Masukตอนที่ 4
เกินจะรับไหว
ทันทีที่สิ้นคำพูดทิ้งท้าย จีนก็หมุนตัวเดินจากไปทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนอึดอัดปกคลุมไปทั่วห้องอาหาร ปั้นหยานั่งนิ่งราวกับถูกสาป มือบางทั้งสองข้างเย็นเฉียบอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกสับสนตีรวนอยู่ในอกจนยากจะเรียบเรียง ทว่าเมื่อเธอเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าคิรันกำลังจดจ้องมองเธออยู่ก่อนแล้วด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
“กลัว?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำถามขึ้นสั้น ๆ ปั้นหยาเงยหน้าสบตาเขาในทันทีเพื่อซ่อนความหวั่นไหว
“ฉันไม่ได้กลัว”
“งั้นทำไมหน้าซีดขนาดนั้น”
“ฉันแค่...”
“อย่าไปใส่ใจคำพูดของจีนมาก” เขาเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผู้หญิงคนนั้นชอบพูดจาเกินจริงไปเรื่อย”
“เธอเป็นแฟนเก่าคุณเหรอคะ” ปั้นหยากัดริมฝีปากล่างเบา ๆ ก่อนจะตัดสินใจโพล่งถามออกไปตรง ๆ ตามที่ใจคิด
คิรันนิ่งไปเพียงครู่คล้ายกำลังทบทวนความทรงจำ ก่อนจะตอบกลับสั้น ๆ
“เคยคุย”
“แค่นั้นเหรอคะ” เธอย้ำถามทั้งที่ยังแคลงใจ เพราะสถานะที่โชว์บนหน้าจอมันไม่เหมือนแค่คนเคยคุย
“อืม”
หญิงสาวไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าเหตุใดความรู้สึกหนักอึ้งในอกเมื่อครู่ถึงได้มลายหายไปจนรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเมื่อเขายืนยัน และเธอก็ยิ่งนึกเกลียดตัวเองมากขึ้นไปอีก เมื่อเห็นว่าคิรันกำลังจ้องมองเธอราวกับสามารถอ่านความรู้สึกที่ซ่อนเร้นนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“ทำหน้าแบบนั้นทำไม” มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ดูเจ้าเล่ห์
“แบบไหนคะ”
“เหมือนคนกำลังโล่งใจ”
“คุณคิดไปเองทั้งนั้นแหละค่ะ” ปั้นหยาโต้ตอบกลับไปรวดเร็วเสียจนดูเหมือนเป็นการร้อนตัว
“อืม” คิรันมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนจะหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ
แม้เขาจะไม่ได้เอ่ยคำใดต่อ แต่สายตาที่ดูเหมือนจะรู้ทันไปเสียทุกอย่างนั้นกลับยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกหงุดหงิดใจ เหมือนว่าเธอเป็นเพียงสมุดภาพที่เขาเปิดอ่านได้ทุกหน้าโดยที่เธอไม่มีสิทธิ์ขัดขืน
“ฉันอิ่มแล้วค่ะ” ปั้นหยาลุกขึ้นยืนทันทีด้วยความขัดใจ ทว่ายังไม่ทันที่จะก้าวพ้นโต๊ะอาหาร มือของคิรันก็เอื้อมมาคว้าข้อมือของเธอไว้เบา ๆ สัมผัสที่คาดไม่ถึงนั้น ทำให้หัวใจหญิงสาวกระตุกวูบและเต้นผิดจังหวะไปในทันที
“อะไรอีกคะ”
“นั่งลงก่อน”
“ฉันไม่...”
