Masukเมื่อมาถึงคาเฟ่ร้านประจำของเด็กสาว ภีมก็จอดรถดับเครื่องยนต์สนิทก่อนจะลงจากรถไปซื้อชาเขียวปั่นของโปรดให้คุณหนูของเขาตามคำสั่งทันที ทำให้ตอนนี้ภายในรถเหลือแค่คุณหนูตัวน้อยกับบอดี้การ์ดคนใหม่ของเธอ
มิราค่อยๆเขยิบก้นไปด้านหน้าเล็กน้อยแล้วชะโงกตัวไปมองคนตัวโตด้านหน้าที่นั่งเงียบมาตลอดทาง ก่อนจะเอ่ยเรียกเขาอย่างทะเล้น
"พี่สุดหล่อคะ"
ด้านวายุจึงหันมามองตามเสียงเรียกของเด็กสาวทันที แม้เธอจะไม่ได้เรียกชื่อ แต่ในรถก็มีแค่เขาคนเดียว เสียงทุ้มจึงเอ่ยบอกชื่อตัวเองไป
"ผมชื่อวายุครับ" เขาบอกเพื่อต้องการให้เด็กสาวเรียกเขาให้ถูก ไม่ใช่มาใช้คำเรียกไร้สาระพวกนั้น โดยที่ใบหน้าก็ยังเรียบนิ่งเป็นปกติ
"ค่ะ พี่วายุสุดหล่อ" มิราพูดทวนชื่อเขาด้วยใบหน้ายิ้มๆอย่างทะเล้น เธอรู้ว่าเขาชื่อวายุแต่ที่เรียกเขาไปแบบนั้นเพราะอยากให้เขาสนใจเธอบ้าง ไม่ใช่เอาแต่เงียบแล้วทำหน้านิ่งใส่ อีกอย่างเขาก็หล่อจริงๆนั่นแหละ ทั้งหล่อทั้งเท่ทำเธอใจสั่นหวั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน
ด้านวายุมองเด็กสาวนิ่งๆโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่ในหัวกำลังคิดว่าคำพูดคำจาและท่าทางของเด็กสาวช่างดูแก่แดดเสียจริง แต่กระนั้นใจหนึ่งก็รู้สึกดีที่เธอเรียกเขาว่าพี่ อีกใจก็รู้สึกไม่ชอบเพราะเธอไม่ได้เรียกเขาว่าพี่คนเดียว กับรุ่นน้องของเขาเธอก็ใช้สรรพนามที่สนิทสนมแบบนี้ และคงจะเรียกขานบอดี้การ์ดในบ้านทุกคนของพ่อเธอแบบนี้เช่นเดียวกัน
"พี่วายุมีแฟนยังคะ" จู่ๆมิราก็ถามขึ้นมา รอคำตอบจากเขาตาแป๋ว
วายุที่ได้ยินคำถามของเด็กสาว ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่ง คิ้วหนากลับขมวดเข้าหากันทันที ก่อนจะเอ่ยถามกลับแทนที่จะตอบคำถามของเธอ
"ถามทำไมครับ"
"ถามเพื่อความแน่ใจไงคะ ถ้าพี่วายุยังไม่มีแฟน น้องมิจะได้จีบไง" มิราตอบออกไปตรงๆด้วยใบหน้ายิ้มๆ เธอเป็นเด็กซื่อๆ คิดอะไรก็พูดออกไปอย่างนั้น ไม่คิดปิดบังความรู้สึกของตัวเองแต่อย่างใด
"คุณหนูพูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างไหมครับ ต่อไปห้ามพูดหรือห้ามคิดอะไรแบบนี้อีกเด็ดขาดเข้าใจไหมครับ" วายุเอ่ยดุออกไปทันทีน้ำเสียงแข็ง โดยสั่งห้ามเธออย่างจริงจัง ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่งขณะที่มองหน้าเด็กสาวด้วยใบหน้าเข้มดุ แล้วเอ่ยต่อว่าเธอออกมาน้ำเสียงแข็ง
