LOGINเนื่องจากไม่สามารถเหนี่ยวรั้งความสนใจของบุตรชายให้อยากออกเรือนแต่งคุณหนูสกุลใหญ่ทั้งหลายมาเป็นสะใภ้ได้ บางทีหากหยางต้าหลงได้ชิมไข่ต้มสูตรพิเศษที่บุรุษหนุ่มในเกาซานที่ต่างหามากินกัน เลือดในกายหนุ่มของเขาอาจจะถวิลหาความอ่อนนุ่มของสตรี
“นี่มันไข่อะไรหรือขอรับ กลิ่นหอมแปลกๆ”
นางชำเลืองมอง เกรงลูกชายจะไม่กิน “กินสิ เจ้ากินให้หมดก่อนแล้วแม่จะเล่าให้ฟัง”
หยางต้าหลงดมดูรู้สึกกลิ่นของไข่หอมดี แต่เขาไม่ใช่นักชิม เมื่อดมอีกทีทำให้นึกถึงไข่ต้มโสม
‘คงเป็นไข่ต้มโสม’
เรื่องที่เขาใส่ใจมากที่สุดคือการฝึกปรือวรยุทธ์ เรื่องกินนั้นหาได้สนใจ กินอะไรท้ายสุดแล้วมันก็ไปรวมกันในท้อง
“กินเถอะ เจ้ากินแล้วจะต้องติดใจ”
เมื่อถูกคะยั้นคะยอมากๆเข้า เขาก็ยอมตามใจมารดา เมื่อไข่เข้าไปในปากรสชาติเค็มปะแล่มแต่ก็ชวนกินทำให้เขากินใบแรกและกินใบที่สองสามตามเข้าไปจนหมด “ไข่ต้มกับใบชาหรือขอรับท่านแม่รสชาติดีนัก งั้นข้าจะกินให้หมด”
ฮูหยินผู้เฒ่าสีหน้าเหมือนกลืนยาขมเห็นหยางต้าหลงกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วขมคอแทน“ไข่นี่ไม่ได้ถูกต้มกับใบชา”
“ถ้าเช่นนั้นกลิ่นหอมแปลกนั่นเป็นสมุนไพรชนิดใด หรือจะนำไปต้มกับโสม แต่กลิ่นไม่คล้ายโสม”
“ไม่ใช่โสม แต่เป็นไข่ต้มกับฉี่เด็กชายบริสุทธิ์ต่างหากเล่า เถ้าแก่หลงว่าถ้าเจ้าได้กินมันต้องขยันหาสะใภ้ให้แม่แน่ เผลอๆ หาไม่ทันต้องหาสาวงามมาอุ่นเตียงรอเจ้าแต่งฮูหยินเข้าบ้าน”
“สรรพคุณมันยอดเยี่ยมขนาดนั้น ข้าอยากรู้นักใครเป็นคนต้มไข่นี้” หยางต้าหลงแสดงสีหน้าปั่นปึ่งเฉยชา แล้วคว้ากระบี่มาถือไว้กำมันจนแน่น
“ข้ากินไข่ต้มไปสามใบ ข้าจะตัดนิ้วมันออกมาสามนิ้ว”
นั่นคือเหตุการณ์เมื่อห้าวันที่แล้ว ก่อนหยางต้าหลงบอกแก่บิดามารดาก่อนจะออกจากคฤหาสน์ ตอนนี้เขากำลังเดินทางกลับสู่เมืองเกาซาน แคว้นจ้าว พร้อมกับขบวนเกี้ยวเจ้าสาวที่เขารับคุ้มภัยมาจากเมืองฉู่ งานในวันนี้คือคุ้มภัยขบวนเกี้ยวเจ้าสาวให้มาถึงเมืองเกาซานอย่างปลอดภัย เจ้าสาวจากเมืองฉู่นั้นเป็นลูกขุนนางใหญ่เป็นเครือญาติกับฮองเฮา ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของเจ้าสาวและขบวนทรัพย์สินที่นำมาเป็นสินเดิม จึงต้องการความปลอดภัยอย่างสูง ทางบ้านเจ้าสาวจึงจ้างสำนักคุ้มภัยให้มาคุ้มครองความปลอดภัยตั้งแต่ขบวนเกี้ยวเคลื่อนออกจากบ้านที่เมืองฉู่จนมาถึงเมืองเกาซาน
