Masukตอนที่ 5 ไม่ใช่คนดี
“ฉันไม่ไปกับคุณ!”
“งั้นเห็นทีคงต้องใช้กำลังกันหน่อยแล้ว”
ชายแปลกหน้าก้าวสามขุมเข้ามาหาอย่างคุกคาม ปั้นหยาคว้าสิ่งของที่อยู่ใกล้มือที่สุดซึ่งก็คือโคมไฟบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะฟาดใส่อีกฝ่ายสุดแรงเกิดทันที
เพล้ง!
“โอ๊ย! แม่งเอ๊ย!”
มันสบถออกมาลั่นห้องเมื่อโคมไฟกระแทกเข้าที่ศีรษะอย่างจัง ปั้นหยารีบอาศัยจังหวะนี้วิ่งถลาไปทางประตู ทว่ายังไม่ทันจะถึงจุดหมาย มือหนาก็เอื้อมมากระชากเส้นผมของเธอจากทางด้านหลังอย่างรุนแรงจนหน้าหงาย
“กรี๊ด!”
ร่างอรชรถูกเหวี่ยงลงไปกองกับพื้นอย่างไม่ปรานี หยาดน้ำตาไหลรินออกมาด้วยความเจ็บปวดที่แล่นพล่าน ชายคนนั้นเดินเข้ามาคว้าแขนเธอแล้วกระชากให้ลุกขึ้นอย่างหยาบคาย
“ฤทธิ์เยอะนักนะมึง!”
“ปล่อยฉันนะ!”
ปั้นหยาดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง ทว่ายิ่งเธอดิ้นรน อีกฝ่ายก็ยิ่งทวีความโกรธเกรี้ยวมากขึ้น
“อยู่นิ่ง ๆ ถ้าไม่อยากโดนเป่าหัวกระจุย!”
ปากกระบอกปืนเย็นเฉียบถูกจ่อเข้าที่ข้างแก้มเนียนในทันที หญิงสาวตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด
“ดี...” ชายคนนั้นแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจเป่ารดผิวแก้ม “รู้ไหมว่าพวกเราอยากเห็นสีหน้าไอ้คิรันตอนที่มันต้องเสียของสำคัญไปใจจะขาด”
ปั้นหยาชะงักงันไปครู่หนึ่ง... ของสำคัญงั้นเหรอ? เธอไม่ใช่ของสำคัญอะไรของเขาเสียหน่อย
ปัง! เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นอย่างกะทันหัน ร่างของชายตรงหน้าชะงักค้าง ก่อนที่เลือดสีแดงฉานจะค่อย ๆ ไหลซึมออกมาจากหัวไหล่ เขาหันขวับกลับไปมองทางต้นเสียงทันที และนั่นทำให้ปั้นหยาได้เห็นร่างที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงประตู... คิรัน
ใบหน้าหล่อเหลาในยามนี้ดูราบเรียบจนน่ากลัว ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยรังสีแห่งความอำมหิตในแบบที่เธอไม่เคยพบเห็นมาก่อน ในมือของเขาถือปืนมั่นคง ปลายกระบอกปืนยังมีควันจาง ๆ ลอยละล่องออกมา
“ปล่อยเธอซะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้า ๆ ทว่ากลับแฝงไปด้วยความกดดันมหาศาลจนบรรยากาศในห้องคล้ายจะลดอุณหภูมิลงฉับพลัน
“หวงก้างขนาดนี้เลยเหรอวะ” ชายที่จับตัวปั้นหยาไว้แค่นหัวเราะหยัน
คิรันไม่ได้ตอบคำถามนั้น ทว่าแววตาของเขากลับดูดุดันและน่าเกรงขามยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“ฉันบอกให้ปล่อย”
ครั้งนี้น้ำเสียงของเขาเข้มจัดและทรงพลัง อีกฝ่ายรีบกระชากร่างของปั้นหยาเข้ามาบังตัวเองไว้เป็นโล่มนุษย์ พร้อมกับจ่อปืนเข้าที่ขมับของเธอทันที
“ถอยไป!”
