LOGINหลังจากตื่นนอน...มู๋ชิงเหยารู้สึกร่างกายเหนียวเหนอะหนะ ก่อนจะสั่งให้สาวใช้ รีบไปเตรียมน้ำอาบ เพื่อให้ร่างกายอ้วนฉุได้นอนแช่....
"เฮ้ออออ....สบายจัง นี้เจ้านะ....เจ้านั่นแหละ ช่วยมาถูหลังให้ข้าหน่อยซิ ใยข้าถึงไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อน ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรหรือ.....? "ข้าน้อยมีนามว่าชุนเถา เป็นผู้ติดตามคนใหม่ของคุณหนูเจ้าคะ..." "อ่อ...ชื่อชุนเถา นี้...ชุนเถา ข้ามองดูรูปร่างเจ้าแล้ว ใยเจ้าต้องแต่งกายคล้ายบุรุษ เจ้าไม่ชอบสวมใส่ชุดสตรีสวยๆเหมือนกับหญิงสาวทั่วไปแบบนั้นหรือ...? มู๋ชิงเหยามองผู้ติดตามคนใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ในมือยังถือกระบี่อยู่ตลอดเวลา "บ่าวชอบแต่งตัวแบบนี้มากกว่าเจ้าคะ สะดวกในการทำงาน จะแต่งตัวสวยๆไปให้ใครดูเจ้าคะ บ่าวไม่คิดที่จะออกเรือนอยู่แล้ว เพราะหลังจากเหตุการณ์ที่ถูกโจรป่าฆ่ายกครัวในอดีต บ่าวก็ถูกนายท่านเก็บมาชุบเลี้ยงอยู่ที่ค่ายทหาร ชีวิตนี้ได้รับใช้นายท่านและคุณหนู นี้ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดของบ่าวแล้วเจ้าคะ..." ชุนเถากล่าวพร้อมกับคุกเข่า ผสานมือทั้งสองข้างเข้าหากัน มู๋ชิงเหยามองสำรวจชุนเถาตั้งแต่หัวจรดเท้า หญิงสาวตรงหน้าสวมอาภรณ์สีแดงเลือดนกทั้งชุดไร้รวดลาย รวบผมทั้งหมดขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาไร้ซึ่งการแต่งแต้มใดๆ ใบหน้าจิ่มลิ่มดูเป็นเอกลักษณ์ของชุนเถา หากไม่สังเกตดูให้ดี ก็ถือว่านางคล้ายบุรุษผู้หนึ่งจริงๆ "เอาเถอะๆ รีบลุกขึ้นมาเถอะ ในเมื่อตาเฒ่านั้นไว้ใจเจ้า ข้าจะลองเชื่อใจเจ้าดูสักตั้ง อีกอย่างตอนนี้เจ้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เจ้ายังมีข้าและทุกคนในจวนเป็นครอบครัวของเจ้า..." มู๋ชิงเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ขอบคุณคุณหนูที่เมตตาต่อชุนเถา...ว่าแต่คุณหนูใส่สิ่งใดลงไปในอ่างน้ำอาบหรือเจ้าคะ.....? ชุนเถามองดูเศษไม้แห้งในอ่างน้ำ "เป็นสมุนไพรนะ ช่วงนี้ข้าต้องการจะลดความอ้วน.." "ลดความอ้วนหรือเจ้าคะ ใครมันช่างบังอาจกล่าวหาคุณหนู บ่าวจะรีบไปจัดการมันทิ้งเสีย....? ชุนเถารีบชักกระบี่ในมือขึ้นมา "รีบเก็บกระบี่เดี่ยวนี้เลย เจ้าเข้าใจผิดแล้ว...รูปร่างข้าอ้วนอย่างกับช้าง ข้าก็แค่รู้สึกอึดอัด เป็นถึงบุตรสาวตระกูลแม่ทัพอันดับหนึ่งเชียวนะ จะให้ตาเฒ่านั่นถูกนินทาว่ามีบุตรสาวหน้าตาอัปลักษณ์ได้อย่างไร ถึงตาเฒ่านั้นจะไม่สนใจคำครหาของชาวบ้าน แต่ข้าไม่มีทางยอมเด็ดขาด ข้าจะทำให้ร่างกายนี้ กลับมามีรูปร่างสวยสะพรึงจนโลกต้องตะลึง เจ้าคอยดูสิ..." "ชุนเถาเชื่อคุณหนูเจ้าค่ะ..." "อีกอย่าง ช่วงนี้ข้าจะไม่ออกไปพบหน้าผู้ใดทั้งนั้น โดยเฉพาะซุนอ๋อง หากเขามาก็ให้ปฏิเสธว่าข้าป่วยไม่สบาย ภายในเวลาหนึ่งเดือนข้าจะเก็บตัวลดน้ำหนัก แม้กระทั่งตาเฒ่าข้าก็ไม่พบ...