หยางต้าหลงขี่ม้านำอยู่หน้าขบวน สายตาสอดส่องทั้งซ้ายทั้งขวา เขาไม่เคยไว้ใจผืนป่าแถวชานเมืองเลยสักนิด ถึงจะใกล้เข้าเขตเมืองหลวงมากแล้วก็ตาม เขากำชับศิษย์ในสำนักที่ร่วมขบวนมาด้วยทั้งสิบคนด้วยน้ำเสียงกร้าวแข็ง ดุดัน
“ห้ามประมาทเด็ดขาด อีกสามสิบลี้ก็จะเข้าสู่ตัวเมืองหลวงแล้ว ต้องเพิ่มความระมัดระวัง จะผิดพลาดไม่ได้” หยางต้าหลงสั่งเสียงเข้มงวดเพราะเจ้าสาวในเกี้ยวมีความสำคัญอย่างมาก นางมีศักดิ์เป็นถึงหลานของฮองเฮา
บรรดาศิษย์ในสำนักที่ยืนขนาบทั้งซ้ายขวา หน้าหลังต่างขานรับเสียงดัง
“ขอรับท่านประมุข”
เสียงขานรับและการใส่ใจดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวดทำให้เจ้าสาวที่อยู่ในเกี้ยวหรูหราค่อยคลายความกังวล หลับตาฟังเสียงคนในขบวนย่ำฝีเท้าลงกับผืนหญ้าไปอย่างสงบ เพราะอีกนิดเดียวก็จะถึงบ้านของเจ้าบ่าวแล้ว
ยามอู่ (11.00 น.-12.59 น.) แม้จะแดดร้อนเปรี้ยงแค่ไหน แต่มือเล็กๆที่กำลังเก็บสมุนไพรที่จำเป็นต้องนำไปติดเรือนไว้ก็ไม่ย่อท้อ ร่างเล็กบางราวกิ่งหลิวย่อตัวลงนั่งกับพื้นหญ้า เร่งเก็บสมุนไพรใส่ตะกร้าไม้ไผ่อย่างคล่องแคล่ว เพราะต้องรีบกลับไปที่เรือนให้ทันก่อนยามเซิน (15.00 น.-16.59 น.) ไม่อย่างนั้นนางต้องถูกแม่ใหญ่เล่นงาน วันนี้ที่นางออกมาได้เพราะแม่ใหญ่ท้องเสีย อ่อนเพลียนอนพักอยู่ในห้องไม่ออกจากเรือนใหญ่มาสามวันแล้ว พวกบ่าวไพร่ในเรือนใหญ่เอาแต่เสนอหน้าเฝ้านางไม่ได้ขาด ทำให้ฮุ่ยชิงมีโอกาสลอบออกมานอกจวนโดยมีสาวใช้คนสนิทคอยดูต้นทาง
นอกจากทำอาหารแล้วฮุ่ยชิงยังมีความรู้เรื่องสมุนไพรด้วย มารดาเป็นคนสอนนางเก็บสมุนไพรตั้งแต่เล็ก สมุนไพรที่นางเก็บมีทั้งสรรพคุณใช้ห้ามเลือด แก้ไข้ แก้ปวดท้องนางเก็บจนเต็มตะกร้าแล้วจึงลุกขึ้น
ที่จริงนางปลูกสมุนไพรไว้บริเวณใกล้เรือนพักแต่เมื่อหลายวันก่อนมีชายชราผมขาวเป็นลมอยู่หน้าจวน นางช่วยเขาเอาไว้ชายคนนั้นบอกแก่นางว่าลงจากเขาเข้าเมืองมาหาซื้อสมุนไพร นางเห็นว่าสมุนไพรที่ชายชราต้องการจะซื้อนางปลูกไว้จึงนำมันให้ชายชราไปโดยไม่คิดราคาเพราะสงสารที่อยู่ตัวคนเดียวไม่มีเมียไม่มีลูกดูแล ชายคนนั้นบอกจะดูดวงให้ฟรีฮุ่ยชิงปฏิเสธแต่เขายืนกรานว่าดูแม่นยำนักครั้งหนึ่งเขาเคยทำงานอยู่ในวัง
นางจึงตัดรำคาญยอมให้เขาดู ชายชราตรวจดวงนางพลันสายตาตื่นตะลึง แล้วบอกนางว่าวาสนานางสูงส่ง ฮุ่ยชิงแทบหลุดขำ ชายชราคงเลอะเลือน ร่างเล็กคิดเรื่องขบขันพลางหัวเราะเบาๆ
“ข้ามีวาสนาสูงส่งจริง คงไม่ต้องมานั่งเก็บสมุนไพรไปขายแบบนี้หรอก”
