ANMELDEN"อึก... ร้อน... ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!"
เสียงอุทานหวานใสดังขึ้นพร้อมกับแรงกระแทกอันหนักหน่วง ร่างอวบอัดสะคราญโฉมของไป๋รั่วซีถูกกดตรึงจมลึกลงไปบนพรมหนังสัตว์หนานุ่มเบื้องล่าง ร่างกายสูงใหญ่กำยำที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามสีทองแดงกร้านศึกของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยโถมทับลงมาดั่งขุนเขาถล่ม ไอร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากผิวกายของเขาแผดเผาจนนางรู้สึกราวกับกำลังแนบชิดอยู่กับเตาหลอมเหล็กที่กำลังลุกไหม้ ลมหายใจร้อนผ่าวที่มีกลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดัน ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ และไอพิษอันเข้มข้น เป่ารดรินอยู่ข้างซอกคอขาวระหงจนขนอ่อนลุกชันไปทั่วร่าง แควก! เสียงผ้าฉีกขาดดังแหวกลมหนาวอย่างน่าสะพรึงกลัว ฝ่ามือหนาหยาบกร้านที่ร้อนลวกราวกับคีมไฟของแม่ทัพหนุ่มกระชากเสื้อผ้าฝ้ายหยาบหนาของนางจนขาดวิ่น สาบเสื้อเปิดกว้างออกอย่างไม่อาจต้านทาน เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนละเอียดดั่งหยกหิมะ และเนินอกกลมโตอวบอิ่มล้นมือที่กระเพื่อมไหวรัวเร็วตามจังหวะหายใจอันตื่นตระหนก ยอดปทุมถันสีหวานใต้เอี๊ยมผ้าผืนบางสะท้อนแสงตะเกียงสลัว ขับเน้นให้เรือนร่างของสตรีเจ้าเนื้อดูเย้ายวน ผุดผ่อง และชวนสะกดวิญญาณยิ่งนักในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ "ร้อน... ร้อนเหลือเกิน... ช่วยข้าด้วย..." สุรเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าครางกระเส่าอยู่ในลำคออย่างทรมาน เฮ่อเหลียนเจวี๋ยบดกรามแน่นจนเส้นเอ็นที่ขมับและลำคอปูดโปนเป็นแนวนูน นัยน์ตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวที่เคยเยือกเย็น บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดั่งโลหิต เปลวเพลิงแห่งตัณหาที่บ้าคลั่งลุกโชนอยู่ในแววตาคู่นั้น จ้องมองเนินอกอวบอิ่มและดวงหน้างามสะคราญของนางราวกับพญาเสือโคร่งผู้หิวโซที่กำลังจะขย้ำเหยื่ออันโอชะให้แหลกคากรงเล็บ "ท่านแม่ทัพ! เฮ่อเหลียนเจวี๋ย! ตั้งสติของท่านก่อน!" ไป๋รั่วซียกมือทั้งสองข้างขึ้นยันแผงอกกว้างอันแข็งแกร่งของเขาไว้สุดกำลัง ปลายนิ้วของนางสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแผ่นอกที่ร้อนผ่าวและเต้นระริก ทว่าเรี่ยวแรงของสตรีไหนเลยจะต้านทานพละกำลังของแม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งแดนเหนือได้ ยิ่งนางดิ้นรนขัดขืน ทรวดทรงอกอิ่มนุ่มหยุ่นก็ยิ่งบดเบียดเสียดสีเข้ากับมัดกล้ามอกแน่นหนาของเขา ความนุ่มแน่นของเนื้อกายสตรีสาวที่มีน้ำมีนวลและกลิ่นกายหอมละมุนดั่งดอกโบตั๋นแรกแย้ม กลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่สาดซัดเข้าใส่กองไฟแห่งราคะให้โหมกระหน่ำยิ่งขึ้น! "อึก... เจ้า..." เฮ่อเหลียนเจวี๋ยสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างทรมาน ร่างกายท่อนล่างที่แข็งแกร่งดั่งท่อนเหล็กดันแนบชิดเข้ากับสะโพกผายแน่นหนึบของนางผ่านเนื้อผ้าบางเบา จนไป๋รั่วซีรับรู้ได้ถึงความปรารถนาอันยิ่งใหญ่และอันตรายที่กำลังตื่นตัวเต็มที่ ความเป็นชายอันดุดันกดทับแนบแน่นจนนางสะท้านเยือกไปถึงขั้วหัวใจ ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไป๋รั่วซีเพ่งมองใบหน้าและลำคอของเขาอย่างรวดเร็ว แม้ในยามวิกฤตสัญชาตญาณการรักษายังคงทำงาน ม่านตาของเขาขยายกว้างจนเกือบเต็มดวง ชีพจรที่ลำคอเต้นรัวเร็วปานกลองศึก ผิวหนังสีทองแดงร้อนลวกดั่งถ่านไฟแดงและมีเส้นเลือดสีม่วงคล้ำปูดโปนเป็นร่างแห นี่มิใช่เพียงพิษบาดแผลธรรมดา... แต่มันคือ 'พิษกู่ราคะสะกดวิญญาณ' ซึ่งเป็นยอดพิษตัณหาจากชนเผ่าทางใต้ที่ขึ้นชื่อว่าไร้ยาถอน! พิษกู่ชนิดนี้จะแฝงตัวเงียบงันอยู่ใต้พิษกลืนวิญญาณ เพื่อตบตาหมอทั่วไป เมื่อใดที่พิษทำลายชีวิตถูกชำระล้างจนเจือจางลง พิษกู่ราคะจะตื่นขึ้นมากินเลือดเนื้อและแผดเผาจิตใจ บังคับให้ผู้ต้องพิษต้องเสพสังวาสเพื่อระบายไอร้อนและหลอมรวมหยินหยาง มิเช่นนั้น โลหิตในกายจะเดือดพล่านจนเส้นเลือดในสมองและขั้วหัวใจแตกกระจายตายอย่างทรมานภายในหนึ่งชั่วยาม! "หากไม่ระบายพิษ... แผลผ่าตัดที่เพิ่งเย็บจะปริแตก และเขาจะตายเพราะเลือดคั่งในหัวใจ!" นางตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายนี้ในพริบตา "หนีไป..." เสียงเค้นลอดไรฟันดังขึ้นขัดความคิดของนาง เฮ่อเหลียนเจวี๋ยใช้ฟันขบกัดริมฝีปากล่างของตนเองจนเลือดสีแดงสดไหลซึมลงมาตามคาง ความเจ็บปวดช่วยดึงสติสัมปชัญญะของเขากลับมาได้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ฝ่ามือหนาที่กำลังจะลูบไล้ลงบนเอวคอดกิ่วของนางชะงักค้าง กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งสะท้านจนสั่นระริกราวกับสายธนูที่ถูกขึงจนพร้อมจะขาด "หนีไปเสีย... สตรีโง่เง่า..." แม่ทัพหนุ่มหอบหายใจรดรินแก้มเนียน เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทาด้วยการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างสัญชาตญาณสัตว์ป่ากับเกียรติยศของนักรบ "ออกไปจากกระโจมของข้าเดี๋ยวนี้... ก่อนที่ข้า... จะควบคุมตัวเองไม่ได้... และฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ!" เขาออกแรงผลักร่างอวบอัดของนางออกห่างอย่างรุนแรง จนแผ่นหลังของไป๋รั่วซีไถลไปชนกับตั่งไม้ข้างเตียง เฮ่อเหลียนเจวี๋ยทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพรมหนังสัตว์ สองมือกำแน่นจนเล็บจิกทะลุฝ่ามือ เลือดสีแดงคล้ำไหลหยดลงบนผืนพรม เขาก้มหน้าคำรามในลำคอด้วยความเจ็บปวดทรมาน เส้นเลือดที่แผงอกเต้นตุบๆ จนผ้าพันแผลเริ่มมีรอยเลือดซึมออกมาอีกครั้ง ลมหนาวนอกกระโจมพัดหวีดหวิวกรรโชกแรง หิมะโปรยปรายหนักหน่วงดั่งม่านขาวที่ตัดขาดค่ายทหารออกจากโลกภายนอก ไป๋รั่วซีมองดูภาพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้าด้วยหัวใจที่บีบรัด นางสามารถลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีออกจากกระโจมนี้ไปได้อย่างง่ายดาย ทว่า... หากนางก้าวพ้นประตูกระโจมไป มู่หรงอวี้และเหล่าทหารที่รอคอยจังหวะอยู่ข้างนอกจะต้องชักกระบี่บั่นคอนางในข้อหาทอดทิ้งแม่ทัพ หรือไม่ก็สังหารนางเพื่อปิดปากอย่างแน่นอน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น... ในฐานะแพทย์ นางไม่อาจทนดูบุรุษที่ตนเองเพิ่งใช้มีดกรีดสลักชีพยื้อชีวิตขึ้นมาจากขุมนรก ต้องมาตายลงต่อหน้าต่อตาเพราะพิษราคะเช่นนี้ได้! นางเป็นคนเปิดอกเขา นางเป็นคนเย็บหัวใจเขา หากปล่อยให้เขาตาย ความพยายามทั้งหมดของนางก็ไร้ความหมาย! "ข้าไม่ไป!" ไป๋รั่วซีลุกขึ้นยืนอย่างเด็ดเดี่ยว นางหยิบกล่องเข็มเงินที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา วิ่งเข้าไปคุกเข่าลงข้างกายแม่ทัพหนุ่ม "อยู่นิ่งๆ ข้าจะใช้เข็มเงินสกัดจุดชีพจรหยินเพื่อระบายความร้อนให้ท่าน!" นางดึงเข็มเงินเล่มยาวออกมา เล็งไปยังจุดชีพจรสำคัญที่กลางกระหม่อมและใต้ราวนม ทว่าในจังหวะที่ปลายเข็มกำลังจะแตะลงบนผิวเนื้อสีทองแดง พลังปราณที่เดือดพล่านจากพิษกู่ภายในร่างของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยก็ระเบิดออกมาราวกับคลื่นยักษ์ซัดฝั่ง! เพล้ง! แรงสะท้อนจากลมปราณกระแทกจนเข็มเงินในมือนางหักสะบั้นเป็นสองท่อน กล่องเข็มกระเด็นตกพื้นกระจัดกระจาย เศษไม้แตกละเอียด! "อึก... ไม่ได้ผล... พิษกู่นี้แทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูกและเส้นชีพจรหัวใจหมดแล้ว เข็มเงินไม่อาจต้านทานพลังหยางที่เดือดพล่านได้เลย!" ไป๋รั่วซีเบิกตากว้างด้วยความตระหนก หัวใจหล่นวูบ เสียงคำรามต่ำดั่งพญาเสือร้ายดังขึ้นอีกครั้ง สติสัมปชัญญะเศษเสี้ยวสุดท้ายของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง! กลิ่นกายหอมละมุนของสตรีตรงหน้า และเสียงลมหายใจกระชั้นชิดของนาง ทำลายปราการความอดทนของเขาจนแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี หมับ! ท่อนแขนแกร่งดั่งเหล็กกล้าตวัดรัดรอบเอวคอดกิ่วของไป๋รั่วซี ดึงร่างอวบอัดของนางเข้าสู่อ้อมกอดอันร้อนระอุอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่เปิดโอกาสให้นางได้ขยับหนี มือหนายกสะโพกผายแน่นหนึบของนางขึ้นมานั่งเกยอยู่บนหน้าตักแกร่ง