LOGINหลังจากท่านหมอเสิ่นเป็นหมอเทวดาผู้มีฝีมือในการรักษาสูงส่งในดินแดนเสวียนคงแห่งนี้ เขาได้เดินทางมาตรวจอาการของคุณหนูใหญ่ของจวนเฉินเอินปั๋วที่แสร้งนอนหลับตาอยู่ตลอดเวลา แล้วจึงสรุปว่าเป็นเพราะศีรษะได้รับความกระทบกระเทือน ช่วงนี้คุณหนูใหญ่จึงมีความทรงจำบางอย่างที่สับสน ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าที่อาการจะดีขึ้น นับจากนี้ให้คุณหนูใหญ่เฉินเป่าหนิงจะต้องกินอาหารรสอ่อน ดื่มยาที่ท่านหมอเสิ่นจัดให้และอย่าเพิ่งลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหนให้มากนัก
เฉินเซียหนิงฟังที่ท่านหมอเสิ่นพูดกับบุคคลที่เป็นท่านพ่อท่านแม่ของนาง ก่อนจะมาสะดุดกับคำพูดที่ว่าความทรงจำสับสน… นางย่อมแน่ใจดีว่าความทรงจำของตนเองดียิ่ง แต่กลับมีความทรงจำของใครอีกคนแทรกเข้ามาเท่านั้น เฉินเซียหนิงเป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กแห่งหนึ่ง ต่อมาโชคดีที่ได้คุณปู่เฉินเดินทางมารับหลานสาวที่ใช้แซ่เดียวกันแต่สายเลือดห่างไกลกลับมาเลี้ยงดูจนเติบโต แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่ให้นางว่าเซียหนิง คุณปู่เฉินอาศัยอยู่ในเมือง H ของแผ่นดินใหญ่ ท่านเชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนจีนและการต่อสู้ร่ายรำมวยจีน เฉินเซียหนิงจึงได้เรียนเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก รวมถึงพิน หมากและการเขียนอักษรพู่กัน ดังนั้นเฉินเซียหนิงจึงมีความสามารถติดตัวมาหลายอย่าง เนื่องจากเป็นเด็กกำพร้าที่ไร้บิดามารดา จึงต้องอดทนและขยันเรียนทุกอย่างให้ได้ดี เพื่อตอบแทนความีเมตตาที่คุณปูเฉินมอบให้แก่เด็กสาวกำพร้าอย่างนาง เมื่อเฉินเซียหนิงสอบเข้ามหาลัยศิลปะแห่งหนึ่งได้ หลานชายคนโตของคุณปูที่มีอาชีพเป็นผู้ช่วยผู้กำกับได้หานักแสดงที่มีความสามารถมาแสดงแทนบทต่อสู้ เฉินเซียหนิงจึงขออาสาไปลองรับบทนักแสดงแทนดู เพื่ออาศัยเงินพิเศษตรงนี้มาซื้อของขวัญมอบให้คุณปู่ รายได้นักแสดงแทนบทบู๊ดีมาก แม้จะต้องเจ็บตัวเล็กน้อยอยู่บ้างแต่ค่าตอบแทนคุ้มค่ามากกว่า เฉินเซียหนิงจึงรับทำงานนี้มายาวนานถึงสี่ปี จนนางเรียนจบมหาลัย มีผู้กำกับคนหนึ่งเห็นใบหน้าสวยงามน่ามองของเฉินเซียหนิงแล้วรู้สึกชอบ จึงพยายามผลักดันให้เฉินเซียหนิงได้แสดงบทตัวประกอบของละครย้อนยุคเรื่องหนึ่ง เฉินเซียหนิงเห็นค่าตอบแทนสูงมากจึงรีบรับเล่นทันที ละครเรื่องนี้มีชื่อว่าเล่ห์รักเล่ห์ร้ายวังมังกร ตัวละครในเรื่องบังเอิญมีแซ่เฉินเช่นเดียวกับนางเพียงแต่มีชื่อว่าเป่าหนิง เป็นคุณหนูใหญ่ผู้ล้ำค่าของเฉินเอินปั๋วและเป็นคู่หมั้นของหลินชิงอ๋อง ตัวร้ายของละครเรื่องนี้อีกด้วย “เจ้าว่าข้าเป็นใครนะ” เฉินเซียหนิงมองภาพสะท้อนของตนเองในคันฉ่องแผ่นทองเหลืองที่สาวใช้ตงฮัวนำมาให้นาง เมื่อนั่งมองเงาภาพของตนเองอยู่บนเตียง นางเอ่ยถามเสียงแหบกับสาวใช้ผู้นี้อีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “คุณหนูมีนามว่าเฉินเป่าหนิงเจ้าค่ะ เป็นบุตรสาวคนโตของท่านเฉินเอินปั๋วและท่านหญิงหย่งอันเจ้าค่ะ” ตงฮัวเอ่ยตอบคุณหนูใหญ่ของนางอย่างใจเย็น “แล้วข้ามีคู่หมั้นหรือไม่” เฉินเซียหนิงปรับเปลี่ยนคำพูดให้เป็นแบบคนที่นี่เพื่อไม่ให้เป็นการผิดสังเกตมากจนเกินไป เพราะนางไม่อยากโดนจับเผา หรือถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจร้ายมาเข้าสิงร่างของผู้อื่น “มีเจ้าค่ะ คู่หมั้นของคุณหนูเป็นอดีตฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงประทานงานหมั้นให้” ตงฮัวเอ่ยเสียเบาและมีสีหน้าไม่สบายใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเบาว่า “คู่หมั้นของคุณหนูคือหลินชินอ๋องเจ้าค่ะ” เฉินเซียหนิงตัวสั่นเล็กน้อยเพราะคุ้นเคยกับชื่อของหลินชิน อ๋องเป็นอย่างดี แต่ยังคงเอ่ยถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “หลินชินอ๋อง! เขามีนามว่าอะไรรึ?” สาวใช้ทั้งสี่หันมามองสบตากัน ก่อนที่ตงฮัวจะเป็นคนตอบคำถามเช่นเดิม “หลินชินอ๋องมีนามว่าเซวียนจ้งเหยียนเจ้าค่ะ คุณหนูท่านลืมทุกอย่างหมดแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ” เมื่อได้คำตอบฟังเฉินเซียหนิงรู้สึกว่าร่างกายของตนเองอ่อนแรงไปทั่วทั้งร่าง เพราะชื่อเฉินเป่าหนิงนี้คือชื่อตัวละครที่นางร่วมแสดงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะประสบอุบัติเหตุ เฉินเซียหนิงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และครุ่นคิดถึงบทละคนที่ตนเองเคยอ่านแล้วถามสาวใช้เพิ่มเติมด้วยความรู้สึกหวั่นใจว่า “พวกเจ้าช่วยตอบทีว่าข้าคงจะมิได้มีพี่ชายสองคนและน้องสาวต่างมารดาอยู่อีกหนึ่งคนใช่หรือไม่” “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ที่แท้คุณหนูก็ยังมิได้ลืมเลือนหมดทุกอย่าง พวกข้าค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อยเจ้าค่ะ” ชุนฮัวพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงยินดี ส่วนเฉินเซียหนิงรู้สึกขมไปทั้งปากไม่ได้รู้สึกยินดีแบบที่สาวใช้พูดแม้แต่น้อย เพราะนอกจากนางที่ฟื้นตื่นขึ้นมาแล้วกลายเป็นตัวประกอบของละครเรื่องเล่ห์รักเล่ห์ร้ายวังมังกรแล้ว นางยังจะพบอีกว่าตนเองคือเฉินเป่าหนิงเป็นว่าที่พระชายาของตัวร้ายและยังเป็นพี่สาวของนางร้ายอันดับหนึ่งที่ทำให้คนทั้งครอบครัวย่ำแย่ในตอนจบ มิหนำซ้ำเฉินเป่าหนิงยังเป็นน้องสาวของพระรองอีกสองคนที่มีจุดจบที่น่าสงสารอีกด้วย “คุณหนู