Mag-log inหลังจากที่ลูกน้องของคิรันเดินออกไปจากห้อง สายตาของปั้นหยาก็ค่อย ๆ กวาดสำรวจไปรอบห้องนอนอันโอ่อ่า รสนิยมของเจ้าของห้องสะท้อนผ่านการตกแต่งในโทนสีเข้มขรึม ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยจนไร้ที่ติ ทว่าในความสมบูรณ์แบบนั้นกลับดูไร้ชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด ไม่มีรูปถ่ายตั้งโชว์ ไม่มีของประดับตกแต่งที่บ่งบอกถึงเรื่องราวในอดีต ราวกับเจ้าของห้องตั้งใจจะลบเลือนตัวตนและปิดกั้นไม่ให้ใครก้าวล่วงเข้าสู่โลกส่วนตัวของเขาได้เลย
ทว่าสายตาของเธอกลับไปสะดุดเข้ากับกรอบรูปเล็ก ๆ บานหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง มันถูกคว่ำหน้าลงอย่างจงใจคล้ายต้องการซ่อนเร้นบางอย่างไว้
ปั้นหยาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเธอจึงค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดูอย่างถือวิสาสะ และทันทีที่ได้เห็นภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน เธอก็ถึงกับชะงักนิ่งไปในทันที
ในรูปนั้นปรากฏภาพของเด็กชายวัยประมาณสิบขวบ ยืนเคียงข้างหญิงสาวที่มีใบหน้าอ่อนละมุน และกำลังคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน แม้ภาพจะเริ่มซีดจางไปตามกาลเวลา ทว่าแววตาคมคู่นั้นก็ยืนยันได้อย่างดีว่าเด็กในรูปคือใคร?
คิรัน
และนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นรอยยิ้มอันแท้จริงปรากฏบนใบหน้าของผู้ชายแสนนิ่งขรึมคนนี้
“ใครอนุญาตให้เธอมายุ่งกับของของฉัน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงไปด้วยความราบเรียบดุจผิวน้ำที่นิ่งสนิทดังขึ้นจากทางด้านหลัง ปั้นหยาสะดุ้งสุดตัวจนเกือบจะทำกรอบรูปหลุดมือ เธอรีบหันขวับกลับไปมองและพบว่าคิรันยืนประชิดอยู่ตรงประตูห้อง เสื้อเชิ้ตสีดำของเขามีรอยเลือดเปรอะเปื้อนเป็นปื้นใหญ่ ตรงช่วงแขน ดวงตาคู่คมจับจ้องมายังกรอบรูปในมือเธอด้วยสายตากดดัน จนบรรยากาศภายในห้องคล้ายจะดิ่งฮวบลงในพริบตา
ปั้นหยารีบวางรูปลงบนโต๊ะอย่างลนลาน
“ฉัน...ฉันแค่เห็นมันวางคว่ำอยู่เฉย ๆ ค่ะ”
คิรันสาวเท้าเข้าหาเธอช้า ๆ ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยรังสีคุกคามที่ทำให้เธอเริ่มใจเสีย เขาหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมา ก่อนจะคว่ำมันลงไว้ในตำแหน่งเดิมอย่างไร้เยื่อใย
“อย่ายุ่งในเรื่องที่เธอไม่ควรรู้”
ถ้อยคำนั้นราบเรียบหากแต่หนักแน่น ทว่าครั้งนี้ปั้นหยากลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบนั้น โดยเฉพาะแววตาของเขาที่พาดผ่านรูปใบนั้นไปเพียงเสี้ยววินาที มันเต็มไปด้วยร่องรอยของความเจ็บปวดลึกซึ้งที่เขาพยายามปิดบังไว้
ปั้นหยามองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป แม้เบื้องหน้าเขาจะกลับมาสวมหน้ากากไร้ความรู้สึกอีกครั้ง ทว่ารอยยิ้มของเด็กชายในรูปนั้นกลับติดตรึงอยู่ในใจเธอ มันไม่ใช่สายตาของปีศาจร้ายอย่างที่ใครต่อใครพากันกล่าวขานเลยสักนิด
“ผู้หญิงในรูปคือใครเหรอคะ” เธอรวบรวมความกล้าถามออกไป
คิรันชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะทำเป็นไม่สนใจด้วยการปลดนาฬิกาข้อมือราคาแพงวางลงบนโต๊ะ
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
“แต่คุณดู...”