สมุนไพรพวกนี้นอกจากนำไปใช้เอง ที่เหลือนางจะนำไปขาย นางหาเงินทุกทางเพื่อให้มารดาได้มีของกินดีๆ เพื่อบำรุงร่างกายบ้าง ขณะกำลังจะเดินกลับแต่นางหันไปเห็นกระต่ายป่าตัวน้อยสีขาวน่ารักตัวหนึ่งเข้า กระต่ายน้อยกำลังจ้องมองนางอยู่ราวกับจะชวนไปวิ่งเล่น
ฮุ่ยชิงส่ายหน้า “ข้าไปวิ่งเล่นกับเจ้าไม่ได้หรอกกระต่ายน้อย ข้าต้องรีบกลับบ้าน วันนี้ท่านพี่เหมยลี่จะมาเยี่ยมบ้าน ข้าต้องรีบกลับไปคารวะ”
นางว่าแล้วก็เตรียมจะหมุนตัวเดินกลับ แต่เจ้ากระต่ายน้อยสีขาวปุกปุยที่ดูจะรู้เรื่องเกินเหตุ กลับวิ่งเข้าหานาง
“เอ๊ะ ยังไงกัน เจ้ากลับไปหาครอบครัวเจ้าเถอะ ถ้าหากมีพวกพรานล่าสัตว์มาเจอ ต้องจับเจ้าเป็นอาหารแน่” ฮุ่ยชิงย่อตัวลงนั่งคุยกับกระต่าย แต่มันก็ไม่ยอมไปไหนมิหนำซ้ำมันยังวิ่งเข้ามาคลอเคลียกับเท้าของนาง
“ไม่วิ่งหนีข้าแบบนี้ เป็นอาหารของข้าดีหรือไม่” นางหยอกมันเล่นเท่านั้น แต่กระต่ายน้อยสัมผัสถึงความอ่อนโยนจากท่าที่ของนางได้ เจ้าขนปุยจึงไม่กระโดดไปไหน
แต่ความผิดปกติทำให้มันกลับถอยหนี แล้ววิ่งไปอีกทาง ด้วยความสงสัยแกมอยากรู้ว่าเจ้ากระต่ายน้อยจะสื่อสารอะไร นางจึงวิ่งตามเจ้ากระต่ายน้อยไปอย่างไม่รู้ตัว
“เกิดอะไรขึ้นเจ้ากระต่ายน้อย เป็นอะไรเล่า”
ร่างเล็กที่วิ่งตามมาได้สักพัก เม็ดเหงื่อก็เริ่มผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าผาก ฮุ่ยชิงหยุดวิ่งแล้วยกมือปาดเหงื่อ
“รอข้าด้วยเจ้าเห็นข้าหน้าเหมือนเจ้าหรือไง เจ้าขนปุย ข้าไม่ใช่กระต่ายจะได้วิ่งตามเจ้าทัน”
มันสนใจคำของนางเสียไหน ใช่แล้วมันฟังนางไม่เข้าใจ ร่างอ้อนแอ้นแก่นเซี้ยววิ่งตามไปอย่างปราดเปรียว
“ข้าเหนื่อยแล้ว ข้าไม่มีเวลามาวิ่งเล่นกับเจ้าแล้ว ถ้าอยากชวนข้าวิ่งเล่นก็ไว้วันหน้าเถอะ”
ฮุ่ยชิงมองพระอาทิตย์บนท้องฟ้าที่เคลื่อนจากบริเวณศีรษะไปทางทิศตะวันตกก็ร้อนใจ เพราะแสดงว่าเลยยามอู่ไปมากแล้ว นางตัดสินใจจะวิ่งกลับทว่าหูของนางได้ยินเสียงกรีดร้องสลับกับเสียงต่อสู้ดังแว่วอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“นั่นเสียงอะไร หรือใครจ้างพวกงิ้วเข้ามาเล่นในป่า” นางพูดออกไปเช่นนั้นแต่ดวงตาเคลือบความระแวงสงสัย
อีกด้านหนึ่ง
“คุ้มกันเกี้ยวเจ้าสาวอย่าให้เจ้าสาวเป็นอะไรเด็ดขาด”
หยางต้าหลงสีหน้าเคร่งเครียด ดำทะมึนด้วยความโกรธจัด เขากำลังขี่ม้านำขบวนเกี้ยวเจ้าสาวผ่านป่าไผ่ที่รกทึบ จู่ๆก็มีโจรป่านับสิบคนกรูกันเข้ามาขวางหน้าขบวนเกี้ยว พวกมันมีคนมากพร้อมอาวุธครบมือ หนำซ้ำลงมืออย่างรวดเร็วจนเขาเกือบตั้งรับไม่ทัน พวกมันฆ่าสาวใช้และบ่าวผู้ชายตายหมด เหลือแต่คนในสำนักคุ้มภัย
