로그인มู๋ชิงเหยารู้สึกชื่นชมความเอาใจใส่ของบิดาตรงหน้าเป็นอย่างมาก เสียก็แต่บิดาชอบตีตนไปก่อนไข้ และหวาดระแวงจนเกินเหตุ โดยเฉพาะเป็นเรื่องของบุตรสาว
มู๋ชิงซานเป็นแม่ทัพใหญ่ที่มีชื่อเสียง และเป็นคนที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงไว้ใจมากที่สุด ในยามที่ข้าศึกบุกโจมตีด่านชายแดนใต้ เมื่อครั้งในอดีต ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังทรงร่วมรบคู่กับมู๋ชิงซานและได้รับชัยชนะ จนมีฉายาว่าสองหนุ่มดรุณีผู้ไม่เคยพ่าย ต่อมาหลังจากภรรยามู๋ชิงซานจากไป เขาก็ไม่คิดที่จะแต่งงานใหม่อีกเลย หวังเพียงได้อยู่เป็นเพื่อนบุตรชายและสาวในยามเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ส่วนเรื่องกฎระเบียบมารยาทหญิงขั้นพื้นฐาน บิดาผู้นี้ก็ได้จ้างท่านอาจารย์ส่วนตัวมาสอนให้บุตรสาวที่จวน แต่บุตรสาวกลับปฎิเสธไม่ยอมเรียน ทั้งยังฝึกสอนให้บุตรสาวร่ำเรียนวรยุทธ เพื่อเอาไว้ป้องกันตัว นางก็อ้างว่าร่างกายอ้วนฉุ และชอบอู้เรียนอยู่เป็นประจำ เรียนบ้างไม่เรียนบ้าง ซึ่งได้สร้างความปวดหัวให้แก่อาจารย์ผู้สอนทุกท่านไปไม่น้อย ยิ่งท่านแม่ทัพใหญ่คอยตามใจบุตรสาวมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้บุตรสาวหลงผิดมากขึ้นเท่านั้น ทำให้เจ้าของร่างเดิมแยกไม่ออกว่าใครเป็นศัตรู หรือใครเป็นมิตร ซึ่งเป็นสาเหตุอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้บุตรสาวกลายเป็นเครื่องมือต่อผู้ไม่หวังดี เมื่อเห็นว่าชายวัยกลางคนตรงหน้ายังคงนั่งร้องห่มร้องไห้ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มู๋ชิงเหยาจึงทนไม่ไหวอีกต่อไป... "ไอ๋หย๋า...ท่านพ่อ ท่านเลิกร้องไห้ฟูมฟายได้แล้ว ลูกก็แค่จำทางผิด พอรู้ตัวอีกทีก็เดินหลงเข้าไปในป่า โชคดีที่ท่านเคยสอนเรื่องทิศทางให้ ลูกจึงได้หาทางออกมาจนพบ..." มู๋ชิงเหยารีบอธิบายออกไป "ลูกรัก...เมื่อครู่นี้เจ้าเรียกพ่อว่าอะไรนะ.....? มู๋ชิงซานถึงกับหยุดชะงักทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของบุตรสาวที่แปลกไป "ก็ท่านพ่อไงละเจ้าคะ หรือว่าท่านไม่ใช่พ่อข้า...? มู๋ชิงเหยายังคงกล่าวย้ำคำเดิม "เหลวไหล...ข้าจะไม่ใช่พ่อเจ้าได้อย่างไร ว่าแต่ลูกเดินหลงป่าไปที่ใด พ่อได้ส่งคนออกไปค้นหาทั่วทุกหนแห่ง เหตุใดถึงเห็นเพียงคุณหนูไป่หลิน เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่...ช่วยอธิบายให้พ่อเข้าใจหน่อยได้หรือไม่....? "ตาเฒ่า....นี้ท่านกำลังหยั่งเชิงลูกสาวท่านอยู่ละสิท่า...ท่านอาบน้ำร้อนมาก่อนลูก จะไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงได้อย่างไรละเจ้าคะ...ท่านอย่ามาแสร้งทำเป็นไขสือจะดีกว่า..." มู๋ชิงเหยารีบเปลี่ยนชื่อเรียก เมื่อผุดความทรงจำขึ้นมาได้ เกรงว่าจะเผยพิรุธ "แต่มีคนมาแจ้งที่จวน...ว่าลูกถูกคนลักพาตัวไป....? มู๋ชิงซานเอ่ยอย่างสงสัย "ใช่แล้ว แต่ลูกสาวท่านหนีเอาตัวรอดออกมาได้ จึงทำให้ผู้บงการโดนเล่นงานกลับซะเอง..." คำพูดมู๋ชิงเหยา ทำให้บิดาพอจะเดาออก "หรือว่า...? "ใช่...