Se connecter‘แจ๊ค….เจ้าพูดอันใดกัน สิ่งนี้หมายความว่าอันใด?’
ฝ่าบาทนั่งสังเกตคำพูดของบดินทร์อย่างใจจดจ่อ พระองค์เริ่มรู้สึกมากกว่าเดิมว่าบดินทร์ผู้นี้ไม่เหมือนคนเดิมที่เคยเป็น “ผมคิดถึงแม่มาก…ไม่นึกว่าจะได้เจอหน้ากันอีกแล้วอ่ะ…” “ยังขี้แยเช่นเดิมเลยสินะ…” ท่านหญิงพูดขึ้นน้ำเสียงสั่น แต่ฝ่าบาทนั้นกลับรู้สึกสงสัย กับคำพูดคำจาของบดินทร์ และพระองค์กำลังครุ่นคิดมากกว่าเดิม ‘ผม….เจ้าพูดคำนี้อีกแล้ว? บดินทร์ นี่ต้องไม่ใช่เจ้าแน่ๆ’ ขุนเรืองที่นั่งอยู่ข้างหลังถัดจากสองแม่ลูกก็เกือบจะร้องออกมาเช่นกัน แต่ก็ยังเก็บอาการไว้เพราะเป็นถึงทหารที่มีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องกษัตริย์ไม่ควรที่จะแสดงท่าทีอ่อนแอให้ใครเห็น ทั้งขุนบดนทร์ที่ตามมาทีหลังก็ร้องไห้ตามๆ กันไป พอมาถึงคนสุดท้ายหลังจากที่ท่านอาวุโสเดินเข้ามาในห้องบรรทมบดินทร์ที่กำลังโอบกอดทั้งสองคนก็หยุดนิ่งไปชั่วครู่นึง “….ยาย!” จบจากคำว่ายายเพียงคำเดียว บดินทร์ลุกขึ้นวิ่งพุ่งตรงไปหาผู้อาวุโส ก่อนที่จะพรวดกอดด้วยความรักที่ทั้งคิดถึงและคนึงหามาตลอด ผู้อาวุโสยิ้มใหญ่และกอดหลานของตนอย่างถนุถนอม “คนที่ท่านเลี้ยงมากับมือย่อมคิดถึงมากเป็นธรรมดาพะยะค่ะฝ่าบาท” ท่านบดนทร์พูดขึ้นท่ามกลางความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างดีใจที่ได้เจอหน้ากัน “ข้าอดสงสารมิได้ อีกทั้งข้าเองก็ไม่เคยรู้ว่าที่จริงแล้ว ท่านองครักษ์นั้นก็คือผู้ที่จิตใจอ่อนแอผู้นึง” ท่านบดนทร์ตัดพ้อกับตัวเองก่อนที่จะขอตัวออกไปข้างนอก แล้วปล่อยไปท่านผู้หญิงกับท่านอาวุโสได้คุยกับบุตรชายของตนด้วยความคิดถึง “ไม่นึกว่าจะเจอยายกับแม่ที่นี่อ่ะ….ดีใจมากเลยนะ ผมดีใจจริงๆ อย่างน้อยผมก็ไม่ได้โดดเดี่ยวแล้ว…” น้ำเสียงสะอื้นครวญดังระงมออกไปคนทั้งสามโอบกอดกันพร้อมกับน้ำตาที่รินไหลออกมาและเต็มไปด้วยความสุข “เช่นนั้น ข้าขอตัวออกไปก่อน ให้พวกท่านได้พูดคุยกันตามอัธยาศัยเถิด…” สิ้นคำพูดฝ่าบาทกำลังจะตั้งตัวลุกขึ้น บดินทร์ก็รีบหันควับมาจ้องพระพักตร์ของฝ่าบาท ซึ่งในขณะเดียวกันใบหน้านั้นก็เต็มไปด้วยรอยน้ำตา “ท่านอย่าพึ่งไป….อยู่ที่นี่ด้วยกันก่อนสิครับ” ฝ่าบาทนิ่งไปสักพัก “ท่านองครักษ์ พูดเช่นนี้มิได้นะเพคะ…ถึงพระองค์จะสนิทกับฝ่าบาทมากเพียงใด แต่พระองค์ท่านคือกษัตริย์ของแผ่นดินนี้นะเพคะ…” ท่านผู้อาวุโสพูดขึ้นทันทีที่ได้ยินสิ่งที่หลานชายของตนพูด “ได้สิ เช่นนั้นข้าจะยังไม่ไป…” ทั้งท่านผู้หญิงและผู้อาวุโสได้เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ทั้งสองคนรีบหมอบก้มหัวลงแนบกับพื้นอย่างเร็วพลัน “ขอประทานอภัยเพคะฝ่าบาท ที่ท่านทหารองครักษ์พูดออกไปเช่นนี้ หม่อมฉันเกรงว่าอาจจะพึ่งฟักฟื้นได้ยังไม่เต็มที่เพคะฝ่าบาท…” บดินทร์นั่งนิ่งเผยสีหน้าที่งุนงงก่อนจะฉุกคิดได้ว่า ที่นี่นั้นไม่ได้ใช้ภาษาเหมือนยุคปัจจุบันแต่ใช้ภาษาในบริบทที่สุภาพและย้อนยุคเป็นอย่างมาก ‘จริงสิ เราพูดแบบนี้ไปพวกเขาก็คงจะฟังไม่รู้เรื่องสินะ แล้วทีนี้จะต้องพูดยังไงดีล่ะ ใช้ภาษาที่โบราณแบบนี้ไม่ค่อยถนัดเลย เฮ้อ… แต่ก็เอาเถอะ’ บดินทร์ถอนหายใจออกมายาวเหยียดเป็นหางว่าว ท่านหญิงรีบกล่าวตักเตือนต่อบุตรของตนที่ได้ทำกิริยาที่เสียมารยาทเช่นนี้ “ท่านทำเช่นนั้นได้อย่างไร ฝ่าบาทรงเป็นกังวลเรื่องท่านอยู่นะจ้าคะท่านศรีบดินทร์” จากนั้นฝ่าบาทก็จ้องมองไปที่ศรีบดินทร์ด้วยสีหน้าที่ชวนสงสัย ‘เกิดอันใดขึ้นกับเจ้ากัน…’ พระองค์ทรงตรัสบอกท่านผู้หญิงทั้งสองว่าพระองค์ขอเวลาคุยกับศรีบดินทร์เป็นการส่วนตัวก่อนที่คนทั้งสองจะเดินออกจากห้องไปแบบเงียบๆ ‘เหตุใดศรีบดินทร์ถึงได้กลายเป็นเช่นนี้นะ…’ ท่านผู้หญิงยืนครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ผู้อาวุโสจะเดินเข้ามาและปลอบใจท่านผู้หญิง “ต่อให้หลานจะเปลี่ยนไปมากหรือน้อยเพียงใด ฝ่าบาทพระองค์ท่านเอง ก็มิได้ถือสาเรื่องอันใดกับบดินทร์ เจ้าจงอย่าได้เป็นกังวลไปเสียเลยแม่จันทร์” “ท่านแม่ แต่วาจาของศรีบดินทร์นั้นดูแปลกไปนะเจ้าคะ คำพูดคำจาที่ไม่เหมือนคนเราพูดกัน อีกทั้งยังทำตัวเช่นนั้นต่อหน้าฝ่าบาทอีก เจ้าลูกคนนี้นะ…” บรรยากาศที่แสนเงียบเชียบ ไฟจากตะเกียงเผยให้เห็นพระพักตร์ของฝ่าบาทที่กำลังจ้องมองบดินทร์ด้วยความสงสัย จนทำให้บดินทร์รู้สึกแปลกๆ “ฝ่าบาท…ท่านมีอะไรหรือเปล่าขอรับ? …” ‘พูดประมาณนี้รึเปล่านะ!! ไม่กล้าพูดอะไรมากกว่านี้เลยกลัวจะไม่เข้าหูสุดๆ’ “เจ้าเปลี่ยนไปบดินทร์” สีหน้าเรียบนิ่งของฝ่าบาททำเอาบดินทร์นั้นไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง “เปลี่ยนไปยังไงขอรับ ข้าว่าข้าก็ปกตินะขอรับ…” “ข้ารู้สึกว่าสีหน้าท่าทาง มันฟ้องว่าไม่ใช่เจ้าน่ะสิศรีบดินทร์” ซักพักพระองค์ก็ลุกขึ้นยืน และเดินไปตรงที่หน้าต่างก่อนจะทอดพระเนตรออกไปด้านนอก “ท่านจะให้ข้าเปลี่ยนไปได้ยังไงขอรับฝ่าบาท ข้าก็คือข้านี่แหละครับ สงสัยเป็นไข้อาการก็ยังไม่ค่อยหายดีอาจจะมีสติเลอะเลือนนิดหน่อยแค่นั้นเองขอรับ…” สิ้นสุดเสียงของบดินทร์ ทุกอย่างกลับมาเงียบอีกครั้ง “เช่นนั้นหรือ…” ฝ่าบาทหันกลับมามองบดินทร์ และค่อยๆ เดินตรงมาใกล้ตัวเขามากขึ้น “ข้าเกือบเสียเจ้าไปแล้วบดินทร์ เรื่องที่เกิดกับเจ้าเมื่อวาน ตอนนี้ข้ากำลังพยายามเร่งสืบสวนหาสาเหตุแบบลับๆ อยู่ ว่าเป็นผู้ใดกันที่กล้าทำเช่นนี้กับเจ้า” สีหน้าที่จริงจังของฝ่าบาท ดวงตาสองคู่ที่คมกริบราวกับไฟกำลังลุกโชนข้างใน ‘โอ้โห! ฝ่าบาทคนนี้ ตามอารมณ์ไม่ทันสุดๆ เมื่อกี้ยังสงสัยอยู่เลยว่าเราเปลี่ยนไป แต่ล่าสุดก็เป็นห่วงเฉยเลยสินะ แหมๆ’ “อ๋อ…. ขอบพระคุณมากครับฝ่าบาท ที่เป็นห่วงผม” หลังจบคำว่าผม ฝ่าบาทชักสีหน้าขึ้นอีกครั้ง “ผม เจ้าพูดคำนี้อีกแล้ว มันมีความหมายความว่าเช่นใดกัน? เจ้าพูดมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ‘หลุดพูดไปอีกละสินะแจ๊คเอ้ยย!’ “ผม หมายถึงตัวของเราเองขอรับท่านฝ่าบาท” “ตัวของเราเอง? แปลกยิ่งนัก ตัวของเราเอง เจ้าก็ใช้คำว่า ข้า ก็ถูกแล้วมิใช่หรือ เหตุใดถึงได้ใช้คำว่า ผม เจ้าเป็นผู้ใดกัน? มาจากที่ใด! ตอบข้ามาตรงๆ เถิด อย่าอ้อมค้อมกับข้า” ฝ่าบาทเริ่มแสดงสีหน้าและท่าทางที่สงสัย ต่อผู้ที่อยู่ตรงหน้าของตนแบบจริงจัง ‘จะอธิบายยังไงดีละเนี่ย!! เครียดเด้ๆ จะบอกว่ามาจากโลกอนาคตข้างหน้าก็จะดูตลกไปมั้ยเนี่ย แล้วคนที่นี่จะเชื่อมั้ยว่าไม่ใช่องครักษ์ศรีบดินทร์ แต่เป็นแจ๊ควัยรุ่นกากๆ ที่ชอบนอนอืดแค่นั้นเอง’ บดินทร์นิ่งพร้อมกับสีหน้าที่ลุกลี้ลุกลน ขณะเดียวกันฝ่าบาทก็จ้องมาแบบไม่ลดละ ‘แล้วฝ่าบาทจ้องแบบนี้อีก จะบอกไปยังไงละเนี่ย โอ้ยอึดอัดชิบหายเลย!!!’ “คือว่า…ข้าก็คือบดินทร์นี่แหละขอรับ แต่ว่า… ส่วนของข้าพึ่งได้ปรากฏขึ้นมาขอรับท่าน” “ส่วนของเจ้าพึ่งปรากฏขึ้นรึ? แล้วก่อนหน้านี้ล่ะไม่ใช่เจ้ารึ ข้ารู้สึกว่าเจ้าไม่เหมือนเดิมตั้งแต่ตอนที่เจ้าแสดงท่าทีแปลกๆ ยังกับไม่ใช่คนที่นี่ คำพูดของเจ้าก็ไม่มีความเป็นศรีบดินทร์หลงเหลืออยู่เลย แล้วจะให้ข้าเชื่อใจเจ้าได้เช่นไร ว่าสิ่งที่เจ้าพูดนั้นคือความจริง” ‘พ่อหนุ่มคนนี้ ถามเก่งจริงๆ งั้นจะไม่อ้อมละนะ!! ก่อนจะมีน้ำโห!!’ “เอาเป็นว่าตอนนี้ข้ายังปกติโอเครมั้ยครับท่านฝ่าบาท” บดินทร์ยกนิ้วขึ้นชูสัญลักษณ์โอเคที่มือขวาก่อนจะยิ้มเล็กน้อย ฝ่าบาทนั่งจ้องมองใบหน้าของเขาด้วยพระพักตร์ที่เรียบนิ่ง ก่อนจะปรากฏสีแดงระเรื่อๆ ที่แก้มทั้งสองข้าง ‘แหม แก้มแดงเชียว’ พระองค์ทรงก้มพระพักตร์ปกปิดความรู้สึกที่เกิดขึ้น “โอเคร…มันคืออันใดกัน เจ้าพูดคำแปลกๆ อีกแล้ว! แล้วเจ้าทำมือเช่นนั้นเพราะเหตุใดถึงทำเป็นสัญลักษณ์เช่นนั้น” บดินทร์มองไปที่มือของเขา ก่อนที่จะรีบยกลงอย่างไว “อ๋อ… ขออภัยขอรับฝ่าบาท” บดินทร์หัวเราะในลำคอพรางเอามือลูบหัวตัวเองไปด้วย ‘บดินทร์ ข้าคงไม่ได้ฝันไปใช่รึไม่ ว่าเจ้านั้นเป็นคนที่กล้าแสดงออกถึงเพียงนี้ ความเย็นชาของเจ้า ความเรียบนิ่งของเจ้า ตอนนี้มันกลับหายสิ้นไปเสียอย่างงั้น…’ “เช่นนั้น ถ้าเจ้าสบายดีแล้วข้าก็ย่อมไม่ต้องห่วงอันใด เจ้าอยู่ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้ดีขึ้นเถิด ค่อยกลับมารับราชการ” “รับราชการ? ผมหรอขอรับฝ่าบาท?” บดินทร์พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง “ทำไมเจ้าถึงพูดเช่นนั้นล่ะ” “ก็คือว่า ตอนนี้ผมเป็นข้าราชการหรอครับฝ่าบาท? ก็คือเป็นข้าราชการทหารยังงั้นหรอขอรับท่าน?” ฝ่าบาทไม่รู้ว่าจะต้องทำสีพระพักตร์เปลี่ยนเช่นใด ในขณะเดียวกันบดินทร์เองก็ยิงคำถามตรงมาที่พระองค์แบบไม่หยุดหย่อน ราวกับสิ่งนี้คือสิ่งที่น่าตื่นเต้นสุดๆ สำหรับเขาผู้นี้ “นี่เจ้าลืมทุกอย่างไปหมดสิ้นแล้วหรือ บดินทร์?” ‘เอ๊า…ก็แค่ดีใจที่จะได้รับราชการ ถังชีวิตจริงจะไม่ได้รับราชการแต่มาอยู่ที่นี่ได้รับราชการเป็นใครจะไม่ตื่นเต้นดีใจออกหน้าออกตาแบบนี้ล่ะ ฝ่าบาทเองก็ถามแปลกๆ ……แต่ก็เข้าใจได้ว่าที่นี้มันไม่เหมือนปัจจุบันนี่ ก็ไม่แปลกที่เค้าจะถามเราแบบนี้…เห้อ…’ ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังนั่งคุยกันในห้องบรรทม ท่านผู้หญิงก็เดินมาหยุดตรงที่หน้าห้อง ก่อนจะบอกให้ทั้งฝ่าบาทและบดินทร์ออกมากินข้าวเย็นที่ที่เรือนนั้นจัดเตรียมไว้ . . . หญิงสาวในชุดฮันบกสีฟ้าอ่อนพร้อมกับนางกำนัลที่กำลังถือของบางสิ่งบางอย่าง เดินตรงมาที่พระตำหนักของมเหสีอย่างเร่งรีบ “พระสนมเพคะ ตอนนี้พระมเหสีทรงจรดพู่กันอยู่เพคะ พระองค์ทรงมิอยากให้ผู้ใดเข้ารบกวนเพคะ” พระสนมจ้องมองไปที่นางกำนัลด้วยสายตาที่เหยียดหยาม “เจ้าทราบดีใช่หรือไม่ ว่าเจ้าเป็นผู้ใด และข้าคือผู้ใด…” สิ้นเสียงนางกำนัลก็รีบไปเปิดประตูให้พระสนมเสด็จเข้าไป “พระมเหสีเพคะ พระสนมเอกทูลเข้าเฝ้าเพคะ…” พระสนมเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ในขณะที่พระมเหสีกำลังจรดพู่กันอยู่ “พระสนม….ท่านมีเหตุอันใดกัน ถึงได้ทูลขอเข้าเฝ้าข้าในยามสนธยาเช่นนี้” “พระมเหสีเพคะ หม่อมฉันทราบข่าวคราวมาว่า ช่วงนี้พระองค์ทรงจรดพู่กันอย่างหักโหม เกรงว่าพระวรกายของพระองค์จะอ่อนล้าเพคะ หม่อมฉันมีของสำคัญที่หม่อมฉันจะมอบให้พระองค์เพคะ จึงได้ขอเสด็จเข้าเฝ้าพระองค์ในยามนี้เพคะ” พระมเหสีนิ่งก่อนที่จะพยายามใช้สายตาจ้องมองพระสนมด้วยความสงสัยในใจ ว่าเพราะเหตุใดถึงได้มาทูลขอเข้าเฝ้าพระนางในยามสนธยาเช่นนี้ เดิมทีพระสนมเอกไม่คิดที่จะเข้าเฝ้าพระมเหสีอยู่แล้ว ‘เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่…วาสนา…’ . . . “พระพันปีเพคะ ท่านขันทีขอทูลเข้าเฝ้าเพคะ” “ให้เข้ามา” บานประตูเลื่อนเปิดขึ้น ขันทีอินทร์รีบเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่รีบร้อนและเป็นกังวล “ฝ่าบาทตรัสว่าเช่นไร ท่านรีบแจ้งมาเถิด” น้ำเสียงเรียบๆ เอ่ยขึ้นถามด้วยความรู้สึกกดดัน “พระพันปี…. ฝ่าบาททรงกำลังฝึกสมาธิอยู่ที่พระตำหนัก พระองค์ทรงมิให้ผู้ใดรบกวน อีกทั้งทรงกำชับกับกระหม่อมไว้ว่า พระองค์เองจะไม่เสวยมื้อเย็นด้วยพะยะค่ะ” บรรยากาศเงียบงัน พระพันปีเงยหน้าขึ้นจ้องมองท่านขันทีอินทร์ด้วยแววตาที่เรียบนิ่ง แต่ความรู้สึกนั้นเยือกเย็นอย่างมาก “เช่นนั้นหรือ… งั้นข้าจะไปดูฝ่าบาทเสียหน่อย ว่าพระองค์ทรงปฏิบัติสมาธิอยู่เช่นไร” พูดจบพระองค์ก็กำลังจะลุกขึ้น แต่ทว่าฝ่าบาทไม่ได้อยู่ในพระตำหนัก “พระพันปี..ว่าบาททรงกำชับกระหม่อมไว้อย่างแน่นหนา ว่ามิต้องการให้ผู้ใดรบกวนพระองค์ท่านในเวลานี้ การฝึกสมาธิอ่านจะไม่บรรลุก็เป็นได้พะยะค่ะ” สิ้นเสียงท่านขันที สีหน้าพระพันปีเริ่มปลี่ยนไป “ข้าเป็นถึงเสด็จแม่ของพระองค์ เช่นไรพระองค์ถึงได้ห้ามข้าถึงเพียงนี้” จากนั้นพระพันปีก็รีบเดินออกจากตำหนักไปอย่างรวดเร็ว “พระพันปีเพคะ!” “พระพันปีทรงเย็นพระทัยก่อนเถิดนะพะยะค่ะ!!” เสียงแตกตื่นดังขึ้นทั่วพระตำหนัก ทั้งนางกำนัลและท่านขันทีต่างรีบวิ่งตามพระพันปีไปอย่างเป็นตุเป็นตะ ‘หากเจ้าทำเช่นนี้…บัลลังก์จะเสื่อมเสียเอานะฝ่าบาท!….’ . . . แสงดวงดาวสาดส่องระยิบระยับ ท้องฟ้าที่เริ่มมืดสนิทดวงอาทิตย์ลับลาหายไป ก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่ยามค่ำ บดินทร์ที่กำลังยืนจ้องมองดวงดาวเหล่านั้นเขาดูมีท่าทีที่ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก “ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นท้องฟ้าที่สามารถดูดาวชัดๆ แบบนี้ได้เลยสักครั้ง ว่าแต่มันสวยมากเลยจริงๆ ” “เจ้าทำอันใดอยู่หรือ?” เสียงเรียบๆ เสียงหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากด้านหลัง ทำเอาบดินทร์ตกใจก่อนที่จะหันไปดูที่ปลายเสียง “ข้ารบกวนเจ้ารึเปล่า” ‘ที่แท้ก็เค้านี่เอง…มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงเลยนะฝ่าบาท’ “อ๋อ…ไม่ขอรับฝ่าบาท เชิญพระองค์ตามอัธยาศัยเลยขอรับ พอดีผมกำลังดูดาวอยู่ขอรับ” ฝ่าบาทหันมองไปบนท้องฟ้าตามบดินทร์ “เจ้าบอกว่ามิเคยเห็นดวงดาวบนท้องฟ้ามาก่อนงั้นหรือ” บดินทร์หันไปมองฝ่าบาทที่กำลังยืนจ้องมองดวงดาวอยู่อย่างใจจดจ่อ ก่อนที่เขาจะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย “ไม่ใช่ไม่เคยเห็นขอรับ แต่แค่ที่ที่ผมเคยเห็น มันไม่ได้ชัดเหมือนแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้เลยขอรับ…” ‘ที่ที่เคยเห็น…ที่ใดกัน’ ฝ่าบาทคิดในพระทัย ก่อนที่จะค่อยๆ ชำเลืองมองไปยังบดินทร์ที่ซึ่งยิ้มเล็กยิ้มใหญ่อยู่ข้างๆ กายของพระองค์ “สำรับท่านแม่ของเจ้ารสเลิศยิ่งนัก หากผู้คนในวังได้ลองรับประทานอาหารรสนี้คงจะคิดเช่นเดียวกับข้า” “ขอบคุณแทนคุณแม่มากนะขอรับ…” “คุณ…เจ้าหมายถึงผู้ใด ท่านผู้หญิงน่ะหรือ?” “ใช่ขอรับ คุณ คือการเรียกใครคนใดคนหนึ่งแบบสุภาพ ปกติที่นี่ไม่พูดแบบนี้หรอขอรับ?” ฝ่าบาทนิ่ง ก่อนจ้องมองบดินทร์ด้วยความสงสัย “ข้ามิเคยคิดที่จะรู้เลยว่ามีคำเช่นนี้ด้วย ยิ่งเจ้าพูดข้ายิ่งแปลกใจ” ‘ลืมไปเลยว่าเรายังไม่ได้บอกเค้าว่ามาจากที่ไหน…เราต้องทำให้เค้าไม่แปลกใจ ต้องพยายามพูดภาษาแบบเค้าให้ได้…’ ในจังหวะนั้นกัณฑ์ทศก็ได้เดินเข้ามาแบบเร่งรีบ ตรงที่คนทั้งสองกำลังยืนพูดคุยกันอยู่ “ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมขอประทานอภัยพะยะค่ะ เพลานี้กระหม่อมเกรงว่าหากพระองค์จะเสด็จกลับพระตำหนักเห็นทีจะเดินทางลำบากพะยะค่ะ อีกทั้งทางเรือนของท่านขุนศรีบดนทร์ก็มีการจัดแจงห้องบรรทมไว้ให้พระองค์แล้วพะยะค่ะ พระองค์ทรงตัดสินพระทัยเถิดพะยะค่ะ” “เจ้าออกไปรอข้าที่หน้าเรือนก่อน ข้าขอคุยกับท่านทหารองครักษ์สักครู่นึง” สิ้นพระสุรเสียงกัณฑ์ทศเดินหายไปในความมืด ก่อนที่จะกลับเข้ามาสู่คำถามที่บดินทร์จะต้องตัดสินใจเลือกตอบ “เจ้าจะตอบข้าได้หรือยัง…ว่าเจ้าเป็นผู้ใด” ฝ่าบาทค่อยๆ เดินเข้ามาประชันชิดอยู่ตรงหน้าของบดินทร์ บดินทร์ทำตัวไม่ถูกก่อนจะรีบยกมือขึ้นบอกว่าให้พระองค์ใจเย็น “ฝ่าบาทขอรับ ท่านใจเย็นก่อนเถิดขอรับ ข้าก็คือบดินทร์จะต้องให้ข้าตอบท่านแบบไหนอีกล่ะขอรับ” “ไม่ว่าเจ้าจะพูดเช่นไร แต่ความคิดของข้ามันก็บอกว่าเจ้ามิใช่คนผู้นั้นอยู่เสมอ…เจ้าจงอย่าอ้อมค้อมเถิด เจ้า…เป็นผู้ใด มาจากที่ใด? หรือเจ้าคือภูตผีตนใดที่มาสิงในร่างของท่านองครักษ์!” ‘เอาแล้วไง! ล่าสุดบอกว่าเราเป็นผีละแจ๊คเอ้ย เอางี้ทำให้เค้าใจเย็นก่อน…จะดีที่สุดเพื่อเซฟชีวิตในวันนี้!!’ ฝ่าบาทเดินตรงเข้ามาอย่างไม่ลังเล บดินทร์เองก็ก้าวถอยหลังสายตาของทั้งสองจ้องประสานกันอย่างไม่ลดละ “วันนี้ก็ดึกมากแล้วข้าเกรงว่าหากฝ่าบาทจะกลับวังมันจะดึกไปนะขอรับ คืนนี้พระองค์ทรงนอนที่บ้านของกระผมสักหนึ่งคืนจะดีกว่าขอรับ…” ฝ่าบาทหยุดนิ่ง ก่อนจะครุ่นคิดบางอย่าง “เช่นนั้นรึ…” ‘แหมม พอชวนนอนค้างคืนนี่แก้มปริแก้มแดงเชียวเลยนะ แต่ว่าเราอย่าพี่งคิดแบบนั้นสิ เพราะตามจริงฝ่าบาทจะต้องมีมเหสีกับพระสนมที่เป็นภรรยาอยู่แล้วนี่...’ “ใช่ขอรับ…มันดึกมากแล้ว กระผมเกรงว่าท่านจะเดินทางลำบากเดี๋ยวก็เป็นเหมือนกระผมเดินทางมาจนเป็นไข้ เผลอๆ สติอาจจะเลอะเลือนแบบนี้ก็ได้นะขอรับ” “เจ้าพูดอันใดกัน สติข้าไม่เลอะเลือนเช่นนั้นหรอก การเดินทางแบบนี้มันคือเรื่องปกติที่ข้าทำ” ‘โถ่วๆ ไม่ยอมกันเลยยจะบ้า ถ้าไม่ติดว่าเป็นพระราชานะ จะด่าเอาให้!! อย่าทำให้พ่อต้องของขึ้น!!!’ “เช่นนั้น….คืนนี้ข้าจะค้างที่เรือนของเจ้า” “ได้ขอรับฝ่าบาท…” ‘ถ้าจะสูงขนาดนี้นะ เหนื่อยที่จะยืดคอคุยด้วยละ…’ จากนั้นทั้งสองคนก็พากันเดินกลับเข้าไปในเรือน…บทที่ 16 พวงห้องในกล่องไม้แกะสลักเรือนท่านอัครมหาเสนาบดียศ“ท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ… มีจดหมายส่งมาจากท่านองครักษ์กัณฑ์ทศขอรับ”บ่าวชายรับใช้คนสนิทของท่านยศได้หยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาก่อนที่จะนำไปวางไปตรงโต๊ะที่ท่านยศนั้นกำลังนั่งอยู่“ผู้ใดกันที่นำมาส่ง.…”“พลทหารอัคคีขอรับ”“…”“เจ้าจงเปิดอ่านซะ…”น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด บ่าวชายผู้นั้นไม่รีรอรีบเปิดจดหมายฉบับนั้นขึ้นบรรจงอ่านอย่างเร็วไวเนื้อความในจดหมาย“ท่านพ่อขอรับ ท่านทรงอย่าได้เป็นกังวลไป ถึงข้าจะทำในสิ่งที่ท่านคาดหวังไว้ไม่ได้ ทว่าข้าก็ได้สร้างบาดแผลให้กับชายผู้นั้นไว้ไม่น้อยขอรับ… อีกทั้งคนพวกนั้นคงเชื่อในการตายของข้าในครั้งนี้ พวกมันต้องเชื่ออย่างสนิทใจแน่ขอรับว่ากระหม่อมนั้น ยอมพลีชีพปกป้องฝ่าบาท… ท่านพ่อรีบกราบทูลเรื่องนี้ให้ราชสำนักทราบอย่างรวดเร็วเถิด…. จะได้เป็นการดีที่ราชสักนักนั้นต้องสั่นคลอนแผนการของเราจะได้ง่ายดายยิ่งขึ้นขอรับ”“…ไอ้ลูกไม่รักดี… ทำสิ่งใดไม่ปรึกษาข้าแต่อย่างใด…. มีแต่คิดไปเองผู้เดียว หาได้ปรึกษาสิ่งใดกับข้า… แค่ตัดศีรษะของคนผู้นั้นมา ยังทำไม่ได้ เหตุใดข้าจึงต้องเชื่อใจในเ
จากนั้นวดีก็ค่อยๆ เปิดฝากล่องไม้แกะสลักที่อยู่ในมือออกอย่างช้าๆ “พระองค์ทรงมีรับสั่งให้หม่อมฉันมาสอบถามท่านแม่หมอเกี่ยวกับสิ่งของชิ้นนี้เพคะ…” แม่หมอนั้นค่อยๆ ก้มหน้าเอื้อมลงไปมอง ก่อนที่จะบรรจงเพ่งสายตาจ้องมองอย่างไม่ลดละ ซึ่งภายในกล่องนั้นมีพวงห้อยชิ้นหนึ่งวางอยู่อย่างสงบนิ่ง ทันทีที่สายตาของแม่หมอนั้นได้สัมผัสกับสิ่งนั้น….