ท่านจะนอนอีกแล้วหรือเจ้าคะ” หน่วนฮัวเอ่ยถามเมื่อเห็นคุณหนูใหญ่ของตนทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง “ใช่แล้ว ย่อมต้องนอนเพื่อจะได้ตื่นจากความฝันบ้าๆ แบบนี้สักที” เฉินเซียหนิงตัดสินใจล้มตัวนอนหลับตาอีกครั้งเพื่อหวังว่าตนเองจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองอยู่ในโรงพยาบาลอย่างที่ควรจะเป็น… ก่อนหน้านี้เฉินเซียหนิงอยู่ที่โรงถ่ายละครย้อนยุคแห่งหนึ่ง ที่นั่นก่อสร้างเป็นพระราชวังโบราณเลียนแบบพระราชวังชื่อดังของราชวงศ์หมิง นางแสดงเป็นเจิ้งลิ่วซีนางเอกของละครเรื่องนี้แทนนักแสดงดาวรุ่งชื่อดังที่ไม่อาจจะห้อยตัวบนสลิงทำท่าทางถลาตัวปีนขึ้นข้ามกำแพงเมืองได้อย่างสวยงาม เมื่อแสดงเสร็จจึงเปลี่ยนชุดมาแสดงเป็นเฉินเป่าหนิงผู้โชคร้ายที่กำลังเสียใจและช้ำใจหลายเรื่องจึงตัดสินใจจะกระโดดกำแพงฆ่าตัวตาย แต่อุปกรณ์เกิดขัดข้องทำให้เข็มขัดที่เกาะอยู่บริเวณเอวของเฉินเซียหนิงต้องรับน้ำหนักตัวของนางเพียงอย่างเดียว เสียงขาดของสลิงดังกึกก้องอยู่ในหัว ก่อนที่เฉินเซียหนิงจะรู้สึกว่าร่างของตัวเองร่วงหล่นลงมาจากที่สูงแบบไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อรู้ตัวตื่นอีกทีนางก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่าง คราวแรกนึกว่าตนเองจะต้องอยู่ในโรงพยาบาล แต่ไม่นึกเลยว่าตนเองจะตื่นขึ้นมาในจวนของเฉินเอินปั๋วแล้วกลายเป็นเฉินเป่าหนิงเช่นนี้เหล่าสาวใช้คนสนิทของเฉินเป่าหนิงล้วนแต่งงานออกเรือนกันไปหมดแล้ว มีเพียงตงฮัวถูกรั้งเอาไว้ให้เป็นหมัวมัวข้างกายของเฉินเป่าหนิงเนื่องจากตงฮัวแต่งงานกับสวีหยุน ฐานะของตงฮัวและสวีหยุนจึงแตกต่างจากบ่าวไพร่คนอื่นๆสาวใช้ข้างกายของเฉินเป่าหนิงถูกผลัดเปลี่ยน คนเก่าไปคนใหม่มา แต่ตงฮัวกลับอยู่ข้างกายของเฉินเป่าหนิงไม่ยอมจากไปเหมือนสาวใช้คนอื่นๆ นางจึงมีอำนาจที่สุดในจวนเหวินหยวน เหนือกว่าพ่อบ้าสวีที่ดูแลเรื่องราวทั่วไปภายในจวนด้วยซ้ำในยามนี้ตงฮัวยืนท้องโตอยู่ที่เรือนกลางธารากับสวีหยุนและพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังว่า“เห็นทีเรือนกลางธาราจะเล็กไปเสียแล้ว”“ประเดี๋ยวข้าจะบอกเรื่องนี้ต่อท่านอ๋องเอง เจ้าอย่ากังวลใจในเรื่องนี้อีกเลย เจ้ากำลังตั้งครรภ์รีบไปพักผ่อนเถิด”“ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า ช่วยกำชับเจ้าเห่าฟ้าว่ามันช่วยดูแลควบคุมลูกๆ ของมันอย่าให้เห่าเล่นไปทั่ว บ่าวไพร่ที่ไร้พลังลมปราณกระอักเลือดจนบาดเจ็บสาหัสมีคนเกือบตายไปหลายคนแล้ว”“ได้ๆ ข้าจะทำตามที่เจ้าบอก” สวีหยุนรีบตอบรับคำของตงฮัวอย่างเชื่อฟังเจ้าเห่าฟ้ายืนฟังอยู่ด้านนอกของเรือนกลางธารามันมองสวีหยุนด้วยแววตาเหยียนดหยาม แค่มันมองดูคนทั้งคู่ก็