ร่างกายสองร่างแนบชิดกันสนิทแน่นจนไร้ช่องว่างให้อากาศผ่าน "ในเมื่อเจ้าไม่ยอมไป... เจ้าก็ต้องอยู่เป็นของข้า!" สุรเสียงทุ้มพร่ากระซิบชิดริมใบหู ก่อนที่ริมฝีปากร้อนผ่าวของแม่ทัพหนุ่มจะฉกวูบลงมาบดขยี้ริมฝีปากอิ่มสีชาดของนางอย่างดุดันและหิวกระหาย! "อื้อ...!" ไป๋รั่วซีส่งเสียงประท้วงในลำคอ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ทว่าริมฝีปากหยักลึกของเขากลับบดเบียดและเรียกร้องอย่างเอาแต่ใจ ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้ามาตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากของนางอย่างบ้าคลั่ง สัมผัสที่ดุดันแต่แฝงไปด้วยความเว้าวอนและเสน่หาอันลึกซึ้งทำให้เรี่ยวแรงของนางค่อยๆ ละลายหายไป รสชาติคาวเลือดจางๆ ผสมผสานกับความหวานละมุนกระตุ้นให้หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ฝ่ามือหนาหยาบกร้านของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนลื่น เลื่อนลงมาบีบเคล้นสะโพกผายแน่นหนึบอย่างหนักหน่วงจนเนื้อนุ่มล้นง่ามนิ้ว ก่อนจะเลื่อนขึ้นมากอบกุมทรวงอกกลมโตขาวผ่องอวบอิ่มล้นมือ ปลายนิ้วหยาบสะกิดยอดปทุมถันสีหวานผ่านเนื้อผ้าบางเบาจนชูชันสู้สัมผัส "อ๊า... ท่านแม่ทัพ..." เสียงครางหวานหลุดรอดออกมาจากลำคอระหงเมื่อเขาถอนจูบออก แล้วเลื่อนริมฝีปากร้อนผ่าวลงมาซุกไซ้ซอกคอขาวเนียน ขบกัดเบาๆ ดั่งพยัคฆ์ประทับรอยตีตราความเป็นเจ้าของ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้ออ่อนนุ่มจนไป๋รั่วซีต้องแหงนหน้าขึ้นด้วยความเสียวซ่าน ปลายนิ้วเรียวของนางจิกเกร็งลงบนลาดไหล่หนาที่มีมัดกล้ามแน่นตึงเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว "เรียกชื่อข้า..." เฮ่อเหลียนเจวี๋ยกระซิบเสียงพร่าต่ำข้างแก้มนวล ดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองดวงหน้างามที่แดงระเรื่อด้วยแรงอารมณ์ "บอกข้ามา... คนดี... เจ้าชื่ออะไร..." "ไป๋... ไป๋รั่วซี..." นางตอบเสียงสั่นสะท้าน ร่างกายร้อนผ่าวตามสัมผัสของเขาอย่างไม่อาจควบคุม ความรู้สึกวาบหวามแล่นพล่านไปทั่วท้องน้อย "รั่วซี... ซีเอ๋อร์ของข้า..." แม่ทัพหนุ่มครางชื่อนางในลำคอด้วยความลุ่มหลง ปลายนิ้วแกร่งกระตุกสายคาดเอวผ้าผืนสุดท้ายของนางออกอย่างง่ายดาย อาภรณ์ที่ขาดวิ่นร่วงหล่นลงสู่พื้นพรม เผยให้เห็นเรือนร่างสะคราญโฉมขาวผ่องดั่งหยกหิมะ ทรวดทรงอวบอัดมีน้ำมีนวล อกอิ่มกลมโตเต่งตึง เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายแน่นหนึบ และหน้าท้องเนียนนุ่มน่าสัมผัส ผิวกายขาวนวลสะท้อนแสงไฟสลัว ตัดกับผิวกายสีทองแดงกร้านศึกของเขาอย่างงดงามชวนฝัน เฮ่อเหลียนเจวี๋ยทอดสายตามองเรือนร่างอันงดงามตรงหน้าด้วยประกายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวงแหนและปรารถนาอย่างบ้าคลั่ง