LOGIN“มาคุยเรื่องของวิวกันดีกว่า”
“เรื่องอะไรคะ?”
“ทำไมไม่บอกพี่ครับ? ว่าเรากำลังเดือดร้อนอยู่” คิ้วหนาเลิกขึ้นสูงอย่างต้องการคำตอบ
วรดาทำหน้างงส่งไปให้คนอายุมากกว่า “แล้วจะให้หนูบอกคุณว่ายังไงคะ” เขาคิดอะไรอยู่ จู่ ๆ จะให้เธอไปบอกเขาว่า ‘คุณรุจขา หนูยังไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมเลยค่ะ’ อย่างนี้น่ะเหรอ
“ก็บอกพี่ตามความจริงไง”
“คุณก็พูดง่ายนี่คะ คุณไม่ใช่หนู อีกอย่างถ้าหนูบอกคุณไปแบบนั้น มีหวังคนอื่นคงคิดว่าหนูอยากจะ...” คนตัวเล็กลืมตัวไปชั่วขณะ ร่ายยาวเหมือนคนกำลังตัดพ้อ
“อยากจะอะไรครับ”
ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกสูดเข้าปอดไปอย่างจงใจ ตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามาในนี้ ไม่รู้ว่าเธอสูดลมเข้าปอดไปแล้วกี่รอบ!
“จะให้หนูบอกคุณในฐานะอะไร คุณคงลืมไปแล้วว่าหนูเป็นแค่ลูกจ้าง ถ้าเกิดมีคนรู้ว่าค่าเทอมคุณเป็นคนจ่ายให้ แล้วไหนจะทองที่หนูใส่อยู่คอนี่อีก” ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้ามีคนรู้เข้าเธอจะได้รับสายตาแบบไหนจากคนที่นี่
อติรุจน์หยุดคิดตามคำพูดของหญิงสาว และมันก็จริงอย่างที่วรดาพูด ถึงแม้ว่าคนที่นี่จะมีแต่คนที่อัธยาศัยดี แต่นั่นมันก็แค่ตอนที่อยู่ต่อหน้าเขาเท่านั้น หลับหลังจะเป็นยังไงเขาก็ไม่สามาถรู้ได้
เขาไม่ได้กลัวว่าจะมีใครรู้เรื่องนี้หรือไม่ แต่เขาห่วงความรู้สึกของคนตัวเล็กตรงหน้านี้ต่างหาก
วรดารู้สึกเบาใจขึ้นมาได้อีกนิด เมื่อเห็นอติรุจน์หยุดนิ่งคิด และเธอต้องรีบทำบางอย่างก่อนที่เขาจะรู้ตัว
หญิงสาวรีบก้มหน้าลง พร้อมกับมือที่คลำหาตะขอสร้อยทองไปด้วย เมื่อเจอเป้าหมายและเตรียมที่จะทำขั้นตอนต่อไป ทว่ากลับไม่ทันคนตัวโตที่ลุกมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
“เดี๋ยวพี่ถอดให้ครับ” เขาเป็นคนใส่ให้ ก็ต้องเป็นคนถอดให้สิ
ถูกต้องมั้ย
“เอ่อ...ค่ะ” ขณะนั้นเองเธอเพิ่งรู้ว่าตัวเองคิดผิดมหันต์ที่เปิดโอกาสให้เขา
ขนอ่อนบนร่างกายเธอพร้อมใจกันลุกชูชัน แรงสั่นระรัวจากอกข้างซ้ายดีดดิ้นอย่างสุดกำลัง จนต้องยกมือขึ้นไปจับที่หน้าอกเอาไว้
เมื่ออติรุจน์ไม่ได้ทำแค่ถอดสร้อย แต่เขากลับฝั่งจมูกคมลงไปที่ต้นคอเธอด้วย ซ้ำกันนั้นเขายังสูดดมจนมันเกิดเป็นเสียงดังฟอด
“ใจเต้นแรงมาก” อติรุจน์พูดขึ้นหลังจากถอนจมูกคมออกจากต้นคอของหญิงสาว
น้ำเสียงแหบพร่าอันแสนคุ้นเคยดังขึ้นมาข้างหูตามเดิม สติและสมาธิของเธอแทบเตลิดหายไปไกล
ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาวนลูบอยู่ที่เดิมอีกจนได้ และดูเหมือนว่าร่างกายเธอจะชอบในสิ่งที่เขาทำมากเสียด้วย แค่แรงขาที่จะพาตัวเองลุกไปจากเก้าอี้ทันทีที่เขาทำ
ก็แทบไม่มี!
“มัดจำไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวพี่จะทบคืนทั้งต้นทั้งดอก” เป็นอีกครั้งที่เขาอารมณ์ดีในเช้าวันนี้
แต่จะว่าเป็นอีกครั้งคงไม่ได้ เพราะนับตั้งแต่ที่วรดาก้าวขาเข้ามา กลิ่นหอมประจำตัวของหญิงสาวลอยมาแตะที่จมูกเขาแค่นั้น ก็ทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาทันที
คนถูกกระทำชะงักนิ่งค้างสติเธอยังอยู่ครบ ทว่าเหมือนมีบางอย่างที่มันหายไปจากตัวเธอนั่นก็คือ
เสียงเธอหาย!
มันไปหลบอยู่ที่ไหน!
ทำไมไม่รู้จักปฏิเสธผู้ชายตัวโตคนนี้สักที!
ฉันจะวูบแล้วนะเธอ รีบหาเสียงตัวเองเจอสักที
ยัยวิว!
