LOGINหลังจากพิธีหมั้นหมาย กลับกลายเป็นพิธีแต่งงานอันอลเวงของมู๋ชิงเย่และองค์หญิงอัลทราย่าผ่านพ้นไป คณะทูตแดนตะวันตกส่วนที่เหลือก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง เพื่อร่วมยินดีอีกครั้ง ในฐานะฝ่ายเจ้าสาว นำโดยคันซาร์ พี่ชายคนโตขององค์หญิงอัลทราย่า ผู้เป็นเจ้าชายสืบสายเลือดจ้าวแห่งทุ่งหญ้า คันซาร์ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ดุจยักษ์จินนี่ หนวดเคราดกหนา อกผายไหล่ผึ่งเขามีอุปนิสัยเสียงดังโผงผาง มองว่าสตรีจงหยวนผอมแห้งแรงน้อย และเชื่อมั่นเสมอว่าบุรุษทุ่งหญ้าผู้ยิ่งใหญ่ ต้องคู่ควรกับสตรีตัวโตที่สามารถล่าวัวกระทิงได้ด้วยมือเปล่าเท่านั้น... จนกระทั่ง... ณ งานเลี้ยงต้อนรับจวนตระกูลมู๋... มู๋ชิงเหยาในชุดสตรีสีฟ้าอ่อนพริ้วไหวดุจสายน้ำ กำลังโชว์ฝีมือใช้ทักษะการร่ายพู่กันอันพริ้วไหว พร้อมกับควบคุมให้เสี่ยวจิ่ว ปล่อยใยใสประคองแจกันโบราณ ที่กำลังจะตกพื้นให้ลอยกลับมาวางบนโต๊ะได้อย่างอัศจรรย์และทรงเสน่ห์ เพื่อเป็นของขวัญแต่งงานให้พี่ชายและพี่สะใภ้ ตึกตัก... ตึกตัก...! เสียงหัวใจของคันซาร์เต้นกระหึ่มดุจกลองศึก นัยน์ตาคันซาร์เบิกกว้างเท่าไข่ห่าน ปากที่กำลังเคี้ยวน่องแกะ อ้าค้างจนเนื้อร่วงลงพื้น "สวรรค์ช่ว
เริ่มการท้าดวล... "ไหที่หนึ่ง...หมดไห.." มู๋ชิงเย่ยกไหเหล้าขึ้นกระดก อึกๆๆ! น้ำเหล้าไหลทะลักลงคอดุจสายน้ำตก ขุนพลหนุ่มวางไหเหล้าลงดังปัง เช็ดปากอย่างดุดัน แล้วเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ "หึ...เป็นอย่างไร...กลัวแล้วใช่ไหมละ...? องค์หญิงอัลทราย่าหัวเราะลั่น นางไม่แม้แต่จะใช้จอกสุรา มือเรียวยาวคว้าไหเหล้ากระดกเข้าปากอย่างต่อเนื่อง รวดเร็วดุจพายุหมุน เพียงแค่เสี้ยวนาทีเหล้าในไหก็แห้งขอด และถูกปาลงพื้นแตกดังเพล้ง ท่ามกลางสายตาแขกเหรื่อภายในงานที่ตกตะลึง "เอ่อ...ท่านแม่ทัพใหญ่มู๋ ลูกสะใภ้ของท่านเป็นองค์หญิงแน่หรือ...? รองแม่ทัพจางเอ่ยถามเสียงสั่น "นั้นนะสิ ข้าเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วเหมือนกัน..." มู๋ชินซานมองลูกชายสลับกับมองลูกสะใภ้ดวลไหที่สอง...ไหที่สาม...ผ่านไปอย่างรวดเร็ว... ยามเข้าสู่ไหที่สิบ ใบหน้าคมเข้มของมู๋ชิงเย่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง ร่างกายเริ่มโคลงเคลง นัยน์ตาซึมปรือดุจคนเห็นภาพซ้อน เริ่มพูดจาหย่อนยาน "เอ๊ะ...เหตุใด...องค์...หญิง...จึงมี...สามหัว...อึก...แล้วศาลา...เหตุใดจึง...หมุน...ได้.." ในขณะนี้องค์หญิงอัลทราย่ายังคงหน้าไม่เปลี่ยนสี นัยน์ตาสดใสไร้ร่องรอยความเมา นางย
