แชร์

บทที่ 5

ผู้เขียน: ปลาคาร์ปตัวน้อย
หลังจากเหตุการณ์นี้ เธอก็หันไปหยิบตำราขึ้นมาเรียน

ตอนนั้นเธอไม่ได้คิดอะไรมาก แค่ต้องการให้ชีวิตที่ไร้ความหมายของเธอมีที่ยึดเหนี่ยวแฝงอยู่บ้าง พอมีอะไรให้ทำแล้ว เธอก็จะไม่เศร้าเสียใจเพราะคำพูดที่ผุดขึ้นมาในใจบ่อย ๆ อีก

ใครจะคิดว่าที่ยึดเหนี่ยวที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยตัวคนเดียว จะกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้ตัวเองหลุดพ้นในวันนี้

พรุ่งนี้เธอต้องตั้งใจสอบให้ดี

เธอจะต้องไปจากที่นี่ ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งไกลเท่าไรก็ยิ่งดี

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจก็ยังเจ็บปวดมากอยู่ดี…

เธอถึงกับแยกไม่ออกว่าความเจ็บปวดนี้เป็นเพราะเขา หรือเป็นเพราะความทุ่มเทแบบผิด ๆ ของเธอตลอดห้าปีกันแน่

แต่มันก็ไม่สำคัญแล้ว สิ่งสำคัญคือ เธอไม่อนุญาตให้ตัวเองจมอยู่ในความเจ็บปวดแบบนี้อีกต่อไป

แม้ความเจ็บปวดนี้จะยังอยู่อีกนานกว่าจะจางหาย เธอก็จะต้องช่วยตัวเองออกมาให้ได้

เธอสั่งอาหารดิลิเวอรี เป็นอาหารเย็นแบบจืด ๆ และเสื้อผ้าเปลี่ยนแบบใช้แล้วทิ้ง

เธอโทรศัพท์ไปที่เคาน์เตอร์โรงแรม แจ้งให้พวกเขาบริการโทรปลุกในวันรุ่งขึ้น

จากนั้นก็บังคับตัวเองให้นอนหลับ

อาจเพราะเมื่อคืนก่อนเธอไม่ได้นอนเลย คืนนี้เธอจึงนอนหลับได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

วันรุ่งขึ้นเธอตื่นตรงเวลา แล้วเปิดโทรศัพท์มือถือ

มีข้อความนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามา โทรศัพท์สั่นไม่หยุด ทั้งหมดมาจากคนเพียงคนเดียว เวินถิงเยี่ยนนั่นเอง

เธอไม่ได้อ่านข้อความเหล่านั้น กลัวว่าจะส่งผลกระทบกับการสอบของเธอ

เธอทานอาหารเช้าที่โรงแรมเล็กน้อย เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เธอก็ออกจากโรงแรมมุ่งหน้าไปยังสนามสอบ

โรงแรมนี้อยู่ใกล้สนามสอบไอเอลมาก เดินไปน่าจะถึงภายในห้านาที

ทันทีที่ออกจากโรงแรม โทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่นอยู่ในมือ

เวินถิงเยี่ยนโทรมา

เธอตกใจจนเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือ รีบปัดปฏิเสธสาย แล้วปิดเครื่องอีกครั้ง

ตอนที่ออกมาจากสนามสอบ หัวใจของเธอก็ยังคงเต้นรัว

นั่นเป็นเพราะความดีใจ

ดูเหมือนเธอจะทำข้อสอบได้ดีเลย

ตอนที่ครูสอนภาษาพูดคุยกับเธอ ครูเอาแต่ยิ้มอยู่ตลอด การฟังก็เข้าใจเกือบทั้งหมด ส่วนการอ่านและการเขียนก็ทำเสร็จอย่างราบรื่นเช่นกัน

เธอไม่กล้าประเมินว่าตัวเองได้กี่คะแนน แต่อย่างน้อยเธอทำข้อสอบเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด!

เธอไม่ได้ไร้ประโยชน์ขนาดนั้นซะหน่อย!

เธอเดินก้มหน้าอยู่บนทางเท้าเพียงลำพัง ทบทวนรายละเอียดของการสอบในวันนี้อยู่ในหัว จนกระทั่งมีรองเท้าหนังคู่หนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งเธอไม่คาดคิดเลยว่าจะมีคนตั้งใจมายืนขวางทางอยู่บนถนน เธอจึงหดเท้าไม่ทัน ชนเข้ากับคนนั้นเข้าอย่างจัง

ถ้าไม่ใช่เพราะคนคนนั้นประคองเธอไว้ เธอก็คงล้มลงไปแล้ว

แต่คนคนนี้เป็นคนที่เธอไม่ต้องการเจอ

เวินถิงเยี่ยน

"เจี่ยนจือ!"