เป็นนางนั้นแหละ..." "แต่นางเป็นสหายรักของลูก...? "ชิ...ที่ผ่านมานางก็แค่หลอกใช้ลูก...ตอนนี้ลูกได้ตาสว่างแล้ว...คนทรยศเช่นนั้น...ไม่คู่ควรจะมาเป็นสหายรักของลูกหรอก...." "ต่อให้เป็นจวนตระกูลเว่ย พ่อก็ไม่เอาไว้แน่..." มู๋ชิงซานกำหมัดแน่นอย่างโกรธเกรี้ยว เมื่อได้รู้ความจริงจากปากบุตรสาว "นางก็ได้รับผลกรรมไปแล้วนี้เจ้าคะ แถมยังได้เสียความบริสุทธิ์ให้กับคนใต้อาณัติ ต่อไปนี้นางคงไม่กล้าเสนอหน้ามาหาเรื่องลูกอีกแล้ว ช่วงนี้นางคงจะถูกบิดาสั่งกักบริเวณไปอีกนาน..." "จริงหรือ....? "แน่นอน...ลูกเห็นมาเต็มสองตา ช่วงนี้ลูกอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ หากมีใครมาขอพบ ท่านพ่อก็ปฏิเสธไปให้หมด..." "อืม...ตามใจลูก..." "ตาเฒ่า...ท่านช่างดีกับข้าที่สุด ขอบคุณท่านนะเจ้าคะ..." "ใครใช้ให้เจ้าเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อเล่า..." มู๋ชิงซานเอื้อมมือไปลูบศรีษะบุตรสาวอย่างทะนุถนอม หลังจากหมอประจำตระกูลมาตรวจอาการให้มู๋ชิงเหยา ผลวินิจฉัยระบุว่านางแค่เหนื่อยล้าเกินไป ร่างกายจึงต้องการพักผ่อน หลังจากจดเทียบยาบำรุงเสร็จ ท่านหมอก็ได้ขอตัวลาจากไป "รีบนอนพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ซุนอ๋องจะเดินทางมาเยี่ยมลูกที่จวนยามสาย..." "ซุนอ๋อง...? "อะไรกัน ทุกครั้งพอได้ยินชื่อซุนอ๋อง ลูกจะดูมีความสุขมากมิใช่หรือไง....? มู๋ชิงเหยาพลันยิ้มเจื่อนๆ นางจะให้ใครมาทำลายชีวิตรักสันโดษของนางไม่ได้เด็ดขาด ก่อนจะเริ่มคิดหาแผนสำรองมารับมือ และกำจัดบุรุษผู้นี้ออกไปให้พ้นทางโดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะสายเกินไป "ก็ยามนั้นลูกยังมิรู้ความนี้เจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ลูกคิดได้แล้ว ชีวิตคนเรายังอีกยาวไกล จะรีบหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม...อีกอย่างซุนอ๋องก็ไม่ได้ชอบลูก ตาเฒ่า....ข้าอยากจะถอนหมั้น ท่านช่วยลูกสาวคนนี้ได้หรือไม่...? "ถอนหมั้น...นี้ลูกพูดจริงรึ...? "จริงแท้แน่นอน.." "ช่างเถอะ...ในเมื่อเป็นความต้องการของลูก อีกสามวันพ่อจะลองเข้าไปคุยเรื่องถอนหมั้นกับฝ่าบาทให้ลูกดูก็แล้วกัน..." "ไปพรุ่งนี้เลยไม่ได้หรือเจ้าคะ...? "พรุ่งนี้เลยหรือ....เช่นนั้นก็ได้ พรุ่งนี้พ่อจะรีบเข้าวังไปแต่เช้าตรู่ ลูกรักรีบนอนพักผ่อนก่อนเถอะ...." "เจ้าค่ะ.." มู๋ชิงซานเดินออกมาพร้อมกับพ่อบ้าน ก่อนจะหยุดฝีเท้าแล้วรีบเอ่ยขึ้นระหว่างเดินทางไปที่ห้องตำรา ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "เจียงลู่...เมื่อครู่นี้เหยาเอ๋อร์เรียกข้าว่าอะไร....? มู๋ชิงซานหันไปถามพ่อบ้าน พร้อมทั้งขมวดคิ้วเข้าหากัน "ปกติคุณหนูจะเรียกนายท่านว่า...ตาเฒ่าแทบจะทุกคำ นี้เป็นครั้งแรกที่บ่าวได้ยินคุณหนูเรียกนายท่านว่า...