“มีเรื่องจะคุยด้วย”
น้ำเสียงของคิรันเปลี่ยนไปเล็กน้อย มันดูจริงจังและหนักแน่นขึ้นจนปั้นหยาต้องชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเธอก็ยอมทรุดตัวลงนั่งอีกครั้งอย่างเสียไม่ได้ คิรันค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากข้อมือเธอช้า ๆ ทว่าความอบอุ่นจากฝ่ามือหนานั้น กลับยังคงซึมลึกอยู่บนผิวหนังไม่จางหาย
“วันนี้ฉันต้องออกไปทำธุระข้างนอก”
“แล้วยังไง มาบอกฉันทำไม”
“เธอต้องอยู่ในบ้าน ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด”
คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจในทันที
“คุณจะขังฉันจริง ๆ ใช่ไหมคะ”
“เรียกว่าเป็นการป้องกันจะดีกว่า”
“แล้วมันต่างกันตรงไหนไม่ทราบ”
“ต่าง”
คิรันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ดวงตาคมเข้มจดจ้องมองเธออย่างจริงจัง
“ข้างนอกนั่น... ตอนนี้มีคนกำลังตามหาตัวเธออยู่”
“เจ้าหนี้เหรอคะ”
“มันมากกว่านั้น”
“คุณหมายความว่ายังไง”
ชายหนุ่มเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที คล้ายกำลังประเมินว่าควรจะเปิดเผยข้อมูลให้เธอรับรู้มากน้อยเพียงใด สุดท้ายเขาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พี่ชายของเธอเอาข้อมูลบางอย่างไปขาย”
“ข้อมูลอะไรคะ”
“เรื่องที่คนทั่วไปไม่ควรรู้”
คำตอบแสนกำกวมนั้นยิ่งทำให้ปั้นหยารู้สึกอึดอัดและหวาดระแวงมากขึ้นกว่าเดิม
“แล้วคุณเกี่ยวอะไรกับเรื่องพวกนี้กันแน่”
คิรันยกแก้วกาแฟขึ้นจิบช้า ๆ อย่างไม่รีบร้อนก่อนเอ่ย
“ยิ่งรู้น้อยเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น”
“แต่ฉันมีสิทธิ์ที่จะรู้นะ!”
“ไม่มี”
คำปฏิเสธสั้น ๆ ทว่าเด็ดขาดนั้น ทำให้ปั้นหยาหน้าเสียในทันที คิรันจ้องมองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความสับสนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ปั้นหยา” นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อเธอออกมาเต็ม ๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หัวใจของหญิงสาวพลันเต้นผิดจังหวะไปอย่างไม่มีเหตุผล
“อยู่เฉย ๆ ในที่ของเธอ แล้วฉันจะจัดการทุกอย่างเอง”
“ฉันไม่ชอบให้ใครมาบงการชีวิต”
“แต่ตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่ในโลกของฉัน” เขาเอ่ยช้า ๆ เน้นย้ำทุกถ้อยคำ
“และในโลกใบนี้ คนที่อ่อนแอไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกอะไรได้ทั้งนั้น”
ปั้นหยากำมือแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ เธอเกลียดคำพูดแสนโอหังของเขา ทว่าสิ่งที่เกลียดที่สุดกลับเป็นความจริงที่เขาพูดออกมา เพราะในยามนี้เธอช่างไร้กำลัง และไม่มีหนทางใดที่จะต่อกรกับผู้ชายคนนี้ได้เลยจริง ๆ
ทันใดนั้นเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของคิรันก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันทีที่เห็นชื่อบนหน้าจอ แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับดูเคร่งขรึมและดุดันขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบข้างดูหนักอึ้ง เขากดรับสายด้วยท่าทีที่เด็ดเดี่ยว
“ว่าไง”
ปลายสายเอ่ยรายงานบางอย่างสั้น ๆ ทว่าเพียงไม่กี่วินาที ดวงตาคมเข้มของคิรันก็มืดครึ้มลง ราวกับพายุกำลังตั้งเค้า
“ใครอนุญาตให้มันล่วงล้ำเข้าเขตโกดัง”
น้ำเสียงกดต่ำจนน่าขนลุกทำให้ปั้นหยานั่งนิ่งไปโดยอัตโนมัติ หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะด้วยความหวาดหวั่น
“จับตาดูไว้ก่อน อย่าเพิ่งลงมือ”
สิ้นประโยคนั้น เขาก็ตัดสายทิ้งทันที บรรยากาศรอบตัวพลันตึงเครียดขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก คิรันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะหยิบปืนพกสีดำสนิทจากลิ้นชักข้างโต๊ะขึ้นมาเหน็บไว้ที่ด้านหลังเอวอย่างชำนาญ ภาพนั้นทำให้ใบหน้าของปั้นหยาเริ่มซีดเผือด แม้จะรู้ดีว่าเขาเป็นบุคคลอันตราย แต่การได้เห็นอาวุธร้ายแรงต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ ก็ทำให้เธอตระหนักได้ว่า โลกของผู้ชายคนนี้ช่างโหดร้ายและห่างไกลจากชีวิตปกติของเธอเสียเหลือเกิน คิรันหันกลับมามองเธอ สายตาของเขาหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าหวานครู่หนึ่ง
“ขึ้นห้องไปซะ”
“เกิดอะไรขึ้นคะ”
“ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องรู้”
“แต่ว่า...”