“ปั้นหยา” เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม คล้ายเป็นสัญญาณเตือนว่าเขาจะไม่ยอมให้เธอล้ำเส้นไปมากกว่านี้
หญิงสาวขบเม้มริมฝีปากแน่นอย่างไม่ยอมแพ้ พยายามทำใจดีสู้เสือถามต่อ
“คุณชอบทำแบบนี้ตลอดเลยนะคะ”
“แบบไหน”
“ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่จริง ๆ แล้ว...” เธอหยุดคำพูดไว้เพียงแค่นั้น เมื่อดวงตาคมเข้มของคิรันเลื่อนมาสบตาเธออย่างจริงจัง
“ทั้งที่จริงอะไร” เสียงทุ้มต่ำถามย้ำอย่างเนิบนาบ
ปั้นหยากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายบาง ๆ ระหว่างความปลอดภัยและความอันตรายที่เย้ายวนใจของชายคนนี้
“ช่างเถอะ”
เธอรีบเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น ทว่าคิรันกลับไม่ยอมปล่อยให้หัวข้อนี้จบลงง่าย ๆ เขาโน้มกายเข้าหาจนระยะห่างระหว่างกันหดสั้นลง ปั้นหยาจึงจำต้องเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“พูดให้จบ”
“ฉันไม่อยากพูดแล้วค่ะ”
“แต่ฉันอยากฟัง”
หัวใจของหญิงสาวเริ่มสั่นระรัวขึ้นมาอีกครั้ง ผู้ชายคนนี้มีความสามารถพิเศษในการต้อนให้เธอจนมุมได้เสมอ ปั้นหยาพยายามจะก้าวถอยหลังเพื่อหาพื้นที่ปลอดภัย ทว่าข้อมือเล็กกลับถูกกุมไว้ด้วยฝ่ามือหนา แม้สัมผัสจะแผ่วเบาแต่กลับเต็มไปด้วยพันธนาการที่ไม่อาจสลัดหลุดได้ง่าย ๆ
“คุณจะเอายังไงกับฉันกันแน่”
คำถามที่อัดอั้นอยู่ในใจหลุดรอดริมฝีปากออกมาในที่สุด ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้องชั่วอึดใจ คิรันจดจ้องใบหน้าเธออยู่นานก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังเดิม
“ฉันเคยบอกเธอไปแล้ว”
“ที่ว่าฉันเป็นหลักประกันน่ะเหรอ?”