“ชีวิตนี้ข้าจะไม่แต่งงาน” คำพูดนี้ของเฉินจื่อเฮ่าที่ตะโกนลั่นบอกกับทุกคนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังแต่ผ่านไปเพียงสามปีเท่านั้นเขาก็ยอมกลืนน้ำลายตนเองและเริ่มยอมให้ผู้หัวเราะเยาะเย้ยอย่างกล้าหาญ ถ้าหากเขาไม่ยอมทนแล้วจะยินยอมปล่อยให้นางแต่งงานออกเรือนไปกับผู้อื่นอย่างนั้นหรือ แต่เรื่องนี้เขารู้สึกทนรับไม่ได้จริงๆรัชศกชางหลงปีที่ห้า เมืองต้าโจวเมืองหลวงของแคว้นเฉียนมีงานมงคลที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งเกิดขึ้นแม่ทัพเฉินแห่งทิศประจิมกำลังจะแต่งงานของบุตรสาวแม่ทัพเจิ้งซานแห่งทิศทักษิณ คนหนึ่งเป็นหลานชายคนสำคัญของพระหมื่นปีสกุลซย่า ส่วนอีกคนเป็นน้องสาวคนโปรดของเจิ้งฮองเฮาเมื่อห้าปีที่แล้วแคว้นเฉียนเกิดการก่อกบฏของตระกูลเมิ่ง โลหิตสีแดงไหนนองทั่วแคว้น จนทำให้มีบางเมืองเกิดโรคระบาด โชคดีที่มีท่านหมอเทวดาตระกูลเฉินและฮูหยินของเขาร่วมมือกันรักษาและควบคุมโรคระบาด ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในแคว้นเฉียนมีชีวิตรอดและเริ่มก่อร่างสร้างตัวกันขึ้นมาใหม่ฮ่องเต้เซวียนเทียนหรงทรงปกครองแคว้นเฉียนด้วยการยึดถือเรื่องความสงบสุขของประชาชนเป็นใหญ่ ทรงงดเว้นการเก็บภาษีที่ดินเป็นเวลาห้าปี ทรงเริ่มจัดตั้งโรงกษาปณ์เพื่อผลิตเ
วันที่เก้าเดือนเก้าเฉินเป่าหนิงเริ่มปวดท้องคลอดบุตรในยามเช้ามืดในขณะที่ท้องฟ้ายังไม่สว่างดี ยามย่ำรุ่งดวงตะวันเพิ่งเริ่มพ้นขอบฟ้าทารกหญิงตัวน้อยเพิ่งคลอดออกมาเป็นคนแรก ท่ามกลางความโล่งอกของหมอตำแย เวลาต่อมาในช่วงเช้าท่ามกลางเมฆหมอกที่ปกคลุมทำให้อากาศรอบกายเย็นสบายทารกเพศชายที่สมบูรณ์แข็งแรงได้คลอดตามออกมาและส่งเสียงร้องไห้ดังกังวานไปทั่วเรือนชิงเฟิงบุตรคนสุดท้ายเฉินเป่าหนิงนอนปวดท้องอย่างทุกข์ทรมานจนเกือบจะหมดแรง แสงตะวันสาดส่องเริ่มร้อนแรงทารกเพศชายคนที่สามจึงยอมคลอดออกมาจากท้องของผู้เป็นมารดาเซวียนจ้งเหยียนผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตามาก่อนเขาถึงกับมีน้ำตาไหลออกมาอย่างโล่งใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อเขาได้ยินว่าภรรยาคลอดบุตรคนที่สามออกมาได้อย่างปลอดภัยทั้งแม่และลูก“ท่านอ๋องนี่ท่านร้องไห้หรือ” เฉินจื่ออี้เอ่ยถามเพราะรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเองเซวียนจ้งเหยียกยกมือปาดน้ำตาบนใบหน้าของตนเองด้วยความแปลกใจ “ไม่ได้ร้อง…น้ำตามันไหลออกมาเอง”เฉินจื่ออี้เม้มปากและไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก เพราะความจริงแล้วเมื่อเขาได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของน้องสาว เขาก็เจ็บปวดใจจนรู้สึกอยากร้องไห้ออกมาเช่นกัน แ