“ปั้นหยา” เขาเรียกชื่อเธออีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงเข้มขึ้นและแฝงไปด้วยคำสั่งที่ไม่อาจขัดขืน
“อย่าดื้อ”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความอึดอัดใจ ทว่าก่อนที่เธอจะได้โต้ตอบอะไร เสียงกัมปนาทจากปลายกระบอกปืนก็ดังสนั่นมาจากภายนอกคฤหาสน์
ปัง!
ปั้นหยาสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจสุดขีด ตามมาด้วยเสียงโวยวายและเสียงฝีเท้าที่วิ่งวุ่นวายอยู่ด้านนอก หัวใจของเธอเต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ทว่าคิรันกลับนิ่งสงบ ราวกับว่าเขาคุ้นชินกับสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้เป็นอย่างดี เขารีบดึงร่างของปั้นหยาให้มาหลบอยู่ด้านหลังตนเองทันที ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“อยู่ข้างหลังฉันไว้ ห้ามโผล่ออกมาเด็ดขาด”
ปั้นหยาถูกดึงเข้าไปชิดแผ่นหลังกว้างอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากตัวเขาปะทะเข้ากับจมูกจนหัวใจเธอเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม ทว่าครั้งนี้ความตื่นเต้นนั้นถูกกลบด้วยความหวาดกลัวจากเสียงปืนที่ยังคงดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ปัง! ปัง!
“โธ่เว้ย! มันบุกเข้ามาถึงข้างในแล้ว!” เสียงลูกน้องตะโกนก้องมาจากโถงด้านหน้าด้วยความตระหนก
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ...”
คิรันไม่ได้ตอบคำถามนั้น ดวงตาคมเข้มจดจ้องไปยังทิศทางของเสียงอย่างระแวดระวัง ก่อนจะดันตัวเธอไปทางบันไดอย่างรวดเร็ว
“ขึ้นไปข้างบน เดี๋ยวนี้!”
“แต่คุณ...”
“ไป!”
เสียงตวาดที่ดังกว่าทุกครั้งทำให้เธอสะดุ้งโหยง และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง
เพล้ง!
กระจกบานใหญ่ด้านหน้าคฤหาสน์ก็แตกกระจาย เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของแม่บ้านดังระงมไปทั่ว ปั้นหยาตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นชายชุดดำหลายคนบุกเข้ามาด้านในพร้อมอาวุธครบมือ นี่ไม่ใช่แค่การข่มขู่ธรรมดา แต่มันคือการหมายเอาชีวิต คิรันยกปืนขึ้นเล็งอย่างรวดเร็ว
ปัง! ชายคนหนึ่งล้มฟุบลงต่อหน้าต่อตาเธอ ปั้นหยาช็อกจนพูดไม่ออก ก้าวขาก็แทบไม่ขยับ ภาพหยดเลือดที่กระเซ็นลงบนพื้นหินอ่อนทำให้เธอหน้าซีดเผือด ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุม คิรันหันกลับมามองเธอเพียงเสี้ยววินาทีด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก
“อย่ามอง”
ทว่ามันสายเกินไปเสียแล้ว เธอเห็นทุกอย่างชัดเจนเต็มสองตา
“พาเธอขึ้นไปข้างบน!” คิรันสั่งลูกน้องเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปยิงสวนกลับศัตรูอีกครั้ง
ปัง! ลูกน้องคนสนิทรีบถลาเข้ามาดึงแขนปั้นหยาอย่างรวดเร็ว
“เร็วครับคุณปั้นหยา!”
หญิงสาวแทบจะไม่มีแรงก้าวเดิน แต่สุดท้ายก็ถูกกึ่งลากกึ่งจูงขึ้นบันไดไปอย่างทุลักทุเล เสียงปืนยังคงดังไล่หลังไม่หยุดหย่อน หัวใจดวงน้อยของเธอเต้นแรงจนเหมือนจะระเบิดออกมา
“พวกมันเป็นใครคะ...”