ความทรมานจากพิษกู่แปรเปลี่ยนเป็นเพลิงพิศวาสที่ไม่อาจดับมอดได้อีกต่อไป เขาช้อนแผ่นหลังและข้อพับขาของนางขึ้น อุ้มร่างอวบอัดขาวผ่องวางลงบนพรมหนังสัตว์หนานุ่มอย่างทะนุถนอม ก่อนจะโถมกายสูงใหญ่กำยำทาบทับลงมาระหว่างเรียวขาเนียนสวย สองสายตาสบประสานกันท่ามกลางแสงตะเกียงที่ริบหรี่และเสียงลมหนาวที่พัดกรรโชกอยู่ภายนอก แม่ทัพทมิฬก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มพร่าดังก้องสะท้านเข้าไปในหัวใจ "เจ้าเป็นคนเปิดอกข้า... ยื้อชีวิตและดวงใจดวงนี้ไว้..." มือหนาล็อกสะโพกผายของนางไว้แน่น ปลายนิ้วสอดประสานกับนิ้วมือเรียวของนางบนผืนพรม ร่างกายกำยำขยับแนบชิดจนเนื้อแนบเนื้อ ไอร้อนจากกายหนุ่มแผ่ซ่านหลอมละลายความหนาวเหน็บในกระโจมจนสิ้น "เช่นนั้นคืนนี้... ขั้วดวงใจและร่างกายของเจ้า... ต้องเป็นของเปิ่นเจียงจวินแต่เพียงผู้เดียว!" สิ้นเสียงคำราม สัมผัสรักอันดุดัน ร้อนแรง และหนักหน่วงของพญามัจจุราชก็พร้อมจะโถมทะยานเข้าใส่ร่างอวบอัดในราตรีอันหนาวเหน็บนี้ทันที!"อย่าดิ้น... หากเจ้าขยับอีกเพียงนิดเดียว ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ ตรงนี้!"เสียงคำรามแหบพร่าดังก้องชิดริมใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวประดุจเปลวเพลิงที่กำลังเผาผลาญทุกลมหายใจเข้าออก แผ่นอกกว้างกำยำสีทองแดงบดเบียดลงมาทาบทับร่างของไป๋รั่วซีจนแทบจมมิดลงไปในพรมหนังสัตว์หนานุ่ม ข้อมือทั้งสองข้างของนางถูกฝ่ามือหยาบกร้านดั่งคีมเหล็กรวบกดไว้เหนือศีรษะ ร่างกายสูงใหญ่ตระหง่านราวกับภูผาหินทมิฬที่พร้อมจะถล่มลงมาทับนางให้แหลกคามือไป๋รั่วซีเบิกตากว้างในความสลัวรางของกระโจมบัญชาการ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนให้เห็นเหงื่อกาฬที่ผุดพรายทั่วขมับและลำคอแกร่งของเฮ่อเหลียนเจวี๋ย นัยน์ตาคู่นั้นที่เคยเยือกเย็นดั่งบึงน้ำแข็งบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ดุดันราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังคลุ้มคลั่งเพราะฤทธิ์ยาพิษ"ท่านแม่ทัพ... ปล่อยข้าก่อน! ท่านกำลังถูกพิษกู่ราคะครอบงำ หากชีพจรเต้นเร็วกว่านี้ แผลที่ขั้วหัวใจที่ข้าเพิ่งเย็บจะปริแตก!" นางพยายามร้องเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้หัวใจในอกจะเต้นระรัวจนแทบกระดอนออกมาข้างนอก"ขั้วหัวใจหรือ..." เฮ่อเหลียนเจวี๋ยกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม ริมฝีปากแห้งผากขยับชิดพวงแก้มเนียนใส กลิ่นอายบุรุษเพศอัน
