LOGINเคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องกัมปนาทจนแก้วหูแทบฉีกขาด ประกายไฟสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ คมกระบี่ของมู่หรงอวี้ที่กำลังจะบั่นคอระหงของไป๋รั่วซีถูกกระแทกเบี่ยงออกไปอย่างรุนแรง ดาบสั้นเล่มหนึ่งพุ่งแหวกอากาศมาราวกับสายฟ้าฟาด ปักลึกทะลุเสาไม้กระโจมบัญชาการไปถึงสามนิ้ว ด้ามดาบยังคงสั่นระริกสะท้อนพลังปราณอันมหาศาล! แรงสะท้อนทำให้มู่หรงอวี้เซถอยหลังไปหลายก้าว มือที่จับกระบี่ชาหนึบจนแทบหลุดจากมือ ทั่วทั้งกระโจมตกอยู่ในความเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก ทุกสายตาเบิกกว้างหันขวับไปมองยังเตียงหนังสัตว์ตัวใหญ่ ร่างสูงใหญ่กำยำของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยที่ควรจะนอนหมดสติอยู่ บัดนี้กลับยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ แม้ผ้าพันแผลสีขาวรอบแผงอกจะมีหยาดโลหิตซึมออกมาเล็กน้อย และใบหน้าคมสันยังคงมีรอยซีดเซียวจากพิษร้าย ทว่าดวงตาสีดำขลับคู่นั้นกลับลุกโชนไปด้วยประกายเพลิงอำมหิตดั่งพญามัจจุราชที่เพิ่งก้าวข้ามประตูนรกกลับมาสู่โลกมนุษย์ รังสีสังหารอันหนักหน่วงและเยียบเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา กดทับจนเหล่าทหารองครักษ์และหมอชราต้องทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความหวาดผวา "มู่หรงอวี้..." สุรเสียงทุ้มต่ำ แหบพร่า ทว่าทรงอำนาจดังกดประสาททุกคนในกระโจม เฮ่อเหลียนเจวี๋ยปรายสายตาคมกริบมองไปยังรองแม่ทัพหนุ่ม นัยน์ตาคู่นั้นดุดันดั่งพญาเสือโคร่งที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้แหลกเป็นผุยผง "เจ้ากล้าชักกระบี่... หมายจะสังหารคนในกระโจมบัญชาการของเปิ่นเจียงจวินตั้งแต่เมื่อใดกัน หรือเจ้าคิดว่าข้าเฮ่อเหลียนเจวี๋ยผู้นี้ตายไปแล้ว เจ้าถึงได้กล้าเหิมเกริมออกคำสั่งฆ่าฟันผู้คนตามอำเภอใจเช่นนี้!" น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยจิตสังหารสะกดขวัญจนมู่หรงอวี้หน้าซีดเผือด ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบลงกับพื้น เขารีบคุกเข่าโขกศีรษะลงบนพรมหนังสัตว์อย่างลนลาน ละทิ้งความโอหังเมื่อครู่ไปจนสิ้น "ทะ... ท่านแม่ทัพใหญ่โปรดระงับโทสะ! ข้าน้อยมิได้มีเจตนาล่วงเกินท่านแม่ทัพแม้แต่น้อย!" มู่หรงอวี้ละล่ำละลักแก้ตัว ลอบสบถในใจด้วยความเคียดแค้นที่ปีศาจผู้นี้ยังไม่ตาย "ข้าน้อยเพียงแต่เป็นห่วงความปลอดภัยของท่านแม่ทัพและกองทัพพยัคฆ์อุดร สตรีผู้นี้เป็นเชลยชาวบ้านที่ถูกจับได้ใกล้จุดซุ่มโจมตี ซ้ำยังใช้วิชาแพทย์นอกรีตชำแหละเนื้อกายของท่านแม่ทัพ ข้าน้อยเกรงว่านางจะเป็นสายลับที่ส่งมาปลิดชีพท่าน จึงคิดจะกำจัดนางเพื่อความปลอดภัยขอรับ!" "หุบปากของเจ้าเสีย มู่หรงอวี้!" เฮ่อเหลียนเจวี๋ยตวาดเสียงต่ำ บดกรามแน่นจนเป็นสันนูนเด่นชัด "เปิ่นเจียงจวินยังมีตาและมีหู ข้าถูกลูกศรปักอกเฉียดตาย แต่ข้ายังมิได้กลายเป็นคนโง่เง่า! ใครช่วยชีวิตข้า ใครคิดจะซ้ำเติมข้า ข้าดูออกทะลุปรุโปร่ง!" เฉินเยี่ยนเห็นนายเหนือหัวฟื้นคืนสติก็รีบคุกเข่าประสานมือด้วยความตื้นตัน "ท่านแม่ทัพใหญ่ แม่นางผู้นี้ใช้มีดกรีดสลักชีพและดึงหัวลูกศรพิษออกจากขั้วดวงใจของท่าน ทั้งยังเย็บร้อยเนื้อประสานชีพจรจนท่านรอดชีวิตมาได้ขอรับ นางมีบุญคุณช่วยชีวิตท่านอย่างแท้จริง!" เฮ่อเหลียนเจวี๋ยเลื่อนสายตาคมกริบมาหยุดอยู่ที่ร่างของไป๋รั่วซีที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียง สตรีตรงหน้ามีคราบเลือดเปรอะเปื้อนตามใบหน้าและลำคอ ทว่าดวงตากลมโตเป็นประกายคู่นั้นกลับมิได้มีแววหวาดกลัวหรือคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตเหมือนผู้อื่น นางเพียงแค่นั่งมองเขาด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์และทระนงในศักดิ์ศรี "พวกเจ้าทั้งหมด... ไสหัวออกไปให้พ้นหน้าข้า!" เฮ่อเหลียนเจวี๋ยออกคำสั่งเด็ดขาด "เฉินเยี่ยน สั่งทหารเฝ้าหน้ากระโจมไว้ให้แน่นหนา ห้ามผู้ใดก้าวล่วงเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว หากผู้ใดฝ่าฝืน... ตัดหัวมันเสีย!" "น้อมรับคำสั่งขอรับ!" เฉินเยี่ยนขานรับอย่างหนักแน่น มู่หรงอวี้กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ทว่าจำต้องก้มหน้าประสานมือแล้วถอยหลังออกจากกระโจมไปพร้อมกับหมอชราและเหล่าทหาร ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งภายในกระโจมบัญชาการ เมื่อประตูกระโจมปิดลง เหลือเพียงเสียงลมหนาวหวีดหวิวด้านนอก และเสียงฟืนในเตาผิงปะทุดังเปรี๊ยะๆ ไป๋รั่วซีค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน นางรู้สึกปวดเมื่อยไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่าสัญชาตญาณความระแวดระวังยังคงตื่นตัวเต็มที่ เฮ่อเหลียนเจวี๋ยจ้องมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ร่างกายของนางมิได้ผอมบางแห้งกรังเหมือนสตรีทั่วไปในค่าย ทว่ากลับมีทรวดทรงสะคราญโฉมที่อวบอัดเย้ายวนอย่างยิ่ง อกอิ่มกลมโตเบียดชิดดันสาบเสื้อผ้าฝ้ายหยาบหนาจนแทบปริแตก เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายแน่นหนึบ ผิวพรรณใต้รอยเปื้อนคราบเลือดนั้นขาวผ่องละเอียดดั่งหยกหิมะชั้นเลิศ ลำคอระหงมีรอยเลือดบางๆ จากคมกระบี่ของมู่หรงอวี้ ยิ่งขับเน้นให้ดวงหน้างามดูเปราะบางแต่น่าขย้ำในเวลาเดียวกัน "เข้ามานี่" สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ไป๋รั่วซีขมวดคิ้วเรียวงาม "ท่านแม่ทัพเพิ่งรอดตาย แผลที่อกยังไม่แห้งสนิทดี ทางที่ดีท่านควรนอนนิ่งๆ อย่าเพิ่งขยับตัวจะดีกว่า" "ข้าบอกให้เจ้าก้าวเข้ามา!" สิ้นเสียงคำราม แขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสีทองแดงก็ยื่นออกมารวดเร็วดั่งอสรพิษ มือหนาหยาบกร้านคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของนาง ก่อนจะออกแรงกระชากเพียงเล็กน้อย ร่างอวบอัดนุ่มนิ่มของไป๋รั่วซีก็เซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอันแข็งแกร่งของเขาอย่างจัง! "อ๊ะ!" นางส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ ปลายจมูกรั้นชนเข้ากับลาดไหล่หนา กลิ่นอายบุรุษเพศที่ดิบเถื่อนผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นไออุ่นจากผิวกายของเขาแผ่ซ่านเข้าปกคลุมประสาทสัมผัสของนางจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทรวดทรงอกอิ่มของนางแนบชิดบดเบียดกับมัดกล้ามอกแน่นหนาของเขาจนรับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักแน่น ทว่าก่อนที่นางจะได้ขยับตัวถอยหนี นิ้วมือแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยก็เชยคางมนของนางขึ้น บีบตรึงไว้แน่น บังคับให้นางต้องสบสายตากับดวงตาสีดำสนิทที่ดุร้ายดั่งพญาเสือโคร่งในระยะประชิด ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเป่ารดริมฝีปากอิ่มสีชาดของนางจนรู้สึกร้อนวูบวาบ "เจ้าเป็นใครกันแน่..." แม่ทัพหนุ่มเค้นเสียงถาม รังสีคุกคามแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง "สตรีชาวบ้านธรรมดาไม่มีทางรู้จักการใช้มีดกรีดสลักชีพ ไม่มีทางรู้วิธีดึงหัวศรสามแฉกโดยไม่ให้เส้นเลือดฉีกขาด และไม่มีทางรู้วิธีร้อยไหมเย็บเนื้อมนุษย์เช่นนี้... บอกข้ามา เจ้าเป็นสายลับของแคว้นใด ใครส่งเจ้ามาแฝงตัวในค่ายของข้า!" แม้จะถูกคุกคามด้วยพละกำลังและไอสังหารที่น่าหวาดหวั่น ทว่าไป๋รั่วซีกลับไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมา นางมิได้หลบสายตาคมกริบคู่นั้นแม้แต่น้อย ริมฝีปากอิ่มกลับยกยิ้มเยาะอย่างท้าทาย "ท่านแม่ทัพ ท่านคิดว่าแคว้นใดจะโง่เขลาถึงขนาดส่งสายลับที่มีฝีมือแพทย์ชั้นยอดเช่นนี้ มายอมเสี่ยงชีวิตถูกบั่นคอเพื่อช่วยชีวิตศัตรูเช่นท่านกันเล่า" นางไม่เพียงไม่ถอยหนี แต่นางกลับยกมือเรียวขาวผ่องข้างที่ว่างอยู่ วางทาบลงบนแผงอกหนาของเขา สัมผัสลงบนผ้าพันแผลตรงตำแหน่งหัวใจของเขาโดยตรง ปลายนิ้วของนางสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแกร่งที่กระตุกเกร็งและจังหวะชีพจรที่เต้นตุบๆ อยู่ภายใน "หากข้าเป็นสายลับที่คิดจะสังหารท่าน ตอนที่ข้าถือมีดโกนและคีมเหล็กคว้านลึกเข้าไปข้างขั้วดวงใจของท่าน เพียงแค่ข้าสะบัดข้อมือเบาๆ ให้ปลายมีดกรีดตัดเส้นเลือดใหญ่ของท่าน ท่านก็คงกลายเป็นศพไร้วิญญาณไปตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อนแล้ว!" ดวงตากลมโตคู่งามเปล่งประกายกล้าหาญ นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพญามัจจุราชอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว "ข้าคือคนที่เพิ่งลากวิญญาณของท่านขึ้นมาจากขุมนรก! ชีวิตของท่านในเวลานี้ เป็นของข้าที่ยื้อกลับคืนมา ท่านควรจะสำนึกในบุญคุณ มิใช่มาบีบคางข่มขู่หมอที่ช่วยชีวิตท่านเช่นนี้!" วาจาที่เผ็ดร้อน คมคาย และไร้ความหวาดกลัวของนางทำให้เฮ่อเหลียนเจวี๋ยชะงักไปชั่วครู่ แววตาคมกริบของเขาไหวระริกด้วยความประหลาดใจ ตั้งแต่เกิดมาจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือ ไม่เคยมีผู้ใด กล้าสบตาและกล่าววาจาสามหาวท้าทายเขาเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... จากสตรีตัวเล็กๆ ในกำมือของเขา ยิ่งได้มองใบหน้างดงามสะคราญในระยะประชิด ผิวพรรณเนียนละเอียดขาวผ่องดั่งหยก กลิ่นกายหอมหวานดั่งดอกโบตั๋นป่าที่ลอยโชยแตะจมูก และความนุ่มหยุ่นของหน้าอกอวบอิ่มที่แนบชิดอยู่กับแผ่นอกของเขา ก็ยิ่งทำให้ลำคอของแม่ทัพหนุ่มแห้งผากอย่างประหลาด ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนกำลังก่อตัวขึ้นใต้เกราะเหล็กอันเย็นชา เฮ่อเหลียนเจวี๋ยค่อยๆ คลายแรงบีบที่คางมนลง ทว่ามิได้ปล่อยมือ หากแต่เลื่อนปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้แผ่วเบาไปตามแนวขากรรไกรเนียนนุ่ม สัมผัสที่อ่อนละมุนตัดกับความดุดันในแววตา "ฝีปากกล้าดีนี่..." เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ "เจ้ากล้าทวงบุญคุณกับเปิ่นเจียงจวิน เช่นนั้นบอกมาสิ เจ้าต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน" ไป๋รั่วซีสบจังหวะ นางจึงยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ทรวดทรงอกอิ่มขยับเบียดแผงอกเขาจนร่างสูงใหญ่ต้องขบกรามแน่น นางเอ่ยเงื่อนไขด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและชัดเจน "ข้าต้องการข้อตกลงสามข้อ!" "ข้อแรก... ปลดปล่อยข้าจากการเป็นเชลย ข้าไม่ใช่สายลับ และข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดล่ามโซ่หรือปฏิบัติกับข้าเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน" "ข้อสอง... ป้องกันข้าจากคมกระบี่ของรองแม่ทัพมู่หรง ข้าดูออกว่ามันจ้องจะหาโอกาสปลิดชีพข้าเพื่อปิดปากบางอย่าง ท่านต้องรับรองความปลอดภัยในชีวิตของข้า" "และข้อสาม... ข้าจะดูแลรักษาบาดแผลและพิษในกายของท่านจนกว่าท่านจะหายเป็นปกติ เมื่อท่านหายดีแล้ว ท่านต้องมอบทองคำหนึ่งหีบและปล่อยข้าไปตามทางของข้า!" เมื่อได้ยินข้อเรียกร้องทั้งสามข้อ เฮ่อเหลียนเจวี๋ยก็หัวเราะในลำคออย่างเยียบเย็น มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันดิบเถื่อนและอันตราย "เจ้าช่างกล้าต่อรองกับเปิ่นเจียงจวินนักนะ แม่นางน้อย..." เขายื่นใบหน้าหล่อเหลาคมคายเข้าไปใกล้จนปลายจมูกโด่งแทบจะชนกับแก้มนวล ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มพร่าดังกดลึกเข้าไปในโสตประสาท "ข้อแรกและข้อสอง ข้ารับปาก... ในค่ายพยัคฆ์อุดรแห่งนี้ หากข้าไม่เอ่ยปากอนุญาต ใครหน้าไหนก็แตะต้องเจ้าไม่ได้ แม้แต่มู่หรงอวี้ก็ตาม... ทว่าข้อสาม..." มือหนาของเขาเลื่อนลงมาโอบรัดรอบเอวคอดกิ่วของนางไว้ ดึงกระชับร่างอวบอัดให้แนบชิดกับสะโพกสอบของเขาแน่นขึ้นจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน ความแข็งแกร่งของท่อนล่างของบุรุษเพศดันแนบชิดหน้าท้องเนียนนุ่มของนางจนไป๋รั่วซีต้องสะท้านเยือก "ในเมื่อเจ้าเป็นคนลงมือผ่าเปิดขั้วดวงใจของข้าด้วยมือคู่นี้ของเจ้าเอง... เจ้าก็ต้องอยู่ข้างกายข้าตลอดเวลา นอนบนตั่งข้างเตียงข้า กินข้าวร่วมโต๊ะกับข้า และเป็นหมอประจำตัวของข้าแต่เพียงผู้เดียว! จนกว่าข้าจะแน่ใจว่าหัวใจดวงนี้หายดี และจนกว่าข้า... จะอนุญาตให้เจ้าไป!" "ท่าน...!" ไป๋รั่วซีเบิกตากว้าง กำปั้นเล็กๆ ทุบลงบนไหล่หนาของเขาด้วยความเคืองใจ บุรุษผู้นี้ช่างเผด็จการและไร้เหตุผลสิ้นดี! ทว่าก่อนที่นางจะได้โต้เถียงอันใดต่อ เฮ่อเหลียนเจวี๋ยก็ปล่อยร่างของนางให้เป็นอิสระ เขาทิ้งตัวลงนอนพิงหมอนหนังสัตว์ หลับตาลงตัดบทสนทนา ทิ้งให้ไป๋รั่วซีต้องยืนกัดฟันกรอดด้วยความหงุดหงิด นางจำต้องเดินไปนั่งลงบนตั่งไม้ข้างเตียง จัดการทำความสะอาดคราบเลือดและกินอาหารแห้งที่ทหารนำมาส่งอย่างเงียบๆ กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปจนดึกสงัด เปลวไฟในเตาผิงมอดลงเหลือเพียงขี้เถ้าสีแดงเรื่อ ลมหนาวนอกกระโจมพัดหวีดหวิวกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาปกคลุมผืนดิน ไป๋รั่วซีที่เอนกายพักผ่อนอยู่บนตั่งไม้สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เมื่อได้ยินเสียงหอบหายใจหนักหน่วงและเสียงคำรามต่ำในลำคอของบุรุษบนเตียง เสียงนั้นแหบแห้งและทรมานราวกับสัตว์ป่าที่กำลังถูกไฟเผาทั้งเป็น "อึก... ร้อน... ร้อนเหลือเกิน..." นางรีบลุกขึ้นจุดตะเกียงน้ำมันแล้วก้าวเร็วๆ ไปข้างเตียง ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้นางต้องตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ! ผ้าพันแผลรอบอกของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยมิได้มีเลือดไหลซึม บาดแผลผ่าตัดยังคงเรียบร้อยดี ทว่าทั่วทั้งร่างสูงใหญ่กำยำของเขากลับแดงก่ำดั่งเหล็กที่ถูกเผาไฟจนสุกปลั่ง! เส้นเลือดตามลำคอ แผงอก และท่อนแขนปูดโปนเต้นตุบๆ ไอร้อนระอุแผ่ซ่านออกมาจากผิวกายของเขาราวกับเตาหลอมโลหิต เหงื่อกาฬไหลโทรมกายจนพรมหนังสัตว์เปียกชุ่ม ริมฝีปากแห้งผากบดกรามแน่นจนเลือดซึม "นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น!" ไป๋รั่วซียื่นมือไปแตะหน้าผากของเขา