แชร์

บทที่ 6

ผู้เขียน: ปลาคาร์ปตัวน้อย
"เวินถิงเยี่ยน..." เธอสะอื้นออกมาอย่างไม่เอาไหน

"หืม? เจี่ยนจือ?" เขากุมมือเธอไว้ "เป็นอะไรไป อยากร้องไห้เหรอ อยากร้องก็ร้องเถอะ ไม่ต้องกลั้นหรอก"

เสียงของเขาช่างอ่อนโยนจริง ๆ อ่อนโยนเหลือเกิน

เหมือนเมื่อปีนั้น ตอนที่เธอออกจากห้องผ่าตัด เขากับพยาบาลช่วยกันเข็นเธอกลับมาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาก็เฝ้าอยู่ข้างเตียงเธอแบบนี้ ใช้เสียงที่นุ่มนวลแทบละลายพูดกับเธอว่า "เจี่ยนจือ เจ็บไหม? เจ็บก็ร้องไห้ออกมาเถอะ ไม่ต้องอดทน..."

ตัวเธอในตอนนั้น รู้สึกเพียงว่าความห่วงใยที่อ่อนโยนราวกับน้ำนี้คือยาแก้ปวดชั้นดี แต่น่าเสียดาย เธอใช้เวลาตั้งหลายปีกว่าจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าความอ่อนโยนและความห่วงใยของผู้ชายคนหนึ่ง ไม่มีวันเปลี่ยนเป็นความรักได้เลย...

"เวินถิงเยี่ยน เราหย่ากันเถอะ" เธอกล่าวเสียงเบา ชักมือกลับมา ความเจ็บแปลบค่อย ๆ ทำให้ดวงตาพร่ามัว

เขาขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดเลย เขาคิดไม่ถึงว่าเธอจะพูดแบบนี้

หลังจากเงียบไปครู่เดียว เขาก็เรียกพนักงานเสิร์ฟให้นำชามสะอาดมาหนึ่งใบ จากนั้นคีบชิ้นปลา ก้มหน้าใช้ตะเกียบเขี่ยก้างปลาออกเบา ๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เจี่ยนจือ ฉันรู้ว่าเธอยังโกรธอยู่ แต่พูดถึงเรื่องหย่ามันไม่สมเหตุสมผลเลยนะ ถ้าเธอหย่ากับฉันแล้ว เธอจะทำยังไง จะใช้ชีวิตคนเดียวได้ยังไง"

เจี่ยนจือถี่หายใจถี่ขึ้น

ตลอดห้าปีมานี้ ในสายตาของทุกคน เธอเป็นเพียงคนที่พึ่งพาเขา ถ้าไม่มีเขา เธอก็คือคนน่าสงสารที่ไม่มีใครต้องการและมีชีวิตรอดต่อไปไม่ได้

เขาเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน

"ฉันทำได้!" เป็นครั้งแรกที่เธอแสดงความแข็งแกร่งต่อหน้าเขา เป็นครั้งแรกที่เธออยากสู้เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง

เวินถิงเยี่ยนกลับยิ้มเฉย ๆ ยังคิดว่าเธอแค่อยากเอาชนะ เขานำปลาที่แกะก้างแล้วมาวางตรงหน้าเธอ "ทานเถอะ อนุญาตให้เธอโกรธต่ออีกหน่อย แต่หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วห้ามโกรธอีกนะ"

"ฉันไม่ได้โกรธ ฉันอยากหย่าจริง ๆ!" เธอจะต้องพูดอย่างไร เวินถิงเยี่ยนถึงจะเข้าใจว่าเธอไม่ได้เอ่ยเรื่องหย่าเพราะประชดจริง ๆ?

"เจี่ยนจือ" เขาวางตะเกียบลง "พอได้แล้ว วันนี้ฉันยกเลิกประชุมสองครั้ง การเจรจาธุรกิจหนึ่งครั้ง เพื่อมาเที่ยวเล่นเป็นเพื่อนเธอโดยเฉพาะ พรุ่งนี้มะรืนนี้ ฉันอาจไม่มีเวลามากขนาดนี้แล้ว ฉันจะพูดอีกครั้งนะ เฉิงเฉิงเป็นเพื่อนที่ดีของพวกเรา เป็นสมาชิกคนหนึ่งในบรรดาเพื่อนพี่น้องของฉัน ฉันปฏิบัติกับเธอไม่ต่างจากอาเหวิน เฉิงเฉิงก็ชอบเธอมากเหมือนกัน อยากเป็นเพื่อนกับเธอมาตลอด เธอมีท่าทีแบบนี้...จะให้ฉันพาอีกฝ่ายมาเจอเธอได้ยังไง"