องค์หญิงอัลทราย่ายิ้มมุมปาก นัยน์ตาเป็นประกายปนท้าทาย นางไม่พูดเปล่า แต่ยื่นมือไปจับลูกมะพร้าวอ่อนที่วางประดับบนโต๊ะพิธี แล้วออกแรงบีบเพียงครั้งเดียว... เพล้ง...!!! ลูกมะพร้าวเปลือกหนาแตกกระจายออกเป็นสองซีก น้ำมะพร้าวพุ่งกระฉูดใส่หน้ามู๋ชิงเย่เต็มๆ "เมื่อครู่...เจ้าว่าอย่างไรนะ ว่าที่สามีข้า...? องค์หญิงอัลทราย่าถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทรงพลัง มู๋ชิงเย่ยืนแข็งทื่อ หยาดน้ำมะพร้าวหยดลงสู่ปลายคาง เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นเช็ดหน้า ปรับสีหน้าให้เรียบตึงในเสี้ยววินาที แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น... "ข้าหมายถึง...นอกบ้านข้าเป็นใหญ่ ส่วนในบ้าน เอ่อ...ให้องค์หญิงตัดสินใจได้เลยตาม...ใจ...ชอบ...แหะๆ.." เสียงหัวเราะของหนานกงจิ่งดังสนั่นห้องโถง จนกระทั่งเสี่ยวจิ่ว แมงมุมน้อยบนไหล่มู๋ชิงเหยา ชูขาแปดข้างขึ้นเหมือนร่วมปรบมือยินดี ตกเย็น ณ สวนหินหลังจวน... หลังจากขบวนสินสอดถูกจัดสรรไปไว้ในโรงม้า มู๋ชิงเย่ที่อยู่ในสภาพสวมชุดประจำชนเผ่าสีแดงสด (ซึ่งถูกองค์หญิงอัลทราย่าบังคับให้เปลี่ยน) เดินหน้ามุ่ยเข้ามาหาหนานกงจิ่งที่กำลังนั่งดูหมากรุกอยู่คนเดียว "หัวเราะสะใจพอหรือยัง จิ่งอ๋อง...
ณ จวนตระกูลมู๋... บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวายระดับแตกตื่น มู๋ชิงเย่ ขุนพลหนุ่มผู้เคยผ่านศึกสงครามนับร้อย ยามนี้กลับมีสภาพไม่ต่างจากแมวกลัวน้ำ เขาสวมชุดลำลองสีเข้ม ปีนขึ้นไปแอบอยู่บนกิ่งต้นเหมยโบราณหลังจวน มือสองข้างโอบกิ่งไม้ไว้แน่น นัยน์ตาคมที่เคยดุดันบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นลนลาน คอยระแวดระวังมองไปทางประตูหน้าจวนตลอดเวลา "ท่านขุนพลใหญ่แห่งแผ่นดิน ยามนี้กลับต้องมาปีนต้นไม้ เพื่อหนีสตรีแล้วหรือเจ้าคะ...? เสียงหวานหยอกเย้าของน้องสาวดังขึ้นจากเบื้องล่าง มู๋ชิงเหยายืนยิ้มกริ่มพิงโคนต้นเหมย มองพี่ชายที่กำลังเกาะอยู่บนต้นเหมย "เหยาเอ๋อร์ เจ้าจะไปรู้อะไร...องค์หญิงบ้าพลังผู้นั้น...นางเอาจริงนะ เมื่อคืนพี่ฝันร้ายว่าถูกนางจับมัดใส่หลังม้าวิ่งรอบทุ่งหญ้าแดนตะวันตกทั้งคืน ขืนพี่ถูกจับตัวได้ มีหวังเอวพี่พังแน่ๆ.." มู๋ชิงเย่กระซิบเสียงเครียด พลางปัดใบไม้ที่ปลิวหล่นมาติดผม "แต่การกระทำขององค์หญิงอัลทราย่า เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นอย่างแท้จริง พี่ภรรยาควรภูมิใจนะ...ที่จะได้เป็นวีรบุรุษช่วยแผ่นดิน.." หนานกงจิ่งช้อนสายตามองขึ้นไปบนต้นไม้ นัยน์ตาทอประกายความสนุกสนาน "ภ