"เด็กแก่แดด" ถึงเธอจะมีศักดิ์เป็นเจ้านายแต่เขาก็ต้องพูดต้องดุเพื่อไม่ให้เธอคิดอะไรที่ไม่ควรคิด เพื่อไม่ให้เธอพูดอะไรที่ไม่ควรพูด จากนั้นเขาก็หันกลับไปมองทางข้างหน้าต่อ โดยไม่สนใจอะไรเด็กสาวอีกเลย
ด้านมิราเมื่อโดนดุโดนว่า สีหน้าก็สลดปากบางเบะคว่ำทันที ก่อนจะพูดออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกน้อยใจ
"ทำไมพี่ยุต้องดุต้องว่าน้องแรงขนาดนี้ด้วย" เธอไม่เข้าใจว่าตัวเองแก่แดดตรงไหน เพราะเธอแค่พูดไปตามความรู้สึกของเธอเท่านั้น
แต่ถึงเธอจะพูดเบาทว่าเขาก็ได้ยิน ทำเอาใจแกร่งอ่อนยวบลงทันที จนเขาไม่เป็นตัวของตัวเองเอาซะเลย แต่กระนั้นก็ยังนั่งนิ่งไม่ได้หันกลับไปมองเด็กสาวด้านหลังแต่อย่างใด เขาไม่ควรโอ๋หรือปลอบอะไรเธอทั้งนั้น แม้แต่คำขอโทษเขาก็ไม่ควรพูดกับเธอ เพราะสิ่งที่เขาพูดหรือดุเธอไปมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว เธอเป็นใครเขาเป็นใครข้อนี้เขารู้ดีอยู่แก่ใจ เพราะงั้นเธอไม่ควรลดตัวลงมายุ่งเกี่ยวกับคนอย่างเขา
แต่แล้วด้านมิราก็เศร้าได้ไม่นาน ปากบางที่เบะคว่ำเมื่อครู่กลับยิ้มซุกซนออกมา เธอยังไม่ได้เริ่มจีบเขาเลยด้วยซ้ำ จะมายอมแพ้แค่โดนเขาดุเขาว่าแบบนี้ไม่ได้
"พี่ยุน้องขอยืมโทรศัพท์หน่อยค่ะ" เธอพูดพลางยื่นมือบางข้างหนึ่งไปด้านหน้า แบมือขอโทรศัพท์จากเขา
วายุจึงหันมามองเด็กสาวนิ่งๆ ก่อนจะหลุบตามองมือบางที่แบมือขอโทรศัพท์จากเขา แล้วเบนสายตาขึ้นมามองเด็กสาวต่อ ขณะเดียวกันในหัวเอาแต่คิดว่าเธอช่างขยันพูดจาแทนตัวเองและเรียกชื่อเขาได้น่ารักน่าฟังเสียจริง ก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ยถามออกไปน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่ต่างจากใบหน้า
"แล้วโทรศัพท์ของคุณหนูล่ะครับ"
"แบตหมดค่ะ" มิราโกหกคำโตแถมยังยิ้มหน้าระรื่นให้เขาอีก
ด้านวายุได้ยินเช่นนั้นก็เลือกไม่ถามอะไรต่อ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขายาวสีดำของตัวเองออกมา นำไปวางบนฝ่ามือบางของเด็กสาว จากนั้นก็หันกลับไปมองบริเวณรอบๆนอกรถเช่นเดิม โดยไม่ได้คิดจะสนใจเลยว่าเด็กสาวจะเอาโทรศัพท์ของเขาไปทำอะไร