เมื่อเห็นว่าวรดายังนั่งนิ่งแถมเงียบผิดปกติ เขาจึงสูดดมแก้มนุ่มนิ่ม เพื่อเรียกสติให้กับหญิงสาว
ก่อนจะตัดสินใจยืดตัวขึ้นเต็มความสูง และเดินมานั่งลงที่เดิม อติรุจน์เอื้อมมือไปหยิบถุงกำมะหยี่สีแดงที่มันถูกวางไว้บนขอบโต๊ะทำงาน
เขาเปิดมันออกและนำสร้อยลงไปเก็บไว้ตามเดิม จากนั้นจึงยื่นมันไปให้กับคนที่อยู่ตรงหน้า
วรดามองเห็นทุกการกระทำของเขา ตั้งแต่ขายาวก้าวเดินออกจากเธอไป จนกระทั่งตอนที่เขานั่งลงแล้วเอาสร้อยใส่ไว้ในถุงสีแดงนั้น แล้วยื่นมันมาให้อยู่ตรงหน้าเธอ
“อะไรคะ?” วรดาถามด้วยความแปลกใจ เขาคงจะไม่ได้ให้เธอหรอกใช่มั้ย
“...” อติรุจน์ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาส่งเพียงสายตาไปมองถุงสีแดง ก่อนจะหันสายตากลับมามองหน้าเธอ
“ให้หนูเหรอคะ?” เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดไปก่อนหน้านี้เลยเหรอ
อติรุจน์พยักหน้ารับ
“หนูรับไว้ไม่ได้ค่ะ” มันมากมายเกินไปสำหรับเธอจริง ๆ
“...” เขาเงียบแล้วมองสบตากับวรดานิ่งๆ
วรดาเองก็ทำอย่างที่อติรุจน์ทำเช่นเดียวกัน ทว่าเธอกลับเป็นฝ่ายรับแรงกดดันจากเขาไม่ไหว จนต้องเป็นฝ่ายหันสายตาหลบไปทางอื่นแทน
“หนู...รับไว้ก็ได้ค่ะ แต่ขอไม่ใส่นะคะ” ท้ายที่สุดเธอก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดี แต่เธอไม่ใส่มันหรอกกลัวหายก็กลัว ไหนจะเจอคำถามอะไรต่อมิอะไรตามมาอีกมากมายจากคนรอบข้างเธออีก
“ครับ” น้ำเสียงทุ้มน่าฟังเอ่ยตอบหญิงสาวอย่างเข้าใจ เพราะเขารู้ดีถึงเหตุผลของวรดา
นิ้วเรียวสวยพนมมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม พร้อมกับก้มหน้าผากลงไปชิดกับปลายนิ้วมืออย่างสวยงาม
อติรุจน์มองภาพนั้นอย่างปลาบปลื้ม พลางคิดไปว่าถ้ามือสวยๆ ของวรดา มาไหว้บนหน้าอกของเขามันคงจะดีไม่น้อย
พอเห็นรอยยิ้มอบอุ่นในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นมา ทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของเธอสั่นระรัวขึ้นมาอีกครั้ง ยอมรับว่ามันมีผลต่อหัวใจเธอมาก จนแอบคิดไปว่าตนเองจะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า มันเต้นแรงแถมยังถี่และบ่อยเหลือเกิน
“ขอบคุณที่เมตตาหนูนะคะ”
“เรื่อง?”
คิ้วบางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะคลายมันออก เมื่อเธอยังต้องตอบคำถามของเขา “ทั้งสองเรื่องเลยค่ะ ทั้งค่าเทอม ทั้งเรื่องสร้อยด้วยค่ะ”
“ครับ” อติรุจน์พยักหน้ารับ มุมปากหยักยกยิ้มขึ้น
สวย คนอะไรสวยมาก
“คุณรุ...”
“พี่ครับ เรียกพี่ให้ชื่นใจก่อน” มุมปากหยักหยุดยิ้มแทบจะทันที เรียกเขาแต่คุณรุจอยู่นั่นแหละ ฟังแล้วรู้สึกขัดใจชะมัด
“เอ่อ...” แล้วเธอเรียกเขาว่าคุณ มันไม่ดีหรืออย่างไรกัน
“ขอเรียกตอนอยู่กันแค่สองคนได้มั้ยคะ” ถ้าเธอเรียกในตอนที่ไม่ได้อยู่กับเขาแค่สองคน เกิดคนอื่นมาได้ยินเข้า มีหวังคงพากันคิดว่าเธอแอบตีเนียนอยากเป็นคุณนายของฟาร์มแหงๆ และที่เธอขอเรียกตอนอยู่กันแค่สองคนนั้น ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เพราะเธอกับเขาคงจะไม่มีโอกาสแบบนั้นแน่นอน
“ได้ครับ” จะเรียกเขาตอนไหน เขาก็ยินดีให้เธอเรียกทั้งนั้น จะเรียกเขาไปเลยตลอดชีวิตก็ได้ เขายินดีให้เธอเรียก
เมื่อเขาไม่ได้พูดอะไรต่อแถมยังหันไปสนใจอย่างอื่น มันทำให้บรรยากาศภายในห้องรู้สึกอึดอัดขึ้นมาถนัดตา
เธอจึงใช้โอกาสนี้มองสำรวจไปตามห้องทำงานของเขาอย่างคนเสียมารยาท จนสายตาเธอไปหยุดอยู่ที่ของสำคัญ มันถูกทำให้กลับมาเป็นตามเดิมเหมือนตอนที่เธอหิ้วมาให้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน
คนที่มัวแต่สนใจอย่างอื่นอยู่เมื่อสักครู่ รู้สึกถึงความเงียบผิดปกติ จึงเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะหันไปตามสายตาของคนตรงหน้า
"หิวมากครับ เลยรีบกิน กลัวแฟนรอนาน” คนตัวโตพูดขึ้นหลังจากหันหน้ากลับมาแล้ว เขาว่าพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างอวดฟันซี่สวย
หญิงสาวเบนสายตาไปทางคนพูดเล็กน้อย เวลานี้เขาโมเมว่าตัวเองเป็นแฟนของเธอไปแล้ว มันช่างเหมือนกับวันนั้น วันที่เขาไปส่งเธอที่มหาลัยเสียจริง วันนั้นก็โมเมว่าตัวเองเป็นพี่เธอ “ไม่ใช่แฟนสักหน่อยค่ะ” เสียงอ้อมแอ้มตอบเขาไปอย่างเขินอาย “อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ เดี๋ยวคุณนายรู้เข้า หนูจะไม่มีที่อยู่นะคะ” เธอว่าตามที่รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เธอมาอยู่ที่นี่เพื่อขออาศัยแลกกับการทำงาน เธอไม่ได้อยากมาเป็นเมียลูกเจ้าของฟาร์มเลย
“...”
ทว่ากลับไม่มีคำใดหลุดออกมาจากปากหนา มีเพียงสายตาคมกริบที่ทอดมองมาหาเธอ
ความเงียบเกิดขึ้นไปชั่วขณะ คนที่รับแรงกดดันต่อไปไม่ไหวอย่างเธอ จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องแล้ว
“หยุด!” เสียงเข้มเอ่ยเตือน
ทำให้คนตัวเล็กที่กำลังจะเดินไปถึงบานประตูกระจกหนาหยุดชะงักลง
“คะ?” เธอหันหลังกลับมาพูด ก่อนจะเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
แต่ขอโทษด้วยเธอก็มีงานต้องทำเหมือนกัน ไม่ใช่มานั่งคุยเล่นกับเขาอยู่ในห้องแบบนี้
“พี่ยังไม่ได้พูดสักคำ ว่าให้เราออกไปเลยนะ” แล้วคิดจะดื้อตาใสไม่ฟังกันด้วย “วิวหยุด!!”
ทว่าคราวนี้แทบจะกลายเป็นเสียงตะโกน เมื่อเธอดึงดันที่จะเดินไปให้ถึงประตูให้ได้
อุณหภูมิในห้องว่าหนาวแล้ว ยังไม่เท่ากับเสียงของเขาที่เอ่ยเตือนเธอในเวลานี้
ขาเรียวหยุดชะงักลงทันที ตีเนียนปรับสีหน้าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หันกลับไปพูดกับเขา “คุณรุจมีอะไรให้หนูช่วยต่ออีกเหรอคะ” ในใจก็ยังแอบนึกหวั่นกับเสียงเมื่อสักครู่อยู่ไม่หาย
อติรุจน์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เท้าหนาก้าวเข้าไปหาหญิงสาว ที่ยังยืนอยู่จุดเดิมอย่างไม่รีบร้อน
จนมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคนตัวเล็กได้สำเร็จ จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่หวานของวรดา มันมีความกังวลซ่อนอยู่ในนั้น
ขณะนี้อติรุจน์ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมา เขาลุกเธอหนักไปหรือ เขาคิดว่าตัวเองค่อยเป็นค่อยไปแล้วเสียอีก
เสียงถอนหายใจจากเขา ไม่ได้ทำให้ความกังวลใจของเธอลดน้อยถอยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
กลับกันมันยิ่งมีมากขึ้นไปอีก เมื่อเธอรวบรวมความกล้าจ้องตาเขากลับคืนไปแบบตรง ๆ บ้าง
“คุณรุจ” เธออยากพูดให้กระจ่าง ก่อนจะขอตัวออกไปจากที่นี่ เพราะภารกิจที่เธอได้รับมอบหมายทำสำเร็จแล้ว ไม่ใช่มานั่งคุยกับเขาอยู่แบบนี้
ทว่ามันดันเป็นจังหวะเดียวกันที่เขาจับมือเธอ แล้วพาเดินไปนั่งลงเก้าอี้ตัวเดียวกันกับเขาอย่างทุลักทุเล เพราะเธอไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งขืนตัวก็แล้ว สะบัดให้แขนหลุดก็แล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นผล
“พี่ยังไม่ได้บอกเราสักคำว่าให้ออกไป” อติรุจน์พูดขึ้นเมื่อจับคนตัวเล็กมานั่งลงบนตักตัวเองได้จนสำเร็จ พร้อมกับมือแกร่งจับไหล่บาง หมุนให้วรดาหันหน้ามาเผชิญกัน
เธอขืนตัวออกได้เพียงเล็กน้อย ก็ถูกเขาจับหมุนตัวไปใหม่ตามเดิม
“คุณรุจ! ปล่อยด้วยค่ะ เดี๋ยวก็มีคนเปิดประตูเข้ามาเห็นหรอก” วรดาทั้งพูดทั้งคอยหันไปมองบานประตูสลับกันไปมา เมื่อขัดขืนไม่สำเร็จจึงได้นั่งนิ่ง
ก่อนจะพยายามจะลุกออกจากตักของคนตัวโตใหม่อีกรอบ คิดเหรอว่าเธอจะยอมถอดใจง่ายๆ
แต่ผลลัพธ์กลับเหมือนเดิม
คือไม่สำเร็จ!
เธอเลยเงยหน้ามองเขาแล้วส่งสายตาคาดโทษไปให้แทน
อติรุจน์มองดูสาวน้อยด้วยสายตาขำขัน อาการของเธอราวกับหมาน้อยที่กำลังขู่เจ้าของอย่างไรอย่างนั้น
เขาโน้มใบหน้าลงหมายจะหอมแก้มนวลของคนบนตัก ทว่าเขากลับเปลี่ยนเส้นทาง จากแก้มมาเป็นปากของเธอแทน
เขาไม่ได้กระทำการอุกอาจ โดยการเอาอวัยวะที่ไม่มีกระดูกเข้าไปสำรวจในปากของหญิงสาวทันที แต่เขาใช้ปากหนาขบเม้มไปตามกลีบปากบางอย่างอ้อยอิ่ง
เพื่อเป็นการทักทายหญิงสาวให้เธอไม่รู้สึกตื่นกลัวมากจนเกินไป
วรดาตัวแข็งทื่อดวงตาคู่หวานเบิกโพลงขึ้นราวกับคนตกใจอะไรบางอย่าง มือบางที่ตกอยู่ข้างลำตัวเริ่มสั่นเทา
เรี่ยวแรงที่จะให้ต่อต้านขัดขืนเขามันหายไปหมด สมองคิดประมวลผลว่าเธอควรทำสิ่งไหนเป็นอันดับแรก
กระทั่งผ่านไปครู่หนึ่งผลก็ออกมาว่า ให้เธอตั้งสติก่อนเป็นอันดับแรก เธอต้องรีบและทำเดี๋ยวนี้เลย ก่อนที่จะมีใครเข้ามาเห็นภาพนี้เสียก่อน
มือบางที่ยังเย็นเฉียบแต่ไม่สั่นเหมือนกับตอนแรก รีบยกมือขึ้นไปตบที่แผ่นหลังหนาไม่เบานัก เพราะต้องการให้เขาหยุด อีกทั้งเธอยังพยายามดิ้นขัดขืนอย่างสุดแรง
นาทีลุ้นระทึกคลืบคลานเข้ามาใกล้เต็มที เหมือนว่าเธอจะได้ยินเสียงคนคุยกันที่หน้าประตูห้องทำงานของเขาด้วย ภาวนาขออย่าให้มีใครเปิดประตูเข้ามาในห้องเขาตอนนี้เลย
สาธุ
ทว่าโชคก็ยังไม่เข้าข้างเธออยู่ดี!
