LOGINณ เขตหวงห้าม....
"เรื่องที่ให้ไปจัดการ สืบไปถึงไหนแล้ว....? "เรียนท่านอ๋อง ข้าน้อยได้ส่งคนให้ไปคอยจับตาดูที่จวนตระกูลมู๋ แต่คุณหนูมู๋เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในจวน ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆเลยพะยะค่ะ.." "จับตาดูต่อไป..." "แต่จะว่าไป...ชื่อเสียงของคุณหนูมู๋ผู้นี้กลับฉาวโฉ่ ว่ากันว่านางมีรูปร่างอัปลักษณ์ไร้ความสามารถ อีกทั้งยังมีสัญญาหมั้นหมายกับซุนอ๋อง..." "ข้าพึ่งจะได้ยินข่าวมาว่า ท่านแม่ทัพใหญ่มู๋ได้เข้าไปขอยกเลิกพระราชโองการสมรสของบุตรสาวด้วยตัวเอง เสด็จพี่ก็ได้อนุมัติเรียบร้อยแล้ว...เรื่องนี้ช่างเกินความคาดหมายของข้ายิ่งนัก" "ข้าน้อยก็คิดเช่นนั้น ว่ากันว่าคุณหนูตระกูลมู๋ผู้นี้มีใจปฏิพัทธ์ต่อซุนอ๋อง เหตุใดถึงยอมไปขอถอนหมั้น ว่าแต่...เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับท่านอ๋องด้วย หรือพะยะค่ะ หรือว่าท่านอ๋องเกิดพึงใจต่อนาง....? "ไร้สาระ...ข้าก็แค่สนใจวิชาแพทย์ของนาง บุตรสาวตระกูลมู๋กลับแอบซ่อนความสามารถเอาไว้ได้แยบยล นางช่างน่าสนใจจริงๆ..." "แต่ท่านอ๋องกับนางก็ได้ใช้ค่ำคืนร่วมกัน แต่นางกลับไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทนจากท่านอ๋อง...หรือว่านางจะไม่ได้สนใจท่านอ๋องจริงๆ..." คำพูดนี้ทำให้คนฟังถึงกับกำหมัดแน่น "ตงฟาง....ข้าว่าช่วงนี้เจ้าคงจะว่างเกินไปจริงๆ ชายแดนเหนือขาดคนฝึกทหารอยู่พอดี เจ้าอยากจะไปพักผ่อนสักเดือนสองเดือนหรือไม่....? "ข้าน้อยยังต้องไปเฝ้าสังเกตดูความเคลื่อนไหวคุณหนูมู๋ต่อ ข้าน้อยขอตัวไปก่อนพะยะค่ะท่านอ๋อง..." ตงฟางรีบใช้วิชาตัวเบาหายตัวไปหลังจากกล่าวจบ เพื่อเอาตัวรอด "ดูท่าข้าคงจะต้องไปเยี่ยมเยือนสหายเก่าสักวันเสียแล้วสิ...." บุตรสาวตระกูลมู๋ผู้นี้ เป็นเพียงเด็กสาวที่กำลังจะถึงวัยปักปิ่น เหตุใดบิดาถึงได้ให้ความสำคัญกับนางมากกว่าสิ่งอื่นใด หนานกงจิ่งพลันรู้สึกสนใจบุตรสาวของท่านแม่ทัพใหญ่มู๋ขึ้นมา ก่อนจะให้คนไปแจ้งข่าวที่จวนตระกูลแม่ทัพใหญ่..... ณ...จวนท่านแม่ทัพใหญ่... "คุณหนูเจ้าคะ....นายท่านให้คนมาแจ้งว่าคุณชายใหญ่กลับมาแล้วเจ้าคะ คุณชายหลิงเซียวก็มาด้วยเจ้าคะ..." เสียงสาวใช้คนหนึ่งเอ่ยขึ้นอยู่นอกประตูห้อง "คุณชายใหญ่ คุณชายหลิงเซียว....? มู๋ชิงเหยารีบหันไปถามชุนเถา แสดงสีหน้างุนงง พร้อมทั้งกระพริบตาปริบๆ "ก็พี่ชายของคุณหนูอย่างไรละเจ้าคะ นี้อย่าบอกนะว่าคุณหนูจำแม้กระทั่งพี่ชายแท้ๆไม่ได้ แล้วก็คุณชายหลิงเซียว สหายคนสนิทของคุณชายใหญ่ แต่ก่อนที่ค่ายทหาร ข้าเคยเห็นคุณหนูตัวติดกับคุณชายหลิงเซียวเเจเชียว..." ชุนเถารีบอธิบาย มู๋ชิงเหยาพยายามรื้อฟื้นความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม ในยามที่บิดาพานางไปที่ค่ายทหาร หลิงเซียวผู้นี้มักจะติดตามบิดาของเขาไปที่ค่ายทหารด้วยเช่นกัน ทุกครั้งหลิงเซียวจะคอยอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับมู๋ชิงเหยาเสมอ แถมยังคอยปกป้องนางยามมีภัย จึงทำให้ทั้งสองคนมีความสนิทสนมกันมาก แต่ก็นานหลายปีแล้วที่ทั้งสองไม่ได้พบหน้ากัน ล่าสุดได้ยินว่าหลิงเซียวติดตามบิดาไปเป็นทหารที่ชายแดนใต้ตั้งแต่อายุยังน้อย แถมยังมีตำแหน่งเป็นขุนพลที่มีอายุน้อยที่สุด เหมือนกับมู๋ชิงเย่ ให้ตายเถอะ...