ทว่าความร้อนที่ส่งผ่านฝ่ามือกลับร้อนลวกดั่งถ่านไฟแดง ชีพจรของเขาเต้นเร็วและรุนแรงทะลุขีดจำกัดมนุษย์! หัวลูกศรนั้นมิได้อาบเพียงพิษกลืนวิญญาณเพื่อเอาชีวิต... แต่มันยังแฝง 'พิษกู่ราคะสะกดวิญญาณ' ซึ่งเป็นยอดพิษตัณหาจากแดนใต้เอาไว้ด้วย! เมื่อพิษบาดแผลถูกชำระล้างจนหมดสิ้น พิษกู่ที่ซ่อนเร้นจึงแตกตัวและกระตุ้นกำหนัดในสายเลือดให้ลุกโชนขึ้นมาเผาผลาญสติสัมปชัญญะของเขาจนหมดสิ้น! หมับ! ก่อนที่ไป๋รั่วซีจะได้ชักมือกลับ ร่างสูงใหญ่ที่นอนทุรนทุรายอยู่บนเตียงก็ผุดลุกขึ้นมาราวกับสัตว์ป่าคลั่ง! ฝ่ามือหนาร้อนลวกดั่งคีมไฟคว้าหมับเข้าที่เอวคอดกิ่วของนาง ออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียว ร่างอวบอัดสะคราญโฉมก็ลอยละลิ่วตกลงไปบนพรมหนังสัตว์หนานุ่มเบื้องล่าง! โครม! ร่างกำยำมัดกล้ามสีทองแดงโถมทับลงมาทาบทับร่างของนางไว้ทันทีอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงดั่งภูผาถล่ม! แววตาคมกริบที่เคยเยือกเย็น บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยเพลิงราคะอันบ้าคลั่ง ลมหายใจร้อนระอุรดรินลงมาบนซอกคอขาวระหงของนางอย่างหิวกระหาย!"อย่าดิ้น... หากเจ้าขยับอีกเพียงนิดเดียว ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ ตรงนี้!"เสียงคำรามแหบพร่าดังก้องชิดริมใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวประดุจเปลวเพลิงที่กำลังเผาผลาญทุกลมหายใจเข้าออก แผ่นอกกว้างกำยำสีทองแดงบดเบียดลงมาทาบทับร่างของไป๋รั่วซีจนแทบจมมิดลงไปในพรมหนังสัตว์หนานุ่ม ข้อมือทั้งสองข้างของนางถูกฝ่ามือหยาบกร้านดั่งคีมเหล็กรวบกดไว้เหนือศีรษะ ร่างกายสูงใหญ่ตระหง่านราวกับภูผาหินทมิฬที่พร้อมจะถล่มลงมาทับนางให้แหลกคามือไป๋รั่วซีเบิกตากว้างในความสลัวรางของกระโจมบัญชาการ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนให้เห็นเหงื่อกาฬที่ผุดพรายทั่วขมับและลำคอแกร่งของเฮ่อเหลียนเจวี๋ย นัยน์ตาคู่นั้นที่เคยเยือกเย็นดั่งบึงน้ำแข็งบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ดุดันราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังคลุ้มคลั่งเพราะฤทธิ์ยาพิษ"ท่านแม่ทัพ... ปล่อยข้าก่อน! ท่านกำลังถูกพิษกู่ราคะครอบงำ หากชีพจรเต้นเร็วกว่านี้ แผลที่ขั้วหัวใจที่ข้าเพิ่งเย็บจะปริแตก!" นางพยายามร้องเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้หัวใจในอกจะเต้นระรัวจนแทบกระดอนออกมาข้างนอก"ขั้วหัวใจหรือ..." เฮ่อเหลียนเจวี๋ยกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม ริมฝีปากแห้งผากขยับชิดพวงแก้มเนียนใส กลิ่นอายบุรุษเพศอัน