ฝีมือกระบี่พวกมันไม่ธรรมดา จัดอยู่ในกระบวนท่าสูงส่ง จนหยางต้าหลงตะโกนสั่งศิษย์ในสำนัก
“ปกป้องเจ้าสาวในเกี้ยวด้วยชีวิต”
“ขอรับท่านประมุข”
เจิ้งอี้เหยียนดวงตาดำมืดด้วยความขุ่นมัวเสด็จพ่อรู้ว่าเขากำลังหลบเลี่ยงเรื่องอะไร แล้วคิดใช้ไม้แข็งบังคับกันทางอ้อม“เสด็จพ่อรู้เรื่องที่ข้าแต่งงานกับสตรีในเกาซานแล้วใช่หรือไม่”“ฝ่าบาททราบเรื่องนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฮุ่ยชิงได้ยินก็พลันร่างกายแข็งค้างไปหมด “องค์ชายรอง!” นางครางออกมา ขอบตาแดงก่ำจู่ๆน้ำตาก็เห่อล้อมขึ้นมาคลอเบ้าตาแล้วไหลลงอาบแก้มทั้งสอง สิ่งที่นางคิดมาตลอดเป็นจริงแล้ว ตอนนั้นนางสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงมีชุดคลุมมังกรห้าเล็บ และยังเมื่อสองวันก่อนนางเข้าไปเก็บแท่นหมึกและกระดาษในห้องทำงาน พบว่าเอกสารถูกเขียนค้าง มีลายเส้นแตกต่างกับใบสั่งของครั้งก่อนๆ ที่ถูกเก็บภายในห้องทำงาน คนเราจะลายมือเปลี่ยนได้มากขนาดนั้นเชียวหรือวันนี้นางได้รับคำตอบแล้ว ท่าทีแปลกๆ ที่หลายครั้งทำให้นางรู้สึกสับสนเขาไม่ใช่หยางต้าหลง... แล้วเขาคือใคร ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตอยู่กับใครร่างเล็กเดินออกไปจากที่หลบซ่อนด้วยหัวใจเต้นระรัว ทั้งที่จริงเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงเขาแล้วแต่เหตุใดดูห่างไกลนัก หรือหัวใจกำลังเจ็บปวดจ
“เจ้าเป็นแมวหรือไง ถูอยู่ได้ เดี๋ยวเอาหน้าถูแขนข้าบ้าง ถูแผงอกข้าบ้าง จะเอายังไง”“ยังไงก็ได้เจ้าค่ะ แล้วแต่ท่านพี่แล้วกัน”“แน่นะ ที่พูดมา อย่างไรก็ได้?” ดวงตาแสนเจ้าเล่ห์วาบขึ้นทันทีฮุ่ยชิงเอาหน้ามาซบที่แผ่นอกอีกแล้ว นางเหมือนลูกแมวน้อยแบบที่เขาว่าไม่มีผิด แต่เขาเกลียดแมว มันชอบคลอเคลียทำให้รำคาญ แต่เหตุใดจึงไม่รำคาญเมียตัวน้อย และมือน้อยๆที่บังอาจซุกซนนัก ล้วงผ่านเสื้อเข้าไปลูบไล้ไปถึงแผงอก ยิ่งทำนิ่งไม่พูดอะไรเหมือนนางคงได้ใจ ทั้งซบและซุกอยู่อย่างนั้น‘เดี๋ยวข้าจะตัดมือเจ้าให้ ชอบลูบดีนัก อย่าให้ข้าลูบกลับบ้าง’เจิ้งอี้เหยียนกุมอำนาจทั้งกองทัพ ชื่อเสียงของเขาสะท้านแผ่นดิน ลาดไหล่กำยำแฝงด้วยกลิ่นอายทระนงโอบล้อมร่างบอบบางเอาไว้ เขาทนกับความรู้สึกส่วนลึกไม่ไหวจับนางเงยหน้าขึ้นแล้วก้มลงจุมพิตริมฝีปากนางที่หวานล้ำยิ่งกว่ารสหวานของลูกท้อ ดวงตาคมมองนางอย่างรักใคร่เอ็นดู“แต่งให้ข้าแล้วเจ้าเป็นของข้า ข้าเองก็ไม่คิดทอดทิ้งเจ้า จงจำเอาไว้นอกจากข้าใครก็รังแกเจ้าไม่ได้ ตบตีเจ้าไม่ได้” พูดไ