“อืม”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ...ถ้าคุณเจอพี่ชายฉันแล้ว คุณจะปล่อยฉันไปไหม”
คราวนี้คิรันกลับนิ่งเงียบไปนานกว่าทุกครั้ง นานเสียจนปั้นหยาเริ่มใจคอไม่ดี ความเงียบที่ทอดยาวนั้นบีบคั้นความรู้สึกจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ เปล่งเสียงออกมาอย่างเชื่องช้า
“ยังไม่รู้”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของเธอหล่นวูบลงไปกองอยู่ที่ปลายเท้า
“หมายความว่ายังไงคะ”
“หมายความว่าตอนนี้...ฉันยังไม่อยากปล่อยเธอไปไหนทั้งนั้น”
ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาจนไร้การปรุงแต่ง ทำให้ปั้นหยาไปต่อไม่ถูก ใบหน้านวลเริ่มซับสีระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
“คุณพูดเหมือนฉันเป็นสัตว์เลี้ยงเลยนะ”
“ถ้าใช่ เธอก็คงเป็นสัตว์ที่ดื้อรั้นที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยล่ะ”
“คิรัน!” ปั้นหยาแผดเสียงลั่นอย่างลืมตัว
ชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงทุ้มต่ำในลำคอช่วยบรรเทาบรรยากาศอันตึงเครียดให้เบาบางลง ทว่าก่อนที่ปั้นหยาจะได้ต่อปากต่อคำ เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
คิรันหยิบขึ้นมาดูเพียงครู่วินาที สีหน้าของเขาก็พลันนิ่งขรึมลงในพริบตา
“ว่าไง”
ปลายสายรัวคำพูดออกมาอย่างรวดเร็ว คิรันรับฟังด้วยความสงบ ทว่าแววตากลับดูเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
“แน่ใจนะว่าเป็นมัน”
หัวใจของปั้นหยากระตุกวูบทันที... มัน? หรือว่าจะเป็นคนที่เธอเฝ้ารอมาตลอด
“จับตัวไว้ก่อน อย่าให้คลาดสายตา ฉันจะไปจัดการเอง”
เมื่อวางสาย คิรันก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าทันที ปั้นหยาผุดขึ้นด้วยสัญชาตญาณ
“พี่ชายฉันใช่ไหม?”
คิรันตวัดสายตามองเธอ ความเงียบที่สบประสานกันคือคำยืนยันที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ
“เขาอยู่ไหนคะ!”
“โกดังฝั่งท่าเรือ”
“ฉันจะไปด้วยค่ะ”
“ไม่ได้”
“ทำไมจะไม่ได้!”
“มันอันตรายเกินไปสำหรับเธอ”
“แต่เขาเป็นพี่ชายฉันนะคะ!” น้ำเสียงของเธอกระโชกสั่นด้วยความอัดอั้น
“รู้”
“ฉันต้องเจอเขาให้ได้!”
คิรันสืบเท้าเข้ามาใกล้ก่อนจะวางมือแกร่งลงบนไหล่ทั้งสองข้างของเธอเพื่อตรึงให้หยุดนิ่ง
“ฟังฉันนะปั้นหยา” น้ำเสียงของเขาเข้มจัดและมั่นคง
“ฉันไม่อยากฟังค่ะ” เธอพูดพร้อมเบือนหน้าหนี กระนั้นคิรันก็เชยคางเธอให้หันมาสบตาดังเดิม
“ถ้าพี่ชายเธอเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้จริง ๆ คนรอบตัวเขาตอนนี้ไม่ใช่พวกธรรมดาที่เธอจะรับมือไหว”
“ฉันไม่สนค่ะ”
“แต่ฉันสน!”
ตอนที่ 58 หลุมฝังศพใต้เม็ดฝนยามที่ทั้งเมืองตกอยู่ในห้วงนิทรา สายฝนระลอกใหญ่เริ่มตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง หยดน้ำฝนหลั่งไม่ขาดสาย สาดกระหน่ำซัดเข้าใส่บานกระจกรถยนต์สีดำคันหรูอย่างไม่ลืมหูลืมตา บรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบสงัด มีเพียงเสียงกลไกการขึ้นลำกล้องปืนดังแว่วขึ้นเบา ๆ จากฝีมือของคีร์ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าแกร๊ก!