“ศัตรูของนายครับ”
“แล้วทำไมต้องบุกมาถึงที่นี่ด้วย”
ลูกน้องชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เพราะคุณอยู่ที่นี่ไงครับ”
ปั้นหยาชะงักงันทันที ทว่ายังไม่ทันจะได้ซักไซ้ต่อ เสียงระเบิดก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากชั้นล่าง ตู้ม! แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้เธอเกือบล้มคะมำ
“กรี๊ด!”
แสงไฟในคฤหาสน์ดับวูบลงทันที เหลือเพียงแสงสลัวจากไฟฉุกเฉินสีแดงที่ยิ่งทำให้บรรยากาศดูน่าสะพรึงกลัวราวกับฝันร้าย
“เข้าไปหลบห้องนี้ครับ!”
ลูกน้องรีบเปิดประตูห้องหนึ่งแล้วดันเธอเข้าไปด้านใน ปั้นหยาหันกลับไปถามด้วยความกังวลที่พุ่งพล่าน
“แล้วคิรันล่ะคะ!” คำถามนั้นหลุดออกมาจากปากเธอโดยไม่ทันตั้งตัว อีกฝ่ายมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเรียบ ๆ
“นายดูแลตัวเองได้ครับ”
พูดจบเขาก็ปิดประตูลงทันที ปั้นหยาถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังในห้องที่มืดมิด เสียงปืนยังคงดังลอดเข้ามาเป็นระยะให้ได้ยิน เธอกอดตัวเองไว้แน่น พยายามควบคุมลมหายใจที่สั่นพร่า นี่มันบ้าบอเกินกว่าที่เธอจะรับไหว...
ชีวิตของเธอควรจะเป็นเพียงเจ้าของร้านดอกไม้ธรรมดา ไม่ใช่ต้องมาติดอยู่ท่ามกลางสงครามที่เดิมพันด้วยชีวิตแบบนี้ ทว่ายิ่งพยายามหาทางหนี ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนจะถูกพาขึ้นมากลับผุดขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ภาพของคิรันที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเธอ
เขาเลือกที่จะยกปืนขึ้นปกป้องเธอโดยไม่ลังเล ทั้งที่เขาสามารถทิ้งเธอไว้ตรงนั้นเพื่อเอาตัวรอดก็ได้
ปั้นหยากัดริมฝีปากแน่น พยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้งไป เขาคงไม่ได้ทำเพราะเป็นห่วงเธอหรอก... เธอเป็นแค่หลักประกันที่มีค่าเท่านั้น
ใช่... มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ ๆ
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ปั้นหยาสะดุ้งโหยง หันไปมองตามเสียงทันที หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาในห้อง ทว่านั่นไม่ใช่คิรัน...ชายแปลกหน้าคนนั้นถือปืนอยู่ในมือ พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเหี้ยมเกรียมและน่าขนลุก
“เจอตัวจนได้”
ปั้นหยาถอยร่นไปด้านหลังทันทีจนขาชนเข้ากับขอบเตียง หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ชายคนนั้นปิดประตูลงช้า ๆ ก่อนจะยกปืนขึ้นควง ราวกับว่ามันเป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่ง
“ไม่นึกเลยว่าไอ้คิรันจะซ่อนผู้หญิงไว้จริง ๆ”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและดูแคลน ปั้นหยาพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง แม้ว่ามือไม้จะเย็นเฉียบไปหมดแล้วก็ตาม
“คุณ... เป็นใครคะ”
“คนที่จะพาเธอออกไปจากที่นี่ไง” เขายกยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย “ถ้าเธอยังอยากจะมีลมหายใจอยู่ต่อไปล่ะนะ”
หญิงสาวกวาดสายตามองหาทางหนีอย่างรวดเร็ว ทว่าภายในห้องนี้กลับไม่มีทางออกอื่นใดให้เธอเลยสักทางเดียว...
ตอนที่ 58 หลุมฝังศพใต้เม็ดฝนยามที่ทั้งเมืองตกอยู่ในห้วงนิทรา สายฝนระลอกใหญ่เริ่มตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง หยดน้ำฝนหลั่งไม่ขาดสาย สาดกระหน่ำซัดเข้าใส่บานกระจกรถยนต์สีดำคันหรูอย่างไม่ลืมหูลืมตา บรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบสงัด มีเพียงเสียงกลไกการขึ้นลำกล้องปืนดังแว่วขึ้นเบา ๆ จากฝีมือของคีร์ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าแกร๊ก!“พร้อมนะมึง” คีร์ปรายตามองนิ่ง ราวกับต้องการย้ำความมั่นใจเป็นครั้งสุดท้าย“พร้อมฝังคน” ข้างกันนั้น ซิ่วอิงกำลังใช้ผ้าสะอาดรูดเช็ดใบมีดสั้นในมืออย่างชำนาญส่วนทางด้านของคิรัน ชายหนุ่มนั่งอยู่บริเวณเบาะหลังเพียงลำพัง ใบหน้าคมไร้ความรู้สึก แววตาดูเยือกเย็นราวกับเกล็ดน้ำแข็งขั้วโลก บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเขาแผ่แรงกดดันมหาศาล จนแม้แต่ลูกน้องการ์ดชุดดำที่นั่งประจำการอยู่ในรถยนต์อีกคัน ยังพลอยไม่กล้าเอ่ยปากพูดเล่นหยอกล้อเหมือนเช่นทุกวัน“คนของจ้าวเฟิงอยู่ด้านในทั้งหมดสิบสองคน”คีร์เริ่มรายงานรายละเอียดข้อมูลต่อ“มีการ์ดเฝ้ารอบโกดัง ติดอาวุธครบ”คิรันพยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนจะทอดสายตามองดูภาพถ่ายพิกัดจากหน้าจอแท็บเล็ตในมือ โกดังร้างริมท่าเรือสถานที่ที่พวกของจ้าวเฟิงใช้เป็นจุดนัดพบ เพื่อรับส่งข้
ตอนที่ 57 คนเดียวที่เป็นทุกอย่างช่วงเย็นวันเดียวกันบรรยากาศภายในคฤหาสน์หลังงามของคิรันตกอยู่ในความเงียบผิดปกติ ทีมการ์ดชุดดำติดอาวุธครบมือต่างพากันกระจายตรวจตราความเรียบร้อยรอบบริเวณพื้นที่อย่างแน่นหนาและเข้มงวดกว่าเดิมหลายเท่าตัว จนทำให้บรรยากาศโดยรอบดูคล้ายกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดรับศึกสงครามครั้งใหญ่มากกว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยธรรมดาปั้นหยานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น แม้ว่าเธอจะจัดการอาบน้ำชำระล้างร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ และพยายามบังคับตัวเองให้แสดงท่าทางเป็นปกติมากแค่ไหน ทว่าสีหน้าหวานกลับยังคงดูหมองหม่นไม่สดใสเอาเสียเลย แววตาคู่สวยเหม่อลอยเป็นระยะอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืนวานมันยังคงฝังแน่นติดตาอยู่ในหัวไม่ยอมเลือนหายไปไหนป้าแย้มค่อย ๆ ย่อกายวางถ้วยชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นลงตรงหน้าของหญิงสาวอย่างเบามือ“ดื่มหน่อยนะคะคุณปั้น”หญิงสาวยกมุมปากยิ้มบาง ๆ ส่งกลับไปให้“ขอบคุณค่ะป้า”ทว่ายังไม่ทันที่มือจะยกแก้วชาขึ้นดื่ม สายลมพัดพาเอาเสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่แล่นเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าตัวตึกขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ปั้นหยาชะงักงันไปในทันที ก้
ตอนที่ 56 เริ่มสงสารศัตรูณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง พื้นที่บริเวณชั้นบนสุดของอาคารถูกสั่งปิดตาย กั้นสิทธิ์ห้ามบุคคลภายนอกเข้าออกทั้งชั้นอย่างเด็ดขาด ทีมการ์ดชุดดำในสังกัดของคิรันยืนกระจายกำลังเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างหนาแน่นทุกจุด ทันทีที่ร่างสูงใหญ่ทรงพลังของคิรันสาวเท้าเดินก้าวเข้ามาด้านใน การ์ดทุกคนต่างพากันก้มหัวน้อมทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงทันที“นายครับ”คิรันเดินสาวเท้าผ่านหน้าทุกคนไปโดยไม่คิดจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งฝีเท้ามาหยุดยืนนิ่งอยู่บริเวณหน้าบานประตูห้องพักฟื้นของเหนือภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยระดับวีไอพี เหนือนอนกําลังนั่งเอนกายพิงเข้ากับหัวเตียงผู้ป่วย ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่ายังคงซีดเซียวไร้สีเลือด ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพาดพันผ่านช่วงสีข้างที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าแววตากลับเบิกตื่นเต็มที่และระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่เขาเห็นร่างสูงใหญ่ของคิรันสาวเท้าก้าวเดินเข้ามาด้านใน บรรยากาศกดดันภายในห้องก็พลันหน่วงขึ้นมาในทันที โดยมีคีร์กับซิ่วอิงเดินตามเข้ามาขนาบข้าง และยืนนิ่งเงียบอยู่ทางด้านหลัง ไร้ซึ่งใครหน้าไหนที่จะกล้าเอ่ยปากพูดสอดแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบเหน
ตอนที่ 55 ศัตรูตัวจริงที่ยังไม่เผยตัวตนตลอดการเดินทางกลับคฤหาสน์ ปั้นหยานั่งนิ่งไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ร่างกายบอบบางของเธอยังคงแสดงอาการสั่นเทาอยู่เป็นระยะด้วยความผวา จนคิรันต้องเอื้อมแขนแกร่งไปดึงรั้งร่างของเธอเข้ามากระชับกอดเอาไว้แน่นตลอดเส้นทาง ฝ่ามือใหญ่คอยลูบแผ่นหลังของเธอช้า ๆ อย่างอ่อนโยน เพื่อปลอบประโลมให้คลายความหวาดกลัว“ปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครแตะต้องเธอได้อีก”ปั้นหยาเม้มริมฝีปากแน่นเข้าหากัน ก่อนจะซุกใบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาเงียบ ๆ เพื่อหาที่พึ่งพิง เพราะภาพของอาวุธปืน ภาพของหยาดเลือดสีแดงฉาน และเสียงกระหน่ำยิงอย่างบ้าคลั่งเมื่อครู่ มันยังคงฉายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวของเธอไม่ยอมหยุดหย่อน“ฮึก ฮึก คิรัน”“ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรแล้ว เรากลับบ้านกันนะ” เป็นคำพูดปลอบที่ยาวที่สุดเท่าที่คนอย่างคิรันเอ่ยคืนนั้นหลังจากเดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์เป็นที่เรียบร้อย คิรันก็แทบไม่ยอมแยกกายห่างจากเธอเลยแม้แต่ก้าวเดียว แม้กระทั่งในยามที่ปั้นหยากำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงนอนกว้าง ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่าง คอยยื่นมือไปลูบกลุ่มผมและกุมมือเล็ก ๆ ของเธอเอาไว้เงียบ ๆ เพื่อ
ตอนที่ 54 ของล้ำค่าที่ควรอยู่ในพิพิธภัณฑ์ช่วงบ่ายภายในร้านดอกไม้ยังคงตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ปั้นหยากำลังใช้สมาธิทั้งหมดตั้งอกตั้งใจจัดช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ สำหรับลูกค้าที่จะนำไปใช้ในงานสำคัญอย่างการขอแต่งงาน ใบหน้าหวานแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มสดใสละมุนละไม จนทำให้คนที่ลอบมองอยู่พลอยเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคิรัน ที่ในเวลานี้นั่งเงียบอยู่ตรงมุมหนึ่งของร้าน ทว่าสายตาแทบไม่เคยละไปจากเรือนร่างของเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว“มึงเลิกมองเมียสักห้านาทีได้ไหม” คีร์พึมพำเตือนสติเบา ๆ ในระหว่างที่มือยังคงสาละวนพันริบบิ้นรอบช่อดอกไม้“ยุ่ง”“อาการโคม่า” ซิ่วอิงพยักหน้าเห็นพ้องเรียบเรื่อยตามประสาจื่อเยี่ยนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างนึกขำกับบทสนทนาจิกกัดของสามหนุ่ม ก่อนที่เธอจะก้มลงตรวจทานเอกสารในมือต่อ ทว่าจู่ ๆ เสียงกระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างกะทันหันกรุ๊งกริ๊ง“ยินดีต้อนรับค่ะ” พนักงานสาวเอ่ยปากทักทายพลางเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มตามสัญชาตญาณ ทว่ารอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นกลับต้องแข็งค้างไปในทันที เพราะผู้ชายที่เพิ่งก้าวขาเดินเข้ามาภายในร้าน มีสภาพ