ส่วนเรื่องอาหารการกิน ก็ให้เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด...ของกินอยู่บนโต๊ะพวกนั้นให้รีบนำออกไปให้พ้นหน้าข้าเสีย พวกเขาคิดว่าข้าเป็นหมูหรือไง....? มู๋ชิงเหยามองผ่านฉากกั้น อาหารหลายอย่างถูกยกเข้ามาวางเอาไว้ ราวกับจะเลี้ยงหมูทั้งคอก "เจ้าคะ..." ชุนเถารีบทำตามที่เจ้านายสั่งในทันที หลังจากมู๋ชิงเหยานอนแช่น้ำในอ่างหลายชั่วยาม จึงค่อยๆลุกขึ้นจากอ่างน้ำ ร่างกายที่เคยอ้วนฉุ กลับค่อยๆมองเห็นสรีระได้รูปขึ้นมาบ้างเล็กน้อย ก่อนจะเห็นน้ำในอ่างเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทพร้อมทั้งส่งกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมา "ยี้....ไม่ง่ายเลยจริงๆที่จะขับสารพิษออกมาให้หมด ดูสิสมุนไพรล้ำค่าพวกนี้ ข้าใส่ลงไปตั้งมากมาย แต่กลับขับสารพิษออกมาได้แค่นิดเดียว..." มู๋ชิงเหยาบุ้ยปากขึ้น ผ่านมาแล้วสองอาทิตย์ ใบหน้ามู๋ชิงเหยาที่เคยเป็นสิวเป็นหนอง กลับค่อยๆเรียบเนียนขึ้น ผิวพรรณเริ่มใสผุดผ่อง น้ำหนักจากร้อยกว่าโลลดลงมาได้เจ็ดสิบกิโล ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะมู๋ชิงเหยาใช้เข็มเงินฝังจุดกระตุ้นการเผาผลาญ ร่วมกับสมุนไพรขับน้ำและพิษสะสมออก "คุณหนู...ใบหน้าท่านตอนนี้ช่างงดงามยิ่งนักเจ้าค่ะ..." "........" "ใบหน้าอย่างกับซาลาเปา ยังจะเรียกว่างดงามอีก อีกไม่นานเกินรอหรอก ทุกคนจะต้องตะลึงยิ่งกว่านี้...คริ...คริ..." มู๋ชิงเหยากล่าวพร้อมเสียงหัวเราะร่า ซุนอ๋องยังคงแวะเวียนมาที่จวนตระกูลมู๋ทุกวัน แต่ก็ถูกพ่อบ้านเจียงลู่ปฎิเสธไม่ให้เข้าจวน หลังจากมู๋ชิงซานได้เข้าไปขอให้ฮ่องเต้ถอนราชโองการสมรส ฮ่องเต้ก็ได้ทำตามคำขออย่างจำใจ ซึ่งการยกเลิกพระราชโองการสมรสในครั้งนี้ ทำให้ซุนอ๋องต้องหมดสิทธิ์ในการคัดเลือกเป็นองค์รัชทายาท เมื่อซุนอ๋องทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น มีหรือเขาจะยอมอยู่เฉย ต่อให้เขาไม่เคยเหลียวมองมู๋ชิงเหยา ที่ทั้งอ้วนทั้งอัปลักษณ์ แต่เรื่องผลประโยชน์นั่นต้องมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยล้วนต้องเป็นเช่นนี้... "ชุนเถา...เจ้าเองก็ลองมามาร์คหน้าสมุนไพรดูบ้างสิ รับรองว่าเจ้าจะต้องติดใจหากได้ลองแล้ว..." "ของล้ำค่าพวกนี้ ไม่คู่ควรกับบ่าวที่มีฐานะต่ำต้อยหรอกเจ้าคะ..." "เจ้าเป็นคนของข้า จะเรียกว่าต่ำต้อยได้อย่างไร มาเถอะน่า เจ้าเองก็ว่างอยู่มิใช่หรือไง....? "แต่ว่า....อ่ะ...เย็นจังเจ้าคะ แถมมีกลิ่นหอมของสมุนไพร ช่วยให้ผ่อนคลาย มาร์คหน้าของคุณหนูนี้ช่างวิเศษจริงๆ..." "ใช่ไหมล่ะ...ข้าบอกแล้วว่าเจ้าจะต้องชอบ..." "ช่วงนี้ซุนอ๋องเสด็จมาที่จวนบ่อยขึ้น คุณหนูจะไม่ออกไปพบเขาหน่อยหรือเจ้าค่ะ....? "ไม่พบ...