ANMELDENบทที่ 3 ใครกันที่เป็นห่วงใคร
(ตำหนักพระพันปี) “พระพันปีเพคะ พระสนมเอกทูลขอเข้าเฝ้าเพคะ” ‘มิทันได้ลืมเรื่องในท้องพระโรง เจ้าก็มาถามถึงที่เองเลยรึ….’ “ให้นางเข้ามา…” น้ำเสียงเรียบนิ่ง พระองค์ทรงนั่งรออย่างใจสงบ บานประตูจะถูกเปิดโดยนางกำนัลทั้งสอง ก่อนที่จะปรากฏเงาของพระสนมเอกที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้า ท่าทาง และแววตาที่เรียบนิ่ง ก่อนจะนั่งลงเพื่อแสดงความเคารพผู้ที่อยู่สูงกว่าตน “หม่อมฉันขอพระราชทานอภัย ที่บังอาจรบกวนพระองค์ แต่มีเรื่องหนึ่งที่หม่อมฉันอยากทูลถามพระพันปีให้กระจ่างเพคะ” พระสนมเอกพูดจบหันควับจ้องมองไปที่พระพันปีอย่างไม่ลดละพร้อมสีหน้าที่เรียบๆ แต่แอบไปด้วยเล่ห์บางอย่างที่พุ่งออกมาจากแววตา “มีเรื่องอันใดล่ะ?” “หม่อมฉันได้ยินมาว่า พระองค์ทรงเชื่อว่าหม่อมฉันอยู่เบื้องหลังเรื่องที่ทำให้ทหารองครักษ์ถูกพักราชการเพราะเล่นไสยศาสตร์ พระองค์ทรงทราบได้อย่างไรเพคะว่าเป็นหม่อมฉัน?” บรรยากาศพลันเย็นเฉียบลงแบบทันทีทันใด พระพันปีวางถ้วยชาลงอย่างช้าๆ “เพราะเจ้าชอบเชิญหมอผีมาทำพิธีในตำหนักยามค่ำคืนเช่นนั้น คิดว่าข้าไม่รู้หรือ พระสนมเอกสิ่งใดที่เจ้าทำนั้นล้วนรู้อยู่แก่ใจ” “หากพระองค์ทรงคิดเช่นนั้น…. หม่อมฉันก็มิอาจห้ามได้เพคะ หม่อมฉันเพียงสวดภาวนาอุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดา หากความดีเป็นเรื่องต้องห้ามหม่อมฉันก็ย่อมยอมรับได้เพคะ ….แต่หากพระองค์ไม่มีหลักฐานแน่ชัด ก็อย่าได้ทรงกล่าวหาหม่อมฉันลอย ๆ เช่นนี้เลย…” พระสนมเอกตรัสด้วยสีหน้าที่จริงจัง พระพันปียิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เรียบๆ แต่แววตาของพระองค์นั้นเริ่มแข็งทื่อขึ้น “เพราะเจ้ามีนิสัยไม่ต่างจากบิดามารดาของเจ้าอย่างไรเล่า! จึงกล้ากระทำเรื่องอัปมงคลต่อบ้านเมืองเอาความแค้นส่วนตัวมาปะปนกับราชการ หากข่าวเช่นนี้แพร่ออกไป เจ้ามิเคยนึกถึงพระเกียรติของผู้เป็นกษัตริย์บ้างหรือ!” พระสนมกำมือแน่นหลังจากได้ยินคำว่า บิดามารดา ในขณะเดียวกันนางกำนัลคนสนิทของพระพันปีก็เอ่ยขึ้นขั้นกลางบทสนทนาที่กำลังเร่าร้อนดั่งเพลิงคราม “พระสนมเอก บังอาจโต้เถียงพระพันปีเช่น….” พูดยังไม่สิ้นประโยค พระสนมหันไปช้าๆ ก่อนที่จะจ้องตาเขม็งตรงไปที่นางกำนัลผู้นั้น “เจ้าเป็นเพียงนางกำนัล อย่าก้าวล่วงเกินฐานะของตน เจ้ากับข้า….หาเทียบกันได้ไม่” นางกำนัลหน้าซีดเผือด และค่อยๆ ก้มหน้าลง และพระสนมเอกก็หันหน้ามาที่พระพันปีแบบไม่หลบสายตาให้ผู้ใด “หากพระองค์จะทรงตำหนิหม่อมฉันประการใด หม่อมฉันยอมรับได้เพคะ แต่หากทรงเหยียดหยามเกียรติบิดามารดาของหม่อมฉัน…หม่อมฉันจะไม่ยอมเป็นอันขาด เข้าพระทัยแล้วหรือยังเพคะ…” สายตาของทั้งสองประจบกันราวอย่างไม่กระพริบสีหน้าแววตานั้นจ้องมองกันอย่างไม่ลดละ พระตำหนักอยู่ในความเงียบงันเพียงชั่วครู่ พระพันปีไม่ได้โกรธแต่อย่างใด แต่ทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงเบาๆ แต่หนักแน่น “ความจริงย่อมปรากฏในเวลาอันควร….