تسجيل الدخولตลอดทั้งคืน อาการของถิงถิงมีแต่ทรงกับทรุด นางเริ่มหายใจหอบ ตัวร้อนจัดจนแทบไม่
เมื่อออกมาสู่โลกภายนอกเขตจวนอันคุ้นเคย จ้าวมู่เฉินรู้สึกตื่นตาตื่นใจระคนประหม่า เฉินซูเหรินรีบจูงมือเขาเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่นางคุ้นเคย เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางหลักที่อาจมีคนรู้จักพบเห็น ในสายตาของชาวบ้านที่เดินสวนไปมา พวกเขาดูเหมือนพี่ชายรูปงามที่จูงมือน้องสาวน่ารักน่าเอ็นดูออกมาเที่ยวเล่น จ้าวมู่เฉินเองก็พยายาม สงวนท่าทีเขาพยายามยืดตัวตรง เดินด้วยท่าทางนิ่งสงบ เลียนแบบท่าทางสุขุมของท่านลุงหยวนเท่าที่จำได้ เพื่อปิดบังอาการผิดปกติและความรู้สึกไม่มั่นคงของตน ไม่ให้ใครสังเกตเห็นได้ง่ายๆไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงตลาดชายเมืองที่คึกคักจอแจ เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้า เสียงต่อรองราคา เสียงผู้คนพูดคุยจอแจ ผสมผสานกับกลิ่นอาหารหอมกรุ่น และสีสันอันหลากหลายของสินค้า ทำให้จ้าวมู่เฉินผู้ไม่คุ้นเคยรู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก เขาเดินเกาะแขนเฉินซูเหรินแน่น มองซ้ายมองขวาอย่างสนใจใคร่รู้ขณะที่กำลังเดินเบียดเสียดผู้คนอยู่นั้นเอง ชายร่างผอมโซผู้หนึ่งในชุดมอซ่อก็เดินเซเข้ามาชนจ้าวมู่เฉินอย่างจัง! “โอ๊ะ! ขออภัยคุณชาย!” ชายผู้นั้นกล่าวขอโทษขอโพยอย่างลนลาน ก่อนจะรีบเดินเบียดผู้คนหายไปอย่างรวดเร็ว จ
หลายวันผ่านพ้นไปนับตั้งแต่ค่ำคืนแห่งหนี้บุญคุณในหอซิ่งหยวน จ้าวซื่อเจี๋ยใช้ชีวิตตามปกติในจวนสกุลจ้าว ไม่ได้แสดงท่าทีรีบร้อนหรือติดต่อคุณชายชุย จื่อเหวิน แต่อย่างใด เขาเข้าใจดีว่าการทอดไมตรีนั้นต้องอาศัยจังหวะและความอดทน รอให้เหยื่อเป็นฝ่ายเข้ามาติดกับเองย่อมดูแนบเนียนกว่าและแล้ว โอกาสก็มาถึงเร็วกว่าที่คิด บ่ายวันหนึ่ง มีบ่าวจากจวนสกุลชุยนำเทียบเชิญมาส่งถึงจวนสกุลจ้าว เรียนเชิญคุณชายรองจ้าวซื่อเจี๋ยไปร่วมดื่มสุราเป็นการส่วนตัวที่เหลาชมจันทร์ เหลาสุราชั้นดีที่มีชื่อเสียงด้านห้องส่วนตัวอันเงียบสงบและสุราเลิศรสจ้าวซื่อเจี๋ยคลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปากเมื่ออ่านเทียบเชิญนั้น ‘ปลาเริ่มฮุบเหยื่อแล้ว...’ เขาตอบรับคำเชิญด้วยความยินดีณ ห้องส่วนตัวชั้นบนของเหลาชมจันทร์ บรรยากาศถูกจัดแต่งอย่างเรียบหรูแต่ก็เป็นกันเอง สุราดอกท้อชั้นดีถูกรินใส่จอกหยกขาว ควันหอมจากกระถางกำยานลอยอ้อยอิ่ง คุณชายชุย จื่อเหวิน ในอาภรณ์สีสดใส มีสีหน้าดีขึ้นกว่าคืนนั้นมาก เขารีบลุกขึ้นคารวะสุราให้จ้าวซื่อเจี๋ยทันทีที่มาถึง “คุณชายจ้าว ข้าต้องขอบคุณท่านอีกครั้งสำหรับน้ำใจในคืนนั้น หากไม่ได้ท่าน...”“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย คุณช