“พร้อมนะมึง” คีร์ปรายตามองนิ่ง ราวกับต้องการย้ำความมั่นใจเป็นครั้งสุดท้าย“พร้อมฝังคน” ข้างกันนั้น ซิ่วอิงกำลังใช้ผ้าสะอาดรูดเช็ดใบมีดสั้นในมืออย่างชำนาญส่วนทางด้านของคิรัน ชายหนุ่มนั่งอยู่บริเวณเบาะหลังเพียงลำพัง ใบหน้าคมไร้ความรู้สึก แววตาดูเยือกเย็นราวกับเกล็ดน้ำแข็งขั้วโลก บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเขาแผ่แรงกดดันมหาศาล จนแม้แต่ลูกน้องการ์ดชุดดำที่นั่งประจำการอยู่ในรถยนต์อีกคัน ยังพลอยไม่กล้าเอ่ยปากพูดเล่นหยอกล้อเหมือนเช่นทุกวัน“คนของจ้าวเฟิงอยู่ด้านในทั้งหมดสิบสองคน”คีร์เริ่มรายงานรายละเอียดข้อมูลต่อ“มีการ์ดเฝ้ารอบโกดัง ติดอาวุธครบ”คิรันพยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนจะทอดสายตามองดูภาพถ่ายพิกัดจากหน้าจอแท็บเล็ตในมือ โกดังร้างริมท่าเรือสถานที่ที่พวกของจ้าวเฟิงใช้เป็นจุดนัดพบ เพื่อรับส่งข้
ตอนที่ 57 คนเดียวที่เป็นทุกอย่างช่วงเย็นวันเดียวกันบรรยากาศภายในคฤหาสน์หลังงามของคิรันตกอยู่ในความเงียบผิดปกติ ทีมการ์ดชุดดำติดอาวุธครบมือต่างพากันกระจายตรวจตราความเรียบร้อยรอบบริเวณพื้นที่อย่างแน่นหนาและเข้มงวดกว่าเดิมหลายเท่าตัว จนทำให้บรรยากาศโดยรอบดูคล้ายกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดรับศึกสงครามครั้งใหญ่มากกว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยธรรมดาปั้นหยานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น แม้ว่าเธอจะจัดการอาบน้ำชำระล้างร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ และพยายามบังคับตัวเองให้แสดงท่าทางเป็นปกติมากแค่ไหน ทว่าสีหน้าหวานกลับยังคงดูหมองหม่นไม่สดใสเอาเสียเลย แววตาคู่สวยเหม่อลอยเป็นระยะอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืนวานมันยังคงฝังแน่นติดตาอยู่ในหัวไม่ยอมเลือนหายไปไหนป้าแย้มค่อย ๆ ย่อกายวางถ้วยชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นลงตรงหน้าของหญิงสาวอย่างเบามือ“ดื่มหน่อยนะคะคุณปั้น”หญิงสาวยกมุมปากยิ้มบาง ๆ ส่งกลับไปให้“ขอบคุณค่ะป้า”ทว่ายังไม่ทันที่มือจะยกแก้วชาขึ้นดื่ม สายลมพัดพาเอาเสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่แล่นเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าตัวตึกขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ปั้นหยาชะงักงันไปในทันที ก้
ตอนที่ 56 เริ่มสงสารศัตรูณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง พื้นที่บริเวณชั้นบนสุดของอาคารถูกสั่งปิดตาย กั้นสิทธิ์ห้ามบุคคลภายนอกเข้าออกทั้งชั้นอย่างเด็ดขาด ทีมการ์ดชุดดำในสังกัดของคิรันยืนกระจายกำลังเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างหนาแน่นทุกจุด ทันทีที่ร่างสูงใหญ่ทรงพลังของคิรันสาวเท้าเดินก้าวเข้ามาด้านใน การ์ดทุกคนต่างพากันก้มหัวน้อมทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงทันที“นายครับ”คิรันเดินสาวเท้าผ่านหน้าทุกคนไปโดยไม่คิดจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งฝีเท้ามาหยุดยืนนิ่งอยู่บริเวณหน้าบานประตูห้องพักฟื้นของเหนือภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยระดับวีไอพี เหนือนอนกําลังนั่งเอนกายพิงเข้ากับหัวเตียงผู้ป่วย ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่ายังคงซีดเซียวไร้สีเลือด ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพาดพันผ่านช่วงสีข้างที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าแววตากลับเบิกตื่นเต็มที่และระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่เขาเห็นร่างสูงใหญ่ของคิรันสาวเท้าก้าวเดินเข้ามาด้านใน บรรยากาศกดดันภายในห้องก็พลันหน่วงขึ้นมาในทันที โดยมีคีร์กับซิ่วอิงเดินตามเข้ามาขนาบข้าง และยืนนิ่งเงียบอยู่ทางด้านหลัง ไร้ซึ่งใครหน้าไหนที่จะกล้าเอ่ยปากพูดสอดแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบเหน
ตอนที่ 55 ศัตรูตัวจริงที่ยังไม่เผยตัวตนตลอดการเดินทางกลับคฤหาสน์ ปั้นหยานั่งนิ่งไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ร่างกายบอบบางของเธอยังคงแสดงอาการสั่นเทาอยู่เป็นระยะด้วยความผวา จนคิรันต้องเอื้อมแขนแกร่งไปดึงรั้งร่างของเธอเข้ามากระชับกอดเอาไว้แน่นตลอดเส้นทาง ฝ่ามือใหญ่คอยลูบแผ่นหลังของเธอช้า ๆ อย่างอ่อนโยน เพื่อปลอบประโลมให้คลายความหวาดกลัว“ปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครแตะต้องเธอได้อีก”ปั้นหยาเม้มริมฝีปากแน่นเข้าหากัน ก่อนจะซุกใบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาเงียบ ๆ เพื่อหาที่พึ่งพิง เพราะภาพของอาวุธปืน ภาพของหยาดเลือดสีแดงฉาน และเสียงกระหน่ำยิงอย่างบ้าคลั่งเมื่อครู่ มันยังคงฉายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวของเธอไม่ยอมหยุดหย่อน“ฮึก ฮึก คิรัน”“ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรแล้ว เรากลับบ้านกันนะ” เป็นคำพูดปลอบที่ยาวที่สุดเท่าที่คนอย่างคิรันเอ่ยคืนนั้นหลังจากเดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์เป็นที่เรียบร้อย คิรันก็แทบไม่ยอมแยกกายห่างจากเธอเลยแม้แต่ก้าวเดียว แม้กระทั่งในยามที่ปั้นหยากำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงนอนกว้าง ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่าง คอยยื่นมือไปลูบกลุ่มผมและกุมมือเล็ก ๆ ของเธอเอาไว้เงียบ ๆ เพื่อ
ตอนที่ 54 ของล้ำค่าที่ควรอยู่ในพิพิธภัณฑ์ช่วงบ่ายภายในร้านดอกไม้ยังคงตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ปั้นหยากำลังใช้สมาธิทั้งหมดตั้งอกตั้งใจจัดช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ สำหรับลูกค้าที่จะนำไปใช้ในงานสำคัญอย่างการขอแต่งงาน ใบหน้าหวานแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มสดใสละมุนละไม จนทำให้คนที่ลอบมองอยู่พลอยเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคิรัน ที่ในเวลานี้นั่งเงียบอยู่ตรงมุมหนึ่งของร้าน ทว่าสายตาแทบไม่เคยละไปจากเรือนร่างของเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว“มึงเลิกมองเมียสักห้านาทีได้ไหม” คีร์พึมพำเตือนสติเบา ๆ ในระหว่างที่มือยังคงสาละวนพันริบบิ้นรอบช่อดอกไม้“ยุ่ง”“อาการโคม่า” ซิ่วอิงพยักหน้าเห็นพ้องเรียบเรื่อยตามประสาจื่อเยี่ยนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างนึกขำกับบทสนทนาจิกกัดของสามหนุ่ม ก่อนที่เธอจะก้มลงตรวจทานเอกสารในมือต่อ ทว่าจู่ ๆ เสียงกระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างกะทันหันกรุ๊งกริ๊ง“ยินดีต้อนรับค่ะ” พนักงานสาวเอ่ยปากทักทายพลางเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มตามสัญชาตญาณ ทว่ารอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นกลับต้องแข็งค้างไปในทันที เพราะผู้ชายที่เพิ่งก้าวขาเดินเข้ามาภายในร้าน มีสภาพ