ปั้นหยาหายใจติดขัดด้วยความหวาดเสียว หยาดน้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาในทันที
“คิรัน...” นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเรียกชื่อเขาออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเช่นนั้น และเพียงเสี้ยววินาทีสั้น ๆ ดวงตาของคิรันก็ไหววูบไปเล็กน้อย แม้จะเพียงนิดเดียวแต่ปั้นหยากลับมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน ชายที่จับเธอไว้แสยะยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“ดูท่ามึงจะติดใจผู้หญิงคนนี้มากกว่าที่กูคิดนะ”
คิรันค่อย ๆ ลดปืนในมือลงเล็กน้อย ท่าทีของเขาดูเหมือนจะยอมถอย ทว่าปั้นหยากลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ เพราะสายตาของเขานิ่งสงบจนเกินไป... นิ่งเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มรอจังหวะตะครุบเหยื่อ และในวินาทีต่อมา
ปัง! เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เร็วเกินกว่าที่ปั้นหยาจะมองตามทัน รู้ตัวอีกที ร่างของคนที่จับเธอไว้ก็ล้มฟุบลงไปกองกับพื้น เลือดสีแดงสดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ปั้นหยาตัวสั่นเทิ้มด้วยความช็อก ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกดึงเข้าไปโอบกอดไว้แน่นในอ้อมอกกว้าง
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือศีรษะ มือใหญ่บีบไหล่เธอไว้แน่นคล้ายต้องการสำรวจให้แน่ใจว่าเธอยังปลอดภัยดี ปั้นหยาหอบหายใจสั่นพร่า ใบหน้าซุกอยู่กับแผ่นอกกว้างของเขาโดยไม่รู้ตัว
“ฉะ... ฉัน...”
เธอพูดอะไรไม่ออก ร่างกายยังคงสั่นเทาไม่หยุด คิรันก้มลงมองเธอ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อสายตาปะทะเข้ากับรอยแดงช้ำที่ข้อมือบาง แววตาของเขาพลันมืดครึ้มลงอย่างน่าสะพรึงกลัว
“มันแตะต้องตัวเธอ?”
ปั้นหยาชะงักไปกับน้ำเสียงนั้น มันราบเรียบแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนพายุที่กำลังจะระเบิดออกมา ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบอะไร คิรันก็ตวัดสายตาไปมองร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น ชายคนนั้นยังไม่สิ้นใจและกำลังพยายามกระเสือกกระสนคลานหนี คิรันยื่นปืนในมือให้ลูกน้องที่ตามมาสมทบ ก่อนจะเอ่ยสั่งโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
“พาปั้นหยาออกไปจากที่นี่”
“ครับนาย”
ทว่าปั้นหยากลับเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อของเขาไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ
“คิรัน...”
ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าลง หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่สั่นไหว “คุณจะทำอะไรคะ”
คิรันจ้องมองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบไล้แก้มเนียนของเธออย่างแผ่วเบาเป็นครั้งแรก สัมผัสนั้นอ่อนโยนอย่างเหลือเชื่อทว่ากลับขัดกับบรรยากาศรอบตัวอย่างสิ้นเชิง แต่คำตอบของเขา... กลับทำให้ปั้นหยารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
“ใครก็ตามที่กล้าแตะต้องของของฉัน... มันต้องชดใช้อย่างสาสม”
ปั้นหยาตัวแข็งทื่อไปในทันที โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำนิยามที่เขาใช้เรียกขานเธอ... "ของของฉัน"หัวใจของเธอเริ่มเต้นผิดจังหวะด้วยความสับสนที่ตีรวนอยู่ในอก ขณะที่สายตาคมเข้มของคิรันยังคงตรึงรั้งเธอไว้ไม่วางตา ราวกับต้องการตอกย้ำถึงอำนาจที่เหนือกว่า เพื่อให้เธอตระหนักว่าบัดนี้เธอได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาโดยสมบูรณ์แล้ว
“ฉันไม่ใช่ของคุณ...” เธอพึมพำกระซิบออกมาอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นสั่นพร่าเสียจนแทบจะควบคุมไม่อยู่
คิรันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ ก่อนจะใช้นิ้วโป้งเกลี่ยคราบน้ำตาบนแก้มใสออกให้อย่างเนิบนาบ สัมผัสที่ดูเหมือนจะอ่อนโยนทว่ากลับแฝงไปด้วยความคุกคาม
“แต่คนพวกนั้นคิดว่าใช่”
“...”
“และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอต้องตกอยู่ในอันตรายแบบนี้”
“คุณเป็นคนจับฉันมาต่างหากล่ะคะ”
“แล้วยังไง? ในเมื่อตอนนี้เธออยู่กับฉัน” สิ้นประโยคเขาก็ชักมือกลับแล้วหันไปสั่งลูกน้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและจริงจัง
“พาเธอไปที่ห้องของฉัน”
“ห้องของคุณเหรอคะ?”
“ห้องเดิมของเธอไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีคำว่าแต่”
น้ำเสียงของเขากลับมาราบเรียบและเฉียบขาดดังเดิม ประหนึ่งว่าสัมผัสที่ดูอ่อนโยนเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงภาพลวงตาที่เธอคิดไปเอง ลูกน้องรีบกึ่งจูงกึ่งพยุงปั้นหยาให้ออกจากห้องนั้นทันที ทว่าก่อนที่บานประตูจะปิดสนิทลง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเจียนขาดใจก็ดังแว่วมาจากทางด้านหลัง มันเป็นเสียงของชายคนนั้น... เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความทรมานแสนสาหัสจนปั้นหยาหน้าซีดเผือด เธอไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวหลังกลับไปมองความสยดสยองที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องหลังบานประตูนั้นเลย
ห้องนอนของคิรันตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของคฤหาสน์ ภายในกว้างขวาง โอ่อ่า และตกแต่งอย่างหรูหราทว่ากลับดูเงียบเชียบจนน่าใจหาย ปั้นหยานั่งตัวเกร็งอยู่บนโซฟาหนังราคาแพง ขณะที่ลูกน้องนำกล่องปฐมพยาบาลมาวางลงตรงหน้าเธออย่างสุภาพ
“นายสั่งให้ผมมาทำแผลให้คุณครับ”
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ...”
แม้ปากจะปฏิเสธ ทว่ารอยแดงช้ำและบาดแผลเล็ก ๆ ที่ข้อมือรวมถึงลำแขนบางกลับปรากฏเด่นชัดจนน่ากลัว ลูกน้องคนนั้นแสดงสีหน้าอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นท่าทีดื้อรั้นของเธอ
“ถ้าคุณไม่ยอมให้ผมทำแผลให้... พวกผมคงต้องลำบากแน่ ๆ ครับ”
ปั้นหยาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นความลำบากใจของอีกฝ่าย
“งั้นเดี๋ยวฉันจัดการเองค่ะ คุณออกไปเถอะ”
“แต่นายสั่งไว้ว่า...”
“ขอโทษนะคะ พอดีฉันไม่ค่อยสะดวกใจน่ะค่ะ”
“ครับ... ถ้าอย่างนั้นผมจะคอยเฝ้าอยู่ห่าง ๆ นะครับ”
สุดท้ายเธอก็จำต้องยอมทายาและทำแผลเงียบ ๆ เพียงลำพัง ระหว่างนั้นเสียงฝีเท้าและเสียงปืนจากชั้นล่างค่อย ๆ เลือนหายไปในความเงียบงัน ทว่ายิ่งทุกอย่างสงบลงเท่าไหร่ เธอกลับยิ่งรู้สึกหวาดระแวงมากขึ้นเท่านั้น เธอไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าสถานการณ์ภายนอกในยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง และที่สำคัญ... คิรันได้พรากชีวิตคนไปกี่คนแล้วในค่ำคืนที่แสนโหดร้ายนี้
ยิ่งคิด มือของปั้นหยาก็ยิ่งเย็นเฉียบด้วยความหวาดวิตกที่เกาะกินใจ
“คุณกลัวนายเหรอครับ” ลูกน้องเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ ขณะเก็บอุปกรณ์ปฐมพยาบาลลงกล่อง เมื่อเห็นว่าปั้นหยาจัดการบาดแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หญิงสาวนิ่งเงียบไปนานแสนนาน ก่อนจะเอ่ยตอบออกไปตามความรู้สึกสัตย์จริงที่ซ่อนอยู่ในใจ
“แล้วฉันไม่ควรจะกลัวเขาเหรอคะ?”