มิรารับโทรศัพท์ของอีกคนมาด้วยรอยยิ้มซุกซนละคนดีใจ จากนั้นเธอก็ไม่รอช้ากดเข้าแอปไลน์ของเขาแล้วกดเพิ่มไอดีไลน์ของตัวเองลงไปทันที ก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ของตัวเองในกระเป๋ากระโปรงนักเรียนออกมาแล้วกดเพิ่มเพื่อนเขาไปทันที ไม่มีเสียงแจ้งเตือนไลน์ดังขึ้นแต่อย่างใดเพราะเธอเปิดระบบปิดเสียงเอาไว้ เมื่อทำทุกอย่างเรียบร้อยรอยยิ้มซุกซนก็ยิ่งฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมด้วยความพึงพอใจกับการกระทำของตัวเอง จากนั้นก็ยื่นโทรศัพท์คืนให้เจ้าของมัน
"นี่ค่ะ ขอบคุณนะคะ" ไม่ลืมที่จะเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงหวานๆ ส่งยิ้มให้เขาอย่างน่ารัก แต่ทว่าเขาไม่ได้หันมามองเธอเลยด้วยซ้ำ เขาหยิบโทรศัพท์ของตัวเองจากมือเธอไป เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเธอเหมือนเดิม แต่กระนั้นเธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับท่าทีหมางเมินของเขา เพราะอย่างน้อยตอนนี้เธอก็มีไลน์ของเขาแล้ว
หลังจากนั้นภายในรถก็เงียบไป จนภีมกลับเข้ามาในรถพร้อมกับชาเขียวปั่นหนึ่งแก้ว จากนั้นก็เงียบเหมือนเดิมตลอดระยะทางจากร้านคาเฟ่จนกลับถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ แต่ทว่าเด็กสาวกลับนั่งอมยิ้มตลอดเวลา พลางลอบมองบอดี้การ์ดคนใหม่ของตัวเองอยู่เป็นระยะๆ ขณะมองเขาก็ดันรู้สึกเขินเอง อาการท่าจะหนักอยู่...
#อร๊ายยย ยัยน้องน่ารักขนาดนี้ พี่จะต้านได้
นานแค่ไหนกันน้าาาา อุฮิ 😉😘
เวลาต่อมา16:35 น.บริเวณโต๊ะริมสระว่ายน้ำ"อะไรเหรอคะ" มิราเอ่ยถามคนตัวโตเมื่อเขายื่นกล่องเล็กๆสีชมพูมาให้ขณะที่เธอนั่งอยู่บนตักแกร่งของเขา"เปิดดูสิครับ" บอกกับเด็กสาวน้ำเสียงอ่อนโยน โอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ มืออีกข้างก็ยังคงถือกล่องเล็กๆสีชมพูยื่นให้เด็กสาวด้านมิราจึงรับกล่องดังกล่าวมาแล้วเปิดฝากล่องออก เมื่อเห็นว่าสิ่งของในกล่องคืออะไรก็ระบายยิ้มออกมาจนแก้มแทบปริ ซึ่งภายในกล่องเป็นสร้อยคอเส้นเล็กๆสีเงิน ตัวจี้เป็นรูปหนังสือเล่มเล็กๆสีชมพู"ชอบไหมครับ พี่สั่งทำให้หนูเป็นพิเศษเลยนะ" เขาถามพลางกระชับกอดคนบนตักแน่นขึ้น ซึ่งสร้อยเส้นนี้เขาสั่งทำไว้นานแล้ว