"งั้นก็ไม่จำเป็นต้องพามาแล้ว" เธอไม่คิดว่าลั่วอวี่เฉิงอยากเป็นเพื่อนกับเธอจริง ๆ

"เจี่ยนจือ!" เขาเริ่มมีน้ำโหเล็กน้อย

เธอรู้อยู่แล้ว ขอแค่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลั่วอวี่เฉิง เขาก็จะอารมณ์ไม่ดีเท่าไรนัก

"รีบทานเถอะ ทานเสร็จเราไปเดินห้างกัน ซื้อของที่เธอชอบ แล้วไปทานอาหารเย็นที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ เธอไม่ได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่นานแค่ไหนแล้ว" เขาคีบอาหารใส่ชามเธอไม่หยุด

เธอไม่อยากให้ตัวเองเสียเปรียบ จึงหยิบตะเกียบขึ้นมา อะไรที่ควรทานก็ท่านไป ไม่ว่าอย่างไร เธอต้องรักษาสุขภาพของตัวเองไว้ก่อน ไม่จำเป็นต้องทำร้ายกระเพาะอาหารตัวเองเพื่อระบายความโกรธ

"แบบนี้แหละถูกแล้ว" เสียงของเวินถิงเยี่ยนกลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง "ห้ามพูดถึงคำว่าหย่าอีกเด็ดขาด"

เธอชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก้มหน้าทานอาหารต่อไป

หลังทานอาหารเสร็จ เธอไม่อยากไปเดินซื้อของ แต่เวินถิงเยี่ยนดึงดันจะให้เธอไป จึงขับรถตรงไปยังห้างสรรพสินค้า

ตลอดห้าปีที่แต่งงานกันมา เวินถิงเยี่ยนพาเธอมาเดินห้างแทบจะนับครั้งได้ ที่จริงควรจะพูดว่า เวลาที่เธอกับเขาปรากฏตัวในที่สาธารณะพร้อมกันนั้นมีน้อยมากต่างหากล่ะ

แม้เป็นตอนกลางวัน แสงไฟในห้างสรรพสินค้าก็ยังสว่างจ้าจนแสบตา

เธอไม่ค่อยชินนัก กอดกระเป๋าเดินอย่างระมัดระวังในเงาด้านหลังเขา

ชั้นหนึ่งเป็นเคาน์เตอร์กระเป๋าหรู นาฬิกาแบรนด์เนมและเครื่องประดับ

"เธออยากซื้ออะไร" เขาหันกลับมาถามเธอ

เธอไม่อยากซื้ออะไรเลย เธอแค่อยากกลับบ้าน!

แต่เธอยังไม่ทันพูดอะไรสักคำ ก็มีคนตะโกนเรียก "ท่านประธานเวิน" มาแต่ไกล

"เป็นบริษัทคู่ค้าที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ฉันจะไปทักทายหน่อย" เวินถิงเยี่ยนกำชับ "เธอเดินดูไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะกลับมาหา"

ลูกค้าของเวินถิงเยี่ยน ถึงอย่างไรเธอก็ไม่รู้จักอยู่ดี เธอยืนอยู่ที่เดิม มองดูเขาจับมือทักทายกับผู้ชายคนหนึ่งไม่ไกล ของหรูหราเต็มห้างพวกนี้ ไม่มีอะไรที่เธออยากซื้อเลย

"คุณผู้หญิง ถึงคิวคุณแล้วค่ะ" พนักงานขายเตือนเธอ

เธอเพิ่งจะพบว่า ตัวเองเผลอไปยืนอยู่ในแถวคิวของร้านแบรนด์เนมแห่งหนึ่งเข้าแล้ว

"อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ" เธอรีบตอบ แล้วก็เดินออกไปทันที

เธอเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าอย่างเรื่อยเปื่อย ทันใดนั้นก็เห็นร่างที่คุ้นเคยตรงเคาน์เตอร์นาฬิกาแบรนด์เนมแห่งหนึ่ง ลั่วอวี่เฉิงนั่นเอง

ตอนที่เธอมองแบรนด์ของนาฬิกาเรือนนั้น ในใจก็มีบางสิ่งจมดิ่งลง เธอเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์โดยไม่รู้ตัว