“เซอร์ไพรส์!!”
เสียงของสองหนุ่มที่เดินเข้ามาพูดขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ในความเงียบตามเดิม เพราะกำลังยืนนิ่งอึ้งกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
“เฮ้ย! ไอ้รุจมึงจะมากินกันตอนนี้ไม่ได้เว้ย!”
เสียงหนึ่งในสองคนพูดขึ้น ทำเอาพนักงานที่นั่งทำงานกันเงียบๆ ต่างพากันชะงักและหันมามองทางนี้เป็นตาเดียว
ทว่าโชคก็ยังไม่เข้าข้างเธออยู่ดี! หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในห้องได้แต่โอดครวญในใจ ‘ฟ้าสร้างแต่สวรรค์ดันไม่เข้าข้างเธอเลยสักนิด’ ช่างเป็นจังหวะที่โบ๊ะบ๊ะมาก
แล้วแบบนี้เธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!
พึ่งมาอยู่แท้ๆ แต่ดันมาทำเรื่องแบบนี้กับเขาที่เป็นเจ้านายของคนที่นี่อีก คราวนี้ทุกคนคงมองว่าเธออยากจะเป็นคุณนายของจริงแล้ว
ดวงตาคู่หวานหลับพริ้มลง อย่างคนยอมรับชะตากรรม พร้อมกับออกแรงงับเข้าที่ปากหนาอย่างจัง จนคนที่รังแกเธออยู่รีบผละออกไปอย่างรวดเร็ว
“วิว กัดพี่ทำไม” อติรุจน์พูดขึ้นด้วยความตกใจ
ก่อนจะหันไปมองบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญอย่างไม่สบอารมณ์
มันช่วงเลือกเวลากันมาได้พอดีมาก!
ประตูที่เปิดอ้าซ่าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะปิดลง ถูกเจ้าของห้องมองอย่างหัวเสีย จนหนึ่งในผู้มาใหม่รีบทำตามอย่างไม่อิดออด
วรดายังคงนั่งก้มหน้านิ่งอยู่บนตักแกร่ง ปากบางขบเม้มเข้าหากันจนแน่น อายแสนอายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนเธอลุกออกจากตักเขาไม่ทัน รู้ตัวอีกทีเธอก็เห็นสองหนุ่ม อายุน่าจะใกล้เคียงกับเขาเดินมานั่งลงเก้าอี้แล้ว
“ขนกันมาทำไม” อติรุจน์พูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความไม่พอใจ ใบหน้าของชายหนุ่มแสดงออกอย่างชัดเจน
“มาหาเพื่อนครับ ไม่ได้เจอกันนานคิดถึง” วีรภัทรพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังรู้สึกหมั่นไส้เป็นที่สุด หลังจากนั่งลงพร้อมกับธาวินแล้ว
หนุ่มหน้าตี๋ยิ้มกว้างออกมา บ่งบอกถึงความสุขที่ตนได้มาหาเพื่อนในวันนี้
“กูบอกมึงแล้ว ถ้ามาแบบไม่บอกมันก่อนจะโดนมันสวดเอา” ธาวินพูดขึ้นก่อนจะหันไปมองทางสาวน้อย ที่นั่งก้มหน้าบนตักของอติรุจน์
“ถ้ามาแบบบอกมันก่อนจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์เหรอวะ” หนุ่มหน้าตี๋แสยะยิ้มมุมปาก ยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่งส่งไปให้เพื่อน “ไม่คิดจะแนะนำให้เพื่อนรู้จักหน่อยเหรอครับ”
บทสนทนาระหว่างสามหนุ่มเปลี่ยนหัวข้อมาเป็นเธอ เวลานี้เธอทำอะไรได้บ้างนอกจากนั่งก้มหน้าอยู่แบบนี้
ตั้งแต่อติรุจน์เริ่มเปิดประเด็นคุยกับเพื่อน เธอน่าจะขอตัวออกไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
ไม่น่าเลยวรดาเธอพลาดแล้วพลาดอีก
“เมียกูเอง”
“ห๊ะ!!” เสียงอุทานของชายหนุ่มทั้งสองคนดังขึ้นพร้อมกัน
กระนั้นยังไม่เท่ากับหญิงสาวที่รีบเงยหน้ามองเขาจนคอแทบเคล็ด
คนบ้านี่!!
ทำไมไปบอกเพื่อนตัวเองแบบนั้น
“ไม่ชะ…” ไม่ใช่คำนี้ของเธอถูกกลืนลงคอไปอย่างแสนเสียดาย เมื่อเจอสายตาคมดุที่มองลงมา
“มึงไปมีเมียตอนไหน ทำไมพวกกูสองคนไม่เห็นรู้เรื่องเลย แล้วมึงจัดงานตอนไหนวะ” วีรภัทรพูดออกมาอย่างไม่เข้าใจ
อติรุจน์เพื่อนของเขาคนนี้มีแฟนนับคนได้ ไม่เห็นว่ามันควงใครมานานแล้วด้วย และเป็นคนที่ตามตัวยากมากสุดเวลานัดเจอกัน เดี๋ยวบอกว่างานยุ่งบ้างล่ะ มีประชุมเข้าร่วมโครงการบ้างล่ะ บอกว่าต้องเข้าไปดูโรงงานบ้างล่ะ
หรือว่าที่มันพูดมาโกหกพวกเขาทั้งนั้น!
