เข้าสู่ระบบจ้าวมู่เฉินรีบสาวเท้าออกจากบริเวณภูเขาจำลอง เงาร่างสูงสง่าทอดผ่านแสงแดดยามบ่าย แต่ภายในใจกลับเต้นระส่ำด้วยความกังวล เสียงสนทนาที่ได้ยินเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในหู เขากลัวว่าองค์ชายใหญ่จะสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ทันใดนั้นเอง หางตาขององค์ชายใหญ่ก็เหลือบไปเห็นเงาบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ภูเขาจำลอง เขาชะงักฝีเท้า หันไปมองด้วยความสงสัย
“เมื่อครู่ท่านเห็นอะไรหรือไม่..?”
เขาถามบุรุษวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ
บุรุษผู้นั้นส่ายหน้า
“ข้าไม่ได้สังเกตเห็นอะไร ท่านอาจจะตาฝาดไปเอง”
องค์ชายใหญ่ขมวดคิ้ว เขาไม่แน่ใจว่าตนเองคิดไปเองหรือไม่ แต่ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลยังคงวนเวียนอยู่ในใจ
ขณะเดียวกัน จ้าวมู่เฉินก็รีบออกจากตำหนักศึกษาหลวงด้วยความรวดเร็ว เมื่อเห็นรถม้าของเหล่าหยวนจอดรออยู่หน้าวัง เขาจึงสั่งให้สารถีรีบกลับจวนทันที
“เหล่าหยวน เร็วเข้า..! กลับจวนโดยเร็วที่สุด..!”
จ้าวมู่เฉินกระโดดขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็ว เขากลัวว่าองค์ชายใหญ่ และบุรุษผู้นั้นจะตามมา เขาแง้มม่านหน้าต่างออกดู เห็นว่าไม่มีใครตามมา เขาจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ภายในรถม้า จ้าวมู่เฉินนั่งเหงื่อกาฬไหลเปียกหลัง มือเย็นเฉียบทบทวนเรื่องราวที่ได้ยินมา เขาจำเสียงขององค์ชายใหญ่ได้ แต่บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นเป็นใคร? เหตุใดเขาจึงร่วมมือกับองค์ชายใหญ่ในการวางแผนก่อกบฏ..? และแคว้นถู่ปัวมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร..?
คำถามมากมายผุดขึ้นในใจของจ้าวมู่เฉิน เขาตระหนักดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย หากเขาไม่รีบหาทางจัดการ อาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นได้
“ข้าต้องรีบแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านพ่อและองค์รัชทายาททราบ..”
จ้าวมู่เฉินพึมพำกับตัวเอง เขาคิดถึงแผนการที่จะเปิดเผยความลับนี้โดยไม่ให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย
รถม้าศึกสีนิลแล่นลิ่วผ่านถนนหนทางที่ทอดสู่จวนสกุลจ้าว แสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่ทอประกายสีทองอร่ามบนหลังคากระเบื้อง เสมือนฉาบทาไปด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ์ จ้าวมู่เฉินนั่งสงบนิ่งอยู่ภายในรถม้า ม่านแพรพลิ้วไหวตามแรงลม แสงแดดลอดผ่านเข้ามาเป็นลำ แสง และเงาพาดผ่านใบหน้าคมคายของเขา เผยให้เห็นถึงความสุขุมเยือกเย็นที่แฝงด้วยความกังวล
เมื่อรถม้าจอดสนิทหน้าประตูจวน จ้าวมู่เฉินก้าวลงมาด้วยท่าทีสง่างาม ไม่แสดงอาการร้อนรนหรือวิตกกังวลให้ผู้ใดเห็น เขาสอบถามพ่อบ้านจ้าวถึงบิดา ทว่านายท่านจ้าวในฐานะขุนนางกรมพิธีการ กำลังวุ่นวายกับการต้อนรับคณะราชทูตจากแคว้นถู่ปัว การจัดเตรียมสถานที่ และงานเลี้ยงรับรองต้องทำให้ดีที่สุด กว่าจะกลับถึงจวนก็คงเป็นเวลาค่อนคืน