แต่เพิ่งจะได้มีโอกาสไปเอาที่ร้านตอนไปส่งคนเป็นน้องสาวที่คอนโด"ชอบค่ะ ชอบมากด้วย ขอบคุณนะคะ"ฟอด~มิราหอมแก้มของคนตัวโตไปหนึ่งฟอดเป็นการเอาใจ ซึ่งสร้อยที่เขาให้มามันน่ารักมากและถูกใจเธอมากจริงๆด้านวายุก็ได้แต่ยิ้มเอ็นดูคนบนตัก ก่อนจะเกยคางไว้บนไหล่มนเสมือนกำลังออดอ้อนคนบนตักยังไงยังงั้น"ว่าแต่ทำไมพี่วายุถึงสั่งทำจี้สร้อยเป็นรูปหนังสือล่ะคะ?""เพราะว่าหนูชอบอ่านนิยายไงครับ พี่เลยสั่งทำสร้อยเป็นรูปหนังสือ หนูลองดูดีๆสิครับ ในตัวจี้ด้าน
วันต่อมากรุงเทพมหานคร ขณะนี้วายุกับมิราเดินทางกลับมาถึงกรุงเทพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ โดยมีคนที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวติดสอยห้อยตามทั้งสองคนมาด้วย ณ คฤหาสน์หลังใหญ่11:45 น.เมื่อวายุขับรถเข้ามาจอดอยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่โดยไม่ได้ดับเครื่องยนต์ เขาก็เอี้ยวตัวหันไปพูดกับน้องสาวที่นั่งอยู่บนเบาะรถด้านหลังทันที"รอพี่ในรถก่อนนะ พี่ขอเอาของไปเก็บก่อนแล้วจะไปส่งที่คอนโด""ค่ะ" พระพายจึงพยักหน้าตอบด้วยใบหน้ายิ้มๆ ก่อนจะกวาดสายตามองออกไปนอกรถอย่างซุกซนละคนอยากรู้อยากเห็น เธอตื่นเต้นไม่น้อยกับการที่ได้เห็นคฤหาสน์หลังใหญ่ ไม่รู้ว่าบ้านหรือวังถึงได้ใหญ่โตอลังการเช่นนี้ด้านวายุจึงลงจากรถแล้วไปเปิดประตูรถฝั่งของคนรัก จากนั้นเขาก็พาคนรักเข้าบ้านโดยมีกระเป๋าสัมภาระของเธอและเขาถืออยู่ในมือหนาทั้งสองข้างส่วนสาวน้อยที่นั่งอยู่ในรถของพี่ชาย โดยไม่รู้เลยว่ามีรถตู้คันหรูสีดำของเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้กำลังขับเคลื่อนเข้ามาจอดอยู่ด้านหลังรถของพี่ชายที่เธอนั่งอยู่ ด้วยความซุกซนและอยากรู้อยากเห็นเธอจึงตัดสินใจเปิดประตูลงจากรถเพื่อจะได้มองสำรวจคฤหาสน์ได้สะดวกขึ้น แทนที่จะรออยู่ในรถ
(ป่วนหัวใจนายบอดี้การ์ดหน้านิ่ง)ภายในห้องนอนของวายุหลังจากที่พูดคุยกับลุงและป้าสะใภ้เสร็จ วายุก็พาเด็กสาวขึ้นมาพักผ่อนบนห้องนอนของเขา"นั่งรถมาเหนื่อยๆ อากาศก็ร้อน พี่ว่าหนูไปอาบน้ำก่อนดีกว่านะครับจะได้สดชื่น" วายุเอ่ยบอกพลางเดินไปหยิบผ้าขนหนูที่พับเก็บไว้ในตูเสื้อผ้าของตัวเองออกมา ก่อนจะเดินกลับมาหาเด็กสาวที่กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆห้องของเขา"พี่วายุชอบสีเทากับสีดำเหรอคะ ห้องของพี่ถึงได้คลุมโทนสีเทาดำหมดเลย" มิราไม่ได้สนใจคำพูดของคนตัวโตเลย ปากถามแต่สายตากวาดมองไปรอบๆห้องของเขาอย่างซุกซน พลางยื่นมือไปรับผ้าขนหนูที่เขายื่นให้ ซึ่งแม้กระทั่งผ้าขนหนูที่เขาให้มาก็ยังเป็นสีเทา"ใช่ครับ" เขาตอบก่อนจะปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำที่สวมใส่อยู่ แล้วถอดออกโยนทิ้งลงตระกร้าที่วางอยู่ข้างตู้เสื้อผ้า ตามด้วยถอดเข็มขัดราคาแพง แต่ทว่าขณะที่เขากำลังจะปลดกระดุมกางเกง เด็กสาวก็ดันเอ่ยขัดขึ้นมา"พะ พี่วายุถอดเสื้อผ้าทำไมคะ" รู้สึกร้อนๆหนาวๆขึ้นมาเสียดื้อๆเมื่อเห็นอีกคนยืนถอดเสื้อผ้าต่อหน้าต่อตา"อาบน้ำก็ต้องถอดเสื้อผ้าสิครับ จะอาบทั้งเสื้อผ้าได้ยังไงกัน" "อ๋อ พี่วายุจะอาบน้ำก่อนใช่ไหมคะ งั้นเดี๋ยวน้องไปรอข
บ้านของวายุ (ต่างจังหวัด)13:25 น."ลุงวินป้าจ๋าพี่วายุมาแล้วค่ะ!" เป็นเสียงเด็กสาววัยสิบแปดปีที่มีหน้าตาสะสวยและหุ่นดี ไม่ใช่สวยธรรมดา แต่เรียกได้ว่าสวยมากเลยทีเดียว เธอตะโกนบอกผู้เป็นลุงแท้ๆกับป้าสะใภ้ที่อยู่หลังบ้านเมื่อเห็นรถคันหรูสีดำคุ้นตาของคนเป็นพี่ชายหรือลูกพี่ลูกน้องของเธอขับเข้ามาจอดอยู่หน้าบ้าน...ซึ่งเด็กสาวคนดังกล่าวเธอมีนามว่า พระพาย เธอเองไม่ต่างจากวายุที่คนเป็นลุงแท้ๆกับป้าสะใภ้ได้รับมาเลี้ยงดูเช่นกัน เนื่องจากพ่อของเธอได้เสียไปเมื่อสามปีก่อนด้วยโรคร้าย ส่วนแม่ของเธอได้เสียไปตั้งแต่เธออายุได้สองขวบด้วยโรคประจำตัว เธอจึงไม่เหลือใครนอกจากพี่ชายของพ่อหรือลุงแท้ๆกับป้าสะใภ้ที่ยังไม่มีลูก พวกเขาทั้งสองคนจึงรับเธอมาเลี้ยงดูและรักเธอกับวายุเสมือนลูกของพวกเขาจริงๆ...และไม่รอช้าพระพายรีบวิ่งไปหาคนเป็นพี่ชายกับว่าที่พี่สะใภ้ที่กำลังลงจากรถ"สวัสดีค่ะพี่วายุ" เมื่อวิ่งมาถึง พระพายจึงเอ่ยสวัสดีพร้อมกับพนมมือน้อยๆไหว้พี่ชาย ก่อนจะหันไปทักทายว่าที่พี่สะใภ้ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันด้วยใบหน้ายิ้มๆ"หวัดดี เราชื่อพระพายนะ เป็นน้องพี่วายุ""หวัดดีจ้ะ เราชื่อมิรา เป็นแฟนพี่วายุ" มิราเ
