เข้าสู่ระบบในที่สุดผู้คนก็เริ่มทยอยเข้ามาในร้าน ความมืดของราตรีค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ บาร์แห่งนี้จึงเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีเสน่ห์ที่สุดของวันวงดนตรีเริ่มขึ้นมาบรรเลงบนพื้นที่โล่งเล็ก ๆ ตรงกลางบาร์ ทันทีที่หีบเพลงบรรเลงโน้ตแสนสนุกสนาน กีตาร์และเชลโลก็เข้ามารับต่ออย่างรวดเร็ว และเพลงที่บรรเลงเป็นเพลงแรกคือเพลงเต้นรำแบบชาวไอริชเจี่ยนจือไม่เคยเต้นแบบนั้นมาก่อน ตอนแรกเธอจึงทำได้แค่นั่งดูอยู่ข้าง ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปบรรยากาศภายในบาร์ก็เริ่มร้อนแรงจนแทบลุกเป็นไฟเมื่อดนตรีสำหรับเต้นสเต็ปแดนซ์ดังขึ้น เจี่ยนจือก็อดใจไม่ไหวลากตี๋โยวออกมาเต้นด้วยกันทันทีจะเต้นเป็นหรือไม่เป็นก็ช่างเถอะ แค่เต้นตามคนอื่นเขาไปก็พอแล้วนี่เมื่อกราฟความสนุกค่อย ๆ พุ่งสูงขึ้น บรรยากาศภายในร้านก็ยิ่งคึกคักจนร้านแทบจะระเบิดไม่ว่าจะรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ ทุกคนต่างหัวเราะและส่งเสียงอย่างสนุกสนาน พากันเบียดเข้าไปจับมือคล้องแขนกันตรงพื้นที่เล็ก ๆ กลางบาร์ ก่อนออกสเต็ปเต้นไปด้วยกันอย่างไม่ค่อยเป็นจังหวะ แต่เต็มไปด้วยความสนุกสุดเหวี่ยงชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศทั้งร้านก็เต็มไปด้วยความสุขที่แสนเรียบง่ายและไร้ซึ่งการแบ่งแยกเจ
เจี่ยนจือพาคณะนาฏศิลป์มาแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาเอกศิลปะของมหาวิทยาลัยแห่งนี้อยู่หลายวัน หลังจากแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเสร็จ เจี่ยนจือก็เดินทางไปที่หมู่บ้านบนเกาะกับอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อศึกษาการเต้นรำพื้นเมืองของไอร์แลนด์ช่วงหลายวันมานี้ก็มีรอบแสดงเหมือนกัน แต่เวินถิงเยี่ยนก็ไม่ได้แวะเวียนเข้ามาเลยเขาคงจะเดินทางต่อแล้วสินะ?ไม่รู้ว่าจุดหมายต่อไปของเมิ่งเฉิงซ่งคือที่ไหน และเขาตามรอยไปถึงไหนแล้วหลังจากการแลกเปลี่ยนจบลง เนื่องจากสมาชิกที่เรียนปริญญาตรียังต้องกลับไปเรียนต่อ ดังนั้นคนที่ตามเจี่ยนจือไปที่หมู่บ้านจึงมีเพียงตี๋โยว รวมถึงนักศึกษาและเพื่อน ๆ ที่อาจารย์พามาด้วยสถานที่ที่พวกเธอกำลังจะไปนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและรายล้อมด้วยทะเล ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่คนทั่วไป อย่างน้อยที่ผ่านมาเจี่ยนจือก็ยังไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับที่นี่มาก่อน จึงอดรู้สึกหวั่น ๆ ในใจไม่ได้ตอนที่เธอขึ้นเกาะเป็นช่วงพระอาทิตย์กำลังตกพอดี ทั้งหมู่บ้านอาบไล้ไปด้วยแสงสีส้มอุ่น ๆ บ้านเรือนที่มีผนังเป็นหินแกรนิตสีชมพูทำให้เธอรู้สึกราวกับกำลังเดินเข้าสู่โลกแห่งเทพนิยายหมู่บ้านแห่งนี้มีทางเข้าออกเพียงทางเดี