เธอดูออกว่าเขาโกรธมาก แต่เขายังพยายามอย่างหนักเพื่อระงับความโกรธเอาไว้

"เจี่ยนจือ ทำไมไม่กลับบ้าน" เขาจับไหล่เธอ แล้วลดเสียงลงถามอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยนเหมือนปกติ

เจี่ยนจือคิดในใจว่า "นายไม่รู้เหรอว่าทำไมฉันไม่กลับบ้าน?"

แต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลามาเถียงกับเขาเรื่องนี้ กระเป๋าของเธอเพิ่งถูกชนตกพื้น กระเป๋าเปิดออก ปากกาไอเอลของเธอโผล่ออกมาเล็กน้อย

เธอไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอมาสอบไอเอล!

เธอออกแรงสะบัดมือเขาออก ย่อตัวลง รีบยัดปากกาเข้าไปในกระเป๋าแล้วปิดกระเป๋าให้แน่น

"นั่นอะไร?" เขาก้มลงมองกระเป๋าของเธอพลางถาม

"ไม่มีอะไร แค่ปากกาแท่งเดียว" เธอแสร้งทำเป็นสงบ แต่นิ้วกำกระเป๋าแน่นจนขาวซีด

"เอามา" เขาพูด

ไม่ จะให้เขาเห็นปากกาไม่ได้

"นายจะเอาปากกาไปทำไม" เธอกอดกระเป๋าแน่นขึ้น

"เอาโทรศัพท์มา" เขาสั่ง

เธอชะงักครู่หนึ่ง ก่อนล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ายื่นให้เขา

โทรศัพท์กำลังปิดเครื่องอยู่

เขามองเพียงแวบเดียว แล้วคืนโทรศัพท์ให้เธอ "ฉันโทรหาเธอหลายสาย ส่งข้อความไปตั้งเยอะ ทำไมไม่ตอบกลับ ยังโกรธอยู่เหรอ?"

เธอกำโทรศัพท์ไว้ในมือ คิดในใจว่าโล่งอกไปที เธอกลัวเขาจะค้นโทรศัพท์ของเธอ ถ้าเขาเปิดอีเมล แล้วเห็นข้อความเกี่ยวกับการสอบไอเอลของเธอจะขึ้นมาจะทำอย่างไร…

ถ้ามีปัญหาแค่นี้ก็ว่าไปอย่าง…

เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่อยากโกรธเขาอีกแล้ว

เธอแค่อยากโบยบินไปให้ไกล

พอได้เจอเขาอีกครั้งในตอนนี้ ความคิดนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น

เขาเห็นเธอไม่พูด นึกว่าเธอยังโกรธอยู่จริง ๆ จึงถอนหายใจแล้วบอกว่า "เจี่ยนจือ เธอเป็นคนมีเหตุผลมากไม่ใช่เหรอ? ทำไมครั้งนี้ถึงไม่กลับบ้านแค่เพราะเรื่องนี้ล่ะ"

เจี่ยนจือสาบานได้เลย ว่าเธอไม่อยากโกรธเพราะเรื่องพวกนี้แล้วจริง ๆ แต่คำพูดประโยคนี้ของเวินถิงเยี่ยน ต่อให้เป็นพระโพธิสัตว์ก็คงอดโกรธไม่ได้หรอกมั้ง?

"เพราะงั้น เรื่องเมื่อวานก็ยังเป็นความผิดของฉันใช่ไหม ฉันไม่มีเหตุผลงั้นสิ? ฉันควรจะเข้าไปชมอาเหวินว่า นายเลียนแบบเก่งมาก เลียนแบบได้เหมือนจริง ๆ แบบนั้นสินะ?" เธออดทนไม่ไหวอีกต่อไป

เวินถิงเยี่ยนเผยสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย "ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ฉันหมายถึงไม่ว่าคนอื่นจะพูดยังไง เธอก็ควบคุมไม่ได้หรอก ไม่จำเป็นต้องเอาคำพูดคนอื่น..."