(ป่วนหัวใจนายบอดี้การ์ดหน้านิ่ง)"พี่วายุเป็นไงบ้างพี่" เมื่อคนเป็นนายและพี่ชายออกไปจากห้องนี้แล้ว ภีมก็รีบพุ่งตัวเข้าไปหารุ่นพี่อย่างไว แล้วช่วยประคองกายแกร่งของรุ่นพี่ให้ลุกขึ้นนั่ง "กู โอเค" วายุตอบรุ่นน้องด้วยน้ำเสียงเบาหวิว แทบจะไม่มีแรงพูด ร่างกายไร้เรี่ยวแรง สมองยังปวดหนึบด้วยฤทธิ์ยา "อดทนอีกนิดนะพี่ เดี๋ยวยาก็หมดฤทธิ์แล้ว" ภีมไม่สามารถช่วยอะไรรุ่นพี่ได้เลย เขาทำได้แค่บอกให้รุ่นพี่อดทน เพราะยาชนิดนี้ไม่มียาแก้หรือยาต้านใดๆ สุดแล้วแต่ร่างกายและความอดทนของคนที่ได้รับยานี้เข้าไปว่าจะอดทนต่อฤทธิ์ของมันได้หรือไม่"มึงอย่าปากสว่างไปบอกหนูมิล่ะ กูไม่อยากให้เมียกูต้องเป็นห่วง" วายุไม่ได้สนใจคำพูดของรุ่นน้องแต่อย่างใด เขาเลือกที่จะเอ่ยประหนึ่งเป็นคำสั่งกับรุ่นน้องแทนขณะที่ใบหน้ายังคงเหยเกด้วยความเจ็บปวด มือหนาข้างหนึ่งกุมขมับเอาไว้ มือหนาอีกข้างวางค้ำยันลงบนพื้นเพื่อเป็นหลักให้ตัวเอง"โธ่พี่ ผมไม่บอกคุณหนูหรอกหน่า อีกอย่างพี่ห่วงตัวเองก่อนเถอะ สภาพพี่ตอนนี้ดูไม่ได้เลย" ภีมรู้ดีว่าเรื่องไหนควรพูดไม่ควรพูด แต่รุ่นพี่ของเขานี่สิ ห่วงแต่คุณหนูตัวน้อยทั้งที่สภาพตัวเองตอนนี้แย่มากแทบดูไม่ได
(ป่วนหัวใจนายบอดี้การ์ดหน้านิ่ง)ภายในห้องใต้ดินหรือห้องเชือดผัวะ!ทันทีที่วายุโผล่หน้าเข้ามาในห้องเชือด เดชาก็ปล่อยหมัดหนักๆใส่ใบหน้าข้างขวาของวายุเต็มแรง จนใบหน้าหันไปตามแรงหมัดพร้อมกับเซไปด้านหลังจนเกือบเสียหลักล้มลงไป แต่ไม่ทันที่จะได้ตั้งหลักดี หมัดที่สองก็ตามมาใส่ใบหน้าอีกข้างเต็มแรงผัวะ!ใบหน้าของวายุหันไปตามแรงหมัดเกือบจะเสียหลักล้มลงไปอีกครั้งแต่ก็ทรงตัวเอาไว้ได้ ก่อนจะใช้หลังมือปาดน้ำคาวสีแดงที่ซึมออกมาตรงมุมปากทั้งสองข้างออกลวงๆ แล้วมองไปยังผู้เป็นนายนิ่งๆ โดยไม่พูดหรือไม่คิดจะตอบโต้กลับไป เขายอมให้ผู้เป็นนายกระทำแต่โดยดี"สองหมัดนี้แค่น้ำจิ้ม หลังจากนี้มึงเตรียมตัวรับบททดสอบของกูให้ได้ก็แล้วกันไอ้วายุ หึ" เดชาพูดด้วยน้ำเสียงกดต่ำ พูดจบก็กระตุกยิ้มร้ายเย้ยหยันคนเป็นลูกน้องที่เลี้ยงไม่เชื่อง"ผมพร้อมครับ" วายุพูดสวนไปทันทีด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่ต่างจากใบหน้า เขายังคงใจเย็น ไม่ได้มีความเกรงกลัวผู้เป็นเจ้านายและสิ่งที่ตัวเองกำลังจะเผชิญเลยแม้แต่น้อย"อวดเก่ง! ถ้ามึงพร้อมมากขนาดนี้กูก็พร้อมจัดให้มึงแบบชุดใหญ่ จัดให้แบบสมเกียรติคนเก่งอยากมึง" เดชาไม่เคยเจอใครที่กล้าหือกับเขาแ