เขาเป็นใคร สำคัญมาจากไหนข้าถึงจะต้องออกไปพบเขา" มู๋ชิงเหยาตอบกลับไปโดยไม่คิด เมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ มู๋ชิงเหยาคนเก่าที่คอยเอาแต่วิ่งตามซุนอ๋องอย่างโง่งม แต่ซุนอ๋องกลับไล่ตะเพิดนางแทบจะทุกครั้ง แถมซุนอ๋องยังชอบทำให้นางขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยไม่สนใจความรู้สึกของมู๋ชิงเหยาคนเก่าเลยสักนิด พอคิดได้เช่นนั้น ยิ่งทำให้มู๋ชิงเหยาคนปัจจุบันรู้สึกเกลียดชังต่อซุนอ๋องผู้นี้เข้ากระดูกดำ...ความเงียบสงบอันหวานละมุนโอบล้อมโต๊ะอาหารยามเช้า มู๋ชิงซานและมู๋ชิงเย่ต่างยกจอกน้ำชาขึ้นชนกันด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ขณะที่อัลทราย่าช่วยคีบอาหารให้เด็กชายฝาแฝดทั้งสองที่มองดูตงฟางด้วยสายตาชื่นชม "โธ่...ข้านึกว่าจะโดนทิ้งเสียแล้ว ขอบพระทัยพระชายาและท่านอ๋องพะย่ะค่ะ.." ตงฟางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รอยยิ้มกะล่อนกว้างขวางฉายชัดบนใบหน้า ตงฟางรีบก้มลงคารวะหมิงเหยาและหนานกงจิ่งซ้ำๆ ก่อนจะยืดตัวขึ้นปัดฝุ่นที่เข่า พลางขยิบตาให้ชุนเถา "แม่นางชุนเถา...ยามนี้พวกเราต้องเดินทางกลับดินแดนโอสถสวรรค์ด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะสามข้อหรือสามร้อยข้อ ข้าพร้อมจะฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อพิสูจน์ความจริงใจให้เจ้าเห็น..." "หุบปาก เงื่อนไขข้อแรกของข้า...หากเจ้ายังไม่เลิกทำหน้าตากะล่อนใส่ข้า ข้าจะฟ้องคุณหนูให้กักขังเจ้าไว้เฝ้าชายแดนสวรรค์ตลอดชีวิต.." ชุนเถาค้อนสายตาใส่องครักษ์ตงฟาง "ไอ้หย๋า...แค่เพียงข้อแรกก็ยากเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ..หน้าตาข้าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด จะให้เลิกกะล่อนได้อย่างไรเล่าแม่นาง...เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะยอมยิ้มให้ข้าวันละสามหน.." ตงฟางทำท่าเอามือทุบหน้าอก แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดเจียนตาย "เจ้าคนหน้า
ณ ห้องโถงใหญ่จวนตระกูลมู๋... โต๊ะอาหารยาวถูกจัดวางด้วยสำรับเช้าเลิศรสมากมาย ทว่ายังไม่ทันที่ท่านเจ้าดินแดนและเทพสงครามจะก้าวพ้นประตูห้องโถง เสียงความวุ่นวายเบื้องหลังก็ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมองเป็นตาเดียว "โอ๊ย...แม่นางชุนเถาเบามือหน่อย กระดูกแขนข้าจะหักแล้ว..." ตงฟางที่เดินตามหลังมาในสภาพถืออ่างน้ำล้างหน้าทองเหลืองด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกำลังถูกชุนเถายึดจับบิดไปข้างหลังอย่างช่ำชอง เสียงร้องโอดครวญขององครักษ์ดังลั่นจนมู๋ชิงเย่ที่กำลังยกจอกชาถึงกับสำลักออกมาคำโต "เกิดอะไรขึ้นรึ...? หมิงเหยาหยุดชะงัก หันไปมองสาวใช้คนสนิทด้วยความสงสัย นัยน์ตาสีมรกตฉายแววขบขัน ชุนเถาที่ใบหน้ายังคงอมชมพูระเรื่อ สะบัดมือปล่อยข้อมือตงฟางให้เป็นอิสระทันที ก่อนจะก้มคารวะหมิงเหยาอย่างเรียบร้อย ผิดกับท่าทางโหดเหี้ยมเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "เรียนพระชายา...องครักษ์ตงฟางผู้นี้เดินไม่ดูทางเจ้าค่ะ เอาแต่จ้องหน้าข้าจนเดินชนเสาเรือนไปสองรอบ พอน้ำล้างหน้ากระฉอกใส่เสื้อตนเอง ก็ยังแกล้งร้องว่าข้าเป็นคนผลัก แล้วถือโอกาสกุมมือข้าไม่ยอมปล่อยเจ้าค่ะ..." "ข้าเปล่าแกล้งนะแม่นางชุนเถา ข้าปวดข้อมื