"ฉันควบคุมไม่ได้ แต่นายควบคุมได้นะ!" เธอมองเขา "แต่ตอนนั้นนายทำอะไรอยู่ล่ะ นายกับเฉิงเฉิงของนาย หัวเราะกอดกันกลมเชียว"

"เจี่ยนจือ!" เขาสีหน้าเปลี่ยน บนใบหน้าเริ่มมีแววโกรธ

เจี่ยนจือเข้าใจแล้ว

ชื่อ "เฉิงเฉิง" คือเกล็ดมังกรของเขา คือพื้นที่หวงห้ามที่ห้ามแตะต้อง

ยังมีอะไรต้องพูดอีกล่ะ?

เธอกอดกระเป๋า แล้วเดินผ่านหน้าเขาไป

ทว่าเขาเหยียดแขนออกมา โอบเอวเธอเอาไว้

"ขอโทษ เจี่ยนจือ ฉันไม่ดีเอง เมื่อกี้ฉันเสียงดังใส่เธอ" เขาพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ "ฉันแค่ไม่อยากให้เธอเข้าใจเฉิงเฉิงผิด พวกเราเป็นแค่เพื่อนกันเฉย ๆ เหมือนคนอื่น ๆ ฉันมองเธอเป็นเหมือนพี่น้อง เธอยังไม่แต่งงานนะ พูดถึงเธอแบบนี้ มันไม่ดีต่อเธอหรอก"

เจี่ยนจือไม่เข้าใจเลย เรื่องที่เกิดขึ้น พวกเขาทำกันเองไม่ใช่หรอกเหรอ? ลั่วอวี่เฉิงซบอยู่บนตัวเขาอย่างไม่เกรงใจ ทำแล้วยังกลัวคนว่าอีกเหรอ?

แต่เธอก็แค่ตอบเสียงเรียบ ๆ "อ๋อ"

"เจี่ยนจือ..." เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นชาของเธอ "ทำไมเธอยังโกรธอยู่ล่ะ หนีมาพักโรงแรมคนเดียว ไม่ยอมกลับบ้าน ฉันยังไม่ว่าอะไรเธอเลยนะ เธอจะโกรธไม่เลิกเลยหรือไง"

อืม ๆ เป็นความผิดของเธอเอง

"เจี่ยนจือ เลิกโกรธได้แล้ว เราไปทานมื้อเที่ยงกันก่อน แล้วฉันก็พาเธอไปชอปปิงดีไหม"

เจี่ยนจือคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ดีเหมือนกัน เธอเองมีเรื่องจะคุยกับเขา

เวินถิงเยี่ยนพาเธอไปร้านอาหารแห่งหนึ่งที่อยู่แถวนั้น

ตอนเดินเข้าร้านอาหาร แล้วเผชิญกับสายตาของพนักงานเสิร์ฟ ด้วยความเคยชิน เจี่ยนจือเกือบก้มศีรษะ ตั้งคอเสื้อขึ้น แล้วเดินหลบอยู่ด้านหลังเวินถิงเยี่ยนช้า ๆ เพื่อให้ท่าทางขาเป๋ของเธอไม่เป็นจุดสนใจเกินไป

แต่ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกโล่งใจ

ไม่คู่ควรก็ไม่คู่ควรสิไปสิ ยังไงซะ เธอก็ไม่คิดที่จะคู่ควรกับเขาอีกแล้ว

พวกเขานั่งลง

เวินถิงเยี่ยนสั่งอาหาร

เมื่ออาหารมาครบ เวินถิงเยี่ยนก็ยื่นตะเกียบให้เธอ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเคย "เจี่ยนจือ ทานสิ ของที่เธอชอบทั้งนั้นเลยนะ"

เจี่ยนจือมองดูอาหาร ซึ่งทั้งหมดเป็นอาหารรสเผ็ด

เธอยิ้มเจื่อนในใจ

เขาไม่รู้เลยว่าเธอกินเผ็ดไม่ได้ อาหารเย็นที่บ้านมีรสเผ็ดทุกมื้อ ก็เพราะเขาชอบทานเผ็ด

"เวินถิงเยี่ยน ฉันไม่หิว" เธอไม่ได้แตะตะเกียบ "ฉันมีเรื่องอยากพูดกับนาย"

"เรื่องอะไร" เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย "อยากไปไหน ฉันจะไปเป็นเพื่อนเธอ วันนี้ฉันว่างทั้งวัน ตอนบ่ายฉันจะพาเธอไปเที่ยว ตอนค่ำเราก็กลับไปทานข้าวที่บ้านคุณพ่อคุณแม่"