"อึก... ร้อน... ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!"เสียงอุทานหวานใสดังขึ้นพร้อมกับแรงกระแทกอันหนักหน่วง ร่างอวบอัดสะคราญโฉมของไป๋รั่วซีถูกกดตรึงจมลึกลงไปบนพรมหนังสัตว์หนานุ่มเบื้องล่าง ร่างกายสูงใหญ่กำยำที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามสีทองแดงกร้านศึกของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยโถมทับลงมาดั่งขุนเขาถล่ม ไอร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากผิวกายของเขาแผดเผาจนนางรู้สึกราวกับกำลังแนบชิดอยู่กับเตาหลอมเหล็กที่กำลังลุกไหม้ ลมหายใจร้อนผ่าวที่มีกลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดัน ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ และไอพิษอันเข้มข้น เป่ารดรินอยู่ข้างซอกคอขาวระหงจนขนอ่อนลุกชันไปทั่วร่างแควก!เสียงผ้าฉีกขาดดังแหวกลมหนาวอย่างน่าสะพรึงกลัว ฝ่ามือหนาหยาบกร้านที่ร้อนลวกราวกับคีมไฟของแม่ทัพหนุ่มกระชากเสื้อผ้าฝ้ายหยาบหนาของนางจนขาดวิ่น สาบเสื้อเปิดกว้างออกอย่างไม่อาจต้านทาน เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนละเอียดดั่งหยกหิมะ และเนินอกกลมโตอวบอิ่มล้นมือที่กระเพื่อมไหวรัวเร็วตามจังหวะหายใจอันตื่นตระหนก ยอดปทุมถันสีหวานใต้เอี๊ยมผ้าผืนบางสะท้อนแสงตะเกียงสลัว ขับเน้นให้เรือนร่างของสตรีเจ้าเนื้อดูเย้ายวน ผุดผ่อง และชวนสะกดวิญญาณยิ่งนักในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ"ร้อน... ร้อนเหลือ
เคร้ง!เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องกัมปนาทจนแก้วหูแทบฉีกขาด ประกายไฟสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ คมกระบี่ของมู่หรงอวี้ที่กำลังจะบั่นคอระหงของไป๋รั่วซีถูกกระแทกเบี่ยงออกไปอย่างรุนแรง ดาบสั้นเล่มหนึ่งพุ่งแหวกอากาศมาราวกับสายฟ้าฟาด ปักลึกทะลุเสาไม้กระโจมบัญชาการไปถึงสามนิ้ว ด้ามดาบยังคงสั่นระริกสะท้อนพลังปราณอันมหาศาล!แรงสะท้อนทำให้มู่หรงอวี้เซถอยหลังไปหลายก้าว มือที่จับกระบี่ชาหนึบจนแทบหลุดจากมือ ทั่วทั้งกระโจมตกอยู่ในความเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก ทุกสายตาเบิกกว้างหันขวับไปมองยังเตียงหนังสัตว์ตัวใหญ่ร่างสูงใหญ่กำยำของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยที่ควรจะนอนหมดสติอยู่ บัดนี้กลับยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ แม้ผ้าพันแผลสีขาวรอบแผงอกจะมีหยาดโลหิตซึมออกมาเล็กน้อย และใบหน้าคมสันยังคงมีรอยซีดเซียวจากพิษร้าย ทว่าดวงตาสีดำขลับคู่นั้นกลับลุกโชนไปด้วยประกายเพลิงอำมหิตดั่งพญามัจจุราชที่เพิ่งก้าวข้ามประตูนรกกลับมาสู่โลกมนุษย์รังสีสังหารอันหนักหน่วงและเยียบเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา กดทับจนเหล่าทหารองครักษ์และหมอชราต้องทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความหวาดผวา"มู่หรงอวี้..."สุรเสียงทุ้มต่ำ แหบพร่า ทว่าทรงอ