จ้าวมู่เฉินแม้ใจร้อนรน แต่ก็เข้าใจภาระหน้าที่ของบิดา เขาจึงตัดสินใจรอจนกว่าจะถึงยามเช้า เพื่อเข้าพบก่อนที่บิดาจะเดินทางไปเข้าประชุมในราชสำนัก
“พ่อบ้านจ้าว ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะไปพักผ่อนที่เรือนไผ่ขาวก่อน” จ้าวมู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เขาเดินผ่านสวนดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น เดินผ่านสระบัวที่สะท้อนแสงอาทิตย์ระยิบระยับ เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังประสานกับเสียงลมที่พัดผ่านใบไผ่ เขากลับมาถึงเรือนไผ่ขาว เรือนที่เปรียบเสมือนโอเอซิสแห่งความสงบในใจของเขา
หลังจากชำระล้างร่างกายด้วยน้ำอุ่น จ้าวมู่เฉินก็สวมอาภรณ์สบายๆ เดินไปยังห้องอาหาร ที่นั่น มารดาของเขา และน้องชายหญิงกำลังรอเขาอยู่
“เฉินเอ๋อร์ วันนี้เจ้ากลับมาเร็วกว่าปกติ” มารดาของเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ขอรับมารดา วันนี้ไม่มีสิ่งใดให้ร่ำเรียน” จ้าวมู่เฉินตอบพลางยิ้มบางๆ
อาหารเย็นวันนี้เป็นอาหารที่เขาโปรดปราน มีทั้งไก่ตุ๋นโสมรสเลิศ หมูผัดซอสหวานรสกลมกล่อม และผักสดกรอบหวาน ทุกคนทานอาหารกันอย่างเงียบๆ แต่ภายในใจกลับอบอุ่น และมีความสุข
เมื่อทานอาหารเสร็จ จ้าวมู่เฉินก็กลับมายังห้องของตน เขาจุดตะเกียงน้ำมันหอม แสงไฟสีนวลส่องสว่างไปทั่วห้อง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำยานช่วยให้จิตใจสงบลง เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ มองไปยังแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ราตรีนี้ยาวนานนัก ราตรีที่ซ่อนความลับมากมาย ราตรีที่เขาต้องหาทางคลี่คลายเงื่อนงำ
รุ่งอรุณยังไม่ทันแต้มขอบฟ้า แสงตะวันยังหลบเร้นอยู่เบื้องหลังภูผา จ้าวมู่เฉินก็ก้าวออกจากเรือนไผ่ขาว มุ่งหน้าสู่เรือนใหญ่ของบิดา สายลมยามคิมหันต์พัดผ่าน โบกสะบัดชายผ้าแพร และพัดพาเส้นผมสีดำขลับดุจรัตติกาลให้ปลิวไสว ร่างสูงสง่าในชุดผ้าป่านสีขาวสะอาด เหน็บพัดไม้ไผ่ไว้ที่เอว ก้าวเดินอย่างสำรวม ผ่านตะเกียงโคมไฟที่ทอแสงสว่างเรียงรายอยู่ข้างทาง
เพียงชั่วจิบชา จ้าวมู่เฉินก็มาถึงเรือนของนายท่านจ้าว แสงโคมไฟส่องสว่างภายใน ตัดกับความมืดมิดภายนอกราวกับกลางวัน มาม่าหลัน สาวใช้คนสนิทของฮูหยินจ้าว เห็นจ้าวมู่เฉินมาแต่ไกล ก็รีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับ ดวงหน้าแช่มชื่นแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม แววตาฉายชัดถึงความชื่นชม ปนแปลกใจเล็กน้อย
“คุณชาย เหตุใดวันนี้จึงมาเร็วนักเจ้าคะ ?” มาม่าหลันเอ่ยถาม
“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องกราบเรียนท่านพ่อ จึงต้องรีบมารอพบท่านก่อนฟ้าสาง” จ้าวมู่เฉินตอบ พร้อมกับประสานมือคารวะอย่างสุภาพ
“เช่นนั้น เชิญคุณชายรอข้างในก่อนเจ้าค่ะ บ่าวจะไปแจ้งนายท่านให้” มาม่าหลันผายมือเชื้อเชิญ ก่อนจะรีบเดินเข้าไปรายงานนายท่านจ้าว
ไม่นาน จ้าวมู่เฉินก็ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ นายท่านจ้าวนั่งรออยู่ภายในห้องตำรา บรรยากาศภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงแสงเทียนส่องสว่าง จ้าวมู่เฉินประสานมือคารวะบิดา ก่อนจะเล่าเรื่องราวที่ตนเองได้ยินมาเมื่อวาน