ลูกน้องหนุ่มแค่นหัวเราะออกมาแห้ง ๆ คล้ายยอมจำนนต่อความจริงข้อนั้น “ก็จริงครับ”
“เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่คะ”
อีกฝ่ายชะงักไปในทันที ร่องรอยของความลังเลพาดผ่านใบหน้า คล้ายตระหนักได้ว่านี่คือคำถามต้องห้ามที่เกินขอบเขตหน้าที่ของตน ทว่าสุดท้ายเขากลับเลือกที่จะลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ
“นายไม่ใช่คนดีหรอกครับ”
ปั้นหยานิ่งฟังด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
“แต่กับคุณ... นายดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน”
“เปลี่ยนไปยังไงคะ” หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
“ปกติถ้ามีใครบังอาจบุกเข้ามาในเขตบ้าน นายจะสั่งเก็บทิ้งทันทีตั้งแต่อยู่หน้าประตูแล้วครับ” เขาเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเล่าต่อ “แต่นี่นายยอมเสียเวลา ยอมปล่อยให้พวกมันล้ำเส้นเข้ามาถึงข้างในบ้าน... เพียงเพราะนายกลัวว่าถ้าเกิดการปะทะกันตั้งแต่แรก คุณจะโดนลูกหลงไปด้วย”
ความจริงข้อนั้นทำให้หัวใจของปั้นหยาไหววูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้
“คุณกำลังจะบอกว่า... เขาเป็นห่วงฉันเหรอคะ? ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลย”
ลูกน้องคนสนิทรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน ราวกับต้องการจะสะบัดความคิดที่แสนอันตรายนั้นทิ้งไป “ผมไม่กล้าพูดแบบนั้นหรอกครับ”
“เขาทำเหมือนเคยรู้จักฉันมาก่อนอย่างนั้นแหละค่ะ”
“ก็เคยเห็นอยู่นะครับ”
“เคยเห็นเหรอคะ?” ปั้นหยาย้อนถามด้วยความสงสัย และเธอก็ยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีกกับคำบอกเล่าของการ์ดหนุ่ม
“หมดหน้าที่ของผมแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ”
พูดจบเขาก็รีบสาวเท้าออกจากห้องไปในทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความฟุ้งซ่านที่ถาโถมเข้าใส่ปั้นหยาเพียงลำพัง ภายในห้องที่กว้างขวางเกินความจำเป็นแห่งนี้...
