LOGINตอนตั้งท้องมาเก้าเดือนจนใกล้จะคลอด ซางสือซวี่สามีของฉันดันส่งคนมาจับฉันขังไว้ในโกดังใต้ดิน สั่งให้ฉันอย่าเพิ่งคลอดลูก เพราะเหอชิงเยว่ภรรยาของพี่ชายเขาซึ่งได้จากโลกนี้ไปแล้วก็กำหนดคลอดวันนี้เหมือนกัน ซางสือซวี่เคยให้สัญญากับพี่ชายเขาไว้ว่า ลูกคนแรกของตระกูลซางจะได้รับการเลี้ยงดูเป็นทายาทสืบสกุล ได้รับมรดกของตระกูล “เหอชิงเยว่ต้องคลอดลูกก่อน” ซางสือซวี่พูดด้วยท่าทีผ่อนคลาย “เหอชิงเยว่สูญเสียสามีไปแล้ว ไม่มีอะไรสักอย่าง ส่วนเธอมีความรักทั้งหมดของฉันแล้ว สมควรยกทรัพย์สินให้ลูกของเหอชิงเยว่” มดลูกบีบตัวจนทำให้ฉันเจ็บจนดิ้นทุรนทุราย ฉันร้องไห้อ้อนวอนขอให้เขาพาไปโรงพยาบาล ซางสือซวี่เช็ดน้ำตาฉันเบาๆ น้ำเสียงทุ้มจนน่ากลัว “เลิกเสแสร้งได้แล้ว! ฉันรู้นานแล้วว่าเธอไม่ได้รักฉันเลย สิ่งเดียวที่เธอสนใจคือเงินทองและฐานะ” “เธอจงใจคลอดก่อนกำหนด เพราะต้องการแย่งชิงสิ่งที่เป็นของหลานชาย.....ทำไมเธอถึงร้ายกาจขนาดนี้?” ฉันสีหน้าซีดเผือด สั่นไปทั้งตัว พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฉันกำหนดไม่ได้หรอกว่าลูกจะเกิดตอนไหน คลอดก่อนกำหนดเป็นแค่ความบังเอิญ! ฉันสาบานเลยว่าฉันไม่ได้สนใจเงินทอง ฉันแค่รักนายเท่านั้นเอง!” เขาแสยะยิ้ม “ถ้าเธอรักฉัน เธอคงไม่บังคับให้เหอชิงเยว่เซ็นเอกสารสละสิทธิสืบทอดมรดกของลูก เอาล่ะ รอเหอชิงเยว่คลอดลูกเสร็จเรียบร้อย ฉันจะกลับมาหาเธอ ไม่ว่ายังไงในท้องเธอก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของฉัน” ซางสือซวี่เฝ้าอยู่ข้างนอกห้องคลอดของเหอชิงเยว่ พอเห็นเด็กที่เพิ่งคลอดออกมา เขาจึงนึกถึงฉันขึ้นมาได้ เขาให้เลขาไปรับฉันมาโรงพยาบาล แต่เลขาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “คุณนาย...รวมถึงเด็ก...เสียชีวิตแล้วครับ...” ในช่วงเวลานั้น ซางสือซวี่เสียสติไปแล้ว
View MoreJessica huddled on the floor, which had been her bed since she was thirteen, trembling from the cold. The heavy winds outside kept blowing the cardboard cut out from the oval window, letting all the frostiness inside and the only things poor Jessica had to cover with were some empty potato sacks which weren't doing a great job of keeping the winter breeze off.