ตอนที่ 53 เมื่อมาเฟียต้องมาทำงานบริการภายในร้านดอกไม้ของปั้นหยา บรรยากาศที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสดใส และหอมกรุ่นไปด้วยหมู่ดอกไม้นานาพันธุ์ ทว่าในวันนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เพราะที่มุมหนึ่งของร้าน มีร่างของชายหนุ่มตัวสูงใหญ่กำยำหน้าตาดุดันสามคนกำลังนั่งจับเจ่าจัดดอกไม้อยู่เงียบ ๆคนหนึ่งกำลังใช้กรรไกรขลิบตัดก้านดอกกุหลาบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับกำลังจะไปเชือดคอใคร ส่วนอีกคนก็กำลังสาละวนพันริบบิ้นด้วยแววตาไร้อารมณ์และว่างเปล่า ขณะที่หญิงสาวผู้มีอิทธิพลสุดในร้านนั่งนิ่ง ๆ แผ่รังสีกดดันบรรยากาศไปทั่วทั้งร้านโดยแทบไม่ต้องขยับตัวทำอะไรเลยสักนิดภาพเหตุการณ์แสนแปลกตานั้น ทำให้พนักงานสาวสองคนที่แอบซุ่มมองอยู่หลังเคาน์เตอร์ถึงกับต้องกระซิบกระซาบกันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดผวา“พี่มาย นี่ร้านดอกไม้หรือฐานมาเฟียคะ”พนักงานอีกคนพยักหน้ารัวเร็วเห็นด้วยจนหัวแทบหลุด“หนูกลัวมาก พี่คีร์เมื่อกี้ใช้กรรไกรตัดขาดอกไม้เหมือนจะไปตัดขาคนเลย”ตัดกลับมาทางฝั่งของคีร์ที่กำลังนั่งถือดอกลิลลี่สีหวานด้วยสีหน้าหงุดหงิด“เชี่ย ทำไมมันต้องมีขั้นตอนเยอะขนาดนี้วะ”ซิ่วอิงที่กำลังขะมัก
หัวใจของปั้นหยาสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่ได้ ความใกล้ชิดในระดับที่ลมหายใจอุ่นของคิรันปะทะเข้ากับผิวแก้วนั้น รุนแรงและจู่โจมความรู้สึกเธออย่างหนักหน่วง ใกล้เสียจนเธอรู้ดีว่านาทีนี้ เธอหนีหัวใจตัวเองไม่พ้นอีกแล้ว“คุณพูดเหมือนคนคลั่งรักฉันงั้นแหละ”ปั้นหยาพยายามเค้นเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด ทว่ามันกลับแ
คิรันจ้องมองเธอเนิ่นนานโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวลงดึงร่างอรชรเข้าหาตัวอย่างช้า ๆ อ้อมกอดครั้งนี้ปราศจากความดุดันหรือการบังคับขู่เข็ญ มีเพียงความเงียบงันและไออุ่นที่โอบล้อมกายเธอไว้ คล้ายเป็นที่พักพิงเดียวท่ามกลางพายุ“เสียใจไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดใบหู ปั้นหยาหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ใจหนึ่งเธ
ทั่วทั้งโกดังตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์ ปั้นหยาเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง“คิรัน”“ฉิบหายแล้ว” พี่ชายของเธอกลับสบถออกมาแผ่วเบาเขาย้ำคำนั้นออกมาอย่างหมดแรง ส่วนปั้นหยาในตอนนี้สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก เธอมองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก“คุณพูดอะไรออกมารู้ตัวไหม”“รู้”
ปัง!ประตูโกดังถูกกระแทกจนระเบิดออก ชายชุดดำกรูเข้ามาพร้อมกับพายุขวากหนามของกระสุนปืนที่ดังระงมไปทั่วพื้นที่ ปั้นหยาใจหายวูบเมื่อร่างของลูกน้องที่คุมตัวเธออยู่ถูกยิงล้มพับลงข้างกาย เหตุการณ์ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายจนประสาทสัมผัสของเธอประผลตามไม่ทัน และท่ามกลางกลุ่มควันและเสียงปืนนั้นเอง... เธอเห็นเขา





![มาเฟียร้าย [ ขัง ] รักเมียเด็ก](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