ความผูกพันและสายใยที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในดินแดนเซียนหรือในโลกมนุษย์ ต่างก็หยั่งรากลึกอย่างงดงาม ไม่เพียงแต่ความรักระหว่างหนานกงจิ่งและหมิงเหยาที่ผ่านพ้นกาลเวลาและอุปสรรค แต่รวมถึงความจริงใจของตงฟางที่คอยโอบอุ้มชุนเถาในยามที่นางโดดเดี่ยวที่สุด ความผูกพันที่เงียบสงบแต่หนักแน่นนี้ พลอยสุกงอมขึ้นอย่างละมุนละไมเช่นกัน แม้หน้าห้องบรรทมจะตกอยู่ในความเงียบสงบยามดึกสงัด แสงจันทร์นวลตาฉาบทาทั่วระเบียงไม้หอม ลมราตรีพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นอายสวรรค์ลอยเอื่อย ตงฟางที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากของชุนเถา นัยน์ตาของตงฟางพลันฉายแววอบอุ่นและอ่อนโยน "เจ้าแอบยิ้ม...แปลว่าใจอ่อนให้ข้าบ้างแล้วใช่หรือไม่ แม่นางชุนเถา...? ตงฟางเอ่ยกระซิบเบาๆ น้ำเสียงไร้ซึ่งความกะล่อน หากแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ชุนเถาชะงักไปเล็กน้อย พวงแก้มแดงระเรื่อในความมืด นางไม่สะบัดหน้าหนีเหมือนเคย หากแต่ทอดสายตามองไปทางดวงจันทร์บนท้องฟ้า ถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่ค่อยได้เอ่ยบ่อยนัก "ตลอดเวลาหลายปีที่คุณหนูของข้าไม่อยู่...หากไม่ได้เจ้าคอยช่วยจัดการเรื่อ
หนานกงจิ่งวางภรรยาลงบนฟูกนุ่มอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาสีทองจ้องมองนัยน์ตาสีมรกตด้วยความจริงใจ "ข้ารู้ว่าเจ้ายังคงสับสนกับความทรงจำในอดีต..แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นท่านเจ้าดินแดนโอสถสวรรค์ หรือจะเป็นเหยาเอ๋อร์บุตรสาวของตระกูลมู๋...สำหรับข้าแล้ว เจ้าคือดวงใจเพียงดวงเดียวของข้าตลอดไป.." หนานกงจิ่งใช้นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่บดบังใบหน้างามให้อย่างอ่อนโยน หมิงเหยามองสบสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักบริสุทธิ์ตรงหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความอบอุ่น นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ซุกใบหน้าหวานลงกับอกแกร่งของสามี "รู้แล้ว...รีบไปอาบน้ำก่อนเถอะ คืนนี้ให้ข้านอนพักผ่อนอย่างสงบจริงๆนะ ห้ามเจ้าฉวยโอกาสยามข้านอนหลับเด็ดขาด..." "น้อมรับคำสั่งภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งยกยิ้มมุมปากอย่างงดงาม ประทับจุมพิตแผ่วเบา ก่อนจะเดินหันหลังจากไปตามคำของภรรยา พายุกลิ่นสุราและสายตาหยอกเย้าเหือดหายไปพร้อมกับร่างสูงในอาภรณ์หรูหราที่ยอมถอยทัพไปอาบน้ำชำระกายแต่โดยดี ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบภายในห้องบรรทมเดิมที่คุ้นเคย หมิงเหยานอนตะแคงอยู่บนเตียงไม้หอม มือเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือความอบอุ่นจากจุมพิตของสามี