เจ้าจงระวังตนไว้เถิด” “กระหม่อมทูลลาเพคะ…” จากนั้นพระสนมก็ลุกขึ้นยืน และเดินออกจากพระตำหนักของพระพันปี ถึงจะออกมาแล้วแต่แววตานั้นยังคงฟ้องอยู่ตรงหน้า พระพันปียิ้มกว้างขึ้นแบบมีเล่ห์เหลี่ยม ก่อนที่จะหัวเราะเล็กน้อยในลำคอ สายตาที่เยือกเย็นนั้นช่างน่าเกรงขามอย่างยิ่ง “ในเมื่อนางบังคับให้ข้าต้องทำเช่นนี้ ข้าคงอยู่นิ่งเฉยมิได้แล้วล่ะ..” พระองค์ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนที่จะวางแก้วชาบนโต๊ะจนเสียงดัง ปึก! พร้อมกับสายตาที่แข็งทื่อ มือข้างนึงอยู่ในท่าที่กำกำปั้นไว้แน่น… ทันทีที่พระสนมถึงตำหนัก พระนางก็รีบกระซิบกระซาบบางอย่างกับนางกำนัลคนสนิทของตน ก่อนที่จะรับสั่งให้นางกำนัลผู้นั้นนำสิ่งของบางอย่างไปขุดซ่อนไว้ในดินที่ใต้ถุนเรือน และพระนางได้กำชับอย่างแน่นหนาว่า “อย่าให้ใครผู้ใดเห็นเรื่องนี้เป็นอันขาด…รีบไปจัดการเสีย ข้าจะไปตำหนักพระมเหสีเสียหน่อย…” . . . ยามบ่ายคล้อยที่ใกล้ยามสนธยานั้นได้เข้ามาเยือน กัณฑ์ทศในชุดขุนนางที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างครบถ้วน เร่งฝีเท้าของตนเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาทอย่างรวดเร็ว “ฝ่าบาท ท่านทหารองครักษ์กัณฑ์ทศทูลขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ!” “ให้เขาเข้ามา” จากนั้นกัณฑ์ทศก็เดินเข้ามา ก่อนจะรายงานบอกกับพระองค์ว่าทุกอย่างนั้นเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว พร้อมที่จะเดินทางในเพลานี้เลย จากนั้นพวกเขาทั้งสามคน ฝ่าบาท กัณฑ์ทศ และทหารองครักษ์ผู้ติดตามของกัณฑ์ทศอีกหนึ่งนายที่จะร่วมเดินทางคุ้มกันฝ่าบาท ก็ได้ควบม้าออกจากหลังประตูเล็กหลังวัง “ฝ่าบาท หากพระองค์ทรงเสด็จจกลับไปที่พระราชวังไม่ทัน พระองค์จะทรงทำเช่นไรขอรับ…” ผู้ที่ควบม้าอยู่ด้านหน้าสุดเอ่ยขึ้นถามผู้ที่ตามหลังมาติดๆ “เรื่องนี้เจ้ามิต้องเป็นกังวลหรอก…” น้ำเสียงเรียบๆ ของฝ่าบาท ทำเอาสถานการณ์นั้นเงียบงันลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดอยากถามต่อ มีแต่ควบม้าและตรงไปเพียงเท่านั้น… (วังหลวง) นางกำนัลทั้งหลายนำพระกระยาหารช่วงเย็นมาถวายให้กับฝ่าบาท ขันทีรีบออกมาต้อนรับก่อนจะบอกกับพวกนางว่า “พระองค์ทรงปฏิบัติสมาธิอยู่ และมิต้องการเสวยอันใดพวกเจ้านำออกไปเถิด…” ก่อนที่นางกำนัลทุกคนจะเดินออกจากพระตำหนักไป ขันทีอินทร์เผยสีหน้าที่เป็นกังวล ก่อนที่จะยืนครุ่นคิดบางสิ่ง “หากพระองค์ทรงเสด็จกลับมาที่พระตำหนักไม่ทันฟ้าสาง พระองค์จะทรงทำเช่นไรพะยะค่ะ… เหล่าขุนนางทุกคนจะต้องมีเรื่องกราบทูลและขอเข้าเฝ้า พร้อมกับไถ่ถามถึงพระองค์เป็นแน่พะยะค่ะ…” สีหน้า น้ำเสียงและแววตาของขันทีอินทร์ที่ได้เอ่ยมานั้น แสดงถึงความเป็นห่วงต่อผู้เป็นนายอย่างแท้จริง “ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า… ท่านมิต้องเป็นกังวลไป ท่านเพียงปฏิเสธคนทุกผู้ที่เข้าเฝ้าข้า บอกไปเพียงว่าข้ากำลังปฏิบัติสมาธิอยู่ เนื่องจากเพลานี้ราชวังของเราหวั่นไหวเป็นอย่างมากทั้งฝ่ายในฝ่ายนอก