อากาศในเดือนเจ็ดย่างเข้าเดือนแปดของแคว้นซี ฝนตกหนักและบางวันมีฝนตกตลอดทั้งวัน หัวใจของเฉินเป่าหนิงไม่ค่อยจะสงบสุขนักเพราะในยามนี้นางอุ้มท้องมาครบแปดเดือนใกล้จะถึงกำหนดคลอดแล้ว แต่ผู้เป็นสามี พี่ชายคนโตและพี่ชายคนรองกลับอ้างว่าเดินทางไปทำธุระสำคัญด้วยกันที่แคว้นเฉียน แล้วพร้อมใจกันหายหน้าไปเป็นเดือนโดยไม่มีข่าวส่งกลับมาหานางตามปกติคฤหาสน์ตระกูลเฉินในยามนี้มีเวรยามคอยคุ้มกันอย่างหนาแน่น สีหน้าทุกคนดูเคร่งเครียดกว่าปกติจนเฉินเป่าหนิงรับรู้ได้ แม้ว่าทุกคนจะพยายามแสดงให้นางเห็นว่าทุกอย่างเป็นปกติดีก็ตาม“เป่าหนิง ย้ายมาอยู่เรือนชิงเฟิงคุ้นเคยดีหรือยัง”“คุ้นเคยบ้างแล้วเจ้าค่ะ เรือนนี้พี่สะใภ้จัดได้สวยงามและเดินเข้าออกได้สะดวกดีมากเจ้าค่ะ”“เจ้าชอบก็ดีแล้ว ที่ต้องให้เจ้าโย้กย้ายมาเรือนหลังนี้เพราะอยู่ใกล้กับเรือนหลัก ยามที่ท่านปู่และท่านอาทั้งหลายมาตรวจอาการให้เจ้าและหลานๆ ในยามคลอดจะได้สะดวกมากขึ้นอีกหน่อย อีกอย่างในยามนี้เจ้าเริ่มเคลื่อนไหวลำบากแล้ว เดินขึ้นเนินเขาจะเปลืองแรงเจ้าเสียเปล่าๆ”“เรือนชิงเฟิงแห่งนี้ ถือว่าท่านพ่อลงทุนไปไม่ใช่น้อย” เฉินเป่าหนิงเอ่ยชมก่อนจะนอนเอนตัวลงบนเก้าอี้โ
งานมงคลของเฉินจื่ออี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี วันต่อมาพิธีการยกน้ำชา และการมอบของขวัญเพื่อต้อนรับเจ้าสาวคนใหม่อย่างไป๋เย่ว์เลี่ยง เจ้าบ่าวและเจ้าสาวมีอาการเขินอายต่อกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เจิ้งลิ่วซีอดเอ่ยวาจาหยอกล้อเจ้าสาวคนใหม่อย่างสนุกสนานไม่ได้ จึงเรียกเสียงหัวเราะขบขันจากทุกคนทำให้บรรยากาศในคฤหาสน์ตระกูลเฉินมีแต่ความรื่นเริงบันเทิงใจหลังจากจบงานมงคลหรงอ๋องและเจิ้งลิ่วซีพักผ่อนอยู่ที่คฤหาสน์ของตระกูลเฉินต่ออีกเจ็ดวันแล้วจึงได้เดินทางกลับไปยังแคว้นเฉียนพร้อมกับคนของตระกูลซย่าทางเรือ“เป่าหนิง ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่แคว้นเฉียน วันที่เจ้าคลอดบุตรคงจะไม่ได้มารับขวัญหลานที่นี่ แต่จะเตรียมของล้ำค่าเอาไว้รับขวัญหลานทั้งสองคนรออยู่ที่แคว้นเฉียน” นี่คือคำบอกลาของเจิ้งลิ่วซีที่พูดกับเฉินเป่าหนิงก่อนเดินไปขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางไปยังท่าเรือเมืองหนานจิน…หลังจากที่เฉินจื่ออี้และไป๋เย่ว์เลี่ยงแต่งงานกันแล้วเฉินเป่าหนิงจึงมีพี่สะใภ้คนโตมาคอยอยู่เป็นเพื่อนนาง ทำให้ความกังวลใจเกี่ยวกับการคลอดบุตรฝาแฝดของนางจึงลดน้อยลง“เป็นเพราะการตั้งครรภ์ของข้า ทำให้พี่ใหญ่ไม่พาพี่สะใภ้ไปกราบไหว้บรรพบุรุษที่แคว้นเฉียน เรื่อง