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ดวงจันทร์ที่โผล่พ้นเงาดำของเมฆออกมาเวลานี้สาดแสงสว่างลงมาทำให้เรือนร่างเล็กรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างสูงที่ยืนมองเรือนร้าง พลันชะงักเมื่อได้ยินเสียงก้าวสวบๆ ตามมาด้านหลัง นางจึงหยุดแล้วมอง“ท่านพี่! ท่านพี่เองหรือเจ้าคะ”“หากไม่ใช่ข้า แล้วเจ้าคิดว่าเป็นใคร”“เมื่อครู่ข้าเห็นเงาอะไรผ่านไปมาอยู่ใต้ต้นกุ้ยฮวา หรือข้าตาฝาด”นางคงตาฝาดไปกระมัง เมื่อครู่นางเห็นเงาแถวใต้ต้นกุ้ยฮวาที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ฮุ่ยชิงไม่สนใจเงานั้นอีก ตอนนี้เรื่องที่สำคัญคืออยากทำให้คนตรงหน้าหายโกรธ นางชักเท้าเข้าไปใกล้ ในสวนมีแต่เขากับนาง แสงจันทร์ในคืนเดือนแรมสาดส่องลงมาบางเบาทำให้เห็นเสี้ยวหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนเจิ้งอี้เหยียนรับรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางไม่ได้ตาฝาดมีองครักษ์เสื้อแพรของเสด็จพ่อ หรือองครักษ์เงาข้ารับใช้ของเขากันแน่ แต่เวลานี้ไปหลบตรงไหนเสียเล่าสตรีงามนั้นทำให้บุรุษลุ่มหลง แต่สตรีอ่อนน้อมช่างเอาอกเอาใจย่อมทำให้สามีรู้สึกสุขสงบอย่างแท้จริง เรื่องขุ่นข้องหมองใจในคืนนี้ นางควรรีบสร้างควา
ฮุ่ยชิงขมวดคิ้ว นางได้ยินเขาแทนตัวเองด้วยคำว่าองค์... แต่ความโกรธเกรี้ยวที่มีต่อกันตอนนี้ทำให้นางไม่ทันได้ถามออกไปไม่มีครั้งใดที่บุรุษตรงหน้าจะตะเบ็งเสียงใส่นาง รสชาติฝาดขมทะลักขึ้นมาในใจ หยาดน้ำตากำลังรื้นขึ้นมาถึงดวงตา นางไม่เคยคิดนอกใจเขา เหตุใดต้องปรักปรำนางด้วย แต่นางนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ทำไมจึงละเมอเรียกชื่อเถียนหลิงอย่างที่เขากล่าวหาแต่สถานการณ์ในเวลานี้ต่างคนต่างโมโห เขาเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขืนนางยืนอยู่ตรงนี้คงได้ตีกันตาย ร่างบอบบางตัดสินใจหมุนกลับไปทางประตูทางออกของเรือน แล้วคิดว่าจะหนีไปตั้งหลักก่อน รออารมณ์เย็นกันทั้งสองฝ่ายแล้วค่อยกลับมาพูดจากันดีๆแค่เพียงนางหันหลังให้เขา ใบหน้าคมคายกลับสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดราวกับมีดาบข้าศึกกำลังแทงหัวใจเขาอยู่“ฮุ่ยชิง นั่นเจ้าจะไปไหน”ร่างเล็กสะดุ้งเฮือก หยุดยืนอยู่กับที่เสียงเขาก็ยังตวาดไล่หลังมาอีก “เดี๋ยวนี้เจ้าอวดดีกล้าเดินหนีข้าแล้วหรือ ชักบังอาจเกินไปแล้ว”ได้ยินคำพูดเช่นนี้ร่างเล็กรีบสาวเท้าหนีคนอารมณ์ร้าย เวลานี้ค่ำแล้วบ่าวไพร่ต