ใบหน้าของนางก็กลับซีดลงในทันทีอย่างเห็นได้ชัด มือทั้งสองข้างที่ประสานกันอยู่เบื้องหน้าก็ค่อยๆ เริ่มคลายออกอย่างช้าๆ “…เจ้าไปเอาของสิ่งนี้มาจากที่ใดกัน?” ก่อนที่นางจะเอ่ยขึ้นถามวดีพร้อมกับสีหน้าที่ดูเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก ทันทีที่วดีได้ยินคำถามก็ทำเอาตัวของวดีชะงักไปเล็กน้อย “พระสนมเป็นผู้ประทานให้พระมเหสีเพคะ… พระมเหสีเลยรับสั่งให้หม่อมฉันนำของสิ่งนี้มาสอบถามแม่หมอเพคะ… ว่าพอจะรู้หรือไม่ว่าของชิ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรเพคะ” แม่หมอทันทีที่ได้รับฟังก็ได้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองวดีด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม “แล้วพระมเหสีทรงทราบหรือไม่… ว่าของสิ่งนี้คืออะไร” วดีส่ายหน้า เพราะตนเองก็ไม่รู้สิ่งใด “พระองค์จึงรับสั่งให้หม่อมฉันมาถามท่านอย่าง
ซึ่งในขณะเดียวกัน ณ โรงครัว ท่านผู้อาวุโสก็ได้เดินมาตามหาท่านผู้หญิงก่อนที่ผู้อาวุโสจะเห็นว่าลูกสาวของตนกำลังนั่งกลุ้มใจกับเรื่องอะไรบางอย่าง “ท่านแม่! กลับมาแล้วรึเพคะ!” ท่านผู้หญิงรีบโผลเข้ากอดแม่ของตนอย่างไม่รีรอ ก่อนที่เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ได้คลายออกมาอย่างช้าๆ จากคำพูดของท่านผู้หญิง ซึ่งหลังจากที่ทราบเรื่องทุกอย่างบรรยากาศในเรือนก็กลับมาอึมครึมอีกครั้ง และตอนนี้ผู้คนในเรือนก็ต่างพากันเป็นกังวลเกี่ยวกับการเสียชีวิตขององครักษ์กัณฑ์ทศ เพราะกัณฑ์ทศนั้นเสียชีวิตอยู่ในเหตุการลอบสังหารซึ่งมีฝ่าบาทเสด็จไปด้วยในเหตุการณ์ครั้งนั้น อีกทั้งรวทไปถึงการตายของกัณฑ์ทศนั้นจะเป็นตราบาปให้กับศรีบดินทร์เพราะเป็นต้นเหตุที่ให้กัณฑ์ทศได้มารับราชการแทนและต้องมาตายแทนด้วย ทันทีที่ผู้อาวุโสรู้ว่าท่านผู้หญิงได้มีการขอร้องให้ทั้งขุนเรืองและฝ่าบาท ให้ช่วยปลดองครักษ์ออกจากราชการทีเพราะท่านผู้หญิงเกรงว่า บุตรชายของตนจะเป็นอันตราย ผู้อาวุโสก็รู้สึกว่ามันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเอ่ยคำพูดเรียบๆ ออกไปให้ท่านผู้หญิงและบ่าวรับใช้บริเวณนั้นได้แจ้งใจ “ที่ข้ามองว่าเรื่องนี้นั้นมันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง…เจ
บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย หลังจากที่กาลได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จเรียบร้อย ขุนเรืองก็รีบพาตัวของเขาไปดูศพของชายผู้นั้นทันที ที่ซึ่งตอนนี้ข่าวได้แพร่ออกไปอย่างหนาหูแล้วว่า ศพไร้หัวผู้นี้คือ กัณฑ์ทศ “เจ้าแน่ใจอย่างนั้นรึว่าเจ้าสามารถจำได้ว่าศพชายคนนั้นคือผู้ใด?” ขุนเรืองผู้ที่เดินอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้นถามกาลที่เดินตามหลังมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ขอรับท่านขุน กระหม่อมย่อมจำได้ดีขอรับ เพราะพรรคพวกทุกคนในเหตุการณ์ลอบสังหารในวันนั้นล้วนแต่เป็นสหายที่รู้จักขอรับ” ขุนเรืองเงียบไปสักครู่.…. “เช่นนั้นรึ… เอาเถิดถึงแม้นตัวข้าจะยังไม่อยากไว้ใจเจ้ามากสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อท่านศรีบอกมาเช่นนี้คงมีแต่ต้องทำตาม…” ในขณะที่ขุนเรืองพูดจบก็ได้หยุดเดินไปชั่วขณะ “มี…มีอันใดรึขอรับ?” กาลที่อยู่ในจังหวะตั้งตัวไม่ทันก็ได้พยายามก้มๆ มองๆ ตรงไปที่ขุนเรือง ก่อนที่สักพักขุนเรืองก็ได้หันหน้ามาพร้อมกับใบหน้าที่นิ่งๆ แววตาเบิกโพลง จนทำให้กาลนั้นรู้สึกเกรงกลัว “ขุนเรือง…” “เจ้าอย่าคิดแม้แต่จะลอบทำร้ายท่านองครักษ์! ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาดีรึมาร้าย หากเจ้าทำสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควรกับท่านองครักษ์ ข้าจะบั่นคอขอ