ท่านพ่อ..." "สั่งการข้าออกไป เมื่อวานนี้คุณหนูมู๋ออกไปทำอะไร ที่ไหน กับใคร รีบให้คนไปสืบมาให้ข้ารู้ทุกอย่าง อย่าได้ตกหล่นไปแม้แต่วินาทีเดียว..." "บ่าวจะรีบไปทำตามที่นายท่านสั่งเดี๋ยวนี้ขอรับ..." สองนายบ่าวยืนมองหน้ากันอย่างคิดไม่ตก หลังจากที่มู๋ชิงเหยากลับมา นิสัยใจคอนางก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเด็กสาวที่เคยหมกมุ่นในความรัก ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ..... ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจ..... หรือว่าบุตรสาวจะคิดได้ขึ้นมาจริงๆตามที่นางพูด มู๋ชิงซานพยายามหาเหตุผลร้อยแปด จู่จู่บุตรสาวก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน หรือว่าเขาจะคิดมากไป...ความเงียบสงบอันหวานละมุนโอบล้อมโต๊ะอาหารยามเช้า มู๋ชิงซานและมู๋ชิงเย่ต่างยกจอกน้ำชาขึ้นชนกันด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ขณะที่อัลทราย่าช่วยคีบอาหารให้เด็กชายฝาแฝดทั้งสองที่มองดูตงฟางด้วยสายตาชื่นชม "โธ่...ข้านึกว่าจะโดนทิ้งเสียแล้ว ขอบพระทัยพระชายาและท่านอ๋องพะย่ะค่ะ.." ตงฟางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รอยยิ้มกะล่อนกว้างขวางฉายชัดบนใบหน้า ตงฟางรีบก้มลงคารวะหมิงเหยาและหนานกงจิ่งซ้ำๆ ก่อนจะยืดตัวขึ้นปัดฝุ่นที่เข่า พลางขยิบตาให้ชุนเถา "แม่นางชุนเถา...ยามนี้พวกเราต้องเดินทางกลับดินแดนโอสถสวรรค์ด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะสามข้อหรือสามร้อยข้อ ข้าพร้อมจะฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อพิสูจน์ความจริงใจให้เจ้าเห็น..." "หุบปาก เงื่อนไขข้อแรกของข้า...หากเจ้ายังไม่เลิกทำหน้าตากะล่อนใส่ข้า ข้าจะฟ้องคุณหนูให้กักขังเจ้าไว้เฝ้าชายแดนสวรรค์ตลอดชีวิต.." ชุนเถาค้อนสายตาใส่องครักษ์ตงฟาง "ไอ้หย๋า...แค่เพียงข้อแรกก็ยากเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ..หน้าตาข้าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด จะให้เลิกกะล่อนได้อย่างไรเล่าแม่นาง...เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะยอมยิ้มให้ข้าวันละสามหน.." ตงฟางทำท่าเอามือทุบหน้าอก แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดเจียนตาย "เจ้าคนหน้า
ณ ห้องโถงใหญ่จวนตระกูลมู๋... โต๊ะอาหารยาวถูกจัดวางด้วยสำรับเช้าเลิศรสมากมาย ทว่ายังไม่ทันที่ท่านเจ้าดินแดนและเทพสงครามจะก้าวพ้นประตูห้องโถง เสียงความวุ่นวายเบื้องหลังก็ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมองเป็นตาเดียว "โอ๊ย...แม่นางชุนเถาเบามือหน่อย กระดูกแขนข้าจะหักแล้ว..." ตงฟางที่เดินตามหลังมาในสภาพถืออ่างน้ำล้างหน้าทองเหลืองด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกำลังถูกชุนเถายึดจับบิดไปข้างหลังอย่างช่ำชอง เสียงร้องโอดครวญขององครักษ์ดังลั่นจนมู๋ชิงเย่ที่กำลังยกจอกชาถึงกับสำลักออกมาคำโต "เกิดอะไรขึ้นรึ...? หมิงเหยาหยุดชะงัก หันไปมองสาวใช้คนสนิทด้วยความสงสัย นัยน์ตาสีมรกตฉายแววขบขัน ชุนเถาที่ใบหน้ายังคงอมชมพูระเรื่อ สะบัดมือปล่อยข้อมือตงฟางให้เป็นอิสระทันที ก่อนจะก้มคารวะหมิงเหยาอย่างเรียบร้อย ผิดกับท่าทางโหดเหี้ยมเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "เรียนพระชายา...องครักษ์ตงฟางผู้นี้เดินไม่ดูทางเจ้าค่ะ เอาแต่จ้องหน้าข้าจนเดินชนเสาเรือนไปสองรอบ พอน้ำล้างหน้ากระฉอกใส่เสื้อตนเอง ก็ยังแกล้งร้องว่าข้าเป็นคนผลัก แล้วถือโอกาสกุมมือข้าไม่ยอมปล่อยเจ้าค่ะ..." "ข้าเปล่าแกล้งนะแม่นางชุนเถา ข้าปวดข้อมื