Sleeping on the hard, cold concrete floor only worsened her health, especially with all the dust and chemicals around. She had developed a severe case of pneumonia. If she were a regular girl, she would have died months ago. The strong scent of charcoal and kerosene filled the air, irritating her lungs and making her cough repeatedly as she twisted beneath her makeshift sheets. Having just recovered from yet another coughing episode, her body calmed down but was soon jolted awake when someone kicked her in the stomach. Her amber eyes snapped open to reveal Luna Magda looming over her with a curling iron in one hand and a cane in the other. Jessica coughed to let air back in her lungs, but another kick forced the oxygen back out. The Luna didn't give her a chance to recover as she laid another hard kick to Jessica's gut. "You lazy bag of fleas!" Luna Magda snarled as she struck Jessica with the cane. The omega raised her hands defensively to shield her face from the weapon. The Luna's eyes glared at Jessica with hatred and disgust. "I thought I told you I needed your help to get ready for the Luna's Ball. It's way past 8, and you're still sleeping," she filled her mouth with saliva and spat in Jessica's face. "Useless wolf." Magda's eyes were as cold as ice and her face began to collect wrinkles showing her old age of sixty. She hated being old and she hated any she-wolf that was younger than her. "I—I'm sorry Luna. I overslept," Jessica apologized, struggling to get up but only to be struck by the Luna once more with the stick, sending her body back on the floor. Jessica cursed herself in her head. She should have known better. The summer was over and with autumn came the long nights and short days. During summer, the sun would rise high in the sky by 5 am, and it would be easy for her to wake early. The sunlight would loom in and warm her face and melt the sleep from her body, but now the sun only began to show itself a few minutes after 8, so without a phone or an alarm clock, Jessica relied on her body to wake her up when it was hungry or needed to relieve itself. She should have followed her instincts and not slept at all last night, knowing the risk of sleeping in. "I don't want your apologies. I want your obedience and gratitude," the Luna hissed. "I took you in when that worthless father of yours got himself killed, along with your whore of a mother. And I've been good to you. Haven't I been good to you, Jessica?" The Luna asked, hissing and flashing her dark eyes, showing her dominance. Jessica clenched her fists, scraping up dirt in her fingernails as her hands folded over the floor. She hated the Luna for always speaking ill of her parents. It wasn't their fault hunters killed them. They were just at the wrong place at the wrong time. "Answer me, you