสร้างคุณูปการแก่ต้าถัง แต่บิดาของเขากลับมีชะตากรรมที่ผกผัน การที่โฮ่วจุนอี้เข้ามาร่วมมือกับองค์ชายใหญ่ ย่อมมีเป้าหมายที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่
“องค์ชายใหญ่ โปรดระงับโทสะก่อนพ่ะย่ะค่ะ” โฮ่วจุนอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความหลักแหลม “ข่าวลือเกี่ยวกับจ้าวมู่เฉินนี้ แม้จะน่ารำคาญใจ แต่การลงมือผลีผลามในยามนี้ อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี”
“เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น?” องค์ชายใหญ่ขมวดพระขนง แววตาฉายประกายอำมหิต “เด็กหนุ่มผู้นี้มีแววว่าจะโดดเด่นเกินไป เขาคือว่าที่บุตรเขยของแม่ทัพเฉินซูเหลียง ผู้บัญชาการทหารม้ารักษาพระองค์ ทั้งยังได้รับพระเมตตาจากฝ่าบาทผ่านทางองค์หญิงชิงเหอ การปล่อยให้เขาเติบใหญ่ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อเรา การตัดไฟเสียแต่ต้นลมมิใช่หรือ คือทางที่ดีที่สุด?”
โฮ่วจุนอี้ส่ายหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาจับจ้ององค์ชายใหญ่ “กระหม่อมมิได้หมายความว่าจะปล่อยเขาไปพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่จ้าวมู่เฉินมิใช่คนที่จะแตะต้องได้ง่ายๆ การที่ฝ่าบาททรงเลือกเขาให้หมั้นหมายกับบุตรีแม่ทัพเฉิน ย่อมแสดงว่าทรงให้ความสำคัญไม่น้อย หากเขาเป็นอะไรไปอย่างโจ่งแจ้ง เกรงว่าฝ่าบาท และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำหนักองค์หญิงชิงเหอคงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ เป็นแน่ และที่สำคัญ... ศาลต้าหลี่ อาจต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว หากสืบสาวราวเรื่องมาถึงองค์ชายได้ แผนการใหญ่ของเราจะสะดุดลงทันทีนะพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายใหญ่หลี่ซวนนิ่งฟัง เหตุผลของโฮ่วจุนอี้นั้นมีน้ำหนัก แม้พระองค์จะยังคงหงุดหงิด แต่ก็ทรงคลายความเกรี้ยวกราดลง “แล้วเจ้ามีแผนการใดที่ดีกว่านี้รึ โฮ่วจุนอี้?”
มุมปากของโฮ่วจุนอี้ปรากฏรอยยิ้มอันเย็นชาและเปี่ยมเล่ห์ขึ้น “มีสิพ่ะย่ะค่ะ... เราไม่จำเป็นต้องลงมือเองให้เสี่ยง” เขาก้าวเข้ามาใกล้ กระซิบแผนการ
“อีกไม่นาน จะมี งานเทศกาลตีคลีเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างต้าถัง และถู่ปัว ที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเมืองหลวง...”
แววพระเนตรขององค์ชายใหญ่พลันเปล่งประกายวูบ “เจ้าหมายความว่า...?”
“พ่ะย่ะค่ะ” โฮ่วจุนอี้พยักหน้า ดวงตาฉายแววอำมหิต
“กีฬาตีคลีนั้นรุนแรง และเสี่ยงอันตรายเป็นทุนเดิม โดยเฉพาะเมื่อเป็นการแข่งขันระดับนานาแคว้น ย่อมมีการปะทะกันรุนแรงเป็นธรรมดา เราเพียงแค่... สร้างจังหวะเหมาะๆ ในสนาม ให้จ้าวมู่เฉินประสบอุบัติเหตุที่ดูสมจริงที่สุด” น้ำเสียงของเขาเยียบเย็นลง
“เป้าหมายคือทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสจนถึงขั้นพิการ หากเคราะห์ร้ายถึงแก่ชีวิตก็ยิ่งดี..! เมื่อเกิดเรื่องขึ้นกลางสนามแข่ง ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ใครเล่าจะสงสัยว่าเป็นฝีมือเรา..? ทุกคนย่อมคิดว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุที่น่าเศร้า”
“ฮ่าๆๆ แผนของเจ้าช่างหลักแหลมนัก!” องค์ชายใหญ่ทรงพอพระทัย “เมื่อมันกลายเป็นคนพิการ ไร้ซึ่งอนาคต ตำหนักองค์หญิงชิงเหอ และจวนแม่ทัพเฉิน ย่อมต้องหาทางถอนหมั้นเพื่อรักษาหน้าตาของวงศ์ตระกูลเป็นแน่ เมื่อนั้น...”