“ฉันทำอะไร?ฉันโดนเธอรังแกแต่นายกลับถามคำถามนี้กับฉันเนี่ยนะ? ทำไมไม่ถามบ้างล่ะว่าเธอทำอะไรไว้?” หลินจื่อเวยยิ่งพูดยิ่งโมโหเจี่ยงซื่อฝานแค่นหัวเราะ “หลินจื่อเวย!แฟนฉันทำไมฉันจะไม่รู้?คนอย่างเจี่ยนจือจะไปแกล้งอะไรเธอได้?ถ้าเธอไม่ไปหาเรื่องก่อน เจี่ยนจือจะเริ่มก่อนได้ยังไง?ทำไมเธอไม่พูดไปล่ะว่าตัวเองเป็นควีนเอลิซาเบธกลับชาติมาเกิด?”“นาย......เออ ดี!เจี่ยงซื่อฝาน!นายยังกล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่าเธอเป็นแฟนนายนะ!ไอ้ผู้ชายชั่ว นายคิดจะเหยียบเรือสองแคมเหรอ?” หลินจื่อเวยโมโหจนแทบระเบิด“ขอโทษนะ แต่ฉันเหยียบเรือสองแคมตอนไหนไม่ทราบ?”“นาย......” หลินจื่อเวยกัดฟันพูดด้วยความขุ่นเคือง “ครอบครัวพวกเรากำลังคุยเรื่องแต่งงานกันอยู่ไม่ใช่หรือไง?”“ฉันรับปากเหรอว่าจะยอมคุย?ถามฉันหรือยัง?”“เจี่ยงซื่อฝาน!” หลินจื่อเวยตวาดใส่เขา “ฉันสู้ยัยผู้หญิงที่เคยแต่งงานมาแล้วไม่ได้ตรงไหน!?”“เงียบซะ!” เจี่ยงซื่อฝานเริ่มจะคุกรุ่นขึ้นมา “ฉันขอเตือนนะว่าเธอควรจะรู้จักขอบเขตบ้าง!ถ้าเธอกล้าทำอะไรเจี่ยนจือ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!”“เจี่ยงซื่อฝาน!ฉันกำลังแก้แค้นแทนนายนะ!กำลังกอบกู้ศักดิ์ศรีให้นาย นายยังจะมาว่าฉันอีกเหร
“หัวหน้าเจี่ยน!พวกเรามาแล้วค่ะ!”บรรดาสาว ๆ กอดเจี่ยนจือแน่นพลางกระโดดโลดเต้น จนเจี่ยนจือแทบจะหงายหลังล้มเจี่ยนจือกอดตอบพวกเธอ จนอดหัวเราะออกมาไม่ได้เธอเคยเสียท่าให้แผนแบบนี้มารอบหนึ่งแล้ว คิดเหรอว่าเธอจะยอมเสียท่าอีกเป็นครั้งที่สอง?วิธีที่หลินจื่อเวยใช้ตอนนี้มันก็วิธีเดียวกับที่เจี่ยงซื่อฝานเคยใช้ไม่ใช่หรือไง?ตอนแรกเจี่ยงซื่อฝานก็เลี้ยงข้าวฟางฝู จากนั้นก็ให้ของขวัญเธอ แล้วสุดท้ายก็หลอกล่อเธอให้ก่อเรื่องวุ่นวายด้วยกันหลินจื่อเวยนี่สมกับที่เติบโตมาพร้อมกับเขาจริง ๆ ขนาดวิธีที่ใช้ยังเหมือนกันเลยอีกอย่างตอนแรกเธอเข้ากับสมาชิกคนอื่นในคณะไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่จู่ ๆ เธอก็มาทำดีด้วย แบบนี้มันไม่น่าสงสัยเกินไปหน่อยเหรอ?เพราะแบบนั้น เจี่ยนจือเตรียมแผนรับมือไว้ตั้งแต่แรกแล้วสาว ๆ พวกนี้ก็เข้ามาคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวตั้งแต่แรกแล้วว่า: หัวหน้าเจี่ยนคะ พวกเราจะรอดูว่าเธอคิดจะทำอะไรและด้วยเหตุนี้ จึงเกิดเหตุการณ์ในตอนนี้ขึ้นส่วนหลินจื่อเวยที่คิดว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเธอ หลังจากเธอยืนนิ่งงันไปพักหนึ่ง ก็เริ่มรู้สึกเสียหน้าจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเธอมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น ถึงข