“งานแต่งจะจัดขึ้นเร็วๆนี้ เตรียมตัวเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ด้วย”
วรดานึกอยากจะจับเขาแล้วมาเขย่าให้หัวหลุดออกจากกันเสียจริง
ใครจะแต่งงานกับเขากัน!
“มึงไปหลอกลูกสาวใครมาหรือเปล่าไอ้เสือ” คราวนี้เป็นเสียงของธาวิน ชายหนุ่มผู้มีรูปร่างสมาร์ตไม่ต่างไปจากเจ้าของฟาร์มพูดขึ้น
เขาว่ากันว่าคนที่มักเก็บตัวอยู่แต่กับงานไม่ค่อยชอบเข้าสังคม พวกนี้แหละคือเสือซุ่มเงียบ
คงจะจริง
“เปล่า ไม่เคยได้ยินรักแรกพบเหรอ”
“หึ” ได้ยินอย่างนั้นธาวินก็นึกขำ “เคยได้ยิน แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับมึง” อายุก็ไม่ใช่น้อยกันทุกคนแล้ว มันยังสรรหาคำมาพูดเหมือนวัยรุ่นอีก
“สาวน้อย เหมือนเราจะเคยเจอกันที่ไหนหรือเปล่า” หนุ่มหน้าตี๋เปลี่ยนคำถามหันมาหาสาวน้อยแทน
ความเงียบของห้องทำงานขนาดสี่เหลี่ยมกลับมาอีกครั้ง หลังจากเพื่อนของเขาพากันกลับออกไป
แต่เธอยังไม่ได้ออกไปไหน นั่นเป็นเพราะอติรุจน์ยังไม่อนุญาตให้ออกไปจากห้องต่างหาก
เวลานี้เธอไม่ได้นั่งอยู่บนตักของอติรุจน์แล้ว แต่กลับนั่งมองหน้ากันแทน มีเพียงโต๊ะทำงานตัวใหญ่กั้น ราวกับตำรวจกำลังสอบสวนผู้ร้าย เธอนั่งชั่งใจตัวเองอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจถามเขาออกไป
“ทำไมถึงบอกเพื่อนคุณรุจไปแบบนั้นคะ”
สายตาคมดุมองเธอนิ่ง ไม่มีคำใดเอ่ยออกมา วรดาจึงคิดว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป ก่อนจะถามเขาใหม่อีกครั้ง
“ทำไมพี่รุจถึงบอกเพื่อนไปแบบนั้นคะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันอย่างที่พี่ว่าสักหน่อย”
“อยากเป็นมากครับ” คนอายุมากกว่าสวนขึ้นมาทันควัน
หัวใจคนฟังกระตุกวาบราวกับถูกไฟช็อต แววตาของเขาสื่อมาให้เธอไม่มีทีท่าว่าล้อเล่นเลยสักนิด อีกทั้งมุมปากหนายังมีรอยยิ้มร้ายกาจซ่อนอยู่
วรดารีบก้มหน้างุดลงเพื่อซ่อนอาการบางอย่างจากเขา มือไม้ที่วางทับกันอยู่บนตักบีบเข้าหากันจนแน่น จู่ ๆ ก็เริ่มเย็นเฉียบ ขณะที่แก้มทั้งสองข้างรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ จนนึกอยากยกมือขึ้นไปลูบ
“พี่รุจ...เท่านี้มันก็เกินไปมากแล้วค่ะ” เธอพูดขึ้นหลังจากรวบรวมความกล้าเงยหน้ามองเขา
“ใจร้ายจังเลยครับ” อติรุจน์พูดตัดพ้อคนตรงหน้า ทว่ามุมปากของเขายังประดับไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นพวงแก้มนุ่มนิ่มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่าเอ็นดู
“…”
“กลัวอะไร หืม? หรือว่ากลัวแม่กับพ่อพี่”
นัยน์คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหวานเพื่อค้นหาคำตอบ “หรือกลัวที่เราต่างกันเกินไป?”
วรดารีบหลุบสายตามองต่ำพร้อมกับพยักหน้า “เราไม่เหมาะสมกันเลยสักนิดค่ะ” เราไม่น่ามาเจอกันเลยต่างหาก วรดาคิดแล้วก็หลับตาลง
ใจหนอใจช่างขยันเต้นแรงอะไรปานนี้
“แล้วอะไรที่ว่าเหมาะสมสำหรับเรา”
คิ้วเรียวบางขมวดเข้าหากัน เมื่อน้ำเสียงที่ได้ยินเริ่มเปลี่ยนไป มันฟังดูห้วนผิดปกติจนเธอต้องรีบตวัดสายตาขึ้นไปมอง ก่อนหน้าที่คุยกันเขายังดูอ่อนโยนอยู่เลย ทว่าคราวนี้มีความไม่พอใจแฝงมาด้วย
วรดาส่ายหน้าแทนคำตอบ ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อให้บรรยากาศที่ชวนอึดอัดนี้หายไป
“หนูขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะที่เมตตาหนู” สองมือเรียวสวยยกขึ้นไหว้เขาอย่างนอบน้อม “ไว้ถ้าหนูมีเงินแล้วหนูรีบจะคืนให้นะคะ”
สายตาเย็นเฉียบพาดผ่านมาจากดวงตาคมทำให้เธอเสียวสันหลัง เวลานี้อติรุจน์ดูน่ากลัวมาก เธอไม่เคยเจอเขาในเวอร์ชันนี้เลย
“ถ้าคุณรุจไม่มีอะไรจะใช้หนูแล้ว ขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