“ดูเหมือนว่า สภาพของจ้าวมู่เฉินอาจจะไม่ได้ดีมากนัก ฮูหยินใหญ่ถึงกับร่ำไห้ปานนั้น ไม่ใช่แค่เพราะดีใจที่รอดตายแน่”จ้าวซื่อเจี๋ยขมวดคิ้ว “ท่านแม่หมายความว่า...”“ข้าหมายความว่า มันอาจจะบาดเจ็บสาหัส หรือพิกลพิการ หรืออาจจะ... เสียสติไปแล้วก็ได้” อนุหลิวกล่าวอย่างเยือกเย็น “ใช่สิขอรับ ตกเหวลึกปานนั้น ไม่ตายก็คงพิการ หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ยิ่งเป็นโอกาสของเรา! แต่เราจะลงมือซ้ำสองโดยประมาทไม่ได้ คนที่ช่วยมันไว้ย่อมไม่ธรรมดา การส่งจดหมายผ่านช่องทางพิเศษถึงจวนเราได้ ย่อมหมายถึงผู้มีอำนาจพอตัว... บางทีอาจเป็นคนของแม่ทัพชายแดนสักคน”“แล้วเราจะทำอย่างไรดี ท่านแม่?” ความกังวลเริ่มคลายลง กลายเป็นแววตาแห่งความทะเยอทะยานที่คุ้นเคย“ในเมื่อศัตรูมีผู้หนุนหลัง เราก็ต้องหาผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า!” อนุหลิวกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้เจ้าก้าวข้ามหัวพี่ชายเจ้าได้อย่างแท้จริง... องค์ชายใหญ่หลี่ซวน!”จ้าวซื่อเจี๋ยพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่การจะเข้าถึงองค์ชายใหญ่มิใช่เรื่องง่าย”“ย่อมไม่ง่าย แต่ก็ใช่ว่าไม่มีหนทาง” อนุหลิวกล่าว “ข้าได้ยินมาว่า คุณชายชุยจื
“ขอรับ นายท่าน” พ่อบ้านชราผู้ภักดีรีบเข้ามาค้อมกายรับคำสั่ง “ไปตามฮูหยินใหญ่ อนุหลิว และคุณชายรองมาพบข้าที่ เรือนรับรอง บัดนี้! บอกว่ามีเรื่องสำคัญเร่งด่วน”พ่อบ้านจางรับคำแล้วรีบออกไปจัดการทันที นายท่านจ้าวใช้เวลาเพียงครู่เดียวปรับสีหน้าและอารมณ์ให้กลับมาสุขุมดังเดิม เขาเดินนำไปยังเรือนรับรองซึ่งใช้สำหรับต้อนรับแขกหรือประชุมเรื่องสำคัญภายในครอบครัว นั่งลงบนเก้าอี้ตำแหน่งประมุขของห้องอย่างสง่างาม รอคอยการมาถึงของทุกคนเพียงชั่วเวลาจิบชา ประตูเรือนรับรองก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง ฮูหยินจ้าว ผู้มีใบหน้าซีดเซียวและดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เดินนำเข้ามาเป็นคนแรก ตามติดมาด้วย อนุหลิว ที่ยังคงมีท่วงท่าสง่างามแต่แววตามีความกังวลซ่อนอยู่ และสุดท้ายคือ จ้าวซื่อเจี๋ย บุตรชายคนรอง ผู้มีสีหน้าเรียบเฉยยากจะคาดเดาความคิด ทั้งหมดเดินเข้ามาภายในเรือนรับรอง อย่างพร้อมเพรียงโค้งคำนับผู้เป็นประมุขตามธรรมเนียมนายท่านจ้าว กวาดสายตามองคนในครอบครัว ทีละคน แววตาของเขาอ่านได้ยาก ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับฮูหยินเอกของตนเป็นพิเศษ “ฮูหยิน... มีข่าวจากเหล่าหยวน” เขากล่าวเสียงเรียบ พลางหยิบจดหมายฉบั