บรรยากาศภายในจวนตระกูลมู๋ที่เคยเงียบเหงาอึมครึมมาหลายปี บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความครึกครื้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มู๋ชิงเย่เร่งสั่งการให้บ่าวรับใช้ประดับโคมไฟมงคลทั่วทั้งจวน พร้อมจัดเตรียมสำรับอาหารรสเลิศเต็มโต๊ะใหญ่ ชวนให้นึกถึงวันวาน เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ มู๋ชิงซานอดีตท่านแม่ทัพใหญ่ที่บัดนี้ขอปลดเกษียณ เขาเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมไม้เท้า เมื่อเห็นร่างของบุตรสาวและลูกเขย นัยน์ตาฝ้าฟางของบิดาก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะยื่นไปกุมมือเรียวของหมิงเหยาเอาไว้แน่น พร้อมขยี้ตาดูอีกครั้งให้แน่ใจ "เหยาเอ๋อร์...ลูกสาวของข้า...สวรรค์เมตตาตระกูลมู๋โดยแท้ที่พาเจ้ากลับมา พ่อคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ฮือออๆๆ..." มู๋ชิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือตื้นตันใจ ร่ำไห้ปานจะขาดใจรีบสวมกอดบุตรสาวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะด้วยตัวเอง ราวกับนางเป็นบุตรสาวแท้ๆของเขาจริงๆ หมิงเหยามองภาพครอบครัวตรงหน้า ทั้งบิดาบุญธรรมที่มองนางด้วยสายตารักใคร่ลึกซึ้ง พี่ชายอย่างมู๋ชิงเย่ที่คอยตักอาหารใส่จานให้นางไม่ขาด พี่สะใภ้อัลทราย่าที่คอยชวนคุยอย่างอ่อนโยน ตลอดจนหลานชายฝาแฝดตัวน้อยที่หัวเราะเจ
"แอบหนีลงมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์คนเดียวเช่นนี้...ไม่คิดจะชวนสามีมาเป็นเพื่อนคลายเหงาบ้างเลยหรือ เหยาเอ๋อร์..." เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับอ้อมกอดแกร่งที่โอบรัดเอวบางของนางเข้าหาอกกว้างอย่างถือสิทธิ์ หนานกงจิ่งปรากฏกายขึ้นในอาภรณ์หรูหราของมนุษย์ ใบหน้าคมคายยิ้มพราวเสน่ห์ สายตาสีทองทอประกายความรักใคร่และความเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด "หนานกงจิ่ง เจ้า...เจ้าตามข้ามาถึงที่นี้ได้อย่างไร...? หมิงเหยาสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแดงผ่าวด้วยความตื่นตระหนก นางรีบหมุนตัวสะบัดออกจากอ้อมกอดเขา แต่หนานกงจิ่งกลับโอบกระชับแน่นขึ้น ไม่ยินยอมให้นางถอยห่างไปแม้แต่นิ้วเดียว "คิดหรือว่าร่องรอยสลักรักที่ข้าประทับไว้ทั่วเรือนร่างเจ้าตลอดสามวันสามคืน จะบดบังอักขระอำพรางเพียงแค่นี้ได้ ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดขอบฟ้า...ข้าก็ตามหาเจ้าเจอเสมอภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งก้มลงกระซิบชิดใบหูอย่างหยอกเหย้า หมิงเหยากัดริมฝีปากแน่น หน้าร้อนฉ่าจนแทบระเบิดเมื่อนึกถึงรอยรักสีม่วงแดงใต้เสื้อผ้า แต่นางยังไม่ทันได้ด่าทอสามีตัวดี สายตาของหนานกงจิ่งก็เบนไปมองยังประตูจวนตระกูลมู๋เบื้องหน้า แววตาขี้เล่นของเทพสงครามพลัน