"อึก... ร้อน... ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!"เสียงอุทานหวานใสดังขึ้นพร้อมกับแรงกระแทกอันหนักหน่วง ร่างอวบอัดสะคราญโฉมของไป๋รั่วซีถูกกดตรึงจมลึกลงไปบนพรมหนังสัตว์หนานุ่มเบื้องล่าง ร่างกายสูงใหญ่กำยำที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามสีทองแดงกร้านศึกของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยโถมทับลงมาดั่งขุนเขาถล่ม ไอร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากผิวกายของเขาแผดเผาจนนางรู้สึกราวกับกำลังแนบชิดอยู่กับเตาหลอมเหล็กที่กำลังลุกไหม้ ลมหายใจร้อนผ่าวที่มีกลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดัน ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ และไอพิษอันเข้มข้น เป่ารดรินอยู่ข้างซอกคอขาวระหงจนขนอ่อนลุกชันไปทั่วร่างแควก!เสียงผ้าฉีกขาดดังแหวกลมหนาวอย่างน่าสะพรึงกลัว ฝ่ามือหนาหยาบกร้านที่ร้อนลวกราวกับคีมไฟของแม่ทัพหนุ่มกระชากเสื้อผ้าฝ้ายหยาบหนาของนางจนขาดวิ่น สาบเสื้อเปิดกว้างออกอย่างไม่อาจต้านทาน เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนละเอียดดั่งหยกหิมะ และเนินอกกลมโตอวบอิ่มล้นมือที่กระเพื่อมไหวรัวเร็วตามจังหวะหายใจอันตื่นตระหนก ยอดปทุมถันสีหวานใต้เอี๊ยมผ้าผืนบางสะท้อนแสงตะเกียงสลัว ขับเน้นให้เรือนร่างของสตรีเจ้าเนื้อดูเย้ายวน ผุดผ่อง และชวนสะกดวิญญาณยิ่งนักในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ"ร้อน... ร้อนเหลือ
เคร้ง!เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องกัมปนาทจนแก้วหูแทบฉีกขาด ประกายไฟสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ คมกระบี่ของมู่หรงอวี้ที่กำลังจะบั่นคอระหงของไป๋รั่วซีถูกกระแทกเบี่ยงออกไปอย่างรุนแรง ดาบสั้นเล่มหนึ่งพุ่งแหวกอากาศมาราวกับสายฟ้าฟาด ปักลึกทะลุเสาไม้กระโจมบัญชาการไปถึงสามนิ้ว ด้ามดาบยังคงสั่นระริกสะท้อนพลังปราณอันมหาศาล!แรงสะท้อนทำให้มู่หรงอวี้เซถอยหลังไปหลายก้าว มือที่จับกระบี่ชาหนึบจนแทบหลุดจากมือ ทั่วทั้งกระโจมตกอยู่ในความเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก ทุกสายตาเบิกกว้างหันขวับไปมองยังเตียงหนังสัตว์ตัวใหญ่ร่างสูงใหญ่กำยำของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยที่ควรจะนอนหมดสติอยู่ บัดนี้กลับยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ แม้ผ้าพันแผลสีขาวรอบแผงอกจะมีหยาดโลหิตซึมออกมาเล็กน้อย และใบหน้าคมสันยังคงมีรอยซีดเซียวจากพิษร้าย ทว่าดวงตาสีดำขลับคู่นั้นกลับลุกโชนไปด้วยประกายเพลิงอำมหิตดั่งพญามัจจุราชที่เพิ่งก้าวข้ามประตูนรกกลับมาสู่โลกมนุษย์รังสีสังหารอันหนักหน่วงและเยียบเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา กดทับจนเหล่าทหารองครักษ์และหมอชราต้องทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความหวาดผวา"มู่หรงอวี้..."สุรเสียงทุ้มต่ำ แหบพร่า ทว่าทรงอ