เธอจ้องรอยยิ้มที่จืดชืดจนแทบมองไม่เห็นของเขา ขณะคิดถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังจะพูด ความขมขื่นรุนแรงก็พุ่งพล่านขึ้นในใจ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป
ความคิดเห็น (1)
goodnovel comment avatar
Ann Da Wang
คุณเวินจอมเนรคุณ
ดูความคิดเห็นทั้งหมด

บทล่าสุด

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 564

    ในที่สุดผู้คนก็เริ่มทยอยเข้ามาในร้าน ความมืดของราตรีค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ บาร์แห่งนี้จึงเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีเสน่ห์ที่สุดของวันวงดนตรีเริ่มขึ้นมาบรรเลงบนพื้นที่โล่งเล็ก ๆ ตรงกลางบาร์ ทันทีที่หีบเพลงบรรเลงโน้ตแสนสนุกสนาน กีตาร์และเชลโลก็เข้ามารับต่ออย่างรวดเร็ว และเพลงที่บรรเลงเป็นเพลงแรกคือเพลงเต้นรำแบบชาวไอริชเจี่ยนจือไม่เคยเต้นแบบนั้นมาก่อน ตอนแรกเธอจึงทำได้แค่นั่งดูอยู่ข้าง ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปบรรยากาศภายในบาร์ก็เริ่มร้อนแรงจนแทบลุกเป็นไฟเมื่อดนตรีสำหรับเต้นสเต็ปแดนซ์ดังขึ้น เจี่ยนจือก็อดใจไม่ไหวลากตี๋โยวออกมาเต้นด้วยกันทันทีจะเต้นเป็นหรือไม่เป็นก็ช่างเถอะ แค่เต้นตามคนอื่นเขาไปก็พอแล้วนี่เมื่อกราฟความสนุกค่อย ๆ พุ่งสูงขึ้น บรรยากาศภายในร้านก็ยิ่งคึกคักจนร้านแทบจะระเบิดไม่ว่าจะรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ ทุกคนต่างหัวเราะและส่งเสียงอย่างสนุกสนาน พากันเบียดเข้าไปจับมือคล้องแขนกันตรงพื้นที่เล็ก ๆ กลางบาร์ ก่อนออกสเต็ปเต้นไปด้วยกันอย่างไม่ค่อยเป็นจังหวะ แต่เต็มไปด้วยความสนุกสุดเหวี่ยงชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศทั้งร้านก็เต็มไปด้วยความสุขที่แสนเรียบง่ายและไร้ซึ่งการแบ่งแยกเจ

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 563

    เจี่ยนจือพาคณะนาฏศิลป์มาแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาเอกศิลปะของมหาวิทยาลัยแห่งนี้อยู่หลายวัน หลังจากแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเสร็จ เจี่ยนจือก็เดินทางไปที่หมู่บ้านบนเกาะกับอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อศึกษาการเต้นรำพื้นเมืองของไอร์แลนด์ช่วงหลายวันมานี้ก็มีรอบแสดงเหมือนกัน แต่เวินถิงเยี่ยนก็ไม่ได้แวะเวียนเข้ามาเลยเขาคงจะเดินทางต่อแล้วสินะ?ไม่รู้ว่าจุดหมายต่อไปของเมิ่งเฉิงซ่งคือที่ไหน และเขาตามรอยไปถึงไหนแล้วหลังจากการแลกเปลี่ยนจบลง เนื่องจากสมาชิกที่เรียนปริญญาตรียังต้องกลับไปเรียนต่อ ดังนั้นคนที่ตามเจี่ยนจือไปที่หมู่บ้านจึงมีเพียงตี๋โยว รวมถึงนักศึกษาและเพื่อน ๆ ที่อาจารย์พามาด้วยสถานที่ที่พวกเธอกำลังจะไปนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและรายล้อมด้วยทะเล ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่คนทั่วไป อย่างน้อยที่ผ่านมาเจี่ยนจือก็ยังไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับที่นี่มาก่อน จึงอดรู้สึกหวั่น ๆ ในใจไม่ได้ตอนที่เธอขึ้นเกาะเป็นช่วงพระอาทิตย์กำลังตกพอดี ทั้งหมู่บ้านอาบไล้ไปด้วยแสงสีส้มอุ่น ๆ บ้านเรือนที่มีผนังเป็นหินแกรนิตสีชมพูทำให้เธอรู้สึกราวกับกำลังเดินเข้าสู่โลกแห่งเทพนิยายหมู่บ้านแห่งนี้มีทางเข้าออกเพียงทางเดี

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 562

    “ฉันทำอะไร?ฉันโดนเธอรังแกแต่นายกลับถามคำถามนี้กับฉันเนี่ยนะ? ทำไมไม่ถามบ้างล่ะว่าเธอทำอะไรไว้?” หลินจื่อเวยยิ่งพูดยิ่งโมโหเจี่ยงซื่อฝานแค่นหัวเราะ “หลินจื่อเวย!แฟนฉันทำไมฉันจะไม่รู้?คนอย่างเจี่ยนจือจะไปแกล้งอะไรเธอได้?ถ้าเธอไม่ไปหาเรื่องก่อน เจี่ยนจือจะเริ่มก่อนได้ยังไง?ทำไมเธอไม่พูดไปล่ะว่าตัวเองเป็นควีนเอลิซาเบธกลับชาติมาเกิด?”“นาย......เออ ดี!เจี่ยงซื่อฝาน!นายยังกล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่าเธอเป็นแฟนนายนะ!ไอ้ผู้ชายชั่ว นายคิดจะเหยียบเรือสองแคมเหรอ?” หลินจื่อเวยโมโหจนแทบระเบิด“ขอโทษนะ แต่ฉันเหยียบเรือสองแคมตอนไหนไม่ทราบ?”“นาย......” หลินจื่อเวยกัดฟันพูดด้วยความขุ่นเคือง “ครอบครัวพวกเรากำลังคุยเรื่องแต่งงานกันอยู่ไม่ใช่หรือไง?”“ฉันรับปากเหรอว่าจะยอมคุย?ถามฉันหรือยัง?”“เจี่ยงซื่อฝาน!” หลินจื่อเวยตวาดใส่เขา “ฉันสู้ยัยผู้หญิงที่เคยแต่งงานมาแล้วไม่ได้ตรงไหน!?”“เงียบซะ!” เจี่ยงซื่อฝานเริ่มจะคุกรุ่นขึ้นมา “ฉันขอเตือนนะว่าเธอควรจะรู้จักขอบเขตบ้าง!ถ้าเธอกล้าทำอะไรเจี่ยนจือ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!”“เจี่ยงซื่อฝาน!ฉันกำลังแก้แค้นแทนนายนะ!กำลังกอบกู้ศักดิ์ศรีให้นาย นายยังจะมาว่าฉันอีกเหร

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 561

    “หัวหน้าเจี่ยน!พวกเรามาแล้วค่ะ!”บรรดาสาว ๆ กอดเจี่ยนจือแน่นพลางกระโดดโลดเต้น จนเจี่ยนจือแทบจะหงายหลังล้มเจี่ยนจือกอดตอบพวกเธอ จนอดหัวเราะออกมาไม่ได้เธอเคยเสียท่าให้แผนแบบนี้มารอบหนึ่งแล้ว คิดเหรอว่าเธอจะยอมเสียท่าอีกเป็นครั้งที่สอง?วิธีที่หลินจื่อเวยใช้ตอนนี้มันก็วิธีเดียวกับที่เจี่ยงซื่อฝานเคยใช้ไม่ใช่หรือไง?ตอนแรกเจี่ยงซื่อฝานก็เลี้ยงข้าวฟางฝู จากนั้นก็ให้ของขวัญเธอ แล้วสุดท้ายก็หลอกล่อเธอให้ก่อเรื่องวุ่นวายด้วยกันหลินจื่อเวยนี่สมกับที่เติบโตมาพร้อมกับเขาจริง ๆ ขนาดวิธีที่ใช้ยังเหมือนกันเลยอีกอย่างตอนแรกเธอเข้ากับสมาชิกคนอื่นในคณะไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่จู่ ๆ เธอก็มาทำดีด้วย แบบนี้มันไม่น่าสงสัยเกินไปหน่อยเหรอ?เพราะแบบนั้น เจี่ยนจือเตรียมแผนรับมือไว้ตั้งแต่แรกแล้วสาว ๆ พวกนี้ก็เข้ามาคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวตั้งแต่แรกแล้วว่า: หัวหน้าเจี่ยนคะ พวกเราจะรอดูว่าเธอคิดจะทำอะไรและด้วยเหตุนี้ จึงเกิดเหตุการณ์ในตอนนี้ขึ้นส่วนหลินจื่อเวยที่คิดว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเธอ หลังจากเธอยืนนิ่งงันไปพักหนึ่ง ก็เริ่มรู้สึกเสียหน้าจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเธอมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น ถึงข