ความผูกพันและสายใยที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในดินแดนเซียนหรือในโลกมนุษย์ ต่างก็หยั่งรากลึกอย่างงดงาม ไม่เพียงแต่ความรักระหว่างหนานกงจิ่งและหมิงเหยาที่ผ่านพ้นกาลเวลาและอุปสรรค แต่รวมถึงความจริงใจของตงฟางที่คอยโอบอุ้มชุนเถาในยามที่นางโดดเดี่ยวที่สุด ความผูกพันที่เงียบสงบแต่หนักแน่นนี้ พลอยสุกงอมขึ้นอย่างละมุนละไมเช่นกัน แม้หน้าห้องบรรทมจะตกอยู่ในความเงียบสงบยามดึกสงัด แสงจันทร์นวลตาฉาบทาทั่วระเบียงไม้หอม ลมราตรีพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นอายสวรรค์ลอยเอื่อย ตงฟางที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากของชุนเถา นัยน์ตาของตงฟางพลันฉายแววอบอุ่นและอ่อนโยน "เจ้าแอบยิ้ม...แปลว่าใจอ่อนให้ข้าบ้างแล้วใช่หรือไม่ แม่นางชุนเถา...? ตงฟางเอ่ยกระซิบเบาๆ น้ำเสียงไร้ซึ่งความกะล่อน หากแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ชุนเถาชะงักไปเล็กน้อย พวงแก้มแดงระเรื่อในความมืด นางไม่สะบัดหน้าหนีเหมือนเคย หากแต่ทอดสายตามองไปทางดวงจันทร์บนท้องฟ้า ถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่ค่อยได้เอ่ยบ่อยนัก "ตลอดเวลาหลายปีที่คุณหนูของข้าไม่อยู่...หากไม่ได้เจ้าคอยช่วยจัดการเรื่อ
หนานกงจิ่งวางภรรยาลงบนฟูกนุ่มอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาสีทองจ้องมองนัยน์ตาสีมรกตด้วยความจริงใจ "ข้ารู้ว่าเจ้ายังคงสับสนกับความทรงจำในอดีต..แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นท่านเจ้าดินแดนโอสถสวรรค์ หรือจะเป็นเหยาเอ๋อร์บุตรสาวของตระกูลมู๋...สำหรับข้าแล้ว เจ้าคือดวงใจเพียงดวงเดียวของข้าตลอดไป.." หนานกงจิ่งใช้นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่บดบังใบหน้างามให้อย่างอ่อนโยน หมิงเหยามองสบสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักบริสุทธิ์ตรงหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความอบอุ่น นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ซุกใบหน้าหวานลงกับอกแกร่งของสามี "รู้แล้ว...รีบไปอาบน้ำก่อนเถอะ คืนนี้ให้ข้านอนพักผ่อนอย่างสงบจริงๆนะ ห้ามเจ้าฉวยโอกาสยามข้านอนหลับเด็ดขาด..." "น้อมรับคำสั่งภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งยกยิ้มมุมปากอย่างงดงาม ประทับจุมพิตแผ่วเบา ก่อนจะเดินหันหลังจากไปตามคำของภรรยา พายุกลิ่นสุราและสายตาหยอกเย้าเหือดหายไปพร้อมกับร่างสูงในอาภรณ์หรูหราที่ยอมถอยทัพไปอาบน้ำชำระกายแต่โดยดี ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบภายในห้องบรรทมเดิมที่คุ้นเคย หมิงเหยานอนตะแคงอยู่บนเตียงไม้หอม มือเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือความอบอุ่นจากจุมพิตของสามี