พวกท่านทั้งหลายน่าจะแจ้งใจอยู่” “หากเป็นพระพันปี…คงมิหยุดที่คำตอบของกระหม่อมเป็นแน่พะยะค่ะฝ่าบาท…” ฝ่าบาททรงนิ่งพระทัย ก่อนที่จะตอบกลับมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง “หากพระพันปีเค้นถามจนจนมุม ท่านจงบอกไปตามความจริงเถิด ประเดี๋ยวพระพันปีคงจะจัดการเรื่องนี้เอง เหตุเพราะพันปีจะมิถูกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ที่ข้าจะต้องถูกเหล่าขุนนางสงสัยซึ่ง ถ้าเป็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อราชวงศ์ ท่านคงแจ้งใจดี…” บรรยากาศเงียบลงอย่างไม่ทันตั้งตัว “พะยะค่ะฝ่าบาท….” ก่อนที่พระองค์จะรีบไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ เป็นชุดขุนนางธรรมดา พร้อมกับการฝากฝังความหวังครั้งใหญ่นี้ไว้กับขันทีอินทร์ผู้ที่จะต้องแบกรับศึกที่หนักหนาครั้งนี้ ‘ก้าวกระหม่อมเกรงว่าหากฝ่าบาทจะกลับมาไม่ทันฟ้าสาง…ผู้คนเหล่านั้นจะคิดลบต่อพระองค์นะพะยะค่ะ….’ ท่านขันทีจ้องมองไปที่โต๊ะของฝ่าบาท เสียงนาฬิกาตั้งโต๊ะดังขึ้น ประจวบกับกาลเวลาที่แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว (เรือนทหารองครักษ์ศรีบดินทร์) “ท่านองครักษ์บดินทร์….จนจะยามสนธยาแล้วเช่นใดกันยังไม่ฟื้นรึแม่จันทร์ศรี ใจข้านั้นกระวนกระวายไปหมดเสียแล้ว…” น้ำเสียงที่สั่นคลอนเล็กน้อยของสตรีอาวุโสผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งเป็นแม่ของท่านผู้หญิงในเรือน พูดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด สายตาอย่างน่าเป็นห่วงของคนทั้งสองกำลังจับจ้องไปตรงที่ร่างของศรีบดินทร์ที่นอนอยู่บนที่นอนอย่างไม่ลดละ “ท่านแม่อย่าเป็นกังวลไปเลยเจ้าค่ะ….ประเดี๋ยวบดินทร์ก็คงจะตื่น พอดีหม่อมฉันได้เรื่องมาจากทหารผู้ติดตามของฝ่าบาทว่าจะเสด็จมาเยี่ยมท่านทหารองครักษ์ที่นี่เจ้าค่ะท่านแม่” “…เป็นเช่นนั้นรึ? บุญวาสนาจริงๆ ที่พระองค์จะเสด็จมาด้วยตนเอง เช่นนั้นก็จัดเตรียมต้อนรับพระองค์ให้สมพระเกียตริ ข้าจะไปเตรียมจุดธุป ส่วนเจ้าก็จัดเตรียมตั้งโตะเตี้ยพร้อมชงชาไว้เสีย ที่สำคัญเปิดลานหน้าบ้านให้โล่งไว้ เผื่อคนติดตามของพระองค์ท่านด้วย…” ท่านผู้หญิงหลังจากที่ได้รับคำสั่งจากผู้ที่อาวุโสที่สุดในบ้านก็รีบออกไปบอกให้สาวใช้และบ่าวชาย ช่วยกันเก็บกวดเรือนให้เรียบร้อยเพื่อที่จะรอต้อนรับฝ่าบาท ไม่นานมากนักเสียงฝีเท้าของเหล่าม้าก็ได้ย่างกรายมาถึงเรือนขององครักษ์ศรีบดินทร์ ขุนเรืองรีบเดินออกไปต้อนรับนึกว่าจะเป็นฝ่าบาทแตไม่ใช่ กลับเป็นคนผู้นั้นซึ่งก็คือ ท่านขุนนางทหารศรีบดนทร์ผู้เป็นถึงนายกอง เสด็จพ่อของท่านศรีบดินทร์ที่ซึ่งกำลังกลับจากราชการในวังหลวง ท่านบดนทร์รีบลงจากอานม้าก่อนที่จะรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปดูบุตรชายในเรือนด้วยความเป็นห่วงเพราะพึ่งได้ยินข่าวมาว่าฝ่าบาทสั่งพักราชการสองสัปดาห์ และข่าวลือเสียๆ หายๆ จากขุนนางต่างๆ อีกว่าอาจจะโดนพระสนมทำไสยศาสตร์ใส่และคิดปองร้าย บ้างก็ว่าเป็นฝีมือของลูกชายท่านอัครมหาเสนาบดียศที่อาจจะคิดร้ายเพราะอยากได้ตำแหน่งองครักษ์ผู้ปกป้องพระราชา “…ท่านองครักษ์ศรีบดินทร์! ท่านมิเป็นอันใดใช่มั้ยขอรับ!” ด้วยหัวใจของพ่อ ท่านศรีบดนทร์เกือบจะเป็นลมลงไปตรงนั้น หลังจากที่เห็นลูกชายของตนนอนแน่นิ่งอยู่บนที่นอน ก่อนที่จะโทษตัวเองว่าที่เป็นแบบนี้เพราะปลูกฝังให้เป็นองครักษ์ตั้งแต่ยังเด็ก ทุกคนทำอะไรไม่ได้เพียงแค่ช่วยกันปลอบใจ จากนั้นท่านผู้หญิงก็ได้บอกกับสามีของตนว่าฝ่าบาทจะเสด็จมาเยี่ยมท่านองครักษ์ที่เรือน ท่านบดนทร์ก็รีบเร่งจัดการความรู้สึกตนเองอย่างเร็วไวเพื่อที่จะเข้าสู่บทบาทของการเป็นผู้นำของครอบครัวที่ดี เพื่อภาพลักษ์ของวงตระกูลจะได้ไม่เสื่อมเสีย “เรื่องมันเป็นเช่นนี้เอง… มิน่าเรือนถึงได้ดูสะอาดสะอ้านถึงเพียงนี้…” จากนั้นท่านบดนทร์ก็ออกมานั่งคุยแบบเปิดใจกับทหารองครักษ์อีกสองคนที่ตามมาปกป้องบุตรของตน เนื่องจากช่วงที่เข้าร่วมประชุมนั้น ตนมีเหตุด่วนเลยไม่ได้เข้าร่วมประชุม จากนั้นก็สืบสาวเรื่องราวความเป็นมาอยู่ไม่น้อย ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันมีความเป็นมาเช่นไรทุกอย่างถึงได้มาลงเอยเช่นนี้…. ก่อนที่เสียงทั้งสามจะเอ่ยขึ้นสลับกันพูดจนเป็นประโยค ยามสนธยากลับมาสู่ฟ้าอีกครั้ง บัดนี้ฝ่าบาทได้เสด็จมาถึงที่เรือนของท่านทหารองครักษ์แล้ว ผู้คนในเรือนต่างออกมาต้อนรับการเสด็จพระองค์ด้วยใจเคารพหลังจากนั้นพระองก็เสด็จลงจากอานม้า “กระหม่อมถวายบังคมพะยะค่ะฝ่าบาท” “พวกเจ้ากล้าดีเช่นไร! ถึงไม่แสดงความเคารพต่อผู้ที่เป็นถึงกษัตริย์ของใต้หล้าแผ่นดินนี้! หากยังคงประพฤติตนเช่นนี้ระวังโทษตามกฎหมายบ้านเมืองเสีย!” กัณฑ์ทศตะคอกเสียงใส่ทุกคนในเรือน หลังจากที่ตนเห็นว่าทุกคนในเรือนเลือกที่จะยืนขึ้นเพียงเพราะฝ่าบาทไม่ถือสา แต่ที่ตนทำเช่นนี้เพราะไม่อยากให้ราชวงศ์นั้นเสื่อมเสียและปกป้องความปลอดภัยของฝ่าบาท ผู้ที่เป็นปวงชนธรรมดาย่อมจะต้องเคารพผู้ที่เป็นกษัตริย์ หากไม่เป็นเช่นนั้นจะผิดกฎบ้านเมืองเอาได้ ฝ่าบาทหันควับไปมองกัณฑ์ทศด้วยพระเนตรที่เรียบๆ แต่ให้ความรู้สึกเย็นเฉียบและกดดันไม่น้อยจากคู่พระเนตรที่จ้องมา “หน้าที่ของเจ้าคือปกป้องข้า หาใช่ไม่ที่เจ้าปฏิบัติตนเช่นนี้กับพลเรือน พวกเขาทั้งสิ้นล้วนเป็นมนุษย์เช่นเจ้า ลดอำนาจในตัวเจ้าลงสักหน่อยเถิด แล้วจงมองให้กว้างขึ้น หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎดังที่เจ้าพูด ก็นำไปประหารเสีย แต่บัดนี้ข้ายังมิเห็นผู้ใดกระทำผิดร้ายแรงถึงเพียงนั้นข้า เช่นนั้นเจ้าคิดจะทำสิ่งใดจงคิดให้รอบคอบกว่านี้กัณฑ์ทศ…” สิ้นพระสุรเสียง ฝ่าบาทหันหน้ากลับไปยิ้มแบบไม่ได้สนใจสิ่งใด บรรยากาศเย็นเฉียบขึ้นทันที กัณฑ์ทศฉายแววตาที่ดุร้ายต่อพระองค์อย่างชัดเจน แต่สีหน้าอาการนั้นยังคงอยู่ในการควบคุมของตน ‘คำพูดคำจาของท่านนั้น…’ . . . “หม่อมฉันมิทราบว่าฝ่าบาทจะเสด็จมา โปรดอภัยที่ต้อนรับไม่สมพระเกียรติเพคะ” ผู้อาวุโสเอ่ยขึ้นพร้อมกับท่าโค้งคำนับ ทุกคนบนเรือนก็อยู่ในบริบทนี้เช่นกัน “มิต้องมากพิธีหรอกท่านอาวุโส ที่ข้ามาในวันนี้เพียงอยากรู้ถึงอาการของท่านองครักษ์ศรีบดินทร์ ว่าเป็นเช่นไร พวกท่านมีต้องเป็นกังวลอันใด ใช้ชีวิตตามปกติของพวกท่านเถิด” น้ำเสียงเรียบๆ พร้อมรอยยิ้มบนพระพักตร์ของพระองค์ ได้ส่งกลิ่นคลุ้งของความเป็นกษัตริย์ออกมาอย่างล้นหลาม ‘องค์ราชาผู้นี้ เหมาะสมยิ่งนัก ใบหน้าของพระองค์นั้นขาวผ่องราวกับสำลี….