ณ เรือนบุปผาพร่างสะพรั่ง... บรรยากาศภายในวังหลวงถูกจัดขึ้นอย่างประณีต เพื่อต้อนรับองค์หญิงอัลทราย่าแห่งเผ่าทุ่งหญ้าแดนตะวันตก คณะทูตผู้เดินทางมาเพื่อสานสัมพันธไมตรี ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงขององค์หญิงผู้มีนิสัยตรงไปตรงมาและสายตาอันแหลมคม คือการรวบรัดจับหนานกงจิ่งผู้ลือเลื่อง เพื่อให้มาเป็นสวามีตามคำสั่งของบิดา เพื่อให้แผนการนี้สำเร็จ องค์หญิงอัลทราย่าจึงแอบส่งสาวใช้คนสนิท นำยาเสน่ห์บุปผาร้อนแรงเข้มข้นชนิดพิเศษจากแดนตะวันตก ไปผสมในกาเหล้ามงคลที่เตรียมถวายให้จิ่งอ๋องดื่ม ณ ศาลากลางสระบัว ยามนี้มู๋ชิงเย่ พี่ชายสายลุยผู้รักน้องสาวยิ่งชีพ เพิ่งเดินทางกลับมาจากแคมป์ทหารชายแดน เขาแต่งกายในชุดขุนนางบู๊โทนสีดำปักดิ้นทองทรงไหล่กว้าง รูปร่างสูงใหญ่ล้ำสัน และซอยผมทรงเดียวกับหนานกงจิ่ง หากมองจากด้านหลังเหมือนกันแทบมิมีผิดเพี้ยน ด้วยความหิวน้ำหลังจากเดินลาดตระเวน มู๋ชิงเย่เห็นกาเหล้าตั้งอยู่บนโต๊ะศาลาที่ไร้คนเฝ้า จึงคว้าขึ้นมากระดกยกดื่มจนหมดกาอย่างสดชื่น "อ่า...เหล้าอะไรหอมหวานชื่นใจยิ่งนัก..." มู๋ชิงเย่เช็ดปาก พลางเอ่ยรำพึงรำพัน หลังจากยาเริ่มออกฤทธิ์น ความร้อนรุ่มแปลกประหลาดพลันแล
ณ เรือนกลยุทธ์เมฆา... ยามเช้าบรรยากาศการเรียนวิชาหมากรุก ควรจะเต็มไปด้วยความเงียบสงบและการแย่งชิงเชิงปัญญา ทว่าเมื่อมีมู๋ชิงเหยาและเจ้าแมงมุมเสี่ยวจิ่วอยู่ด้วย คาบเรียนนี้จึงกลายเป็นเวทีความบันเทิงระดับแผ่นดิน ไปโดยปริยาย... รอบแรก หลิงซวี๋ปะทะมู๋ชิงเหยา... หลิงซวี๋ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเซียนหมากรุกประจำสำนักศึกษาหลวง นั่งเผชิญหน้ากับมู๋ชิงเหยาด้วยท่วงท่ามั่นใจ เขาวางตัวหมากรุกอย่างประณีตตามตำราเป๊ะๆ ทว่ามู๋ชิงเหยากลับเดินหมากอย่างพิสดาร สะเปะสะปะจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นกลยุทธ์ชนิดใด "เหยาเอ๋อร์...การเดินหมากเช่นนี้ผิดหลักวิชัยสงครามอย่างสิ้นเชิง...ตกลงเจ้าเดินหมากเป็นหรือไม่...? มู๋ชิงเหยาไม่ได้ตอบกลับ นางนั่งนิ่งก้มหน้าลงมองดูกระดานหมากตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินหมากต่อ... หลิงซวี๋เอ่ยพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ ทว่าเมื่อเขาจะยกตัวเรือเข้ามากินหมากของมู๋ชิงเหยา เจ้าแมงมุมเสี่ยวจิ่ว กลับแอบชะโงกหน้าออกมาจากแขนเสื้อของมู๋ชิงเหยา แล้วปล่อยใยพิษไร้สีดึงตัวหมากขุนของหลิงซวี๋ ให้ขยับไปผิดตำแหน่ง โดยไม่มีใครทันสังเกต "เอ๊ะ ข้าจำได้ว่าขุนของข้าไม่ได้อยู่ตรงนี้นี่น่า..." หลิงซวี๋ขมวดคิ้ว