หากขืนปฎิเสธที่จะพบพี่ชายทั้งสอง จะยิ่งทำให้พวกเขาเกิดความสงสัยและระแวงในตัวนางมากขึ้น หรืออาจจะทำให้นางถูกจับได้ว่าไม่ใช่มู๋ชิงเหยาตัวจริง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการให้เกิดขึ้นมาแน่นอน แต่หากพี่ชายทั้งสองเห็นนางว่ามีนิสัยเปลี่ยนไป นางก็แค่ตอบไปตรงๆ ว่าเวลาเปลี่ยนไปตามกาลเวลา คนเราก็ต้องเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ข้ออ้างนี้ดูจะไม่เกินจริง... "ชุนเถา รีบไปนำอาภรณ์มาให้ข้าเลือกดูหน่อย..." "เจ้าค่ะคุณหนู..." แต่ละชุดที่ชุนเถานำมา มีลวดลายหลากสีสันยิ่งกว่าคณะละครสัตว์ มู๋ชิงเหยารีบนวดคลึงขมับทันที เมื่อมองเห็นอาภรณ์หลากสีสันกองพะเนินอยู่เบื้องหน้า.... "ให้ตายเถอะยัยโง่นี้ไม่มีสมองบ้างหรือไงห้ะ....ดันไปหลงเชื่อคำลวงของยัยเพื่อนทรยศคนนั้นเข้า นี้มันใช่ชุดที่คนปกติเขาสวมใส่กันได้ที่ไหน ชุนเถา...รีบไปเตรียมรถม้าให้ข้า...วันนี้ข้าจะพาพี่ชายทั้งสองออกไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย..." ชุดสีแดงเพลิงที่มู๋ชิงเหยาสวมใส่อยู่ในขณะนี้ เห็นทีจะเป็นชุดที่พอจะใช้ได้ที่สุดมากกว่าทุกชุด มู๋ชิงเหยาไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบให้สาวใช้ไปแจ้งมู๋ชิงเย่และหลิงเซียว ว่าให้พวกเขาไปพบนางที่ร้านเสื้อผ้าชื่อดังแห่งหนึ่ง เพราะนางจะล่วงหน้าไปก่อน หลังจากได้ยินพ่อบ้านเจียงลู่เข้ามาแจ้ง ขุนพลทั้งสองคนจึงนั่งรถม้าตามมู๋ชิงเหยาออกไปอย่างว่าง่าย ณ ร้านผ้าเจียงหลี่... "ชุดนี้...ชุดนี้...แล้วก็ชุดที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ ข้าเหมาทั้งหมด เถ้าแก่..ช่วยห่อให้ข้าพร้อมกับส่งไปที่จวนของข้าด้วย ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด อืม...ให้ไปเก็บเงินที่พวกเขาสองคน..." มู๋ชิงเหยาชี้นิ้วไปที่บุรุษสองคนที่พึ่งจะก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา คำว่าให้ไปเก็บเงินที่พวกเขา บุรุษทั้งสองได้ยินเต็มสองรูหู หลิงเซียวพลันยกยิ้มที่มุมปาก พร้อมกับหยิบตั๋วเงินจำนวนหนึ่งมอบให้กับเถ้าแก่ร้านอย่างเต็มใจ "ข้าจ่ายเอง...พอหรือไม่...? หลิงเซียวหันไปถามเถ้าแก่ร้านผ้า น้ำเสียงแฝงไปด้วยความอบอุ่น "พอแล้วขอรับท่านขุนพลหลิง นี้ถือว่าเกินมาด้วยซ้ำ..." "ส่วนที่เกินไปก็ให้ถือเป็นค่าน้ำชา ในเมื่อเป็นสิ่งที่น้องหญิงต้องการ ข้าย่อมต้องสนองให้..." หลิงเซียวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "ตั้งแต่ข้ารู้จักกับเจ้ามา เจ้าไม่เคยคิดที่จะควักเงินก้อนใหญ่ออกมาใช้จ่าย ดูท่าคนที่ทำให้เจ้ายอมควักเงินออกมาได้ง่ายๆ คงมีเพียงแค่น้องสาวข้าซินะ...