เมื่อถึงสำนักคุ้มภัย ฮุ่ยชิงเดินตามร่างกำยำเข้าไปที่เรือนอย่างรวดเร็ว นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงเงียบขรึมมาตลอดทาง ระหว่างทางนางพูดด้วยเขาก็ตอบเพียงสั้นๆ พอถึงเรือนฮุ่ยชิงรีบตามเขาเข้าไปในเรือน“ท่านพี่คงหิวมาก วันนี้ท่านอยากกินอะไรเจ้าคะ ข้าจะรีบเข้าครัวปรุงสำรับให้” แม้จะมีบ่าวไพร่เต็มเรือนแต่อาหารของสามีนางมักจะเป็นผู้ลงมือปรุงเองคนที่ยืนไพล่หลังพูดขึ้นเสียงทุ้มห้าว “ไม่ต้องทำ ข้าไม่อยากกิน”“แล้วท่านพี่ไม่หิวแล้วหรือเจ้าคะ” ในเมื่อตอนอยู่หน้ากรมอาญาท่าทางเขาหิวจนหงุดหงิด คนถามเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างน้ำเสียงถูกกดต่ำด้วยอารมณ์ไม่พอใจแต่เจ้าตัวก็พยายามฝืนพูดด้วยน้ำเสียงปกติ “เจ้ารู้จักรองแม่ทัพเถียนหลิงนานแล้วหรือ เหตุใดดูสนิทสนมกันนัก” เพียงแค่เขาปล่อยนกพิราบสื่อสารขึ้นฟ้าในระหว่างที่เดินทางกลับ เมื่อถึงประตูทางเข้าสำนักคุ้มภัยเขาได้คำตอบแล้วว่าชายที่ฮุ่ยชิงคุยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มนั้นคือรองแม่ทัพเถียนหลิง บุรุษผู้นั้นมากด้วยฝีมือ กำลังก้าวหน้าอย่างมากในกองทัพหญิงสาวเม้มริมฝ
“ข้าเพิ่งกลับเข้าเมืองมาได้เพียงสองวัน”“พี่เถียนหลิงท่านเรียกข้าคุณหนูรอง ตอนนี้ข้าไม่ได้เป็นคุณหนูรองแล้วนะเจ้าคะ”เถียนหลิงขมวดคิ้วเข้ม “หมายความว่ายังไงหรือ” เขาไม่ได้กลับเข้าเมืองนาน มีอะไรที่เขาพลาดไปฮุ่ยชิงหน้าแดง “เวลานี้ข้าเป็นฮูหยินน้อยสกุลหยางแล้ว ข้าแต่งงานกับท่านประมุขหยางต้าหลง”“จริงหรือ ข้ายินดีด้วย นับว่าเหมาะสมกันแล้ว”“แล้วท่านเล่า ถูกสั่งย้ายกลับเข้าเมืองแล้วหรือเจ้าคะ”“ข้าถูกหัวหน้าสำนักตรวจการเรียกตัวมาสอบสวน”“ใต้เท้าซ่งเรียกท่านมาสอบสวน” คิ้วของนางขมวด เท่าที่นางพอรู้และสัมผัสได้ คนผู้นี้เป็นคนจิตใจดี ใจคอกว้างขวางไม่น่าจะทำเรื่องทุจริตในกองทัพให้ใต้เท้าซ่งเรียกตัวมาสอบสวนได้นี่นาเห็นสีหน้าเป็นกังวลของนาง เถียนหลิงกลับหัวเราะราวกับเขาไม่ทุกข์ร้อน ก็เขาไม่ได้ทำผิดเหตุใดต้องกังวล“เห็นท่านยิ้มได้แบบนี้คงรับมือใต้เท้าซ่งผู้เถรตรงได้ไม่ยาก คงไม่มีอะไรให้ท่านต้องวิตกกังวล”“