"หุบปากของท่านเสีย แล้วอยู่นิ่งๆ หากยังอยากมีชีวิตตื่นขึ้นมาดูตะวันวันพรุ่งนี้!"เสียงตวาดกร้าวของไป๋รั่วซีดังก้องสะท้อนไปทั่วกระโจมบัญชาการ นางมิได้กะพริบตาหรือแสดงความหวาดหวั่นต่อไอสังหารของพญามัจจุราชแม้แต่น้อย แม้กระดูกข้อมือจะเจ็บร้าวจากแรงบีบมหาศาล ทว่าดวงตากลมโตคู่งามกลับจ้องลึกเข้าไปในแววตาดุร้ายสีเลือดของเฮ่อเหลียนเจวี๋ยอย่างไม่ยอมก้มหัว ความดื้อรั้นและเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของสตรีร่างอวบอัดสะกดให้บรรยากาศรอบข้างหยุดชะงักไปชั่วขณะก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะได้เอ่ยคำข่มขวัญใดออกมาอีก นิ้วเรียวขาวผ่องข้างซ้ายของนางก็ตวัดวูบดั่งสายฟ้าแลบ ปลายนิ้วทั้งสามกดกระแทกลงบนจุดชีพจรใหญ่ใต้ไหปลาร้าและข้างลำคอของเขาอย่างแม่นยำและหนักหน่วง การลงน้ำหนักอันชาญฉลาดส่งผลให้กระแสโลหิตที่พุ่งพล่านชะลอตัวลงในพริบตา!"อั่ก..."เฮ่อเหลียนเจวี๋ยสำลักลมหายใจออกมาคำหนึ่ง พิษร้ายที่แล่นพล่านบวกกับแรงกดจุดสกัดชีพจรอย่างเชี่ยวชาญทำให้ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีของเขาพร่าเลือน แรงบีบที่ข้อมือนางคลายออกทันที นิ้วมือหนาหยาบกร้านตกลงข้างลำตัว ก่อนที่ร่างสูงใหญ่กำยำจะทิ้งศีรษะลงบนหมอนหนังสัตว์อย่างหมดสติ ลมหายใจกลับมาแผ่ว
บทที่ 1 คมมีดแรกกลางแดนประหาร"ลากนางแพศยาไส้ศึกผู้นี้ออกไปตัดหัวเซ่นธงรบเดี๋ยวนี้!"เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่าฉีกกระชากสติสัมปชัญญะของไป๋รั่วซีให้ตื่นขึ้นจากความมืดมิด ความเจ็บปวดแปลบแล่นปราดไปทั่วร่างราวกับกระดูกทุกท่อนถูกบดขยี้ ข้อมือทั้งสองข้างถูกเชือกป่านเส้นหนาเสียดสีจนแสบร้อน ผิวเนื้ออ่อนนุ่มส่งกลิ่นคาวเลือดจางๆ นางลืมตาขึ้นพบว่าตนเองกำลังคุกเข่าอยู่บนผืนดินแข็งกระด้างที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าทหารร่างกำยำในชุดเกราะเหล็กสีดำทมิฬ คมกระบี่วาววับนับสิบเล่มชี้ตรงมาที่ลำคอระหงของนางอย่างไม่ปรานีความทรงจำสุดท้ายของนางคือห้องผ่าตัดฉุกเฉินอันสว่างไสว เสียงสัญญาณชีพจรที่ดังถี่รัว และแรงกระแทกจากอุบัติเหตุรถบรรทุกชนประสานงา ทว่าในชั่วพริบตาต่อมา วิญญาณของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมหัวใจและทรวงอกมือหนึ่งกลับถูกกระชากมาสิงสู่อยู่ในร่างของสตรีชาวบ้านผู้หนึ่ง ร่างกายนี้มิได้ผอมแห้ง แต่กลับมีทรวดทรงอวบอัดเย้ายวน อกอิ่มตึงแน่นเบียดชิดใต้สาบเสื้อผ้าฝ้ายหยาบหนา เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายแน่นหนึบ ทว่าเวลานี้นางกลับตกอยู่ในฐานะเชลยศึกที่กำลังจะถูกบั่นคอโดยไร้ความผิด"ช้าก่อนท่