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า.." มู๋ชิงเย่หันไปกระซิบเสียงเบา "พูดมากเสียจริง..." หลิงเซียวหันไปตำหนิมู๋ชิงเย่ ใบหน้าเขาพลันแดงก่ำด้วยความเขินอาย มู๋ชิงเย่มองดูสหายรัก มีหรือเขาจะไม่รู้ว่าสหายรักคนนี้ คิดอย่างไรกับน้องสาวของเขา แต่หลิงเซียวแค่ไม่พูดออกมาเท่านั้น....ความเงียบสงบอันหวานละมุนโอบล้อมโต๊ะอาหารยามเช้า มู๋ชิงซานและมู๋ชิงเย่ต่างยกจอกน้ำชาขึ้นชนกันด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ขณะที่อัลทราย่าช่วยคีบอาหารให้เด็กชายฝาแฝดทั้งสองที่มองดูตงฟางด้วยสายตาชื่นชม "โธ่...ข้านึกว่าจะโดนทิ้งเสียแล้ว ขอบพระทัยพระชายาและท่านอ๋องพะย่ะค่ะ.." ตงฟางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รอยยิ้มกะล่อนกว้างขวางฉายชัดบนใบหน้า ตงฟางรีบก้มลงคารวะหมิงเหยาและหนานกงจิ่งซ้ำๆ ก่อนจะยืดตัวขึ้นปัดฝุ่นที่เข่า พลางขยิบตาให้ชุนเถา "แม่นางชุนเถา...ยามนี้พวกเราต้องเดินทางกลับดินแดนโอสถสวรรค์ด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะสามข้อหรือสามร้อยข้อ ข้าพร้อมจะฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อพิสูจน์ความจริงใจให้เจ้าเห็น..." "หุบปาก เงื่อนไขข้อแรกของข้า...หากเจ้ายังไม่เลิกทำหน้าตากะล่อนใส่ข้า ข้าจะฟ้องคุณหนูให้กักขังเจ้าไว้เฝ้าชายแดนสวรรค์ตลอดชีวิต.." ชุนเถาค้อนสายตาใส่องครักษ์ตงฟาง "ไอ้หย๋า...แค่เพียงข้อแรกก็ยากเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ..หน้าตาข้าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด จะให้เลิกกะล่อนได้อย่างไรเล่าแม่นาง...เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะยอมยิ้มให้ข้าวันละสามหน.." ตงฟางทำท่าเอามือทุบหน้าอก แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดเจียนตาย "เจ้าคนหน้า
ณ ห้องโถงใหญ่จวนตระกูลมู๋... โต๊ะอาหารยาวถูกจัดวางด้วยสำรับเช้าเลิศรสมากมาย ทว่ายังไม่ทันที่ท่านเจ้าดินแดนและเทพสงครามจะก้าวพ้นประตูห้องโถง เสียงความวุ่นวายเบื้องหลังก็ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมองเป็นตาเดียว "โอ๊ย...แม่นางชุนเถาเบามือหน่อย กระดูกแขนข้าจะหักแล้ว..." ตงฟางที่เดินตามหลังมาในสภาพถืออ่างน้ำล้างหน้าทองเหลืองด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกำลังถูกชุนเถายึดจับบิดไปข้างหลังอย่างช่ำชอง เสียงร้องโอดครวญขององครักษ์ดังลั่นจนมู๋ชิงเย่ที่กำลังยกจอกชาถึงกับสำลักออกมาคำโต "เกิดอะไรขึ้นรึ...? หมิงเหยาหยุดชะงัก หันไปมองสาวใช้คนสนิทด้วยความสงสัย นัยน์ตาสีมรกตฉายแววขบขัน ชุนเถาที่ใบหน้ายังคงอมชมพูระเรื่อ สะบัดมือปล่อยข้อมือตงฟางให้เป็นอิสระทันที ก่อนจะก้มคารวะหมิงเหยาอย่างเรียบร้อย ผิดกับท่าทางโหดเหี้ยมเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "เรียนพระชายา...องครักษ์ตงฟางผู้นี้เดินไม่ดูทางเจ้าค่ะ เอาแต่จ้องหน้าข้าจนเดินชนเสาเรือนไปสองรอบ พอน้ำล้างหน้ากระฉอกใส่เสื้อตนเอง ก็ยังแกล้งร้องว่าข้าเป็นคนผลัก แล้วถือโอกาสกุมมือข้าไม่ยอมปล่อยเจ้าค่ะ..." "ข้าเปล่าแกล้งนะแม่นางชุนเถา ข้าปวดข้อมื