ตอนที่ 53 เมื่อมาเฟียต้องมาทำงานบริการภายในร้านดอกไม้ของปั้นหยา บรรยากาศที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสดใส และหอมกรุ่นไปด้วยหมู่ดอกไม้นานาพันธุ์ ทว่าในวันนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เพราะที่มุมหนึ่งของร้าน มีร่างของชายหนุ่มตัวสูงใหญ่กำยำหน้าตาดุดันสามคนกำลังนั่งจับเจ่าจัดดอกไม้อยู่เงียบ ๆคนหนึ่งกำลังใช้กรรไกรขลิบตัดก้านดอกกุหลาบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับกำลังจะไปเชือดคอใคร ส่วนอีกคนก็กำลังสาละวนพันริบบิ้นด้วยแววตาไร้อารมณ์และว่างเปล่า ขณะที่หญิงสาวผู้มีอิทธิพลสุดในร้านนั่งนิ่ง ๆ แผ่รังสีกดดันบรรยากาศไปทั่วทั้งร้านโดยแทบไม่ต้องขยับตัวทำอะไรเลยสักนิดภาพเหตุการณ์แสนแปลกตานั้น ทำให้พนักงานสาวสองคนที่แอบซุ่มมองอยู่หลังเคาน์เตอร์ถึงกับต้องกระซิบกระซาบกันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดผวา“พี่มาย นี่ร้านดอกไม้หรือฐานมาเฟียคะ”พนักงานอีกคนพยักหน้ารัวเร็วเห็นด้วยจนหัวแทบหลุด“หนูกลัวมาก พี่คีร์เมื่อกี้ใช้กรรไกรตัดขาดอกไม้เหมือนจะไปตัดขาคนเลย”ตัดกลับมาทางฝั่งของคีร์ที่กำลังนั่งถือดอกลิลลี่สีหวานด้วยสีหน้าหงุดหงิด“เชี่ย ทำไมมันต้องมีขั้นตอนเยอะขนาดนี้วะ”ซิ่วอิงที่กำลังขะมัก
หัวใจของปั้นหยาสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่ได้ ความใกล้ชิดในระดับที่ลมหายใจอุ่นของคิรันปะทะเข้ากับผิวแก้วนั้น รุนแรงและจู่โจมความรู้สึกเธออย่างหนักหน่วง ใกล้เสียจนเธอรู้ดีว่านาทีนี้ เธอหนีหัวใจตัวเองไม่พ้นอีกแล้ว“คุณพูดเหมือนคนคลั่งรักฉันงั้นแหละ”ปั้นหยาพยายามเค้นเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด ทว่ามันกลับแ
คิรันจ้องมองเธอเนิ่นนานโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวลงดึงร่างอรชรเข้าหาตัวอย่างช้า ๆ อ้อมกอดครั้งนี้ปราศจากความดุดันหรือการบังคับขู่เข็ญ มีเพียงความเงียบงันและไออุ่นที่โอบล้อมกายเธอไว้ คล้ายเป็นที่พักพิงเดียวท่ามกลางพายุ“เสียใจไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดใบหู ปั้นหยาหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ใจหนึ่งเธ
ทั่วทั้งโกดังตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์ ปั้นหยาเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง“คิรัน”“ฉิบหายแล้ว” พี่ชายของเธอกลับสบถออกมาแผ่วเบาเขาย้ำคำนั้นออกมาอย่างหมดแรง ส่วนปั้นหยาในตอนนี้สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก เธอมองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก“คุณพูดอะไรออกมารู้ตัวไหม”“รู้”
ปัง!ประตูโกดังถูกกระแทกจนระเบิดออก ชายชุดดำกรูเข้ามาพร้อมกับพายุขวากหนามของกระสุนปืนที่ดังระงมไปทั่วพื้นที่ ปั้นหยาใจหายวูบเมื่อร่างของลูกน้องที่คุมตัวเธออยู่ถูกยิงล้มพับลงข้างกาย เหตุการณ์ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายจนประสาทสัมผัสของเธอประผลตามไม่ทัน และท่ามกลางกลุ่มควันและเสียงปืนนั้นเอง... เธอเห็นเขา