อึดใจต่อมาเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอก็ไม่ลืมที่จะยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณเขาอีกครั้ง ก่อนจะพาตัวเองออกไปจากห้องทำงานของเขา
วรดาเดินออกไปจากห้องทำงานเขาได้สักพักแล้ว ทว่าเจ้าของร่างแกร่งยังนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิม
เขาถอนหายใจออกมาอย่างคนสิ้นหวัง แผ่นหลังหนาเอนพิงตัวไปกับพนักเก้าอี้ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด
‘เราไม่เหมาะสมกันเลยสักนิดค่ะ’ คำพูดของวรดายังคงวนเวียนอยู่ในหัว อะไรที่ว่าไม่เหมาะสมสำหรับเธอกันล่ะ หน้าตาหรือคงไม่ใช่ เพราะวรดาเป็นคนที่สวยคนหนึ่งเลยต่างหาก สวยมากด้วยแถมยังน่ารักมาก
ถ้าว่ากันด้วยเรื่องของฐานะ เขาไม่ติดอยู่แล้ว พ่อกับแม่เขายิ่งแล้วใหญ่ ถ้าเป็นเรื่องของการศึกษาแน่นอนว่าคนเราสามารถเรียนต่อกันได้ เขาไม่ได้จำกัดอายุสักหน่อย แล้วอะไรที่ทำให้เธอบอกว่าเราไม่เหมาะสมกัน
แล้วจะให้เขายอมแพ้ไปอย่างนั้นหรือคำนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นในหัวเขาเลย
ช่วงบ่ายคล้อยในวันเดียวกัน วรดาเดินออกมาจากโรงอาหารของฟาร์ม กำลังจะเดินไปหาจักรยานที่จอดไว้ใต้ต้นราชพฤกษ์ตรงข้ามกับโรงอาหาร ทว่าเธอกลับต้องชะงัก เพราะเห็นอติรุจน์กำลังขับรถเอทีวีมุ่งตรงมาจากอีกฝั่ง
จังหวะที่เขาเลี้ยวไปทางซ้ายมือของเธอ วรดาเห็นใครบางคนนั่งซ้อนท้ายมากับเขาด้วย
เป็นผู้หญิงน่าจะสูงกว่าเธอมาก หน้าตาของผู้หญิงคนนั้นเธอมองเห็นไม่ค่อยชัด คาดว่าน่าจะสวยมากทีเดียว ขณะเดียวกันหญิงสาวก็อดคิดมาเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้
“คนเจ้าชู้” ตัวเองมีแฟนอยู่แล้วยังมาทำแบบนี้กับเธออีก “เฮ้อ~”ทำไมต้องรู้สึกเจ็บที่ใจขนาดนี้ด้วย
เสียงถอนหายใจของวรดาเรียกความสนใจจากคนที่กำลังเดินตามหลังมาได้เป็นอย่างดี
“วิว”
ตอนพิเศษ3...ปัจจุบัน“วิวรู้หรือเปล่า วันนั้นทำไมวิวหันมาถึงเห็นพี่ยืนอยู่ข้างหลังเรา” อติรุจน์พูดขึ้นหลังจากที่พาวรดาขับรถเอทีวีเข้ามาในสวน ก่อนเขาจะพาหญิงสาวเดินเข้ามาหลบแดดในศาลากลางสวนวรดานึกย้อนไปถึงหนก่อนที่เธอเข้ามาในสวนคนเดียว “ทำไมคะ” หญิงสาวหันหน้ามายิ้มละมุน “พี่รุจตามวิวเข้ามาเหรอคะ”คนอายุมากกว่านึกขำ “ก็ไม่เชิง พี่เข้ามาตามไอ้พลมันน่ะ แต่ตอนขากลับออกมาเห็นจักรยานวิวจอดอยู่ พี่ก็เลยจะเข้ามาเคลียร์ปัญหากับเรา”“อ๋อค่ะ”“แล้วตอนนั้นเราไม่ได้ยินเดสียงรถพี่เลยเหรอ”หญิงสาวขมวดคิ้วพร้อมกับเอียงคอ “ไม่เลยค่ะ” ตอนนั้นเธอไม่ได้ยินเสียงรถของเขาจริง ๆ เพราะมัวแต่ใจลอยคิดเรื่องของเขานั้นแหละ“คิดอะไรอยู่ ฮึ” อติรุจน์นึกเอ็นดูเมียตัวน้อยของตัวเอง “ไม่ใช่ว่ากำลังคิดถึงคนอื่นที่ไม่ใช่พี่อยู่หรอกนะ”เจ้าของใบหน้ารูปไข่รีบส่ายหน้าไปมาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม “วิวยอมรับตรงนี้เลยค่ะ ตั้งแต่ที่วิวรู้จักพี่รุจมาไม่มีเลยสักครั้งที่จะไม่นึกถึง”คนฟังอมยิ้มปลื้มปริ่มเข้าไปอีก “แล้วตกลงว่าวันนั้นเราเหม่ออะไรอยู่ครับ”“เหม่อหาพี่รุจเลยค่ะ”“หื้ม?”“ค่ะ” วรดาพยักหน้ารับ“ยังไงครับ”“เรื่องพี
ตอนพิเศษ2...สองปีก่อน“ตอนนี้จากับพี่โจอยู่ที่ไหนกันแล้ว”วรดารีบก้าวเท้าไปตามทางเดินข้างตึกเรียน ที่เธอเพิ่งเดินลงมาถึงชั้นล่างด้วยความเร่งรีบเธอมีนัดกับพี่สาวของเพื่อนตอนเที่ยงพอดี ก่อนหน้านี้พี่สาวของจารวีโทรมาหาบอกว่าถึงแล้วเพื่อนของเธอเลยขอตัวไปรับก่อน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เธอขอแยกไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำด้วยก็เลยคาดกัน(ร้านคาเฟ่ข้างตึกเรียนเราเลยวิว ตอนนี้วิวอยู่ที่ไหน)“เดินลงมาจากตึกแล้ว