คนที่ดูนาฬิกาอยู่กับลั่วอวี่เฉิงคืออาเหวิน เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ บทสนทนาของทั้งสองคนก็ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

"ถ้าเธอชอบก็ซื้อเลย" เป็นเสียงของอาเหวิน

แต่ลั่วอวี่เฉิงกลับบอกว่า "ไม่ดีมั้ง เรือนนี้มันแพงเกินไปจริง ๆ ถึงอาเยี่ยนจะให้บัตรเสริมฉันมา ให้ฉันรูดได้ตามสบาย แต่ถ้ารูดของแพงขนาดนี้ฉันก็เกรงใจ"

เจี่ยนจือหยุดฝีเท้าอยู่ที่เดิม มันหนักอึ้งจนก้าวต่อไปไม่ได้อีก หัวใจของเธอก็หนักอึ้งไม่ต่างจากฝีเท้า

บัตรเสริม...

บัตรเสริมของเขา...

"ในเมื่อให้เธอแล้ว ก็แปลว่าให้เธอรูดได้ อาเยี่ยนเคยเป็นคนปากไม่ตรงกับใจเมื่อไรกัน? เราเป็นเพื่อนกันมานานขนาดนี้ เธอยังไม่รู้จักนิสัยเขาอีกเหรอ? ให้เธอ ก็คือให้ด้วยความจริงใจ" อาเหวินพูดต่อ

"ก็จริง..." ลั่วอวี่เฉิงเริ่มขยับข้อมือไปมาเพื่อให้อาเหวินดู

เจี่ยนจือก็เห็นแล้วเช่นกัน

"สวยไหมอาเหวิน ฉันชอบนาฬิกาเรือนนี้มากจริง ๆ ชอบตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ตอนนั้นอาเยี่ยนเคยสัญญาว่าจะซื้อให้ฉันตอนเรียนจบ แต่ตอนหลัง..."

ตอนหลัง?

รอยยิ้มที่ทั้งเยาะเย้ยทั้งขมขื่นผุดขึ้นในใจเจี่ยนจือ

ตอนหลังเวินถิงเยี่ยนก็มอบนาฬิกาเรือนนี้ให้เธอเป็นของขวัญวันเกิดและวันครบของรอบทุกปี

ทีแรกเธอคิดว่า ถึงเวินถิงเยี่ยนจะไม่มีหัวใจ แต่อย่างน้อยเขาก็ยังจำวันเกิดของเธอกับวันครบรอบได้ ของขวัญที่เลือกมาต่อให้ไม่ตั้งใจเลือก แต่อย่างน้อยก็มีมูลค่าสุง

แต่ที่จริงแล้ว เขาไม่ใช่คนไร้หัวใจ ไม่ใช่คนที่ไม่ตั้งใจทำด้วย ตรงกันข้าม เขาตั้งใจมากเกินไป ทุ่มเทเกินไปด้วย เพียงแต่สิ่งที่เขาสลักไว้ในใจนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอเลย...

"งั้นตอนนี้อาเยี่ยนก็ถือว่าทำตามสัญญาแล้ว เธออยากซื้ออะไร ตอนนี้ซื้อได้เลย ขอแค่ที่เธอชอบ เขาก็ซื้อให้ได้หมด" อาเหวินยุยงเธอ

"งั้นฉันรูดบัตรแล้วนะ?" ลั่วอวี่เฉิงใจเต้นแรงอย่างเห็นได้ชัด

อีกด้านหนึ่ง เวินถิงเยี่ยนพูดคุยกับคู่ค้าเสร็จแล้ว คู่ค้าคนนั้นมารับภรรยาที่มาเดินห้าง และเมื่อรู้ว่าเวินถิงเยี่ยนกำลังพาภรรยามาเดินซื้อของ จึงเสนอว่าจะไปทักทายสักหน่อย

เจี่ยนจือพอเห็นเวินถิงเยี่ยนเดินมา ก็รีบหลบไปซ่อนอยู่ข้างหลังเสาโรมันต้นหนึ่ง

แต่ลั่วอวี่เฉิงเห็นเวินถิงเยี่ยนแล้ว จึงโบกมือแล้วตะโกนเรียกเสียงดัง "อาเยี่ยน ฉันอยู่ตรงนี้ นายมานี่หน่อย"

เจี่ยนจือมองจากด้านหลังเสาโรมัน เห็นเวินถิงเยี่ยนกับคู่ค้าของเขาเดินตรงไปหาลั่วอวี่เฉิงแล้ว