เป็นบุญของหลานข้ายิ่งนักที่พระองค์เสด็จลงมาพบปะด้วยตนเอง…บดินทร์เอ้ย เจ้าโชคดีจริงๆ ที่มีพระองค์คอยทรงเป็นห่วงเป็นใยเช่นนี้…’ ท่านอาวุโสนึกคิดในหัวของนาง ก่อนที่จะยิ้มและทูลลาฝ่าบาท ซักพักพวกเขาทั้งหมดก็เดินออกจากเรือนรับรองและไปใช้ชีวิตประจำวันต่อเหมือนในทุกๆ วัน “ฝ่าบาท… ท่านศรีบดินทร์กำลังฟักพื้นร่างกายอยู่ที่ห้องบรรทมพะยะค่ะ พระองค์จะทรงให้กระหม่อมพาไปพบท่านองครักษ์ณเพลานี้เลยหรือไม่พะยะค่ะ” “เช่นนั้น พาข้าไปพบ” “ทางนี้พะยะค่ะ…ฝ่าบาท” จากนั้นขุนเรืองก็กำลังเดินพาฝ่าบาทเดินไปที่ห้องบรรทมของบดินทร์ ในจังหวะนั้นพระองค์ก็หันไปบอกคนที่กำลังจะเดินตามมาอารักขา “พวกท่านรอข้าอยู่ที่เรือนรับรองตรงนี้เถิด…” ก่อนที่พระองค์จะหันพระพักตร์กลับและเดินตามขุนเรืองไป “แต่พระองค์ควรอยู่ในการอารักขาที่เหมาะสมนะพะยะค่ะ เกิดเหตุพระองค์โดนรอบทำร้ายขึ้นมาพระองค์จะทรงทำเช่นไรพะยะค่ะ” สีหน้ากัณฑ์ทศเต็มไปด้วยความกังวล ฝ่าบาทไม่ได้หันกลับมามอง แต่พระองค์หยุดนิ่งก่อนจะตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เรียบๆ “ข้าเกรงว่าหากไปพร้อมกันหลายคน อาจจะเป็นการรบกวนท่านองครักษ์เสียเปล่า รับสั่งตามที่ข้าตรัสเถิด แค่เจ้าอารักขาตามที่ข้ารับสั่ง ก็ถือว่าเจ้าได้อารักขาข้าแล้ว…” ก่อนที่เงาฝ่าบาทจะหายไปไหนความมืด กัณฑ์ทศก้มหน้าลงต่ำ หน้าซีดเผือดเล็กน้อย “กระหม่อมขอประทานอภัยพะยะค่ะฝ่าบาท…” ก่อนที่จะจ้องมองไปตรงท่านผู้นั้นด้วยสายตาที่แข็งกระด้าง มือกำดาบไว้แน่น “จิบชาซักนิดเถิดขอรับ เผื่อจะหายเหนื่อยขอรับท่านองครักษ์…” ทหารผู้ติดตามของกัณฑ์ทศเอ่ยขึ้นท่ามกลางอารมณ์ที่แปรปรวน แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ ก่อนจะเผยใบหน้าที่น่าเกรงขามออกมาอีกครั้ง… . . . แสงไฟตะเกียงในห้องบรรทมนั้นสาดแสงสีเหลืองส้มอย่างสว่างจ้า เผยให้คนทั้งสองเห็นใบหน้าของผู้ที่นอนแน่นิ่งอยู่อย่างชัดเจน พระองค์ทรงยืนนิ่งก่อนที่พระพักตร์ของพระองค์จะดูเศร้าหมองลง “เหตุใด…บดินทร์ถึงเป็นเช่นนี้ ขุนเรือง…” น้ำเสียงสั่นคลอนเล็กน้อยในลำคอ “ฝ่าบาทพระองค์อย่าได้ทรงเป็นกังวลไปเลยพะยะค่ะ ท่านศรีบดินทร์เพียงแค่จับไข้เพียงเท่านั้น เหตุจากการอ่อนล้าเป็นแน่พะยะค่ะ…” สิ้นเสียงขุนเรือง บรรยากาศนั้นเงียบงันลงทันที “เจ้าออกไปรอข้าข้างนอกก่อน…” “พะยะค่ะฝ่าบาท…” จากนั้นขุนเรืองก็เดินออกจากห้องไปแบบเงียบๆ ก่อนที่พระองค์ทรงเขยิบตัวเข้าใกล้บดินทร์ทีละเล็กทีละน้อย ก่อนที่จะขยับท่าทางของพระองค์ให้อยู่ในท่านั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ “เจ้าคงเหนื่อยมากสินะ…บดินทร์” พระองค์ทรงยกพระหัตถ์วางแตะไปที่หน้าผากของบดินทร์อย่างทะนุถนอม “ตัวเย็นขึ้นแล้ว…ประเดี๋ยวคงอาการดีขึ้น” ทันใดนั้นบดินทร์ก็เริ่มขยับตัวเล็กน้อย… ฝ่าบาทเปลี่ยนสีหน้าพระพักตร์อย่างรวดเร็ว “บดินทร์!