เมื่อเฉินซูเหรินออกมาจากกระโจม เหล่าหยวน จ้าวมู่เฉิน และอาไค่ ต่างรีบก้าวเข้าไปล้อมรอบเฉินซูเหริน เพื่อสอบถามถึงผลลัพท์ของการสมัครเข้าร่วมการชิงธงในอีกสองวันที่เหลือ เฉินซูเหรินยิ้มตาหยีใช้มือท้าวเอวพลางกล่าว“ ท่านปู่อนุญาตให้พวกเราเข้าร่วมการแข่งขันชิงธงครั้งนี้ได้ เรามีเวลาอีกสองวันในการวางแผนเพื่อชิงที่หนึ่งมาให้ได้ พวกเรากลับไปที่เรือนจ้าวน้อยกันก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ”“ ของรับคุณหนูเฉิน ”เฉินซูเหริน สั่งการให้ทั้งสามกลับไปเรือนพักของจ้าวมู่เฉินเพื่อวางแผนในการชิงธงในครั้งนี้ ทว่าแววตาของนางกับฉายแววกังวลออกมา ผู้ที่สังเกตเหตุคือจ้าวมู่เฉิน ด้วยทั้งสองวิ่งเล่นด้วยกันมานาน เขาจึงพอจะจับสังเกตได้ว่า พี่ใหญ่เฉินขแงเขาเวลานี้มีบางอย่างไม่สบายใจ ขบวนทัพคุณหนูเฉินเดินกลับไปยังเรือนพัก ยังคงต้องผ่านจุดเดิม แต่ครั้งนี้นางหันกับไปถลึงตาใส่เหล่าทหารที่คอยชำเลืองมาทางกลุ่มของนาง จนพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ก้มหน้าบ้างหันหน้าไปทางอื่นบ้าง ทว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเก็บซ่อนอยู่คือความขบขันของการเล่นของคุณหนูของพวกเขา…..สองวันถัดมา ท้องฟ้าสีครามสดใส ไร้เมฆหมอกบดบัง แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่อง
หลังจากที่ "พี่ใหญ่เฉิน" ได้ก่อตั้งกลุ่มเฉพาะกิจของนางขึ้นเป็นที่เรียบร้อย แม้จะด้วยการชี้นิ้วเลือก และประกาศแต่งตั้งเอาเองเสียส่วนใหญ่ ดรุณีน้อยเฉินซูเหรินก็ไม่รอช้า นางหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องนำทีมของตนไปลงชื่อเข้าร่วมการแข่งขันชิงธงกับท่านปู่ให้จงได้!ขบวน “ทัพ” ทั้งสี่ชีวิตจึงเริ่มต้นขึ้น เฉินซูเหรินเดินนำหน้าอย่างกระฉับกระเฉง เชิดหน้าเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายมุ่งมั่นประหนึ่งแม่ทัพน้อยกำลังจะนำทัพออกศึก ตามหลังมาด้วย จ้าวมู่เฉิน ที่ยังคงมีท่าทางงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ก้าวตาม “พี่ใหญ่” ของเขาไปอย่างว่าง่าย ในมือยังถือลูกข่างไม้ที่เพิ่งเล่นค้างไว้ ถัดมาคือ อาไค่ บุรุษร่างสูงใหญ่ที่เดินตามอย่างซื่อๆ แววตาเต็มไปด้วยความสับสนว่าตนกำลังจะไปทำอะไรกันแน่ แต่เมื่อคุณหนูเฉิน และคุณชายจ้าวไป เขาก็ย่อมต้องตามไปด้วย และปิดท้ายขบวนด้วย เหล่าหยวนผู้มีสีหน้าเหมือนกลืนยาขม เขาเดินตามมาอย่างเงียบๆ พลางถอนหายใจในอกเป็นระยะๆ กับความวุ่นวายครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นเส้นทางจากลานฝึกส่วนตัวไปยังกระโจมบัญชาการหลักของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจินนั้น ต้องผ่านลานฝึกรวม และบริเวณที่พักของเหล่าทหาร เมื่อขบวนอันแปลกป