เจี่ยนจือมองตรงไปที่เธอด้วยท่าทีใจเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ เธอกวาดสายตามองนักแสดงทุกคนที่ยืนขนาบข้างอยู่ข้างหลินจื่อเวย “แล้วถ้าฉันไม่ตกลงล่ะ?”หลินจื่อเวยกระตุกยิ้มเย้ยหยัน “งั้นพวกเราก็คงไม่มาแล้วล่ะค่ะ พี่ฟ้องพวกเราเลยสิ! อย่างมากก็ได้แค่เรียกร้องค่าเสียหาย”“พวกเธอเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าถ้าไม่ทำตามสัญญา ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่เคารพต่อเวทีและอาชีพนักเต้น จะยังมีคณะนาฏศิลป์อื่นรับพวกเธออีกเหรอ?” จู่ ๆ เจี่ยนจือก็นึกถึงเจี่ยงซื่อฝานขึ้นมา ท่าทีของหลินจื่อเวยช่างเหมือนเจี่ยงซื่อฝานไม่มีผิด มีเงินก็เอาแต่ใจ ใช้เงินแก้ปัญหา อยากไปก็ไป อยากมาก็มาได้ฟังดังนั้นหลินจื่อเวยก็หัวเราะออกมาจริง ๆ “หัวหน้าเจี่ยนคะ นี่พี่ใสซื่อเกินไปหรือเปล่า คนแบบไหนกันที่ต้องมานั่งลำบากรอให้คณะเลือกตัวเองน่ะ? พวกเรามีเงินขนาดนี้จะก่อตั้งคณะขึ้นมาเองไม่ได้หรือไงคะ? คนที่มาเข้าคณะของฉัน ฉันจะจ่ายค่าจ้างให้มากกว่าเดิมห้าเท่าสิบเท่าเลย! อย่างพวกพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ตามฉันไปวันนี้ ก็จะเป็นสมาชิกบุกเบิกของคณะ ฉันไม่มีทางเอาเปรียบพวกเธอแน่นอน!”“น่าเสียดายนะ” ในที่สุดเจี่ยนจือก็ถอนหายใจออกมา “ที่เธอไม่ได้รักการเต้นจริง ๆ ”
อันที่จริง พวกอัลเลนก็อยู่ใกล้ ๆ นี้เองนับตั้งแต่ที่เธอถูกทำร้ายเมื่อครั้งก่อน ภารกิจของพวกอัลเลนก็เปลี่ยนเป็น:ห้ามปล่อยให้เจี่ยนจือคลาดสายตาไปเด็ดขาดขอแค่เจี่ยนจือตะโกนเรียก อัลเลนก็จะเข้าถึงตัวเธอทันที แต่ว่าหลินจื่อเวยไม่ใช่คนร้าย เธอเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วอีกอย่างเธอก็เป็นสมาชิกในคณะเต้นด้วยหลังจากยืนประจันหน้ากันอยู่หลายวินาที ในที่สุดหลินจื่อเวยก็ยอมปล่อยมือเจี่ยนจือปิดประตูลงทันที วินาทีที่เธอปิดประตู เจี่ยนจือก็ได้ยินเสียงเจี่ยงอวี๋ฝานกำลังโวยวายอยู่ด้านนอก “หลินจื่อเวย!นี่เธอมาหาเรื่องพี่สาวทำไม?”“ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอต้องคอยช่วยคนที่ทำร้ายพี่ชายเธอจนมีสภาพแบบนั้นด้วย?”“เธอจะไปเข้าใจอะไร?เรื่องพี่ชายฉันจะโทษพี่สาวได้ยังไง?แล้วอีกอย่างพี่สาวก็ดีกับฉันมาก ……”เสียงพูดคุยของพวกเขาค่อย ๆ ห่างออกไปเจี่ยนจือลอบถอนหายใจเบา ๆ เจี่ยงอวี๋ฝานเป็นเพื่อนบ้านเธอมาปีหนึ่งแล้ว พวกเธอใช้ชีวิตใกล้ชิดกันแทบทุกวัน จนผูกพันกันไม่ต่างจากคนในครอบครัวเธอมองเจี่ยงอวี๋ฝานเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่ง เด็กสาวคนนี้เพิ่งมาเรียนต่างประเทศเป็นครั้งแรก ต้องมีบางครั้งที่เธอปรับตัวกับสภาพแว

![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