กำลังจะเดินไปหาจ้ะ”พอวางสายจากเพื่อนเสร็จวรดาก็รีบเดินไปให้ถึงเร็วที่สุดมุมด้านในของร้านคาเฟ่ขนาดเล็ก มีสองหนุ่มเพื่อนซี้กำลังนั่งสนทนากันด้วยท่าทีสบาย ซึ่งตรงที่ทั้งสองนั่งอยู่นั้นเป็นมุมที่ติดกับกระจกใสบานกว้าง เผยให้เห็นทางเดินภายนอกได้อย่างชัดเจน“แล้วตกลงมึงจะว่างตอนไหน กูจะได้แจ้งผู้ใหญ่ไป” วีรภัทรพูดขึ้นหลังจากวางแก้วกาแฟที่จิบลง “แต่ถ้ามึงไม่ว่างก็ไม่เป็นไร”อติรุจน์ขมวดคิ้ว “หาคนได้แล้วรึ” แก้วกาแฟที่กำลังจะยกขึ้นถูกวางลงไปทันที“ไม่เชิงหรอก ก็ถ้ามึงไม่ว่างไง อาจารย์พ่ออาจารย์แม่ในคณะก็ต้องมีตัวเลือกสำรองถูกต้องมั้ย” แต่ที่เลือกอติรุจน์มาเป็นอันดับแรกคือเพื่อนเขามันเก่งไง ปริ
ตอนพิเศษ1...เสียงนกร้องลอยมาตามลมช่วยปลุกให้หญิงสาวที่กำลังหลับไหลอยู่บนเตียงนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสายของอีกวันแสงแดดที่แทรกผ่านผ้าม่านผืนบางเข้ามา ทำให้คนที่พึ่งรู้สึกตัวรู้ว่าเวลานี้น่าจะสายมากแล้ว เธอจากนั้นจึงหันไปสำรวจห้องกว้างเพื่อมองหาใครบางคนทว่าทั้งห้องกลับตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงนกร้องที่ดังสอดแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะ แสดงว่าอติรุจน์คงอยู่ในฟาร์มแล้ว หญิงสาวจึงมองหาโทรศัพท์มือถือเพื่อมองดูเวลา ในขณะเดียวกันเครื่องมือสื่อสารก็แผดเสียงออกมาเช่นเดียวกัน“ค่ะ พี่รุจ” หญิงสาวขานรับด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง(พึ่งตื่น?)วรดาทำหน้าบึ้งส่งให้คนในสาย “ค่ะ กี่โมงแล้วคะ?” เมื่อสักครู่เธอยังไม่ทันได้ดูเวลา อติรุจน์ก็โทรเข้ามาก่อน(จะเที่ยงแล้วครับ)“ห๊ะ!” จากที่ยังรู้สึกเพลียๆอยู่ ตอนนี้เธอตื่นเต็มตาแล้วตอนแรกที่รู้สึกตัว เธอนึกว่าแค่ช่วงประมานเก้าโมงเช้าไม่เกินนี้แน่นอนแต่ทว่าสิ่งที่อติรุจน์ตอบกลับมาทำให้เธอแทบกระโดดลงจากเตียงแม่เจ้าเธอทุบสถิติจากเมื่อวานได้อย่างไม่คาดคิดเสียงหัวเราะดังมาจากปลายสายยิ่งทำให้เธอรู้สึกมีน้ำโหขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย“ทำไมพี่ไม่ปลุกวิวคะ? ไม่รู้ว
บทที่สามสิบเก้า สามีที่ดีไม่ควรจะเอาเปรียบภรรยา...มือหนาจับลูกบิดประตูหมุน ก่อนจะผลักบานประตูไม้เข้าไปด้านในและปิดกลับลงไปตามเดิมเท้าแกร่งพาวรดาก้าวไปหยุดยืนที่ปลายเตียงก่อนจะปล่อยให้เธอเป็นอิสระ“มีอะไรเหรอคะ?” หรือเขางอนที่เธอหายไปนาน เธอมองสบตากับเขาที่ยังทำสีหน้าเรียบนิ่งอติรุจน์ก้าวขาเดินต้อนคนตัวเล็กไปอย่างเชื่องช้า จนเข้ามุมของห้องได้จนสำเร็จ ลำแขนแกร่งยกขึ้นขังคนตัวเล็กไว้ทั้งสองข้างสีหน้าของวรดาดูตกใจมากที่โดนเขาไล่ต้อนแบบนี้ ทว่าก็ยังไม่ได้กระโตกกระตากออกมาให้เขาได้เห็น เวลาต่อมาเป็นเขาเสียเองที่อดทนทำหน้าเรียบนิ่งต่อไม่ไหววรดารู้สึกสับสนไปกับอาการของอีกคน เมื่อกี้ยังดูขึงขังจนน่ากลัวอย่างกับยักษ์ ทำไมตอนนี้กลายมาเป็นคนอารมณ์ดีไปแล้ว“ตกลงพี่รุจเป็นอะไรคะ?” หญิงสาวถามออกไปอีกครั้ง เป็นบ้าน่ะสิเธอว่า แต่เธอไม่มีทางพูดออกไปหรอก เธอยังห่วงความปลอดภัยของตัวเองอยู่“อยากโกรธที่เราหายไปนาน พอดวงตาคู่นี้มองกลับมาหาพี่ตาแป๋ว กลับโกรธเราไม่ลง” อติรุจน์ตอบออกไปยิ้มๆ ทั้งยังขำตัวเองในใจ แค่ตาหวานคู่นี้มองมาอย่างคนซื่อ เขากลับโกรธคนตัวเล็กไม่ลง มันกลายเป็นความหมั่นเขี้ยวเข้ามาแทนว