ทันทีที่ได้ฟัง สีหน้าของนายท่านจ้าวก็พลันซีดเผือด หัวใจเต้นระรัวด้วยความตระหนก ไม่คาดคิดว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนจะต้องมาพัวพันกับเรื่องกบฏ
“เฉินเอ๋อร์ เรื่องนี้เจ้าจงเก็บไว้เป็นความลับ อย่าได้ปริปากบอกผู้ใดเป็นอันขาด” นายท่านจ้าวเอ่ยเสียงเครียด
“พ่อจะรีบจัดหายอดฝีมือมาคุ้มครองเจ้า”
“ท่านพ่อ อย่าเพิ่งทำเช่นนั้นเลยขอรับ” จ้าวมู่เฉินค้าน
“หากข้ามีองครักษ์คุ้มกัน องค์ชายใหญ่อาจจะสงสัย เอาเป็นว่าข้าจะทำตัวตามปกติ รอดูท่าทีของเขาไปก่อน ส่วนองค์รัชทายาท ข้าจะหาทางแจ้งให้พระองค์ทรงทราบอย่างลับๆ”
นายท่านจ้าวครุ่นคิด เห็นว่าคำพูดของบุตรชายมีเหตุผล จึงพยักหน้าเห็นด้วย
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า แต่เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้มาก อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด”
“ขอรับท่านพ่อ” จ้าวมู่เฉินรับคำ
ทั้งสองหารือกันอย่างเงียบๆ วางแผนรับมือกับสถานการณ์ จนกระทั่งแสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง นายท่านจ้าวก็ต้องรีบไปเข้าเฝ้าที่ราชสำนัก จ้าวมู่เฉินจึงลากลับเรือนไผ่ขาว เพื่อเตรียมตัวไปเข้าเรียนที่ตำหนักศึกษาหลวงต่อไป
เขามิได้ผลีผลามเข้าไปในทันที แต่สั่งให้อาไค่และจ้าวมู่เฉินรออยู่ด้านนอกก่อน ส่วนตนเองนั้นเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีร่องรอยของสัตว์ร้ายหรือสัตว์เลื้อยคลานมีพิษซุกซ่อนอยู่หรือไม่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าบริเวณนั้นปลอดภัยดี เขาจึงกวักมือเรียกทั้งสองเข้ามา“ดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว พวกเรามาช่วยกันเถิด”ทั้งสามคนมิได้รอช้า ต่างช่วยกันมองหาจุดที่แข็งแรงพอจะใช้ปีนป่ายขึ้นไปบนแพรเถาวัลย์นั้นได้ อาไค่ผู้มีพละกำลังเป็นเลิศรับอาสาปีนขึ้นไปก่อน เขาใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาจากค่ายทหารเกาะเกี่ยวเถาวัลย์เส้นใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่หีบวางอยู่ เขาก็เริ่มผูกเชือกที่เตรียมมากับหีบทีละใบ แล้วค่อยๆ หย่อนมันลงมาให้เหล่าหยวนและจ้าวมู่เฉินที่รออยู่ด้านล่างรับไว้จ้าวมู่เฉินแม้จะยังคงมีท่าทางเงอะงะอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามช่วยประคองและลากหีบเหล่านั้นไปรวมกันไว้ในจุดที่ปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้นระคนสงสัยเมื่อเห็นหีบสมบัติมากมายเหล่านั้น แม้จะไม
ทันใดนั้น! เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้า มันเป็นเสียงคำรามก็ไม่ใช่ เสียงร้องโหยหวนก็ไม่เชิง แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวาน และแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกขนพองสยองเกล้า!“เสียงอะไรน่ะขอรับ?!” อาไค่กระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก มือคว้าด้ามมีดสั้นที่เอวเตรียมพร้อมเหล่าหยวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองหยุดนิ่ง ดวงตาของเขาสอดส่ายไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง “เงียบก่อน...ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ฟังดูไม่น่าจะเป็นมิตรเท่าใดนัก”จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้าง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เขาขยับเข้าไปยืนชิดหลังเหล่าหยวน มองไปยังทิศทางของเสียงนั้นอย่างไม่วางตา ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่นว่าสิ่งใดกันแน่ที่กำลังรอพวกเขาอยู่แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาและดังกว่าเดิม มันเป็นเสียงขู่คำรามอย่างชัดเจน สลับกับเสียงหายใจฟืดฟาดหนักๆ คล้ายสัตว์ร้
เหล่าหยวนมองนายน้อยของตนด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ก่อนจะหันไปทางถิงถิง “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้แต่เช้ามืด ข้า จ้าวมู่เฉิน และอาไค่ จะออกเดินทาง คาดว่าไปกลับคงใช้เวลาไม่เกินครึ่งวัน ส่วนเจ้าถิงถิง ให้รออยู่ที่เรือนพักแห่งนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรา”ถิงถิงก้มหน้านิ่ง นานหลายอึดใจกว่าจะพยักหน้ารับคำช้าๆ น้ำเสียงของนางแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อย “เจ้าค่ะ...เหล่าหยวน” แม้จะตอบรับ แต่ภายในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเป็นห่วงคุณชายของตนอย่างสุดซึ้ง นางรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ย่อมไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด แต่ก็มิอาจทัดทานการตัดสินใจของผู้ใหญ่ทั้งสองได้แสงตะเกียงในเรือนยังคงส่องสว่างอยู่เพียงริบหรี่ ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของค่ำคืนแห่งค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี แผนการเดินทางสู่หุบเหวแห่งอดีตได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว พร้อมกับความกังวลที่เกาะกุมหัวใจของทุกคนที่นั่งอยู่ในวงสนทนานั้น.…..ณ “ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี” แสงอรุณแรกแห่งวันยังมิได้ทาบทาทั่วขุนเขาดีนัก ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มจับสีม่วงอมส้มเรื่อๆ ม่านหมอกยามเช้ายังคงลอยละล่องบางเบาคล้ายสำลีปุยขาวนุ่ม อากาศบริสุทธิ์และเย็นฉ่ำ ส
การท่องบ่นซ้ำๆ ทุกวันเช่นนี้ คือความพยายามในแบบของเขาที่จะไขว่คว้าเศษเสี้ยวของอดีตที่หล่นหาย และถึงแม้ความทรงจำที่ปรารถนาจะยังไม่กลับคืนมาอย่างปาฏิหาริย์ แต่อย่างน้อยการฝึกฝนนี้ก็ทำให้เขารู้หนังสือมากขึ้น สามารถอ่านและเขียนอักษรต่างๆ ได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิมวันแล้ววันเล่านอกจากตำราพันอักษรแล้ว เขายังพยายามทบทวนตำราอื่นๆ ที่พอจะระลึกเค้าโครงได้บ้างจากส่วนลึกของจิตใจ อาจเป็นบทกวีโบราณ หลักปรัชญาขงจื๊อ หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามที่เขาไม่รู้ว่าเคยเรียนมาจากที่ใด แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดบางวัน ในช่วงบ่ายอันเงียบสงบเช่นนี้ ท่านกุนซือชราคู่ใจของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ก็จะปลีกเวลาจากการวางแผนกลยุทธ์ในกระโจมใหญ่ เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาถึงข้างคอกม้า ท่านกุนซือผู้มีแววตาเปี่ยมเมตตา และมองการณ์ไกล มักจะนำตำรับตำราต่างๆ มาอ่านให้เขาฟังบ้าง หรือบางครั้งก็ช่วยชี้แนะความหมายของตัวอักษรที่ซับซ้อน เป็นการกระตุ้นความทรงจำ และเติมเต็มความรู้ให้แก่จ้าวมู่เฉินทีละน้อยอย่างไม่เร่งร้อน คล้ายกับว่าท่านมองเห็นศักยภาพบางอย
ณ "ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี" เมื่อพ่อบ้านเฉินจากไปแล้ว จ้าวมู่เฉินผู้ยังคงกอดห่อผ้าของขวัญจาก “พี่ใหญ่เฉิน” ไว้แนบอก ก็จำต้องวางมันลงอย่างเสียมิได้เพื่อกลับไปทำงานของตนต่อ เขายังคงสาละวนอยู่กับการดูแลม้า ทั้งตักน้ำ หาบหญ้า และทำความสะอาดคอกอย่างขยันขันแข็ง แม้ดวงใจจะพะวงถึงของเล่นและขนมที่รอคอยอยู่ แต่ความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมา ก็ทำให้เขามิอาจละทิ้งหน้าที่ได้จนกระทั่งแสงตะวันคล้อยเคลื่อนสู่กลางศีรษะ เป็นสัญญาณว่าเวลามื้อเที่ยงได้มาถึงแล้ว เสียงฝีเท้าคุ้นเคยสองคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินสู่คอกม้า ถิงถิง บ่าวรับใช้หญิงร่างเล็กบางอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้ม เดินนำหน้าอาไค่ บ่าวชายร่างกำยำผู้มีพละกำลังมหาศาล ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับฉายแววซื่อซื่อตามประสาทุกเพลา ทั้งสองหอบหิ้วตะกร้าหวายสานใบเขื่อง เดินตรงมายังบริเวณที่จ้าวมู่เฉินมักจะพักทานอาหารเป็นประจำ“คุณชายจ้าวเจ้าคะ ได้เวลามื้อกลางวันแล้วเจ้าค่ะ” ถิงถิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส นางและอาไค่ช่วยกันนำสำรับอาหารออกจากตะกร้าวาง
ทว่าความพยายามของเขาก็มิได้สูญเปล่า...ในเช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังตักน้ำใส่รางให้ม้าตัวหนึ่ง แม้หัวใจจะยังคงเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่เขาก็สามารถยืนอยู่ข้างๆ มันได้โดยไม่เป็นลมล้มพับไปเช่นคราแรก ปลายนิ้วที่เคยสั่นเทา บัดนี้สามารถยื่นออกไปสัมผัสแผงคอของม้าตัวนั้นได้อย่างแผ่วเบา แม้มันจะเป็นเพียงสัมผัสสั้นๆ เพียงชั่วอึดใจ แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว นี่คือก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่...ก้าวที่จุดประกายความหวังริบหรี่ในใจของเขาให้สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งจ้าวมู่เฉินในชุดทหารฝึกหัดที่เก่าคร่ำคร่ากว่าของผู้ใด กำลังก้มหน้าก้มตาใช้เคียวในมือเกี่ยวหญ้าสดบริเวณเชิงเขาด้านข้างค่ายอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนที่บัดนี้มีรอยเปื้อนดินอยู่บ้างเล็กน้อย หญ้าแต่ละกำที่เกี่ยวได้ถูกวางลงในตะกร้าหวายใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ ดวงตาซื่อใสของเขามุ่งมั่นอยู่กับภารกิจตรงหน้า ด้วยรู้ดีว่าหญ้าเหล่านี้คืออาหารมื้อสำคัญของเหล่าอาชาในคอกขณะที่เขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น เสียงแหบชราอันคุ้นเคยของเห