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 560

    เจี่ยนจือมองตรงไปที่เธอด้วยท่าทีใจเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ เธอกวาดสายตามองนักแสดงทุกคนที่ยืนขนาบข้างอยู่ข้างหลินจื่อเวย “แล้วถ้าฉันไม่ตกลงล่ะ?”หลินจื่อเวยกระตุกยิ้มเย้ยหยัน “งั้นพวกเราก็คงไม่มาแล้วล่ะค่ะ พี่ฟ้องพวกเราเลยสิ! อย่างมากก็ได้แค่เรียกร้องค่าเสียหาย”“พวกเธอเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าถ้าไม่ทำตามสัญญา ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่เคารพต่อเวทีและอาชีพนักเต้น จะยังมีคณะนาฏศิลป์อื่นรับพวกเธออีกเหรอ?” จู่ ๆ เจี่ยนจือก็นึกถึงเจี่ยงซื่อฝานขึ้นมา ท่าทีของหลินจื่อเวยช่างเหมือนเจี่ยงซื่อฝานไม่มีผิด มีเงินก็เอาแต่ใจ ใช้เงินแก้ปัญหา อยากไปก็ไป อยากมาก็มาได้ฟังดังนั้นหลินจื่อเวยก็หัวเราะออกมาจริง ๆ “หัวหน้าเจี่ยนคะ นี่พี่ใสซื่อเกินไปหรือเปล่า คนแบบไหนกันที่ต้องมานั่งลำบากรอให้คณะเลือกตัวเองน่ะ? พวกเรามีเงินขนาดนี้จะก่อตั้งคณะขึ้นมาเองไม่ได้หรือไงคะ? คนที่มาเข้าคณะของฉัน ฉันจะจ่ายค่าจ้างให้มากกว่าเดิมห้าเท่าสิบเท่าเลย! อย่างพวกพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ตามฉันไปวันนี้ ก็จะเป็นสมาชิกบุกเบิกของคณะ ฉันไม่มีทางเอาเปรียบพวกเธอแน่นอน!”“น่าเสียดายนะ” ในที่สุดเจี่ยนจือก็ถอนหายใจออกมา “ที่เธอไม่ได้รักการเต้นจริง ๆ ”

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 559

    อันที่จริง พวกอัลเลนก็อยู่ใกล้ ๆ นี้เองนับตั้งแต่ที่เธอถูกทำร้ายเมื่อครั้งก่อน ภารกิจของพวกอัลเลนก็เปลี่ยนเป็น:ห้ามปล่อยให้เจี่ยนจือคลาดสายตาไปเด็ดขาดขอแค่เจี่ยนจือตะโกนเรียก อัลเลนก็จะเข้าถึงตัวเธอทันที แต่ว่าหลินจื่อเวยไม่ใช่คนร้าย เธอเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วอีกอย่างเธอก็เป็นสมาชิกในคณะเต้นด้วยหลังจากยืนประจันหน้ากันอยู่หลายวินาที ในที่สุดหลินจื่อเวยก็ยอมปล่อยมือเจี่ยนจือปิดประตูลงทันที วินาทีที่เธอปิดประตู เจี่ยนจือก็ได้ยินเสียงเจี่ยงอวี๋ฝานกำลังโวยวายอยู่ด้านนอก “หลินจื่อเวย!นี่เธอมาหาเรื่องพี่สาวทำไม?”“ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอต้องคอยช่วยคนที่ทำร้ายพี่ชายเธอจนมีสภาพแบบนั้นด้วย?”“เธอจะไปเข้าใจอะไร?เรื่องพี่ชายฉันจะโทษพี่สาวได้ยังไง?แล้วอีกอย่างพี่สาวก็ดีกับฉันมาก ……”เสียงพูดคุยของพวกเขาค่อย ๆ ห่างออกไปเจี่ยนจือลอบถอนหายใจเบา ๆ เจี่ยงอวี๋ฝานเป็นเพื่อนบ้านเธอมาปีหนึ่งแล้ว พวกเธอใช้ชีวิตใกล้ชิดกันแทบทุกวัน จนผูกพันกันไม่ต่างจากคนในครอบครัวเธอมองเจี่ยงอวี๋ฝานเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่ง เด็กสาวคนนี้เพิ่งมาเรียนต่างประเทศเป็นครั้งแรก ต้องมีบางครั้งที่เธอปรับตัวกับสภาพแว

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status