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่จ้าวมู่เฉินกำลังใช้ขวานเล็กๆ ผ่าฟืน กองย่อมๆ อยู่หน้าเรือนพักอย่างขะมักเขม้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง “การฝึกกำลังแขน” ที่เหล่าหยวนมอบหมายให้ทำอย่างลับๆ เขาก็ได้ยินเสียงใสๆ ที่คุ้นเคยตะโกนเรียกมาแต่ไกล “จ้าวน้อย..!! จ้าวน้อย !!”ร่างเล็กๆ ของ เฉินซูเหรินวิ่งหน้าตั้ง ทั้งวิ่งทั้งกระโดดเหยงๆ มาแต่ไกลด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด วันนี้นางไม่ได้มามือเปล่า แต่ดูเหมือนจะมี “ข่าวสำคัญ” มาแจ้ง เมื่อเห็นว่าเป็นพี่ใหญ่เฉิน เขาจึงหยุดมือ วางขวานลงแล้วหันไปมองด้วยรอยยิ้ม“มีอะไรหรือขอรับ พี่ใหญ่เฉิน? ดูท่านตื่นเต้นจัง” “แน่นอนสิ! ข้ามีข่าวดีมาบอก!” เฉินซูเหรินกล่าวพลางหอบเล็กน้อย ยืนเท้าสะเอวอย่างกระฉับกระเฉง “เจ้าฟังให้ดีนะ! อีกสองวันข้างหน้านี้ จะมีการแข่งขันชิงธงบนยอดเขาหลังค่ายของเรา!”“แข่งขันชิงธง?” จ้าวมู่เฉินทวนคำอย่างไม่เข้าใจนัก“ใช่แล้ว!” เฉินซูเหรินอธิบายต่ออย่างกระตือรือร้น “เป็นการแข่งขันประจำปีของค่ายทหาร ท่านปู่จัดขึ้นเพื่อทดสอบความสามารถ และสร้างความสามัคคีให้เหล่าทหาร พวกเขาจะแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละสี่คน แล้วแข่งกันขึ้นไปชิงธงที่ปักไว้ตามจุดต่างๆ บนยอดเขา หาก
“นี่คือ 'ตารางการฝึกฝนพิเศษ' ที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ!” เฉินซูเหรินประกาศด้วยท่าทางภูมิใจอย่างยิ่ง “ข้าเห็นว่าการฝึกแบบทหารจริงๆ อย่างการแบกหินหรือวิ่งขึ้นเขานั่นมันน่าเบื่อจะตายไป แถมยังทำให้เจ้าเหนื่อยเกินไปอีกด้วย” นางกล่าว พลางทำหน้าเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของเขา “ดังนั้น เพราะข้ากลัวว่าเจ้าจะเหนื่อยเกินไป ตารางการฝึกฝนใหม่นี้จึงเน้นหนักไปทางการเล่นสนุกเสียมากกว่า! รับรองว่าเจ้าจะต้องชอบแน่ๆ!”จ้าวมู่เฉินได้ยินดังนั้นก็ตาโตเป็นประกาย “เล่นสนุกหรือขอรับ! ดีจังเลย!”“แน่นอน!” เฉินซูเหรินยืดอก “ดูนะ... ช่วงเช้า หลังจากเจ้าทานข้าวเสร็จ เราจะเริ่มด้วย 'การฝึกความว่องไว'!” นางชี้ไปที่ภาพวาดรูปคนสองคนกำลังวิ่งไล่กัน “ก็คือ... เล่นวิ่งไล่จับกันนั่นเอง! ข้าจะวิ่งหนี ส่วนเจ้าก็ต้องพยายามจับข้าให้ได้ เป็นการฝึกกำลังขาและสายตาไปในตัว!”จ้าวมู่เฉินพยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วย การวิ่งไล่จับพี่ใหญ่เฉินดูน่าสนุกกว่าการแบกหินเป็นไหนๆ!“ต่อมา” นางชี้ไปยังภาพก้อนหินหลายก้อน “เราจะ 'ฝึกกำลังแขน' ด้วยการหาเก็บก้อนหินสวยๆ แล้วมาแข่งกันโยนให้ไกลที่สุด! ใครโยนได้ไกลกว่าเป็นผู้ชนะ!” นางยิ้มกริ่ม