ณ ค่ายทหารลับในหุบเขาเร้นลับ จดหมายเร่งด่วน ที่ผนึกตราประจำตัวของเหล่าหยวนไว้อย่างแน่นหนา ถูกส่งมอบต่อให้กับม้าเร็วฝีเท้าจัดของกองทัพ ตามคำสั่งพิเศษของแม่ทัพเฉินเหยาจิน ทหารม้าเร็วนายนั้นรับจดหมายมาด้วยความเคารพ ก่อนจะควบม้าทะยานออกจากค่ายลับ ผ่านเส้นทางที่ซับซ้อนซึ่งมีเพียงคนของท่านแม่ทัพเท่านั้นที่ล่วงรู้ มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงด้วยความเร็วสูงสุดภารกิจแรกของม้าเร็วผู้นี้ หาใช่การตรงไปยังจวนสกุลจ้าวไม่ แต่เป็นการมุ่งหน้าไปยัง ตำหนักเหอผิง อันเป็นที่ประทับของ องค์หญิงชิงเหอ พระมารดาของคุณหนูเฉินซูเหริน และเป็นที่พำนักของท่านผู้บัญชาการเฉินซูเหลียงด้วยเช่นกัน ท่านแม่ทัพเฉินเหยาจินได้กำชับอย่างหนักแน่น ให้แจ้งข่าวการรอดชีวิต ของคุณชายจ้าวแก่บุตรชาย และสะใภ้ของท่านให้ทราบเป็นการภายในก่อน เพื่อให้ทั้งสองได้เตรียมตัวรับสถานการณ์และรักษาความลับนี้ไว้ ก่อนที่จดหมายจะถูกนำส่งต่อไปยังจวนสกุลจ้าวม้าเร็วควบตะบึงฝ่าลมฝุ่น ผ่านทิวทัศน์ที่เปลี่ยนจากป่าเขาสู่ทุ่งราบ และเข้าสู่กำแพงเมืองหลวงอันโอ่อ่าในที่สุด เขาเร่งรุดไปยังตำหนักเหอผิง แจ้งข่าวสำคัญแก่ผู้บัญชาการเฉินซูเหลียงและองค์หญิงชิงเหอตามคำสั่ง
“มิต้องหรอก ท่านหยวนเก็บเงินของท่านไว้เถิด ท่านแม่ทัพได้สั่งกำชับข้าไว้ ให้ปฏิบัติกับท่าน และคุณชายจ้าวประดุจสหายของท่านแม่ทัพเอง เรื่องค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเพียงนี้ ท่านแม่ทัพย่อมจัดการให้ได้ ข้าน้อยมิอาจรับเงินของท่านได้จริงๆ”เหล่าหยวนได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของท่านแม่ทัพและท่านหมอเป็นอย่างยิ่ง เขาเก็บเงินกลับเข้าถุง แล้วประสานมือโค้งคำนับให้ท่านหมอทหารอยู่หลายครา“ขอบพระคุณท่านหมอ... ขอบพระคุณในความเมตตาของท่านแม่ทัพ... บุญคุณครั้งนี้ ข้าน้อย...” เขากล่าวเสียงเครือ พูดต่อแทบไม่ออก“มิต้องมากพิธี” ท่านหมอกล่าวตัดบทอย่างใจดี“ข้าจะนำจดหมายนี้ไปเรียนท่านแม่ทัพให้ ท่านรีบจัดการส่งให้เร็วที่สุด”เมื่อเสร็จธุระทุกอย่างแล้ว ท่านหมอจึงเก็บกล่องยาและเตรียมตัวกลับ องครักษ์ ที่รออยู่ก็ก้าวเข้ามารับตัวท่านหมอ เดินนำทางออกจากเรือนพัก กลับไปยังจวนท่านแม่ทัพ