ลั่วอวี่เฉิงคล้องแขนเวินถิงเยี่ยนแล้วก็เขย่า "อาเยี่ยน ฉันอยากซื้อนาฬิกาเรือนนี้ ดีไหม"

"ดีสิ" เวินถิงเยี่ยนมองลั่วอวี่เฉิงด้วยสายตาอ่อนโยนราวกับน้ำ ประกายในดวงตาทำให้ทั้งใบหน้าของเขามีชีวิตชีวาขึ้น ไม่จืดชืดเหมือนตอนอยู่บ้านกับเจี่ยนจือ

"ขอบคุณนะอาเยี่ยน งั้นฉันไปรูดบัตรเลยนะ!" ลั่วอวี่เฉิงโบกบัตรเสริมที่เวินถิงเยี่ยนให้เธอ

คู่ค้าที่มาด้วยกันเห็นดังนั้นก็ยิ้ม "คุณเวินกับคุณนายเวินรักกันหวานซึ้งจริง ๆ น่าประทับใจมากครับ"

คุณเวิน? คุณนายเวิน?

เวินถิงเยี่ยนกับลั่วอวี่เฉิงตกใจเล็กน้อย แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้อธิบายอะไรเลย...

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 572

    หลังจากเจี่ยนจือเต้นที่บ้านหลังนี้เสร็จ ก็ออกเดินทางไปบ้านถัดไปพร้อมกับตี๋โยวและเด็ก ๆ ส่วนเวินถิงเยี่ยนก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโออีกครั้งตี๋โยวถามด้วยความสงสัย “หัวหน้าทีมเจี่ยน ทำไมฉันรู้สึกว่าคุณชายขนมปังคนนั้นดูสนิทกับเธอมากกว่าอีกนะ?”คุณชายขนมปัง...“เขาเป็นอดีตสามีฉัน” เจี่ยนจือตอบอย่างตรงไปตรงมา“หา?” หลังจากตกใจ ตี๋โยวก็เข้าสู่ความสับสนทันที “งั้นก่อนหน้านี้ฉันยังไปคุยกับเขาอีก? ฉันควรอยู่ฝ่ายไหนดีเนี่ย หัวหน้าmu,เจี่ยน? ฉันควรเกลียดเขาหรือเกลียดเขาดี?”เจี่ยนจือถูกตี๋โยวทำเอาหัวเราะ “ไม่เป็นไรหรอก เป็นอดีตไปแล้ว จะยังไงก็ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว”“ไม่ได้ ต่อไปฉันจะไม่สนใจเขาแล้ว” ตี๋โยวยังมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันอยู่เต็มเปี่ยม “หัวหน้าทีมเจี่ยนของพวกเราดีขนาดนี้ยังหย่ากันได้ งั้นเขาต้องไม่ใช่คนดีแน่”เจี่ยนจือส่ายหน้ายิ้ม “พอแล้ว ถึงตาพวกเราเต้นแล้ว!”เสียงดนตรีและเสียงร้องของเด็ก ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงเพลงอันสนุกสนาน แค่สองเท้าก็ขยับแทบไม่ทันแล้ว ใครจะยังจำเรื่องบุญคุณความแค้นพวกนั้นได้อีก?มันปลิวหายไปกับสายลมนานแล้วช่วงบ่าย เจี่ยนจือจึงไปเดินตลาดคริส

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 571

    ระยะเวลาที่เจี่ยนจือติดตามอาจารย์ที่ปรึกษาทำวิจัยภาคสนามคือหนึ่งเดือนในสัปดาห์สุดท้าย พวกเขาเผื่อเวลาไว้สองวันที่ดับลินอาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่ามีเทศกาลดั้งเดิมอยู่เทศกาลหนึ่ง จะได้สัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างออกไปครั้งนี้ก็ยังพักโฮมสเตย์เหมือนเดิม เจ้าของโฮมสเตย์เป็นเพื่อนเก่าของอาจารย์ที่ปรึกษา ทุกครั้งที่อาจารย์มาทางนี้ก็มักจะพักที่นี่ วันที่พวกเขาเพิ่งมาถึงไอร์แลนด์วันแรกก็พักที่นี่เช่นกันเจ้าของบ้านบอกว่าในวันเทศกาล เด็ก ๆ จะแต่งหน้าแล้วเดินไปตามบ้านทีละหลังเพื่อเต้นรำพอเจี่ยนจือได้ฟังก็รู้สึกว่าน่าสนุกมากอาจารย์ที่ปรึกษายิ้มแล้วบอกว่า งั้นให้เจี่ยนจือกับตี๋โยวเข้าร่วมด้วยกันเลย“พวกเราไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ” เจี่ยนจือพูดอย่างเขิน ๆเจ้าของบ้านกับอาจารย์ที่ปรึกษาต่างหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ในสายตาพวกเรา พวกเธอก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี”เจี่ยนจือกับตี๋โยวต่างหัวเราะออกมาดังลั่น“เงินที่ได้จากการเต้นระดมทุนทั้งหมดจะเอาไปทำการกุศล” อาจารย์ที่ปรึกษาพูดเสริมอีกถ้าอย่างนั้นก็...ไปกันเลย!ดังนั้น ในวันเทศกาล เจี่ยนจือกับตี๋โยวจึงแต่งตัวกันเต็มที่ ตามเด็ก ๆ ในท้องถิ่นไปเรียนท่าเต้น เรียนไปเ