บทที่สามสิบแปด ท้อง...19.58 น.เสียงกุกกักดังมาจากห้องครัว ทำให้สองแม่ลูกที่กำลังนั่งทานข้าวอยู่ใต้ต้นมะยม ห่างจากประตูด้านหลังครัวไปไม่มาก หันมองพร้อมกัน“เดี๋ยวกุ้งไปดูเอง” กวินตาหันมาบอกคนเป็นแม่ก่อน จากนั้นจึงลุกเดินเข้าไปดู เห็นหญิงสาวร่างบางหน้าตาคุ้นเคย กำลังจะล้างอะไรบางอย่างอยู่ที่ซิงค์ล้างมือ“เฮ้ย! วิวไม่ต้องเดี๋ยวพี่ล้างเอง” กวินตารีบเข้าไปห้ามน้องสาวแทบไม่ทันแล้วมันก็ไม่ทันแล้วด้วย กวินตามองเห็นเหลือจานอยู่เพียงไม่กี่ใบวรดาก็จะล้างเสร็จแล้ว “อะไรกันเนี่ย แย่งงานพี่กับแม่ไปทำหมดแล้ว แบบนี้กะจะเลิกจ้างกันเลยหรือไง”วรดาละมือจากจานที่กำลังล้างอยู่ ก่อนจะหันหน้าไปมอง “ไม่เอาหรอกค่ะ ให้วิวช่วยดีกว่า” ทานข้าวพึ่งเสร็จเธอก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว จึงเป็นคนอาสาเก็บถ้วยจานเข้ามาในครัวล้างเองทีแรกคุณนายเคียงดาวกับอติรุจน์ห้ามเธอแล้ว แต่เธอบอกว่าขอเป็นคนทำเพราะไม่ชินกับการที่จะต้องมานั่งกินนอนกิน“ยัยคนนี้นี่ห้ามก็ไม่ยอมฟัง ดื้อมาก” กวินตาเดินเข้าไปใกล้วรดาแล้วใช้แขนกอดน้องรักไว้จนแน่นเธอกับแม่เคยบอกวรดาไปแล้วตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้น ว่าไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกลัวว่าเธอกับแม่จะรู้สึกไม
บทที่สามสิบเจ็ด อบอุ่น...“ไอ้พล! มึงดู๊ มึงดูพี่มึงงง”กรวิชญ์ชี้มือไปข้างหลังของอิทธิพลอย่างรวดเร็ว เมื่อมองเห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวออกไปจากฟาร์ม ใจของคนเรียกเต้นแรงจนรูจมูกขยายออกกว้าง ราวกับคนกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธจัด มือที่กำลังชี้ให้เพื่อนดูเริ่มสั่นขึ้นเรื่อย ๆอิทธิพลหันหลังไปตามมือของกรวิชญ์ที่กำลังชี้ไป ปากหยักยกยิ้มขึ้นอย่างเข้าใจในอารมณ์ของเพื่อนตัวเอง“เข้ามายังไม่ถึงยี่สิบนาทีด้วยซ้ำ ออกไปอีกแล้ว”กูยังไม่หายเหนื่อยเลย !พี่มึงขับรถพาเมียออกไปข้างนอกอีกแล้วไอ้พล!“เออน่า..มึงก็เข้าใจเจ้านายมึงหน่อย”“เข้าใจบ้าอะไรกูเหนื่อย!”“แล้วจะทำยังไง ลาออกเลยมั้ยล่ะ” อิทธิพลว่าขึ้นมาอย่างใจเย็น ทั้งยังขำเพื่อนตัวเองไปด้วย“ไม่! กูยอมเหนื่อยเพิ่มก็ได้โว้ย!” ไอ้ห่าพลมันก็รู้ว่าเขาไม่กล้า ยังมาบอกให้ลาออกอีกถ้าลาออกแล้วกูจะเอาเงินที่ไหนกินว่ะ!แถวนี้ก็มีแค่ที่นี่ที่เดียวที่เงินดี แถมยังได้อยู่ใกล้บ้านตัวเองด้วย“งั้นก็ไปทำงาน เลิกน้อยใจเจ้านายมึงอย่างกับเป็นเมียเขาอีกคน” ส่ายหัวเมื่อพูดกับเพื่อนจบ เตรียมตัวจะก้าวขาเดินเข้าไปในออฟฟิศต่อ เขาตั้งใจว่าจะเข้าไปเคลียร์งานเอกสารที่ยัง
บทที่หนึ่ง รู้สึกถูกชะตา…“คนนี้รึแม่ก้านที่ว่าน่ะ”เคียงดาวเอ่ยถามกานดาแม่ครัวประจำบ้านของตนด้วยสีหน้าครุ่นคิดหลังจากได้ฟังเรื่องราวมาก่อนหน้านี้ ประจวบเหมาะกับวันนี้อีกฝ่ายบอกว่าจะพาหลานสาวมาแนะนำให้รู้จักคุณนายของบ้านหันไปสบตากับครองภพผู้เป็นสามี ซึ่งนั่งอยู่ข้างกันบนโซฟาตัวใหญ่ในเวลานี้“ใช่ค
อารัมภบทแสงอาทิตย์อัสดงกำลังจะลาลับขอบฟ้า สองสาวต่างวัยกำลังเร่งมือเก็บกวาดโรงอาหารของฟาร์ม ฝนฟ้าก็ทำท่าจะเทลงมาเสียดื้อ ๆสายลมที่พัดโชยมาช่วยให้อากาศคลายความร้อนลงมาบ้าง ทำให้บรรยากาศในช่วงหัวค่ำไม่รู้สึกอึดอัดมากจนเกินไป“กลับเถอะลูก ไม่มีอะไรให้ทำแล้วล่ะ” กานดาในวัยสี่สิบเก้าปี เอ่ยปากบอกหลานส
บทที่สามสิบ คนเมาที่เหมือนไม่เมา...“อะไรกันวะรุจ แค่นี่มึงเมาแล้วเหรอ ปกติมึงคอแข็งจะตาย” อาจารย์หนุ่มทักขึ้นด้วยความงุนงงกับท่าทีของคนที่เป็นเจ้าของงาน “มึงแกล้งอะไรพวกกูหรือเปล่าเนี่ย”“...” อติรุจน์นิ่งเงียบ“เซ็งเลยกู ยังไม่สี่ทุ่มเลยมันดันเมาเหล้าแล้ว” วีรภัทรเอ่ยเสร็จก็หันไปมองเพื่อนอีกคน “ว
บทที่ยี่สิบสี่ พาแมวกลับไปรับโทษ...“คุณรุจ!!”หญิงสาวอุทานออกมาด้วยความตกใจ แทนที่เธอจะความรู้สึกกลัว แต่มันกลับตรงกันข้ามอติรุจน์มาทำอะไรที่นี่หรือว่า..เขาพาเดินห้างกับแฟนไวเท่าความคิด วรดาก็พยายามสอดส่ายสายตาไปทางนั้นทีทางนี้ที ผลปรากฏว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่ยืนอยู่จุดนี้ ถ้าไม่นับรวมกับคนอื่น