"หุบปากของท่านเสีย แล้วอยู่นิ่งๆ หากยังอยากมีชีวิตตื่นขึ้นมาดูตะวันวันพรุ่งนี้!"เสียงตวาดกร้าวของไป๋รั่วซีดังก้องสะท้อนไปทั่วกระโจมบัญชาการ นางมิได้กะพริบตาหรือแสดงความหวาดหวั่นต่อไอสังหารของพญามัจจุราชแม้แต่น้อย แม้กระดูกข้อมือจะเจ็บร้าวจากแรงบีบมหาศาล ทว่าดวงตากลมโตคู่งามกลับจ้องลึกเข้าไปในแววตาดุร้ายสีเลือดของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยอย่างไม่ยอมก้มหัว ความดื้อรั้นและเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของสตรีร่างอวบอัดสะกดให้บรรยากาศรอบข้างหยุดชะงักไปชั่วขณะก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะได้เอ่ยคำข่มขวัญใดออกมาอีก นิ้วเรียวขาวผ่องข้างซ้ายของนางก็ตวัดวูบดั่งสายฟ้าแลบ ปลายนิ้วทั้งสามกดกระแทกลงบนจุดชีพจรใหญ่ใต้ไหปลาร้าและข้างลำคอของเขาอย่างแม่นยำและหนักหน่วง การลงน้ำหนักอันชาญฉลาดส่งผลให้กระแสโลหิตที่พุ่งพล่านชะลอตัวลงในพริบตา!"อั่ก..."เฮ่อเหลียนเจวี๋ยสำลักลมหายใจออกมาคำหนึ่ง พิษร้ายที่แล่นพล่านบวกกับแรงกดจุดสกัดชีพจรอย่างเชี่ยวชาญทำให้ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีของเขาพร่าเลือน แรงบีบที่ข้อมือนางคลายออกทันที นิ้วมือหนาหยาบกร้านตกลงข้างลำตัว ก่อนที่ร่างสูงใหญ่กำยำจะทิ้งศีรษะลงบนหมอนหนังสัตว์อย่างหมดสติ ลมหายใจกลับมาแผ่ว
บทที่ 1 คมมีดแรกกลางแดนประหาร"ลากนางแพศยาไส้ศึกผู้นี้ออกไปตัดหัวเซ่นธงรบเดี๋ยวนี้!"เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่าฉีกกระชากสติสัมปชัญญะของไป๋รั่วซีให้ตื่นขึ้นจากความมืดมิด ความเจ็บปวดแปลบแล่นปราดไปทั่วร่างราวกับกระดูกทุกท่อนถูกบดขยี้ ข้อมือทั้งสองข้างถูกเชือกป่านเส้นหนาเสียดสีจนแสบร้อน ผิวเนื้ออ่อนนุ่มส่งกลิ่นคาวเลือดจางๆ นางลืมตาขึ้นพบว่าตนเองกำลังคุกเข่าอยู่บนผืนดินแข็งกระด้างที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าทหารร่างกำยำในชุดเกราะเหล็กสีดำทมิฬ คมกระบี่วาววับนับสิบเล่มชี้ตรงมาที่ลำคอระหงของนางอย่างไม่ปรานีความทรงจำสุดท้ายของนางคือห้องผ่าตัดฉุกเฉินอันสว่างไสว เสียงสัญญาณชีพจรที่ดังถี่รัว และแรงกระแทกจากอุบัติเหตุรถบรรทุกชนประสานงา ทว่าในชั่วพริบตาต่อมา วิญญาณของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมหัวใจและทรวงอกมือหนึ่งกลับถูกกระชากมาสิงสู่อยู่ในร่างของสตรีชาวบ้านผู้หนึ่ง ร่างกายนี้มิได้ผอมแห้ง แต่กลับมีทรวดทรงอวบอัดเย้ายวน อกอิ่มตึงแน่นเบียดชิดใต้สาบเสื้อผ้าฝ้ายหยาบหนา เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายแน่นหนึบ ทว่าเวลานี้นางกลับตกอยู่ในฐานะเชลยศึกที่กำลังจะถูกบั่นคอโดยไร้ความผิด"ช้าก่อนท่