ความผูกพันและสายใยที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในดินแดนเซียนหรือในโลกมนุษย์ ต่างก็หยั่งรากลึกอย่างงดงาม ไม่เพียงแต่ความรักระหว่างหนานกงจิ่งและหมิงเหยาที่ผ่านพ้นกาลเวลาและอุปสรรค แต่รวมถึงความจริงใจของตงฟางที่คอยโอบอุ้มชุนเถาในยามที่นางโดดเดี่ยวที่สุด ความผูกพันที่เงียบสงบแต่หนักแน่นนี้ พลอยสุกงอมขึ้นอย่างละมุนละไมเช่นกัน แม้หน้าห้องบรรทมจะตกอยู่ในความเงียบสงบยามดึกสงัด แสงจันทร์นวลตาฉาบทาทั่วระเบียงไม้หอม ลมราตรีพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นอายสวรรค์ลอยเอื่อย ตงฟางที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากของชุนเถา นัยน์ตาของตงฟางพลันฉายแววอบอุ่นและอ่อนโยน "เจ้าแอบยิ้ม...แปลว่าใจอ่อนให้ข้าบ้างแล้วใช่หรือไม่ แม่นางชุนเถา...? ตงฟางเอ่ยกระซิบเบาๆ น้ำเสียงไร้ซึ่งความกะล่อน หากแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ชุนเถาชะงักไปเล็กน้อย พวงแก้มแดงระเรื่อในความมืด นางไม่สะบัดหน้าหนีเหมือนเคย หากแต่ทอดสายตามองไปทางดวงจันทร์บนท้องฟ้า ถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่ค่อยได้เอ่ยบ่อยนัก "ตลอดเวลาหลายปีที่คุณหนูของข้าไม่อยู่...หากไม่ได้เจ้าคอยช่วยจัดการเรื่อ
หนานกงจิ่งวางภรรยาลงบนฟูกนุ่มอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาสีทองจ้องมองนัยน์ตาสีมรกตด้วยความจริงใจ "ข้ารู้ว่าเจ้ายังคงสับสนกับความทรงจำในอดีต..แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นท่านเจ้าดินแดนโอสถสวรรค์ หรือจะเป็นเหยาเอ๋อร์บุตรสาวของตระกูลมู๋...สำหรับข้าแล้ว เจ้าคือดวงใจเพียงดวงเดียวของข้าตลอดไป.." หนานกงจิ่งใช้นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่บดบังใบหน้างามให้อย่างอ่อนโยน หมิงเหยามองสบสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักบริสุทธิ์ตรงหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความอบอุ่น นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ซุกใบหน้าหวานลงกับอกแกร่งของสามี "รู้แล้ว...รีบไปอาบน้ำก่อนเถอะ คืนนี้ให้ข้านอนพักผ่อนอย่างสงบจริงๆนะ ห้ามเจ้าฉวยโอกาสยามข้านอนหลับเด็ดขาด..." "น้อมรับคำสั่งภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งยกยิ้มมุมปากอย่างงดงาม ประทับจุมพิตแผ่วเบา ก่อนจะเดินหันหลังจากไปตามคำของภรรยา พายุกลิ่นสุราและสายตาหยอกเย้าเหือดหายไปพร้อมกับร่างสูงในอาภรณ์หรูหราที่ยอมถอยทัพไปอาบน้ำชำระกายแต่โดยดี ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบภายในห้องบรรทมเดิมที่คุ้นเคย หมิงเหยานอนตะแคงอยู่บนเตียงไม้หอม มือเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือความอบอุ่นจากจุมพิตของสามี