…เจ้าตื่นแล้วรึ…” ดวงตาของผู้ที่นอนราบอยู่ค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น ฝ่าบาทรีบโน้มตัวเข้าไปดูด้วยพระพักตร์ที่ยิ้มแย้ม จากนั้นทันทีที่เห็นว่าบดินทร์กำลังได้สติกลับมา พระองค์ก็รีบรับสั่งให้ขุนเรืองไปบอกท่านผู้หญิงกับท่านศรีบดนทร์ทราบว่าบุตรชายของพวกเขาฟื้นตัวขึ้นแล้ว ครานี้บดินทร์ไม่แตกตื่นเหมือนกับครั้งที่อยู่ในตำหนักของฝ่าบาท เขาลืมตาขึ้นมาก่อนที่จะมองเห็นคนตรงหน้าที่กำลังยิ้มอย่างดีใจ ทันทีที่สายตาของทั้งสองคนจ้องมองกัน เสียงของท่านหญิงก็ดังขึ้นมาพอดี “ท่านศรีบดินทร์! ฟื้นแล้วหรือลูก!” ท่านหญิงรีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาจนลืมสุขภาพร่างกาย นางดีใจมากที่บุตรชายนั้นได้สติกลับมา ไม่ทันที่จะได้เอ่ยถามบดินทร์ก็โผเข้าโอบกอดอย่างรวดเร็ว “แม่!…แจ๊คคิดถังแม่มากเลยครับ!..ฮือ…ฮึก……” น้ำตาของทั้งสองไหลลงมาในทันทีทันใด ผู้เป็นมารดาโอบกอดบุตรของตนไว้แน่น เสียงร่ำให้ดังระงมทำเอาคนที่อยู่ตรงนั้นพลอยซึ้งใจไปตาม แต่ทว่าพระพักตร์ของฝ่าบาทกับอยู่ในความสงสัยบทที่ 16 พวงห้องในกล่องไม้แกะสลักเรือนท่านอัครมหาเสนาบดียศ“ท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ… มีจดหมายส่งมาจากท่านองครักษ์กัณฑ์ทศขอรับ”บ่าวชายรับใช้คนสนิทของท่านยศได้หยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาก่อนที่จะนำไปวางไปตรงโต๊ะที่ท่านยศนั้นกำลังนั่งอยู่“ผู้ใดกันที่นำมาส่ง.…”“พลทหารอัคคีขอรับ”“…”“เจ้าจงเปิดอ่านซะ…”น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด บ่าวชายผู้นั้นไม่รีรอรีบเปิดจดหมายฉบับนั้นขึ้นบรรจงอ่านอย่างเร็วไวเนื้อความในจดหมาย“ท่านพ่อขอรับ ท่านทรงอย่าได้เป็นกังวลไป ถึงข้าจะทำในสิ่งที่ท่านคาดหวังไว้ไม่ได้ ทว่าข้าก็ได้สร้างบาดแผลให้กับชายผู้นั้นไว้ไม่น้อยขอรับ… อีกทั้งคนพวกนั้นคงเชื่อในการตายของข้าในครั้งนี้ พวกมันต้องเชื่ออย่างสนิทใจแน่ขอรับว่ากระหม่อมนั้น ยอมพลีชีพปกป้องฝ่าบาท… ท่านพ่อรีบกราบทูลเรื่องนี้ให้ราชสำนักทราบอย่างรวดเร็วเถิด…. จะได้เป็นการดีที่ราชสักนักนั้นต้องสั่นคลอนแผนการของเราจะได้ง่ายดายยิ่งขึ้นขอรับ”“…ไอ้ลูกไม่รักดี… ทำสิ่งใดไม่ปรึกษาข้าแต่อย่างใด…. มีแต่คิดไปเองผู้เดียว หาได้ปรึกษาสิ่งใดกับข้า… แค่ตัดศีรษะของคนผู้นั้นมา ยังทำไม่ได้ เหตุใดข้าจึงต้องเชื่อใจในเ
จากนั้นวดีก็ค่อยๆ เปิดฝากล่องไม้แกะสลักที่อยู่ในมือออกอย่างช้าๆ “พระองค์ทรงมีรับสั่งให้หม่อมฉันมาสอบถามท่านแม่หมอเกี่ยวกับสิ่งของชิ้นนี้เพคะ…” แม่หมอนั้นค่อยๆ ก้มหน้าเอื้อมลงไปมอง ก่อนที่จะบรรจงเพ่งสายตาจ้องมองอย่างไม่ลดละ ซึ่งภายในกล่องนั้นมีพวงห้อยชิ้นหนึ่งวางอยู่อย่างสงบนิ่ง ทันทีที่สายตาของแม่หมอนั้นได้สัมผัสกับสิ่งนั้น….