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 570

    “แอนนา ช่วงนี้ฉันมักจะแยกไม่ออกว่าตัวเองอยู่ในความฝันหรืออยู่ในความเป็นจริงกันแน่” เขาถอนหายใจ “ก่อนหน้านี้เจี่ยนจือถามฉันว่าทำไมจู่ ๆ ถึงอยากเดินตามรอยของอาซ่งสักครั้ง”“นายก็ยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าทำไม?” แอนนาคิดว่าเขาจะพูดแต่เขากลับไม่พูดเขาเพียงยิ้ม แล้วทอดสายตามองไปยังที่ไกลแสนไกล ราวกับว่าบนถนนที่ทอดเลียบแนวชายฝั่งเส้นนั้นจะมีรถออฟโรดคันหนึ่งพุ่งทะยานมาอยู่จริง ๆเจี่ยนจืออยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เป็นเวลา 6 วันงานของเธอในแต่ละวันก็คือไปเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ฟังพวกเขาเล่าเรื่องราว เล่าถึงการสืบทอดและรายละเอียดของการเต้นรำ เรียนรู้ตามจังหวะฝีเท้าของพวกเขา และเต้นในแบบของตัวเองให้พวกเขาดูด้วยเหมือนกับข้อความที่เมิ่งเฉิงซ่งเคยเขียนไว้ไม่มีผิด ที่นี่สามารถทำให้คนลืมโลกภายนอกได้แต่เธอกับอาจารย์ที่ปรึกษาคงอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ตลอดไปไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปหลังจากเข้าร่วมเซสชันซึ่งจัดขึ้นสัปดาห์ละครั้ง และได้ผูกมิตรกับนักเต้นระดับแนวหน้าหลายคนแล้ว ก็ถึงเวลาออกเดินทางอีกครั้งคืนสุดท้ายในหมู่บ้านแห่งนี้ เจี่ยนจือเต้นรำกับเพื่อน ๆ จนดึกมาก จากนั้นจึงก

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 569

    ในตอนนั้นเอง เวินถิงเยี่ยนก็มองเข้าไปในดวงตาของเธออยู่เนิ่นนานโดยไม่ได้ตอบอะไรเจี่ยนจือพยักหน้า “ดูท่านายก็คงไม่รู้เหมือนกัน”“ไม่ ฉันรู้” เวินถิงเยี่ยนรีบพูดเจี่ยนจือจึงรอฟังเขาพูดต่อ“ฉันรู้ว่าเขาไม่มีแฟน” เวินถิงเยี่ยนก้มหน้าหัวเราะเบา ๆ พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้ากลับดูมีนัยยะแปลก ๆ “แต่เด็กสาวที่เต้นรำคนนั้นเป็นใคร ฉันไม่รู้”เจี่ยนจือขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นาน นึกถึงคนที่ขับรถพุ่งทะยานมาตามแนวชายฝั่งในความฝันเมื่อคืน ถึงตอนนี้จะตื่นจากฝันแล้ว แต่ราวกับยังสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นและเป็นอิสระของเขา“เป็นอะไรไป?” เวินถิงเยี่ยนรู้สึกว่าสีหน้าของเธอดูแปลก ๆเจี่ยนจือถอนหายใจ “ไม่รู้จะพูดยังไง บางครั้งคนเราก็ขัดแย้งในตัวเองจริง ๆ เขาเป็นคนดีขนาดนั้น พอคิดว่าเขาต้องใช้ชีวิตอย่างเดียวดายจนถึงวาระสุดท้ายโดยไม่เคยมีใครรัก ก็รู้สึกน่าเสียดาย แต่พอคิดอีกมุม เขาดีขนาดนั้น ถ้าเคยมีผู้หญิงคนหนึ่งรักเขาจริง ๆ ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นสูญเสียเขาไป เธอจะเสียใจแค่ไหน ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะเยียวยาตัวเองได้ เพราะงั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเคยมีแฟนหรือไม่เคยมีจะดีกว่ากัน”“เธอ