ตอนที่ 58 หลุมฝังศพใต้เม็ดฝนยามที่ทั้งเมืองตกอยู่ในห้วงนิทรา สายฝนระลอกใหญ่เริ่มตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง หยดน้ำฝนหลั่งไม่ขาดสาย สาดกระหน่ำซัดเข้าใส่บานกระจกรถยนต์สีดำคันหรูอย่างไม่ลืมหูลืมตา บรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบสงัด มีเพียงเสียงกลไกการขึ้นลำกล้องปืนดังแว่วขึ้นเบา ๆ จากฝีมือของคีร์ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าแกร๊ก!“พร้อมนะมึง” คีร์ปรายตามองนิ่ง ราวกับต้องการย้ำความมั่นใจเป็นครั้งสุดท้าย“พร้อมฝังคน” ข้างกันนั้น ซิ่วอิงกำลังใช้ผ้าสะอาดรูดเช็ดใบมีดสั้นในมืออย่างชำนาญส่วนทางด้านของคิรัน ชายหนุ่มนั่งอยู่บริเวณเบาะหลังเพียงลำพัง ใบหน้าคมไร้ความรู้สึก แววตาดูเยือกเย็นราวกับเกล็ดน้ำแข็งขั้วโลก บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเขาแผ่แรงกดดันมหาศาล จนแม้แต่ลูกน้องการ์ดชุดดำที่นั่งประจำการอยู่ในรถยนต์อีกคัน ยังพลอยไม่กล้าเอ่ยปากพูดเล่นหยอกล้อเหมือนเช่นทุกวัน“คนของจ้าวเฟิงอยู่ด้านในทั้งหมดสิบสองคน”คีร์เริ่มรายงานรายละเอียดข้อมูลต่อ“มีการ์ดเฝ้ารอบโกดัง ติดอาวุธครบ”คิรันพยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนจะทอดสายตามองดูภาพถ่ายพิกัดจากหน้าจอแท็บเล็ตในมือ โกดังร้างริมท่าเรือสถานที่ที่พวกของจ้าวเฟิงใช้เป็นจุดนัดพบ เพื่อรับส่งข้
ตอนที่ 57 คนเดียวที่เป็นทุกอย่างช่วงเย็นวันเดียวกันบรรยากาศภายในคฤหาสน์หลังงามของคิรันตกอยู่ในความเงียบผิดปกติ ทีมการ์ดชุดดำติดอาวุธครบมือต่างพากันกระจายตรวจตราความเรียบร้อยรอบบริเวณพื้นที่อย่างแน่นหนาและเข้มงวดกว่าเดิมหลายเท่าตัว จนทำให้บรรยากาศโดยรอบดูคล้ายกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดรับศึกสงครามครั้งใหญ่มากกว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยธรรมดาปั้นหยานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น แม้ว่าเธอจะจัดการอาบน้ำชำระล้างร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ และพยายามบังคับตัวเองให้แสดงท่าทางเป็นปกติมากแค่ไหน ทว่าสีหน้าหวานกลับยังคงดูหมองหม่นไม่สดใสเอาเสียเลย แววตาคู่สวยเหม่อลอยเป็นระยะอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืนวานมันยังคงฝังแน่นติดตาอยู่ในหัวไม่ยอมเลือนหายไปไหนป้าแย้มค่อย ๆ ย่อกายวางถ้วยชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นลงตรงหน้าของหญิงสาวอย่างเบามือ“ดื่มหน่อยนะคะคุณปั้น”หญิงสาวยกมุมปากยิ้มบาง ๆ ส่งกลับไปให้“ขอบคุณค่ะป้า”ทว่ายังไม่ทันที่มือจะยกแก้วชาขึ้นดื่ม สายลมพัดพาเอาเสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่แล่นเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าตัวตึกขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ปั้นหยาชะงักงันไปในทันที ก้
ตอนที่ 56 เริ่มสงสารศัตรูณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง พื้นที่บริเวณชั้นบนสุดของอาคารถูกสั่งปิดตาย กั้นสิทธิ์ห้ามบุคคลภายนอกเข้าออกทั้งชั้นอย่างเด็ดขาด ทีมการ์ดชุดดำในสังกัดของคิรันยืนกระจายกำลังเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างหนาแน่นทุกจุด ทันทีที่ร่างสูงใหญ่ทรงพลังของคิรันสาวเท้าเดินก้าวเข้ามาด้านใน