filthy mutt!" Luna Magda raised her hand with the stick and smacked it over Jessica's face. It hurt so much, the pain made the omega squeal. A satisfied smile appeared on the Luna's mouth when she saw the welt and blood on the young girl's face. "It doesn't matter whether you answer me or not. The Moon Goddess knows how good I've been to you, so that's why she blessed my three wonderful children with their wolves from an early age. You on the other hand, are sixteen and wolfless because the great Moon Goddess is punishing you for your ungratefulness and your constant disobedience," Luna Magda cackled. "Here," she shoved the curling iron in Jessica's hands. "Take the back entrance and meet me in my chambers in five minutes, and don't be late or else I'll whip you until my hands are tired." "Luna –" Jessica protested, but the Luna cut her off with a slap to the face. "I will not tolerate your mouth today. See you in five," the Luna said as she ran off in wolf speed. The walk from the barn to the back entrance alone would take Jessica five minutes. But surely if she ran and never stops, then to make it to the Luna's chambers would be at least ten minutes. "I'll never make it in time," she mumbled. Not wanting to waste precious time, the little omega girl slipped her feet into her old, tattered leather shoes and ran like the wind.เสียงของเขาสั่นมาก เริ่มโค้งคำนับไม่หยุด ไม่มีศักดิ์ศรีเลยสักนิด“ขอโทษ.....ฉันสาบาน ฉันไม่มีเจตนาร้ายจริงๆ ฉันแค่อยากพาเธอกลับบ้าน ฉันคิดถึงเธอมาก ขาดเธอไม่ได้”“ขอโทษ พ่อตา......ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นสายเลือดตระกูลซู” เขาร้อนรน “ไม่ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ฉันหมายความว่าถึงซูฉี่เกิดในครอบครัวแบบไหน ฉันก็รักเธอ”ซางสือซวี่ในตอนนี้ เหมือนหมาปั๊กที่หมอบอยู่ที่เท้าฉัน ความหยิ่งยโสในอดีตโดนเหยียบย่ำจนแหลกสลายพ่อฉันยังไม่หายโมโห เตะเขาอย่างแรงไปหนึ่งที“พาซูฉี่กลับบ้านเหรอ? นายจะได้ทรมานเธอจนเจียนตายอีกครั้งใช่ไหม?”“นายคิดว่าจะจบแค่ทำให้บริษัทนายล้มละลายเหรอ? ฝันไปเถอะ! รอการแก้แค้นจากฉันได้เลย ฉันจะให้นายได้ลิ้มรสชาติความเจ็บปวดของลูกสาวฉัน”ฉันตบหลังพ่อเบาๆ พยายามไม่ให้เขาโมโหจนเกินไป เพื่อไม่ให้กระทบกับสุขภาพดวงตาสองข้างของซางสือซวี่บวมแดงมาก คลานมาข้างเท้าฉันแล้วอ้อนวอน“ซูฉี่ ฉันพาเธอกลับเพราะอยากใช้ชีวิตกับเธออย่างมีความสุขจริงๆ! ก่อนหน้านี้ฉันโดนเหอชิงเยว่หลอกจนมองไม่เห็นความจริง ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว คิดไม่ถึงว่าฉันทำร้ายเธอสาหัสขนาดนี้! ตอนที่ฉันคิดว่าเธอตายไปแล้ว ส่วนหนึ่