ช่วงวันเวลาแห่งความสุขผ่านไปอย่างรวดเร็ว อายุครรภ์ของเฉินเป่าหนิงนับได้ห้าเดือนแล้ว ท้องของนางเริ่มขยายใหญ่มากขึ้นจนทำให้คนรอบกายรู้สึกกังวลใจ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเฉินเป่าหนิง ทุกคนต่างพร้อมใจกันทำทุกอย่างให้เป็นปกติ เพื่อไม่ให้นางรู้สึกหวาดกลัวในการคลอดบุตรในวันนี้เป็นงานมงคลของเฉินจื่ออี้และไป๋เย่ว์เลี่ยง มีคนจากแคว้นเฉียนเดินทางไกลมาร่วมงานมงคลในครั้งนี้ด้วย คนเหล่านั้นฮูหยินใหญ่ตระกูลซย่าเดินทางมาพร้อมบุตรชายฝาแฝดทั้งสองคน มีหรงอ๋องเดินทางมาพร้อมกับพระชายาและน้องสาวน้องชายของภรรยา ยังมีผู้ติดตามของคนเหล่านี้เป็นขบวนใหญ่ ทำให้งานมงคลในแดนไกลของตระกูลเฉินดูคึกคักไม่น้อย“พี่ซีซี ท่านช่วยส่งคนไปดูทีว่าขบวนไปรับเจ้าสาวถึงไหนแล้ว” เฉินเป่าหนิงเอ่ยบอกกับเจิ้งลิ่วซีด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ผู้ที่นั่งด้านข้างนางเป็นเจิ้งจิ่วหรูในยามนี้กำลังปอกเปลือกส้มแล้วยื่นกลีบส้มให้เฉินเป่าหนิงกินอย่างใจเย็น“ธรรมเนียมของที่นี่แตกต่างจากธรรมเนียมของแคว้นเรา ได้ยินว่าจะต้องแห่ขบวนเจ้าสาวให้วนรอบเมืองหนึ่งรอบก่อนจะมาทำพิธีต่อที่บ้านเจ้าบ่าว” เจิ้งลิ่วซีพูดอธิบายก่อนจะเรียกสาวใช้มาคนหนึ่งแล้วสั่งให้นางออกไปส
สาเหตุที่เฉินเป่าหนิงอยากเร่งให้เจิ้งลิ่วซีเข้าวังหลวงก็เป็นเพราะว่า เมื่อนางเอกมาถึงตำแหน่งยอดหญิงงามแห่งเมืองหลวงย่อมเปลี่ยนไปไม่ใช่นางแล้ว เป้าหมายที่คุณหนูทั้งหลายในเมืองหลวงจะเพ่งมองด้วยความอิจฉาย่อมเปลี่ยนไปเป็นเจิ้งลิ่วซี ไม่ใช่เฉินเป่าหนิงในยามนี้เจิ้งลิ่วซีพักอยู่ที่เมืองซูโจว เพราะบิดาขอ
เรื่องที่เฉินเป่าหนิงมีพลังลมปราณ หลินชินอ๋องย่อมได้ข่าวนี้แล้วเช่นกัน ทั้งจากสายสืบของเขาเองและจากจดหมายที่เฉินฟู่ฟางใช้คนส่งข่าวมาให้เขา ในยามนี้ห้องหนังตำราของจวนเหวินหยวนที่มีแสงไฟเพียงเล็กน้อย เป็นเพราะหลินชินอ๋องชอบอ่านตำราในห้องที่เงียบสงบไม่ต้องการให้มีเสียงรบกวนจากภายนอก จึงสั่งให้คนปิดประ
เฉินเป่าหนิงมีเส้นพลังลมปราณถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะดินแดนในโลกเสวียนคงแห่งนี้ให้ความสำคัญต่อผู้มีพลังลมปราณที่แข็งแกร่ง สาเหตุที่ฮ่องเต้เซวียนจูเยียนหวาดระแวงน้องชายคนเล็กอย่างหลินชินอ๋องก็เพราะพลังลมปราณของหลินชินอ๋องสูงถึงขั้นเกินระดับสิบจัดอยู่ในบุคคลที่มีพลังลมปราณไร้ลำดับขั้น เนื
จวนตระกูลเฉิน ณ. เรือนฮุ่ยฟาง เฉินฟู่ฟางเป็นบุตรสาวคนเล็กของเฉินเอินปั๋วกำลังนั่งอยู่ในห้องอุ่นอย่างกระวนกระวายใจ คนภายนอกรู้เพียงว่าคุณหนูใหญ่เฉินประสบอุบัติเหตุทำให้ได้รับบาดเจ็บจนหมดสติไปนานหลายวัน คุณหนูเล็กเฉินฟู่ฟางจึงเก็บตัวอยู่ในเรือนส่วนตัวเพื่อสวดภาวนาขอพรให้พี่สาวคนโตของตนหายป่วยแต่ความ