ทันทีที่บดินทร์ได้รับฟังมาคร่าวๆ ก็เลยจับใจความได้ว่า ในวันนั้นผู้อาวุโสได้รับจดหมายมาจากลูกสาวคนโตซึ่งในเนื้อหาจดหมายนั้นเขียนมาคร่าวๆ ประมาณว่า ตอนนี้หลานชายป่วยหนักมาก เขาอยากเจอคุณยายอยากให้คุณยายมานอนด้วย ยายก็เลยบอกแค่กับคุแม่ว่าจะไปธุระที่บ้านของลูกสาวคนโต อาจจะมีค้างคืนสักสองสามคืน ทั้งนี้ทั้งนั้น แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะคงคิดว่าท่านน่าจะคิดถึงหลาน จากนั้นขุนบดนทร์ก็ได้สั่งให้บ่าวรับใช้พาผู้อาวุโสไปที่บ้านลูกสาวคนโต ที่ผู้อาวุโสไม่ได้บอกกล่าวบดินทร์เพราะวันนั้นตนลืมไปสนิทว่าหลานชายพึ่งกลับมาจากวังหลวง ก็เลยไม่ได้บอก และผู้อาวุโสก็คิดว่าแม่คงจะบอกบดินทร์ด้วยตนเอง แต่แม่ก็ไม่ได้บอกสิ่งใด ก่อนที่เมื่อสองวันที่แล้ว ท่านได้รับข่าวจากชาวบ้านและพวกคนใช้พูดคุยกันหนาหู ว่ามีการลอบสังหารเกิดขึ้นที่หุบเขาอัสดง และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ พร้อมกับสูญเสียทหารองครักษ์ไปอีกหนึ่งคน ณ เพลานั้นใจของยายเกือบดับสิ้นทันทีที่ได้รู้ แต่ทว่าหูของท่านนั้นยังรับฟังได้อย่างแม่นยำ ว่าองครักษ์ผู้ที่สูญเสียนั้นคือ องครักษณ์กัณฑ์ทศ บุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศผู้ที่เป็นถึงสหายเก่าของเจ้า
ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งของโรงครัวที่ห้องบรรทมของฝ่าบาท “พระพันปีหลวงทรงเป็นเช่นไรบ้างพะยะค่ะ..” หมอชราเอ่ยขึ้นถามพรางก้มหัวลงต่ำเล็กน้อย ฝ่าบาทหันไปมองที่หน้าต่างก่อนที่จะเผยสีหน้าเรียบๆ “ข้าคิดว่าพระนางทรงสุขกายสบายดี…” พระสุรเสียงเรียบๆ ของพระองค์เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ “พระองค์ทรงเสด็จออกมานานโขเช่นนี้รวมถึงพระวรกายนั้นยังไม่หายดี เหตุใดพระองค์ถึงทรงไม่ประรีบแจ้งข่าวให้กับกับวังหลวงทราบล่ะพะยะค่ะ” “…” “ข้าไม่อยากให้ผู้ใดเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวข้า” “แต่ทว่าหากพระองค์เสด็จกลับวังได้ การรักษามันย่อมจะดีกว่าการรักษาเพียงแค่ยาสมุนไพรจากกระหม่อมนะพะค่ะฝ่าบาท…” พระองค์ทรงรับฟังอย่างตั้งใจก่อนที่จะส่งยิ้มให้เล็กน้อย “เอาเถิด… ท่านหมอยาอย่าได้เป็นกังวลอันใด ที่ข้ายังไม่กลับไปมนเพลานี้ เพราะข้ายังสะสางเรื่องบางอย่างยังไม่จบขอรับ…” หมอชราเผยสีหน้าที่ชวนสงสัย “เรื่องอันใดหรือพะยะค่ะ?” ก่อนที่พระองค์จะค่อยๆ กระเถิบตัวเข้ามาใกล้ๆ กับหมอชรา “ท่านทรงจำบุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศได้หรือไม่…” “…บุตรชาย…เช่นนั้นรึขอรับ?” หมอชรารีบนึกคิดบางอย่างในหัวอย่างช้าๆ คิ้วของเขาเ