ซางสือซวี่ตกใจกับเสียงหัวเราะของฉันจนนิ่งไป นี่เป็นครั้งแรกที่อำนาจของเขาโดนท้าทายจากฉัน“ซูฉี่......เธอกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง?”ฉันแสยะยิ้ม แล้วกลอกตาใส่เขา“ไอ้คนเลวหลงตัวเอง หยิ่งยโส ฉันจะพูดอีกรอบ ออกไปจากที่นี่ หลังจากนี้อย่ามาให้ฉันเห็นอีก!”ซางสือซวี่โมโหจนพูดอะไรไม่ออก ขณะที่ฉันจะเดินออกไป เขาจับข้อมือฉันอย่างแรงอีกครั้ง“ซูฉี่ ฉันไม่มีทางปล่อยให้เธอไปจากฉันอีกแล้ว วันนี้หน้าที่เพียงอย่างเดียวของฉันคือพาเธอกับลูกกลับบ้าน“เธอไม่รู้หรอก ตอนฉันคิดว่าเสียเธอไปแล้ว ฉันแทบบ้า! ฉันปวดใจเจียนตาย คิดถึงเธอตลอดเวลา“ครั้งนี้ไม่ว่าเธอจะทรมานฉัน ทดสอบฉันยังไง ฉันไม่มีทางยอมแพ้ ฉันสาบาน”ตลกชะมัดความรักอันลึกซึ้งที่เกิดขึ้นกะทันหันแบบนี้ แสดงให้ใครดูกันแน่?ฉันดึงแขนออกมาทันที“นายคิดว่านายเป็นใครไม่ทราบ? มีสิทธิ์อะไรมาสั่งนู่นสั่งนี่?”เขาส่งเสียงหึในลำคอ ความหยิ่งยโสในใจปะทุขึ้นอีกครั้ง“ฉันเป็นประธานซางซื่อกรุ๊ป ฉันสามารถตัดสินใจได้ว่าฉันมีสิทธิ์อะไร”ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็แบกฉันขึ้นบ่าทันที“ตอนนี้ฉันจะพาเธอกลับบ้าน เธอไม่ยอมบอกใช่ไหมว่าลูกอยู่ที่ไหน? ไม่เป็นไร ขอแค่เ
ตอนฉันรู้เรื่องนี้ ฉันรู้สึกแค่ว่าเขาบ้าไปแล้วแต่ฉันไม่ได้สนใจ มหาสมุทรกว้างใหญ่คั่นระหว่างฉันกับเขา เขาไม่มีทางหาฉันเจอง่ายๆ หรอกฉันไม่ได้คิดถึงมันอีก ก้มหน้าก้มตาศึกษาว่าจะดูแลตระกูลและธุรกิจอย่างไรต่อไปฉันเรียนรู้เร็วมาก ไม่ถึงหนึ่งเดือน ฉันสามารถเทรดหุ้นด้วยตัวเองได้แล้วบนหน้าจอคอมพิวเตอร์สามสี่เครื่อง เส้นสีแดงและเขียวที่ทับซ้อนกันขยับขึ้นๆ ลงๆ เหมือนการขึ้น-ลงของหุ้นแต่ละตัวอยู่ในการคาดการณ์ของฉันทั้งหมด วันนั้นฉันเพิ่งประชุมคณะกรรมการบริษัทเสร็จ จู่ๆ มีคนพุ่งเข้ามาในห้องประชุม เขาคือซางสือซวี่ลมหายใจฉันขาดห้วงทันที ความทรงจำอันเจ็บปวดที่เก็บงำไว้เนิ่นนาน ผุดขึ้นมาในใจพร้อมกับเงาของเขาฉันสะบัดมือบอกให้คนอื่นออกไปดวงตาสองข้างของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เอาแต่จ้องฉันเขม็ง ราวกับฉันทำเรื่องโหดร้ายกับเขาอย่างไรอย่างนั้นวินาทีต่อมา เขาพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว กำข้อมือฉันแน่น ตะโกนสุดเสียง“ซูฉี่ ทำไมเธอต้องแกล้งตาย เธอรู้ไหมว่าฉันเกือบเป็นบ้าเพราะเธอ! แต่ฉันเชื่อมั่นมาตลอด เธอไม่มีทางตายง่ายขนาดนั้น เธอเข้มแข็งและรักชีวิตมาก......”หลังจากนั้นสีหน้าเขาแปรเปลี่ยนเป็นเค
“ลูกกับเด็กเชื่อมกันด้วยสายเลือด ในช่วงชีวิตสั้นๆ ของเขา ลูกคือแม่เพียงคนเดียวของเขา”“หลังจากนี้ลูกจะได้เจอคนที่ดีกว่านี้ แล้วก็จะมีลูกของตัวเองอีกครั้ง”เขาถอนหายใจ ที่จอนผมของพ่อมีหงอกเยอะขึ้นกว่าก่อนที่ฉันไปสองสามกระจุก ดูโทรมกว่าเดิม“แต่ถ้าลูกเอาแต่ขังตัวเองและร้องไห้อยู่ในนี้ เพราะคนไร้จิตสำนึกคนนั้น ลูกคงเสียน้ำตาเปล่า”“พ่อเคยบอกว่าอย่าคบกับเขา แต่ลูกดื้อมาก ยอมตัดสัมพันธ์กับพ่อ เพื่อที่จะอยู่กับเขา”ฉันโผล่หัวออกมาจากผ้าห่ม มองรอยตีนกาลึกบนหน้าพ่อ น้ำตาทำให้การมองเห็นพร่าเลือนอีกครั้ง“พ่อ หนูขอโทษ” ฉันพูดเสียงสะอื้น “ตอนนั้นหนูควรฟังคำพูดของพ่อ ขอโทษ”“หนูไม่ได้ร้องไห้เพราะเขา หนูร้องไห้เพราะลูก......เขายังตัวแค่นั้นเอง”พ่อยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้ฉัน ปลายนิ้วอุ่นๆ ทำให้ใจของฉันเต็มไปด้วยความรู้สึกปลอดภัยแสนอบอุ่น“ลูกเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อ สมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของพ่อ พ่อไม่เคยโทษลูกเลย เรื่องที่ลูกจะทำ พ่อไม่เคยห้าม ลูกนิสัยดื้อรั้น จุดนี้เหมือนกับพ่อ ไม่มีวันยอมแพ้กับสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว แต่จำไว้ว่าคนที่ผิดไม่ใช่ลูก”สายตาเขาแปรเปลี่ยนเป็นดุดัน ไม้เท้ากระทบลงบนพื้






reviews