การ์ดทุกคนต่างพากันก้มหัวน้อมทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงทันที“นายครับ”คิรันเดินสาวเท้าผ่านหน้าทุกคนไปโดยไม่คิดจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งฝีเท้ามาหยุดยืนนิ่งอยู่บริเวณหน้าบานประตูห้องพักฟื้นของเหนือภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยระดับวีไอพี เหนือนอนกําลังนั่งเอนกายพิงเข้ากับหัวเตียงผู้ป่วย ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่ายังคงซีดเซียวไร้สีเลือด ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพาดพันผ่านช่วงสีข้างที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าแววตากลับเบิกตื่นเต็มที่และระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่เขาเห็นร่างสูงใหญ่ของคิรันสาวเท้าก้าวเดินเข้ามาด้านใน บรรยากาศกดดันภายในห้องก็พลันหน่วงขึ้นมาในทันที โดยมีคีร์กับซิ่วอิงเดินตามเข้ามาขนาบข้าง และยืนนิ่งเงียบอยู่ทางด้านหลัง ไร้ซึ่งใครหน้าไหนที่จะกล้าเอ่ยปากพูดสอดแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบเหน
ตอนที่ 55 ศัตรูตัวจริงที่ยังไม่เผยตัวตนตลอดการเดินทางกลับคฤหาสน์ ปั้นหยานั่งนิ่งไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ร่างกายบอบบางของเธอยังคงแสดงอาการสั่นเทาอยู่เป็นระยะด้วยความผวา จนคิรันต้องเอื้อมแขนแกร่งไปดึงรั้งร่างของเธอเข้ามากระชับกอดเอาไว้แน่นตลอดเส้นทาง ฝ่ามือใหญ่คอยลูบแผ่นหลังของเธอช้า ๆ อย่างอ่อนโยน เพื่อปลอบประโลมให้คลายความหวาดกลัว“ปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครแตะต้องเธอได้อีก”ปั้นหยาเม้มริมฝีปากแน่นเข้าหากัน ก่อนจะซุกใบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาเงียบ ๆ เพื่อหาที่พึ่งพิง เพราะภาพของอาวุธปืน ภาพของหยาดเลือดสีแดงฉาน และเสียงกระหน่ำยิงอย่างบ้าคลั่งเมื่อครู่ มันยังคงฉายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวของเธอไม่ยอมหยุดหย่อน“ฮึก ฮึก คิรัน”“ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรแล้ว เรากลับบ้านกันนะ” เป็นคำพูดปลอบที่ยาวที่สุดเท่าที่คนอย่างคิรันเอ่ยคืนนั้นหลังจากเดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์เป็นที่เรียบร้อย คิรันก็แทบไม่ยอมแยกกายห่างจากเธอเลยแม้แต่ก้าวเดียว แม้กระทั่งในยามที่ปั้นหยากำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงนอนกว้าง ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่าง คอยยื่นมือไปลูบกลุ่มผมและกุมมือเล็ก ๆ ของเธอเอาไว้เงียบ ๆ เพื่อ
ตอนที่ 54 ของล้ำค่าที่ควรอยู่ในพิพิธภัณฑ์ช่วงบ่ายภายในร้านดอกไม้ยังคงตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ปั้นหยากำลังใช้สมาธิทั้งหมดตั้งอกตั้งใจจัดช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ สำหรับลูกค้าที่จะนำไปใช้ในงานสำคัญอย่างการขอแต่งงาน ใบหน้าหวานแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มสดใสละมุนละไม จนทำให้คนที่ลอบมองอยู่พลอยเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคิรัน ที่ในเวลานี้นั่งเงียบอยู่ตรงมุมหนึ่งของร้าน ทว่าสายตาแทบไม่เคยละไปจากเรือนร่างของเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว“มึงเลิกมองเมียสักห้านาทีได้ไหม” คีร์พึมพำเตือนสติเบา ๆ ในระหว่างที่มือยังคงสาละวนพันริบบิ้นรอบช่อดอกไม้“ยุ่ง”“อาการโคม่า” ซิ่วอิงพยักหน้าเห็นพ้องเรียบเรื่อยตามประสาจื่อเยี่ยนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างนึกขำกับบทสนทนาจิกกัดของสามหนุ่ม ก่อนที่เธอจะก้มลงตรวจทานเอกสารในมือต่อ ทว่าจู่ ๆ เสียงกระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างกะทันหันกรุ๊งกริ๊ง“ยินดีต้อนรับค่ะ” พนักงานสาวเอ่ยปากทักทายพลางเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มตามสัญชาตญาณ ทว่ารอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นกลับต้องแข็งค้างไปในทันที เพราะผู้ชายที่เพิ่งก้าวขาเดินเข้ามาภายในร้าน มีสภาพ