บรรยากาศภายในจวนตระกูลมู๋ที่เคยเงียบเหงาอึมครึมมาหลายปี บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความครึกครื้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มู๋ชิงเย่เร่งสั่งการให้บ่าวรับใช้ประดับโคมไฟมงคลทั่วทั้งจวน พร้อมจัดเตรียมสำรับอาหารรสเลิศเต็มโต๊ะใหญ่ ชวนให้นึกถึงวันวาน เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ มู๋ชิงซานอดีตท่านแม่ทัพใหญ่ที่บัดนี้ขอปลดเกษียณ เขาเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมไม้เท้า เมื่อเห็นร่างของบุตรสาวและลูกเขย นัยน์ตาฝ้าฟางของบิดาก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะยื่นไปกุมมือเรียวของหมิงเหยาเอาไว้แน่น พร้อมขยี้ตาดูอีกครั้งให้แน่ใจ "เหยาเอ๋อร์...ลูกสาวของข้า...สวรรค์เมตตาตระกูลมู๋โดยแท้ที่พาเจ้ากลับมา พ่อคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ฮือออๆๆ..." มู๋ชิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือตื้นตันใจ ร่ำไห้ปานจะขาดใจรีบสวมกอดบุตรสาวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะด้วยตัวเอง ราวกับนางเป็นบุตรสาวแท้ๆของเขาจริงๆ หมิงเหยามองภาพครอบครัวตรงหน้า ทั้งบิดาบุญธรรมที่มองนางด้วยสายตารักใคร่ลึกซึ้ง พี่ชายอย่างมู๋ชิงเย่ที่คอยตักอาหารใส่จานให้นางไม่ขาด พี่สะใภ้อัลทราย่าที่คอยชวนคุยอย่างอ่อนโยน ตลอดจนหลานชายฝาแฝดตัวน้อยที่หัวเราะเจ
"แอบหนีลงมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์คนเดียวเช่นนี้...ไม่คิดจะชวนสามีมาเป็นเพื่อนคลายเหงาบ้างเลยหรือ เหยาเอ๋อร์..." เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับอ้อมกอดแกร่งที่โอบรัดเอวบางของนางเข้าหาอกกว้างอย่างถือสิทธิ์ หนานกงจิ่งปรากฏกายขึ้นในอาภรณ์หรูหราของมนุษย์ ใบหน้าคมคายยิ้มพราวเสน่ห์ สายตาสีทองทอประกายความรักใคร่และความเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด "หนานกงจิ่ง เจ้า...เจ้าตามข้ามาถึงที่นี้ได้อย่างไร...? หมิงเหยาสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแดงผ่าวด้วยความตื่นตระหนก นางรีบหมุนตัวสะบัดออกจากอ้อมกอดเขา แต่หนานกงจิ่งกลับโอบกระชับแน่นขึ้น ไม่ยินยอมให้นางถอยห่างไปแม้แต่นิ้วเดียว "คิดหรือว่าร่องรอยสลักรักที่ข้าประทับไว้ทั่วเรือนร่างเจ้าตลอดสามวันสามคืน จะบดบังอักขระอำพรางเพียงแค่นี้ได้ ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดขอบฟ้า...ข้าก็ตามหาเจ้าเจอเสมอภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งก้มลงกระซิบชิดใบหูอย่างหยอกเหย้า หมิงเหยากัดริมฝีปากแน่น หน้าร้อนฉ่าจนแทบระเบิดเมื่อนึกถึงรอยรักสีม่วงแดงใต้เสื้อผ้า แต่นางยังไม่ทันได้ด่าทอสามีตัวดี สายตาของหนานกงจิ่งก็เบนไปมองยังประตูจวนตระกูลมู๋เบื้องหน้า แววตาขี้เล่นของเทพสงครามพลัน