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงโรงครัวขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเรือนพักพอสมควร ยามนี้โรงครัวเงียบสงัด ไฟในเตาถูกดับไปแล้ว เหลือเพียงถ่านแดงๆ คุอยู่บ้าง ส่งกลิ่นหอมจางๆ ของอาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จเมื่อตอนเย็นลอยมาแตะจมูก กระตุ้นความหิวของเด็กทั้งสองยิ่งนัก“ทางนี้ จ้าวน้อย” เฉินซูเหรินกระซิบพลางชี้ไปยังหน้าต่างบานเล็กๆ ด้านหลังโรงครัวที่แง้มอยู่เล็กน้อย “ข้าเคยเห็นพวกทหารครัวเปิดไว้ระบายอากาศตอนกลางวัน บางทีพวกเขาอาจจะลืมปิดสนิท”นางค่อยๆ ดันหน้าต่างให้เปิดกว้างขึ้นอีกนิดอย่างแผ่วเบา ก่อนจะปีนเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว แล้วจึงหันมากวักมือเรียกจ้าวมู่เฉิน จ้าวมู่เฉินมองช่องหน้าต่างที่ดูจะเล็กเกินไปสำหรับร่างของเขา แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และความปรารถนาที่จะได้ลิ้มรส “ของอร่อย” เขาก็พยายามเบียดตัวมุดตามเข้าไปจนได้ แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้างก็ตามภายในโรงครัวมืดกว่าด้านนอกเล็กน้อย แต่ก็พอมีแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาให้มองเห็นลางๆ เฉินซูเหรินทำสัญญาณมือให้จ้าวมู่เฉินตามมาเงียบๆ ทั้งสองย่องไปยังบริเวณที่เก็บอาหาร มีหม้อดินขนาดใหญ่หลายใบวางเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ บางใบยังมีไออุ่นๆ ลอยขึ้นมาอยู่เลย“เจอแล้ว!” เฉ
จ้าวมู่เฉินมองไปรอบๆ ลานฝึกที่ดูว่างเปล่าด้วยแววตา ประหม่าและไม่มั่นใจนัก “อาจารย์หรือขอรับ?” เขาพึมพำ “จะเหมือน... เหมือนพี่ใหญ่เฉินหรือไม่?” ความคิดถึงพี่สาวคนเก่งผุดขึ้นมาในใจทันทีเหล่าหยวนเพียงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบคำถามนั้น “รอสักครู่นะขอรับ อาจารย์คงกำลังมา”จ้าวมู่เฉินยืนรอด้วยใจที่เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เขากลัวว่าอาจารย์คนใหม่จะดุ หรือน่ากลัวเหมือนทหารร่างใหญ่ที่เขาเห็นเดินขวักไขว่อยู่ในค่ายหรือไม่แล้วในที่สุด... ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็เดินตรงเข้ามายังลานฝึกด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง ร่างนั้นสวมชุดฝึกสีฟ้าอ่อนรัดกุมทะมัดทะแมง ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นสูงอย่างเรียบร้อยเผยให้เห็นต้นคอระหง ใบหน้างดงามราวหยกสลักนั้นแม้จะยังอ่อนเยาว์ แต่กลับฉายแววมุ่งมั่นและจริงจัง... หากแต่ที่มุมปากนั้น กลับมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่คุ้นเคยปรากฏอยู่!จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความ ตกตะลึงอย่างสุดขีด! เขาจ้องมอง “อาจารย์” ที่เพิ่งปรากฏกายนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง! “พี่ใหญ่เฉิน!!!” เขาร้องออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว ความดีใจ ความประหลาดใจ และความสับสนถาโถมเข้ามาพร้อมกัน “ท่าน... ท่านมาได้อย่างไร! แล้ว... ท่านจะม