ใบหน้าของนางก็กลับซีดลงในทันทีอย่างเห็นได้ชัด มือทั้งสองข้างที่ประสานกันอยู่เบื้องหน้าก็ค่อยๆ เริ่มคลายออกอย่างช้าๆ “…เจ้าไปเอาของสิ่งนี้มาจากที่ใดกัน?” ก่อนที่นางจะเอ่ยขึ้นถามวดีพร้อมกับสีหน้าที่ดูเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก ทันทีที่วดีได้ยินคำถามก็ทำเอาตัวของวดีชะงักไปเล็กน้อย “พระสนมเป็นผู้ประทานให้พระมเหสีเพคะ… พระมเหสีเลยรับสั่งให้หม่อมฉันนำของสิ่งนี้มาสอบถามแม่หมอเพคะ… ว่าพอจะรู้หรือไม่ว่าของชิ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรเพคะ” แม่หมอทันทีที่ได้รับฟังก็ได้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองวดีด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม “แล้วพระมเหสีทรงทราบหรือไม่… ว่าของสิ่งนี้คืออะไร” วดีส่ายหน้า เพราะตนเองก็ไม่รู้สิ่งใด “พระองค์จึงรับสั่งให้หม่อมฉันมาถามท่านอย่าง
ซึ่งในขณะเดียวกัน ณ โรงครัว ท่านผู้อาวุโสก็ได้เดินมาตามหาท่านผู้หญิงก่อนที่ผู้อาวุโสจะเห็นว่าลูกสาวของตนกำลังนั่งกลุ้มใจกับเรื่องอะไรบางอย่าง “ท่านแม่! กลับมาแล้วรึเพคะ!” ท่านผู้หญิงรีบโผลเข้ากอดแม่ของตนอย่างไม่รีรอ ก่อนที่เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ได้คลายออกมาอย่างช้าๆ จากคำพูดของท่านผู้หญิง ซึ่งหลังจากที่ทราบเรื่องทุกอย่างบรรยากาศในเรือนก็กลับมาอึมครึมอีกครั้ง และตอนนี้ผู้คนในเรือนก็ต่างพากันเป็นกังวลเกี่ยวกับการเสียชีวิตขององครักษ์กัณฑ์ทศ เพราะกัณฑ์ทศนั้นเสียชีวิตอยู่ในเหตุการลอบสังหารซึ่งมีฝ่าบาทเสด็จไปด้วยในเหตุการณ์ครั้งนั้น อีกทั้งรวทไปถึงการตายของกัณฑ์ทศนั้นจะเป็นตราบาปให้กับศรีบดินทร์เพราะเป็นต้นเหตุที่ให้กัณฑ์ทศได้มารับราชการแทนและต้องมาตายแทนด้วย ทันทีที่ผู้อาวุโสรู้ว่าท่านผู้หญิงได้มีการขอร้องให้ทั้งขุนเรืองและฝ่าบาท ให้ช่วยปลดองครักษ์ออกจากราชการทีเพราะท่านผู้หญิงเกรงว่า บุตรชายของตนจะเป็นอันตราย ผู้อาวุโสก็รู้สึกว่ามันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเอ่ยคำพูดเรียบๆ ออกไปให้ท่านผู้หญิงและบ่าวรับใช้บริเวณนั้นได้แจ้งใจ “ที่ข้ามองว่าเรื่องนี้นั้นมันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง…เจ
บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย หลังจากที่กาลได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จเรียบร้อย ขุนเรืองก็รีบพาตัวของเขาไปดูศพของชายผู้นั้นทันที ที่ซึ่งตอนนี้ข่าวได้แพร่ออกไปอย่างหนาหูแล้วว่า ศพไร้หัวผู้นี้คือ กัณฑ์ทศ “เจ้าแน่ใจอย่างนั้นรึว่าเจ้าสามารถจำได้ว่าศพชายคนนั้นคือผู้ใด?” ขุนเรืองผู้ที่เดินอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้นถามกาลที่เดินตามหลังมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ขอรับท่านขุน กระหม่อมย่อมจำได้ดีขอรับ เพราะพรรคพวกทุกคนในเหตุการณ์ลอบสังหารในวันนั้นล้วนแต่เป็นสหายที่รู้จักขอรับ” ขุนเรืองเงียบไปสักครู่.…. “เช่นนั้นรึ… เอาเถิดถึงแม้นตัวข้าจะยังไม่อยากไว้ใจเจ้ามากสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อท่านศรีบอกมาเช่นนี้คงมีแต่ต้องทำตาม…” ในขณะที่ขุนเรืองพูดจบก็ได้หยุดเดินไปชั่วขณะ “มี…มีอันใดรึขอรับ?” กาลที่อยู่ในจังหวะตั้งตัวไม่ทันก็ได้พยายามก้มๆ มองๆ ตรงไปที่ขุนเรือง ก่อนที่สักพักขุนเรืองก็ได้หันหน้ามาพร้อมกับใบหน้าที่นิ่งๆ แววตาเบิกโพลง จนทำให้กาลนั้นรู้สึกเกรงกลัว “ขุนเรือง…” “เจ้าอย่าคิดแม้แต่จะลอบทำร้ายท่านองครักษ์! ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาดีรึมาร้าย หากเจ้าทำสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควรกับท่านองครักษ์ ข้าจะบั่นคอขอ