ตอนที่ 53 เมื่อมาเฟียต้องมาทำงานบริการภายในร้านดอกไม้ของปั้นหยา บรรยากาศที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสดใส และหอมกรุ่นไปด้วยหมู่ดอกไม้นานาพันธุ์ ทว่าในวันนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เพราะที่มุมหนึ่งของร้าน มีร่างของชายหนุ่มตัวสูงใหญ่กำยำหน้าตาดุดันสามคนกำลังนั่งจับเจ่าจัดดอกไม้อยู่เงียบ ๆคนหนึ่งกำลังใช้กรรไกรขลิบตัดก้านดอกกุหลาบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับกำลังจะไปเชือดคอใคร ส่วนอีกคนก็กำลังสาละวนพันริบบิ้นด้วยแววตาไร้อารมณ์และว่างเปล่า ขณะที่หญิงสาวผู้มีอิทธิพลสุดในร้านนั่งนิ่ง ๆ แผ่รังสีกดดันบรรยากาศไปทั่วทั้งร้านโดยแทบไม่ต้องขยับตัวทำอะไรเลยสักนิดภาพเหตุการณ์แสนแปลกตานั้น ทำให้พนักงานสาวสองคนที่แอบซุ่มมองอยู่หลังเคาน์เตอร์ถึงกับต้องกระซิบกระซาบกันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดผวา“พี่มาย นี่ร้านดอกไม้หรือฐานมาเฟียคะ”พนักงานอีกคนพยักหน้ารัวเร็วเห็นด้วยจนหัวแทบหลุด“หนูกลัวมาก พี่คีร์เมื่อกี้ใช้กรรไกรตัดขาดอกไม้เหมือนจะไปตัดขาคนเลย”ตัดกลับมาทางฝั่งของคีร์ที่กำลังนั่งถือดอกลิลลี่สีหวานด้วยสีหน้าหงุดหงิด“เชี่ย ทำไมมันต้องมีขั้นตอนเยอะขนาดนี้วะ”ซิ่วอิงที่กำลังขะมัก
หัวใจของปั้นหยาสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่ได้ ความใกล้ชิดในระดับที่ลมหายใจอุ่นของคิรันปะทะเข้ากับผิวแก้วนั้น รุนแรงและจู่โจมความรู้สึกเธออย่างหนักหน่วง ใกล้เสียจนเธอรู้ดีว่านาทีนี้ เธอหนีหัวใจตัวเองไม่พ้นอีกแล้ว“คุณพูดเหมือนคนคลั่งรักฉันงั้นแหละ”ปั้นหยาพยายามเค้นเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด ทว่ามันกลับแ
คิรันจ้องมองเธอเนิ่นนานโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวลงดึงร่างอรชรเข้าหาตัวอย่างช้า ๆ อ้อมกอดครั้งนี้ปราศจากความดุดันหรือการบังคับขู่เข็ญ มีเพียงความเงียบงันและไออุ่นที่โอบล้อมกายเธอไว้ คล้ายเป็นที่พักพิงเดียวท่ามกลางพายุ“เสียใจไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดใบหู ปั้นหยาหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ใจหนึ่งเธ
ทั่วทั้งโกดังตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์ ปั้นหยาเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง“คิรัน”“ฉิบหายแล้ว” พี่ชายของเธอกลับสบถออกมาแผ่วเบาเขาย้ำคำนั้นออกมาอย่างหมดแรง ส่วนปั้นหยาในตอนนี้สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก เธอมองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก“คุณพูดอะไรออกมารู้ตัวไหม”“รู้”
ปัง!ประตูโกดังถูกกระแทกจนระเบิดออก ชายชุดดำกรูเข้ามาพร้อมกับพายุขวากหนามของกระสุนปืนที่ดังระงมไปทั่วพื้นที่ ปั้นหยาใจหายวูบเมื่อร่างของลูกน้องที่คุมตัวเธออยู่ถูกยิงล้มพับลงข้างกาย เหตุการณ์ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายจนประสาทสัมผัสของเธอประผลตามไม่ทัน และท่ามกลางกลุ่มควันและเสียงปืนนั้นเอง... เธอเห็นเขา