บรรยากาศภายในจวนตระกูลมู๋ที่เคยเงียบเหงาอึมครึมมาหลายปี บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความครึกครื้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มู๋ชิงเย่เร่งสั่งการให้บ่าวรับใช้ประดับโคมไฟมงคลทั่วทั้งจวน พร้อมจัดเตรียมสำรับอาหารรสเลิศเต็มโต๊ะใหญ่ ชวนให้นึกถึงวันวาน เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ มู๋ชิงซานอดีตท่านแม่ทัพใหญ่ที่บัดนี้ขอปลดเกษียณ เขาเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมไม้เท้า เมื่อเห็นร่างของบุตรสาวและลูกเขย นัยน์ตาฝ้าฟางของบิดาก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะยื่นไปกุมมือเรียวของหมิงเหยาเอาไว้แน่น พร้อมขยี้ตาดูอีกครั้งให้แน่ใจ "เหยาเอ๋อร์...ลูกสาวของข้า...สวรรค์เมตตาตระกูลมู๋โดยแท้ที่พาเจ้ากลับมา พ่อคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ฮือออๆๆ..." มู๋ชิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือตื้นตันใจ ร่ำไห้ปานจะขาดใจรีบสวมกอดบุตรสาวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะด้วยตัวเอง ราวกับนางเป็นบุตรสาวแท้ๆของเขาจริงๆ หมิงเหยามองภาพครอบครัวตรงหน้า ทั้งบิดาบุญธรรมที่มองนางด้วยสายตารักใคร่ลึกซึ้ง พี่ชายอย่างมู๋ชิงเย่ที่คอยตักอาหารใส่จานให้นางไม่ขาด พี่สะใภ้อัลทราย่าที่คอยชวนคุยอย่างอ่อนโยน ตลอดจนหลานชายฝาแฝดตัวน้อยที่หัวเราะเจ
"แอบหนีลงมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์คนเดียวเช่นนี้...ไม่คิดจะชวนสามีมาเป็นเพื่อนคลายเหงาบ้างเลยหรือ เหยาเอ๋อร์..." เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับอ้อมกอดแกร่งที่โอบรัดเอวบางของนางเข้าหาอกกว้างอย่างถือสิทธิ์ หนานกงจิ่งปรากฏกายขึ้นในอาภรณ์หรูหราของมนุษย์ ใบหน้าคมคายยิ้มพราวเสน่ห์ สายตาสีทองทอประกายความรักใคร่และความเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด "หนานกงจิ่ง เจ้า...เจ้าตามข้ามาถึงที่นี้ได้อย่างไร...? หมิงเหยาสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแดงผ่าวด้วยความตื่นตระหนก นางรีบหมุนตัวสะบัดออกจากอ้อมกอดเขา แต่หนานกงจิ่งกลับโอบกระชับแน่นขึ้น ไม่ยินยอมให้นางถอยห่างไปแม้แต่นิ้วเดียว "คิดหรือว่าร่องรอยสลักรักที่ข้าประทับไว้ทั่วเรือนร่างเจ้าตลอดสามวันสามคืน จะบดบังอักขระอำพรางเพียงแค่นี้ได้ ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดขอบฟ้า...ข้าก็ตามหาเจ้าเจอเสมอภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งก้มลงกระซิบชิดใบหูอย่างหยอกเหย้า หมิงเหยากัดริมฝีปากแน่น หน้าร้อนฉ่าจนแทบระเบิดเมื่อนึกถึงรอยรักสีม่วงแดงใต้เสื้อผ้า แต่นางยังไม่ทันได้ด่าทอสามีตัวดี สายตาของหนานกงจิ่งก็เบนไปมองยังประตูจวนตระกูลมู๋เบื้องหน้า แววตาขี้เล่นของเทพสงครามพลัน