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 568

    พอหลับไปคราวนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นพอตื่นขึ้นมาในเช้าวันถัดไป เธอก็สร่างเมาแล้ว พอนึกถึงความฝันเมื่อคืนอีกครั้ง ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นเพราะตอนดื่มเหล้าเธอนึกถึงเรื่องสมัยมัธยมปลาย ถึงได้เก็บเอาไปฝันวันนี้เธอต้องไปเยี่ยมบ้านของนักเต้นพื้นเมืองสูงวัยบนเกาะพร้อมกับอาจารย์ที่ปรึกษาเดิมทีตกลงกันไว้ว่าจะให้เจ้าของบ้านพักที่พวกเธอพักอยู่พาไป แต่เจ้าของบ้านมีธุระด่วนต้องออกจากเกาะ เลยฝากบ้านข้าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือพี่ชายของเขา ให้เป็นคนพาพวกเธอไปแทนดังนั้น เจี่ยนจือกับคนอื่น ๆ จึงมาที่บ้านข้าง ๆ เพื่อหาพี่ชายของเจ้าของบ้านจู่ ๆ เจี่ยนจือก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานมีพูดถึงว่า ตอนนั้นเมิ่งเฉิงซ่งเคยพักที่บ้านหลังนี้ จึงมองโฮมสเตย์แห่งนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อยเธอพบว่าโฮมสเตย์แห่งนี้เปิดมานานกว่า น่าจะเป็นโฮมสเตย์แห่งแรก ๆ ของหมู่บ้านนี้วิธีที่โฮมสเตย์แห่งนี้ใช้แสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่และเป็นที่ยอมรับ ก็คือมีตู้ใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยสมุดข้อความจากแขกนี่ก็ถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของที่นี่เช่นกัน…สะอาดมาก แต่ทุกมุมล้วนอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกาลเวลาเจี่ยนจือยืนอยู่หน้าตู้ พลางคิดในใจว่าจะมีสักห

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 567

    อ้อ ใช่แล้ว เมิ่งเฉิงซ่งชอบใส่เสื้อผ้าหลวม ๆโดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง เขามักจะมีเสื้อไหมพรมถักหยาบตัวหลวมอยู่หลายตัว...เธอหรี่ตาลง ในความพร่าเลือนจากฤทธิ์เหล้า คนที่กำลังพูดอยู่ตรงข้ามดูคล้ายเมิ่งเฉิงซ่งเสียเหลือเกิน“เมิ่งเฉิงซ่ง” เธอเมามายจนมึนงง จู่ ๆ ก็เอ่ยขัดคำพูดของอีกฝ่าย “หลังจากนั้นนายได้จับตั๊กแตนมากินไหม?”เสียงพูดหยุดลงคนตรงข้ามชะงักไปครู่หนึ่ง “เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ?”“เมิ่งเฉิง...” เจี่ยนจือขยี้ตา อ้าว ที่แท้ก็เวินถิงเยี่ยนนี่เอง...เธอโบกมือ “ขอโทษ มองผิดคน”“เธอเมาแล้ว” เวินถิงเยี่ยนเอ่ยยิ้ม ๆเจี่ยนจือพยักหน้า ใช่สิ ไม่งั้นจะจำคนผิดได้ยังไงจู่ ๆ ก็รู้สึกหมดอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อยเธอใช้มือยันหน้าผาก “ดื่มเยอะไปแล้ว วันนี้พักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ”เธอลุกขึ้น ก่อนจะพาดแขนกับตี๋โยว “ไป เรากลับห้องกันเถอะ”“ได้เลยหัวหน้าทีม” ตี๋โยวคอแข็งกว่าเธอ เบียร์เพียงแค่จุดอารมณ์ของตี๋โยวให้คึกคักขึ้น แต่ตัวเธอยังมีสติอยู่มากตี๋โยวยังหันกลับไปเอ่ยกับแอนนาว่า “บ๊ายบาย” จากนั้นก็ประคองเจี่ยนจือกลับห้องไปเวินถิงเยี่ยนกับแอนนาแทบจะเอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า “บ๊ายบาย”เ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status