ทันทีที่บดินทร์ได้รับฟังมาคร่าวๆ ก็เลยจับใจความได้ว่า ในวันนั้นผู้อาวุโสได้รับจดหมายมาจากลูกสาวคนโตซึ่งในเนื้อหาจดหมายนั้นเขียนมาคร่าวๆ ประมาณว่า ตอนนี้หลานชายป่วยหนักมาก เขาอยากเจอคุณยายอยากให้คุณยายมานอนด้วย ยายก็เลยบอกแค่กับคุแม่ว่าจะไปธุระที่บ้านของลูกสาวคนโต อาจจะมีค้างคืนสักสองสามคืน ทั้งนี้ทั้งนั้น แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะคงคิดว่าท่านน่าจะคิดถึงหลาน จากนั้นขุนบดนทร์ก็ได้สั่งให้บ่าวรับใช้พาผู้อาวุโสไปที่บ้านลูกสาวคนโต ที่ผู้อาวุโสไม่ได้บอกกล่าวบดินทร์เพราะวันนั้นตนลืมไปสนิทว่าหลานชายพึ่งกลับมาจากวังหลวง ก็เลยไม่ได้บอก และผู้อาวุโสก็คิดว่าแม่คงจะบอกบดินทร์ด้วยตนเอง แต่แม่ก็ไม่ได้บอกสิ่งใด ก่อนที่เมื่อสองวันที่แล้ว ท่านได้รับข่าวจากชาวบ้านและพวกคนใช้พูดคุยกันหนาหู ว่ามีการลอบสังหารเกิดขึ้นที่หุบเขาอัสดง และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ พร้อมกับสูญเสียทหารองครักษ์ไปอีกหนึ่งคน ณ เพลานั้นใจของยายเกือบดับสิ้นทันทีที่ได้รู้ แต่ทว่าหูของท่านนั้นยังรับฟังได้อย่างแม่นยำ ว่าองครักษ์ผู้ที่สูญเสียนั้นคือ องครักษณ์กัณฑ์ทศ บุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศผู้ที่เป็นถึงสหายเก่าของเจ้า
ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งของโรงครัวที่ห้องบรรทมของฝ่าบาท “พระพันปีหลวงทรงเป็นเช่นไรบ้างพะยะค่ะ..” หมอชราเอ่ยขึ้นถามพรางก้มหัวลงต่ำเล็กน้อย ฝ่าบาทหันไปมองที่หน้าต่างก่อนที่จะเผยสีหน้าเรียบๆ “ข้าคิดว่าพระนางทรงสุขกายสบายดี…” พระสุรเสียงเรียบๆ ของพระองค์เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ “พระองค์ทรงเสด็จออกมานานโขเช่นนี้รวมถึงพระวรกายนั้นยังไม่หายดี เหตุใดพระองค์ถึงทรงไม่ประรีบแจ้งข่าวให้กับกับวังหลวงทราบล่ะพะยะค่ะ” “…” “ข้าไม่อยากให้ผู้ใดเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวข้า” “แต่ทว่าหากพระองค์เสด็จกลับวังได้ การรักษามันย่อมจะดีกว่าการรักษาเพียงแค่ยาสมุนไพรจากกระหม่อมนะพะค่ะฝ่าบาท…” พระองค์ทรงรับฟังอย่างตั้งใจก่อนที่จะส่งยิ้มให้เล็กน้อย “เอาเถิด… ท่านหมอยาอย่าได้เป็นกังวลอันใด ที่ข้ายังไม่กลับไปมนเพลานี้ เพราะข้ายังสะสางเรื่องบางอย่างยังไม่จบขอรับ…” หมอชราเผยสีหน้าที่ชวนสงสัย “เรื่องอันใดหรือพะยะค่ะ?” ก่อนที่พระองค์จะค่อยๆ กระเถิบตัวเข้ามาใกล้ๆ กับหมอชรา “ท่านทรงจำบุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศได้หรือไม่…” “…บุตรชาย…เช่นนั้นรึขอรับ?” หมอชรารีบนึกคิดบางอย่างในหัวอย่างช้าๆ คิ้วของเขาเ







